เสน่หาชั่วกัลป์

    บทที่ 51 ร้องขอพบชิงหร่านช่างยากลำบาก

    จมูกน้อย ๆ ของถังเฉียนสูดหายใจเข้า กลั้นน้ำตาไว้ ไม่กล่าวอะไรอีก


    ถังโยวส่งเสียง ฮึ อย่างเย็นชา หันศีรษะไป เปิดม่านออกมองดูทิวทัศน์


    เสี่ยวหรูจ้องมองลวี่เยา ลวี่เยาเปิดห่อผ้าซึ่งแขวนไว้ที่เอว ควักผลไม้แช่อิ่มลูกกลมออกมาหนึ่งเม็ด โยนเข้าปาก เคี้ยวแจ๊บ ๆ เสียงดัง รสชาติหวาน เสี่ยวหรูอดกลืนน้ำลายไม่ได้ ผลไม้แช่อิ่มลักษณะเช่นนี้ เสี่ยวหรูไม่เคยลิ้มลอง คงหวานอร่อยแน่ ๆ กระมัง?


    เสี่ยวหรูอยากได้ แต่ห้ามเสียหน้า ทำได้เพียงหันศีรษะไปอย่างโมโห บังคับตนมิให้อยากได้ลูกกลม ๆ ที่อยู่ในห่อผ้าของลวี่เยา ผลไม้แช่อิ่มรสชาติจะหวานสักแค่ไหนเชียว กล่าวในใจ ‘คุณหนูใหญ่ดีกับลวี่เยาเกินไปแล้ว! หากคุณหนูรองดีกับตนเช่นนี้บ้างก็เยี่ยมเลย ฮึ!’ 


    ถังโยวเห็นลวี่เยากินผลไม้แช่อิ่มของตนเองก็มิได้ใส่ใจ เดิมทีก็เป็นพวกโง่เง่าปัญญานิ่ม คิดเล็กคิดน้อยกับนางไปก็เปล่าประโยชน์ อีกอย่าง การนำลวี่เยาไว้ข้างกาย ถังโยวมักจะรู้สึกจิตใจสงบ จะว่าลวี่เยาโง่ นางกลับเป็นนังโง่ที่นิ่ง ๆ เงียบ ๆ  จะว่านางหลักแหลม นางก็ทำผิดโง่ ๆ แบบที่ใครก็รั้งไว้ไม่อยู่ โชคดีที่นางไม่ทำร้ายใคร เพียงแค่น่าโมโห 


    ถังโยวมีใจอยากกินผลไม้แช่อิ่ม แต่เมื่อคิดถึงริมฝีปากที่แต่งอย่างบรรจงของตนก็ไม่สามารถกินได้ ทำได้เพียงจ้องมองลวี่เยา กลืนน้ำลายแล้วมองออกไปนอกรถ  


    ในรถกระแสคลื่นพัดพาใต้น้ำ นอกรถพระอาทิตย์ร้อนระอุแผดเผา 


    เหงื่อชุ่มของถังเหลาเหย่ทำเสื้อผ้าเปียก น้ำมันซึมเต็มหน้า คิดแค่อยากให้ถึงบ้านฮัวหยุนตู้ รีบนำเสนอขายบุตรสาวสองคนที่อยู่ในรถออกไป 


    เดิมที ถังเหล่าเหย่คิดว่าง่ายที่จะเอ่ยถึงเรื่องราวเก่า ๆ ทว่าเมื่อเห็นฝูงชนมากมายที่หน้าประตูบ้านฮัวหยุนตู้ เขาก็เปลี่ยนความคิดทันที 


    ถังเหลาเหย่ตื่นตระหนกตกใจกลัวกระโดดลงจากรถ ลากคนที่มองอยู่ด้านข้างมาสอบถาม “น้องชาย พวกเจ้าดูอะไรอยู่?”


    น้องชายท่านนั้นตอบ “ได้ยินว่าศิษย์คนสุดท้ายของท่านอาจารย์จางมาแล้ว พวกเราล้วนอยากเห็นหน้าค่าตาตัวจริง ต้องขอคำแนะนำเสียหน่อย” 


    ถังเหลาเหย่รีบถาม “น้องชายรู้หรือไม่ว่าศิษย์คนสุดท้ายของท่านอาจารย์จางชื่ออะไร?”


