.....
"อ๊ากกกกกกกกกกก "
เสียงร้องที่เต็มไปด้วยความเ็ปและทรมาน ดังออกมาอยู่นาน แต่ท้ายที่สุดแล้วเสียงร้องที่น่าสงสารและแสนยาวนานก็ค่อยๆหยุดลงพร้อมๆกับการปรากฏตัวของภาคิน ที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะรอยสักแปลกๆที่แขน สีผมและดวงตา และร่างกายที่ดูสูงใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ตอนนี้ทั้ง4คนกำลังตกตะลึงเป็อย่างมาก โดยเฉพาะสเวนกับมิเกล ที่กำลังตัวสั่นเทาและเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ที่ปรากฏออกมาจากสายตาของพวกเขาทั้งสองคน
"บ้าน่า!!! นี้มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเ้าเด็กคนนี้ถึงได้มีพลังทั้งสายกายภาพและสายเวทย์มนตร์!!??" มิเกละโออกมาอย่างอิจฉาในความสามารถนี้?
"นี้เหรอเวทย์มนตร์...??" ในส่วนของภาคินบัดนี้ กำลังสำรวจร่างกายของตัวเองด้วยความตื่นเต้น เพราะตอนนี้เปลวไฟได้ลุกท่วมไปทั่วทั้งร่างกายของเขา แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความร้อนของพวกมันเลยซักนิด
"ทำไมพลังเวทย์ของเ้าถึงได้เยอะกว่าข้า!!??"
มิเกลยังคงพึมพัมออกมาเหมือนคนบ้า เมื่อเขาััได้ถึงพลังงานเวทย์มนตร์ อันมากมายมหาศาลของภาคิน
"ไฟจงดับๆๆ"
ภาคินบ่นพึมพัมออกมาเบาๆ พร้อมกับกำลังจินตนาการถึงเปลวเพลิงที่กำลังมอดดับ และมันก็ได้ผล เมื่อไฟที่กำลังลุกท่วมตัวของภาคิน จู่ๆก็ดับลงเหมือนมันกำลังจะตอบสนองต่อความ้าของภาคิน
ที่จริงพลังงานเวทย์มนตร์นั้นมีอยู่ในทุกๆที่ รอบๆตัวของมนุษย์ และมนุษย์ทุกคนก็สามารถใช้งานพวกมันได้ โดยขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะมีความสามารถมากน้อยแค่ไหน และถนัดธาตุอะไร เื่นี้ทุกคนต่างก็รู้ดี
แต่สิ่งที่ทำให้มิเกลแปลกใจก็คือ ภาคินไม่ได้ร่ายบทเวทย์ของพรอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอยืมพลังเวทย์จากธรรมชาติเลย แต่กลับใช้พลังของธรรมชาติอย่างธาตุไฟได้อย่างง่ายดาย และเื่นี้ๆเอง ที่ทำให้มิเกลแทบจะเป็บ้าอยู่ก่อนหน้านี้
"เ้าทำได้ยังไงเ้าหนู!!! ช่วยบอกข้าที หรือว่าเ้ามีบทเวทย์ในตำนาน!!!??" ตอนนี้ทั้งมิเกล และสเวน ต่างก็้าคำตอบเนื่องจากพวกเขา้ารู้ความลับในการหยิบยืมพลังงานจากธรรมชาติ เหมือนกับที่ภาคินทำก่อนหน้านี้
"ทำอะไรครับ? ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน..??" ภาคินตอบออกมาอย่างตรงๆแต่คำตอบแบบง่ายๆนี้เอง ที่ทำให้ทั้งสองรู้สึกไม่พอใจเป็อย่างมาก เพราะทั้งสองคิดว่ากำลังโดนเด็กน้อยหลอกลวงอยู่
"หากพวกคุณยังกวนใจผมไม่เลิก ผมจะไม่ขายโลหิตัทองให้พวกคุณอีก ผมจะขายให้ท่านเ้าเมืองคนเดียว!!!"
เมื่อเห็นการแสดงออกของหัวหน้าสมาคมทั้งสอง ภาคินจึงได้ะโออกมาจนทำให้หัวหน้าสมาคมทั้งสองที่ได้ยิน ต่างก็เงียบและไม่กล้าที่จะถามอะไรออกมาอีก แต่ภาคินที่เห็นสายตาของคนทั้งคู่ก็รู้ดีเลยว่าทั้งสองคนนี้ คงไม่ยอมจบเื่ง่ายๆแบบนี้อย่างแน่นอน
"จงลุกไหม้ๆๆ"
พรึบ!!!!
จู่ๆเปลวไฟสีแดงเข้ม ก็ปรากฏขึ้นมาที่ด้านหลัง หรือจะเรียดกว่าบั้นท้ายของหัวหน้าสมาคมทั้งสองอย่างฉับพลัน
"อะโอ๊ยยๆๆๆ ไฟไหม้ก้นข้าๆ ร้อนนๆๆๆ"
สเวนร้องโหยหวนออกมาทันทีที่เปลวไฟสีแดงเข้ม เริ่มเผาไหม้กางเกงตรงบริเวณก้นของเขา ไม่ว่าสเวนจะพยายามใช้มือปัดเท่าไหร่ ไฟสีแดงเข้มที่แปลกประหลาดนี้ก็ยังคงไม่ยอมดับ และการที่สเวนสวมชุดเกราะแบบเต็มยศ จึงทำให้เขาไม่สามารถถอดชุดออกมาได้ทัน
ดังนั้นสเวนจึงตัดสินใจนั่งลง ก่อนจะเอาก้นถูกไปกับพื้นอย่างแรงเพื่อดับไฟ ภาพที่เห็นทำให้เซนและเ้าเมืองนอริชอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ส่วนมิเกลที่เป็นักเวทย์ เขาเพียงแค่ร่ายบทเวทย์ธาตุน้ำออกมา ไฟที่ลุกอยู่ตรงก้นเขาก็ดับลงอย่างง่ายดาย
"แก ฝีมือแกใช่ไหม!!!" เมื่อไฟดับลงสเวนก็พุ่งเข้าไปหาภาคิน พร้อมกับความโกรธที่มากล้น
เปรี้ยงงง!!!!!!!!!
ร่างของสเวนปลิ้วออกไปด้านนอกของร้านทันที เมื่อเ้าเมืองนอริชใช้กำปั้นที่เต็มไปด้วยพลัง ของสายกายภาพชกเข้าไปใบหน้าของสเวนอย่างจัง
"พวกเ้ากำลังจะทำอะไร!!?? พวกเ้าเป็ถึงหัวหน้าสมาคม แต่กลับรังแกเด็กเพียงแค่คนเดียว?" เ้าเมืองนอริชพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยพลังอำนาจ ทำให้ทั้งสองไม่กล้าแม้แต่จะเถียงออกมาเลยซักคำ
"นับั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ร้านัทองจะอยู่ภายใต้ความดูแลของข้า คราวหน้าหากพวกเ้ายัง้าจะข่มขู่หรือรังแกน้องชายของข้าอีก ข้าจะไม่ปล่อยพวกเ้าไว้แน่!!!" เ้าเมืองนอริชเอ่ยออกมาอีกครั้งเพื่อย้ำเตือนว่า หากพวกเขาทั้งสองกล้าล่วงเกินภาคินอีก พวกเขาก็จะต้องเจอกับเขาที่เป็ถึงเ้าเมืองนอริชอย่างแน่นอน
"พวกข้าผิดไปแล้ว ยกโทษให้พวกข้าด้วยน้องชาย.." หัวหน้าสมาคมทั้งสองรีบขอโทษออกมาอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธของเ้าเมืองนอริช และแล้วหลังจากผ่านเหตุการณ์ต่างๆนาๆทั้งสามก็ซื้อขายกันสำเร็จ
และภาคินยังได้ขอร้องให้เ้าเมืองนอริช นำเงินบางส่วนไปแลกพวกอัญมณีระดับสูงมาอีกด้วย โดยเขาอ้างว่าเขาไม่สามารถที่จะเก็บเงินจำนวนมากมายขนาดนี้ได้ ส่วนเ้าเมืองได้ยินคำพูดของเด็กน้อยก็อดที่จะรู้สึกแปลกใจไม่ได้
"เ้าไม่มีใบเวทย์? หรือพวกอุปกรณ์มิติเลยเหรอ?" เ้าเมืองถามออกมาอย่างแปลกใจ และสเวนกับมิเกลก็แปลกใจเช่นกันเพราะภาคินมีของที่ล้ำค่าอย่างโลหิตัทอง แต่เขากลับไม่มีอุปกรณ์มิติเอาไว้เก็บของที่ล้ำค่าพวกนี้เลย?