    น้องชายท่านนั้นตอบ “แซ่ฮัว ชื่อชิงหร่าน เรียก...” คิดผ่าน ๆ ครู่หนึ่ง “ยังไม่รู้เรียกว่าเช่นไร” 


    ถังเหลาเหย่ตาค้างตกตะลึง แม้คำขอบคุณก็ลืมไปแล้ว กลับขึ้นรถม้าอย่างโง่งงงวย โบกมือออกคำสั่งคนขับรถม้ากล่าว “ไป ไป ๆ ไปบ้าน กลับบ้าน”  


    ขณะนั้นเอง ประตูข้างของบ้านฮัวค่อย ๆ เปิดออก เด็กน้อยรูปงามดูดีผู้หนึ่งเดินออกมา ประสานมือคารวะไปที่ฝูงชนกล่าว “ท่านชายบ้านเราบอกว่า สรรพสิ่งบนโลกมีเหตุมีกฎเกณฑ์ หากบังคับร้องขอ ก็เหมือนเมฆที่ไม่รวมตัว เหมือนลมที่ไม่พัดพา เหมือนโลกฉูดฉาดที่ไร้รอยยิ้ม อย่างไรเสียขอเชิญทุกท่านกลับไปเถิด”  


    ฝูงชนร้องเฮ้อ ทยอยคารวะกลับถอยไป


    ครู่เดียว หน้าประตูบ้านฮัวหยุนตู้ที่เดิมเหมือนตลาดก็ว่างเปล่า เหลือเพียงรถม้าตระกูลถังที่จอดโดดเดี่ยวโง่ ๆ อยู่ที่เดิม 


    เด็กน้อยกำลังจะปิดประตู เมื่อเห็นผู้ดูแลตระกูลรีบกลับมากับรถม้าที่ซื้อมา ก็รีบก้าวเดินไปด้านหน้าช่วยถือสัมภาระ


    ผู้ดูแลตระกูลคนนั้นพอเหมาะว่าเป็นเสี่ยวฟู่จึเมื่อสมัยก่อน ผู้ดูแลฟู่ในตอนนี้ พอเห็นถังเหลาเหย่ก็ตะลึงเล็กน้อย ยิ้มและกระโดดลงจากรถม้า เดินไปด้านหน้าสองก้าว กล่าวเสียงสูง “ถังเหลาเหย่ขออภัย ท่านชายต้องการพักอยู่ที่เขตลิ้วเหอสักระยะหนึ่ง ข้าน้อยวุ่นวายกับการจับจ่ายข้าวของเครื่องใช้ คิดแค่ว่าผ่านไปสองสามวันก็จะไปคารวะถังเหลาเหย่ ไม่คิดว่าจะล่าช้าเช่นนี้ ในเมื่อให้ถังเหลาเหย่มาถึงด้วยตนเองเช่นนี้ช่างเป็นการเสียมารยาท หวังว่าถังเหลาเหย่จะให้อภัย” กล่าวคำอย่างเกรงใจ แต่ในใจผู้ดูแลฟู่เข้าใจว่าท่านชายบ้านของตนจะไม่ออกไปเยี่ยมเยียนที่เรียกว่าเพื่อนเก่าคนนี้ อีกทั้งยังเป็นเพื่อนเก่าที่ไม่ได้สนิทสนม สำหรับความกตัญญูต่อน้ำนมนิดหน่อย 18 ปีก่อนนี้ก็ให้ไปแล้วสิบตำลึงเงินเป็นการตอบแทน เรื่องจริงแม้เป็นเช่นนี้ แต่กลับไม่สามารถกล่าวออกไป เหตุผลในการเป็นมนุษย์ละเอียดอ่อนยิ่งนัก 


    ถังเหลาเหย่ไม่กล้าอวดอ้างตนเอง รีบกล่าว “คนเช่นข้าไม่ละเอียดรอบคอบ ไม่มีพิธีรีตองมากมาย คิดว่าพวกท่านนายบ่าวแม้จะเคยมาเขตลิ้วเหอ แต่นั่นผ่านมาแล้วตั้ง 18 ปี เกรงว่าจะไม่สะดวกสบายกับสถานที่ จึงพาสาวน้อยทั้งสองมาช่วยเหลือด้วยตนเอง”


    ผู้ดูแลฟู่รีบตอบกลับ “มิกล้ามิกล้า ถึงอย่างไรขอเชิญถังเหลาเหย่นั่งด้านใน ดื่มน้ำชาอย่างดี พักสักครู่ ข้าน้อยจะไปเรียนท่านชาย” ใบหน้าแสดงความลำบากใจ “เพียงแต่ ท่านชายบ้านข้าเดิมชอบมาแบบเงียบ ๆ ที่...” ที่จะพบหรือไม่พบ กล่าวไม่ง่ายเลยจริง ๆ 


    ถังเหลาเหย่กล่าวอย่างเข้าใจเมตตา “ศิษย์คนสุดท้ายของท่านอาจารย์จาง แน่นอนว่าไม่เหมือนผู้คนทั่วไป ท่านไปธุระเถอะ พวกข้านั่งครู่หนึ่ง ดื่มน้ำชา ก็นับว่าได้พบเพื่อนเก่าแล้ว ใจก็สงบ” 


    ผู้ดูแลฟู่เห็นถังเหลาเหย่เป็นคนโปร่งใส ก็รีบยิ้มตอบรับ เชิญคนไปห้องรับแขก สำหรับถังเหลาเหย่ที่พาบุตรสาวมา เขาไม่แอบมองเลยสักนิด แม้จะบอกว่าถังเหลาเหย่พาบุตรสาวมาอย่างไม่ถูกไม่ต้อง แต่เมื่อคิดถึงสถานที่ทุรกันดารนี้ นับว่าไม่ต้องมีพิธีรีตองมากมาย และไม่ได้ซักถามเรื่องนี้ อีกอย่าง นายหญิงถังที่เสียชีวิตไปก็นับเป็นแม่นมของคุณหนู ความสัมพันธ์นี้อย่างไรก็นับว่าใกล้กว่าคนรอบ ๆ ในระดับหนึ่ง เพียงเสียดาย....เฮ้อ...



    ฮัวชิงหร่านแม้เพียงพักอยู่ที่นี่ชั่วคราว แต่ที่พักกลับเป็นบ้านที่ดีที่สุดของเขตลิ้วเหอ ได้ยินว่าบ้านนี้เดิมเป็นของขุนนางชั้นสูงท่านหนึ่ง ทว่าตอนหลังขุนนางชั้นสูงกระทำความผิด บ้านนี้ต้องเปลี่ยนมือแก่ผู้อื่น หลังจากนั้นมาก็ไม่มีใครรู้ว่าบ้านหลังนี้ความจริงแล้วตกไปอยู่ในมือผู้ใด ฮัวชิงหร่านท่องเที่ยวมาถึงที่นี่กลับเข้าพักบ้านหลังนี้โดยตรง ดูไปแล้วตอนนี้ บ้านหลังนี้ไม่แปดก็สิบเป็นของตระกูลฮัว ก็ใช่ ฟังชื่อฮัวหยุนตู้นั่น มิใช่เป็นของตระกูลฮัวหรอกหรือ? 


    ฮัวหยุนตู้ถูกสร้างขึ้นอย่างงดงามละเอียดลออ เมื่อยืนอยู่นอกประตูใหญ่จะรู้สึกแค่บ้านหลังนี้ครอบครองพื้นที่ขนาดใหญ่ เพียงเดินเข้ามาด้านใน จึงจะรู้สึกตกใจว่าเหตุใดมีสถานที่สุดวิเศษ ระหว่างทางเดินมีเสาแกะสลัก บนฉากกั้นแสดงถึงความยิ่งใหญ่ หลังคาแกะสลักเจียระไนละเอียด ดอกไม้แดงต้นไม้เขียวเป็นทิวทัศน์ บ้านทั้งหลังจัดวางอย่างงดงาม สีสันสวยสง่า มีความละเอียดลออของครอบครัวใหญ่แห่งเจียงหนาน และยังมีความยิ่งใหญ่ใจกว้างของใต้เท้าเปาจู่ทางภาคเหนือ เติมเต็มซึ่งกันและกัน มิโอ้อวดเกินจริง แค่ทำให้คนรู้สึกสบายใจ มันคือสถานที่ยอดเยี่ยมแห่งหนึ่ง  