"มันคืออะไรเหรอครับ ของที่ว่า??" ภาคินถามออกมาอย่างงุนงง เมื่อเห็นอาการของทั้งสี่คนที่อยู่ตรงหน้า
"นี้คือแหวนมิติของข้าๆให้ เ้าลองเอาไปใช้ดูก็จะรู้เอง..." เ้าเมืองนอริชยื่นแหวนวงเล็กๆสีทอง ที่ถูกแกะสลักเป็รูปหัวัสีทองอร่ามให้แก่ภาคิน ท่ามกลางสายตาที่อิจฉาของหัวหน้าสมาคมทั้งสอง ที่แสดงออกมาอย่างมิอาจปิดบัง
"สวมมันไปที่นิ้วมันจะปรับขนาดตามผู้สวมใส่ หากเ้าอยากจะเก็บอะไรที่มันเกะกะ เ้าก็เพียงแค่เอาแหวนวงนี้ไปััมันเบาๆก็พอ และหากว่าเ้า้าจะเอาของที่อยู่ในแหวนออกมา เ้าก็แค่นึกถึงสิ่งๆนั้น แล้วมันก็จะปรากฏออกมาเอง"
เ้าเมืองนอริชอธิบายออกมาอีกครั้ง ทำให้ภาคินลองยื่นแหวนไปัักับถุงเงินทั้งสามถุงเบาๆ และเื่เหลือเชื่อก็ปรากฏขึ้นเมื่อถุงใบใหญ่ทั้งสามได้หายไปจากตรงหน้านหมดสิ้น ในขณะที่ภาคินกำลังดีใจและใ กับความสามารถของแหวนอยู่นั้น ความมืดยามค่ำคืนก็ได้เข้ามาปกคลุมเมืองนอริชอีกครั้ง
"พวกท่านรอซักครู่.." ภาคินรีบเดินขึ้นไปบนห้อง เพื่อนำเอาโคมไฟเพดานพลังงานแสงอาทิตย์ออกมา (โซลาร์เซลล์) ติดตั้งและก็กดปุ่มเปิดใช้งานทันที
พรึบบบ!!
เมื่อหลอดไฟทั้ง10ดวงทำงานพร้อมๆกัน ร้านของภาคินที่มืดมิดก็พลันสว่างจ้าขึ้นมาทันที ทำให้หัวหน้าสมาคมทั้งสอง รวมถึงเซนและเ้าเมือง ต่างพากันตกตะลึงเป็อย่างมาก เพราะพวกเขาไม่เคยพบเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน
"สะสิ่งนี้มันคืออะไรM ทำไมถึงได้สว่างเหมือนตอนกลางวันแบบนี้?"
เ้าเมืองนอริชที่ทนความสงสัยไม่ไหวก็ถามออกมาเป็คนแรก เพราะขนาดเขาที่เป็ถึงเ้าเมือง แต่ก็ยังไม่เคยพบเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย เพราะแม้กระทั่งปราสาทเ้าเมืองก็ใช้เพียงตะเกียงน้ำมัน กับใบเวทย์ธาตุแสงเท่านั้น และใบเวทย์ธาตุแสงก็ใช้ได้เพียงชั่วคราว แถมมันยังแพงอีกด้วย
หลังจากที่ภาคินต้องคอยอธิบายให้ทั้งสามคนฟังอยู่นาน ในที่สุดพวกเขาก็กลับไปแต่ก่อนกลับไป พวกเขายังได้ขอร้องให้ภาคินช่วยหาโคมไฟมาขายให้พวกเขาอีกด้วย เพราะทั้งสามคนสนใจอุปกรณ์ให้แสงสว่างมาก ดังนั้นภาคินจึงเตรียมที่จะเรียกราคาอย่างเต็มที่อีกครั้ง
และแล้วเมื่อทกๆอย่างจบลง ในขณะที่ภาคินกำลังจะขึ้นไปชั้นบนของร้าน จู่ๆในหัวของเขาก็มีเสียงของผู้หญิงดังขึ้นมาอีกครั้ง ซึ้งเสียงที่ดังขึ้นมานี้เหมือน้าจะรายงานให้ภาคินทราบว่าตอนนี้ พลังงานที่สามาถใช้ได้ ได้ฟื้นกลับขึ้นมาจนเต็มแล้ว
ดูเหมือนว่าหลังจากที่ภาคินผ่านการฝังอัญมณีสีแดงสดไป พลังของลูกกลมๆสีฟ้าก็ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เื่นี้จึงทำให้ภาคินรู้สึกดีใจเป็อย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้ เื่พลังที่ใช้ในการข้ามไปมาระหว่างสองที่ มันทำให้ภาคินปวดหัวมาก