    ถังเหลาเหย่รอคนอยู่ในห้องรับแขกที่สวยสง่า รอได้ประมาณหนึ่งถ้วยชาแล้วจึงได้พบกับเงาร่างของผู้ดูแลฟู่อีกครั้ง ช่วงเวลานี้ ดวงตาของเสี่ยวหรูสาวใช้ไม่หวั่นไม่ไหว ดูตรงนี้ มองตรงนั้น อดไม่ได้ที่จะเปรียบกับบ้านตระกูลถัง แต่ก็พบว่าไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้เลย สำหรับถังโยวและถังเฉียนยังมีถังเหลาเหย่ ล้วนกำลังแอบพินิจพิเคราะห์สิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ ของฮัวหยุนตู้อย่างระมัดระวัง กลัวว่าถูกคนอื่นเห็นเป็นพวกบ้านนอกและจับโยนออกไป ลวี่เยาเพียงคนเดียวที่เป็นธรรมชาติที่สุด และยังคงเคี้ยวผลไม้แช่อิ่ม เสี่ยวหรูเห็นก็ด่าในใจ ‘อีบ้านนอก! รู้จักแต่กิน!’


    ผู้ดูแลฟู่นำพาถังเหลาเหย่เดินไปทางสวนดอกไม้ด้านหลัง บอกข่าวเบา ๆ ว่า “ท่านชายและแขกกำลังชมดอกไม้อยู่ที่สวนดอกไม้ด้านหลัง”


    ถังเหลาเหย่สอบถามเสียงเบา “แสดงว่าพวกข้ามาเยี่ยมเยียนกะทันหัน ไม่สมควรนักใช่หรือไม่?”


    ผู้ดูแลฟู่ยิ้มกล่าว “ไม่มีปัญหา ๆ ท่านชายบ้านของเราเป็นคนที่เข้าหาได้ง่ายที่สุดคนหนึ่ง”


    ถังเหลาเหย่กล่าวชม “ช่างเป็นผู้ที่สูงส่งเสียจริงเชียว!”


    ถังโยวกล่าวในใจ ‘ดูท่าทางแล้วฮัวชิงหร่านผู้นี้เป็นคนไม่เลวเลย’


    ถังเฉียนกลับแอบเหล่มองผู้ดูแลฟู่กล่าวในใจว่า ‘แม้ว่าพวกเรามามิใช่เวลา แต่กลับเป็นเวลาพอดี หากไม่ได้พบผู้ดูแลท่านนี้ เกรงว่าจะเข้ามาในฮัวหยุนตู้นี้ไม่ได้เสียแล้ว’


    เสี่ยวหรูมองซ้ายมองขวา รู้สึกเพียงดวงตาสองข้างใช้ไม่พอเสียแล้ว ที่นี่เหตุใดจึงดูดีเช่นนี้? ล้วนเป็นทิวทัศน์ที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน 


    ลวี่เยาก้มศีรษะเล็กน้อย เดินตามหลังถังโยวไปเงียบ ๆ เหมือนหมอกควันจาง ๆ คล้ายไม่มีตัวตน




    เสน่หาชั่วกัลป์ เล่ม 2 ของน้องหูเหยียนออกแล้วเจ้าค่า ฝาก E-book ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะเจ้าคะ 

    ทุกท่านสามารถคอมเมนต์ให้กำลังใจกันได้น้า ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ

     

    ลิงก์ Ebook (Meb): https://rebrand.ly/hrs639g

    ***ถึงจะมี Ebook แล้ว แต่ยังเปิดให้อ่านฟรีจนจบนะคะ***