เพราะเขาสามารถใช้มันได้เพียงเดือนละ2ครั้งในการไปกลับ หลังจากนั้นก็ต้องรออีก1เดือนเต็มๆ ดังนั้นเมื่อมีเสียงแจ้งเตือนระดับพลังที่เพิ่มขึ้น มันจึงทำให้ภาคินรู้สึกดีใจอย่างสุดๆ
"ไหนๆก็ได้พลังเยอะขนาดนี้ละ ข้อจำกัดที่มีก็หมดไป เราลองเอาเหรียญทองพวกนี้ไปขายดูดีกว่า"
ภาคินในตอนนี้อยากทอดลองอะไรบางอย่าง จึงได้ตัดสินใจกลับไปยังโลกปัจจุบันอีกครั้ง ข้อแรกเขาอยากจะทดสอบดูว่าเขาสามารถใช้เวทย์มนตร์ในโลกปัจจุบันได้หรือไม่? และเหรียญทองพวกนี้ มันมีส่วนผสมเป็ทองบริสุทธิอยู่เท่าไหร่ แล้วตอนนี้ร้านก็ได้รับการปกป้องจากเ้าเมืองด้วย หลังจากที่ภาคินมอบหมายงานให้เซนแล้ว เขาจึงกลับไปยังโลกปัจจุบันอีกครั้ง
ณ.โลกปัจจุบัน
เมื่อภาคินกลับมาถึงห้อง เขาก็ต้องเจอกับเื่ที่ไม่คาดฝันทันที เนื่องจากก่อนหน้านี้หลังจากที่ถ่ายทำรายการสร็จ ภูมิและมาเรียได้ชักชวนให้เชฟใหญ่กลับมาที่บ้านด้วย เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับเื่ของภาคิน
แต่..ในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่ จู่ๆเสียงของลุงยศก็ดังขึ้นมา
"คุณภูมิ คุณมาเรียแย่แล้วครับ!!!!"
ลุงยศที่ทำงานอยู่หน้าบ้าน มองเห็นเห็นพลและชายชุดดำอีกสองคน ที่กำลังเดินเข้ามาในบ้านพร้อมกับท่าท่างแปลกๆ และชายในชุดดำสองคนที่เดินตามหลังพลมา ยังถือปืนพกเอาไว้ในมืออย่างโจ่งแจ้ง โดยที่ไม่เกรงกลัวกฏหมายอีกด้วย
ลุงยศจึงรีบวิ่งมารายงาน เมื่อภูมิได้ยินเื่ที่ลุงยศรายงานทั้งสามก็รู้ได้ในทันที ยิ่งด้วยการกระทำและการแสดงออกของพลและผู้บริหารระดับสูงที่โรงแรมก่อนหน้านี้ด้วยแล้ว จึงทำให้ทั้งสามพอจะคาดเดาสถานการณ์ได้ไม่ยาก ทั้งสี่จึงตัดสินใจรีบวิ่งขึ้นไปยังชั้นบนทันที เพราะพวกเขาเป็ห่วงภาคินที่ยังเล็กอยู่
กลับมายังสถานการณ์ปัจจุบัน...
"เปิดประตูให้ผมดีๆ ดีกว่าไหมพี่ชาย? หากพี่เปิดประตูให้ผมดีๆ ผมรับรองเลยว่าจะไม่ทำอะไรพี่มาเรีย และหลานชายที่แสนจะน่ารักของผมอย่างแน่นอนหึๆ แต่..หากไม่เปิดผมจะพังเข้าไปละนะ!!!"
พลพูดออกมาด้วยน้ำเสียงของผู้ที่เหนือกว่า พลในตอนนี้รอไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว หากเขาปล่อยให้ภูมิ มาเรีย และเชฟใหญ่ พลักดันภาคิต่อไปแบบนี้ อีกไม่นานงานของเขาก็คงจะไม่ง่ายแล้ว
ดังนั้นพลจึงคิดจะปิดบัญชีทันทีเมื่อมีโอกาศ แล้วอีกอย่างพลมีคนหนุนหลังที่ยิ่งใหญ่พอ ที่จะปิดข่าวการสังหารหมู่ในครั้งนี้ได้ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รู้สึกกดดันอะไรเลย กับการสังหารหมู่ในครั้งนี้เลย..แม้แต่น้อย