รถยนต์คันหรูแล่นมาจอดสนิทภายในลานบ้านตระกูลฮั่ว เจียงมั่วทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้ามึนงงพลางเหลือบมองฮั่วหลินเชินที่ยังคงหลับตาพักสายตาอยู่ข้าง ๆ แล้วเอ่ยถามเสียงไม่ดังนัก "ที่นี่ที่ไหนเหรอคะ?"
ฮั่วจิ่งรีบโยนหนังสือเอกสารการเรียนไปไว้ด้านข้างทันที ก่อนจะบิดี้เีและพูดด้วยสายตาภาคภูมิใจ "นี่คือบ้านเก่าตระกูลฮั่ว คนธรรมดาอยากจะเข้ายังเข้าไม่ได้เลย จะว่าไปพี่เป็ผู้หญิงคนแรกเลยนะ ที่อารองพามาที่บ้านใหญ่เนี่ย!" เขาทำหน้าเ้าเล่ห์พลางขยิบตาให้เจียงมั่ว
เจียงมั่วหรี่ตามองเขา มือเรียวอดไม่ได้ที่จะบีบเข้าหากัน รู้สึกว่าเ้าเด็กนี่เริ่มกวนประสาทจนน่าโดนหมัดสักเปรี้ยง
เมื่อเห็นสีหน้าของเจียงมั่วเริ่มดูจะดุดันขึ้นเรื่อย ๆ ฮั่วจิ่งก็ฉลาดพอที่จะขยับไปหลบฝั่งฮั่วหลินเชิน "อารองช่วยด้วย! เจียงเสี่ยวมั่วจะทำร้ายผมแล้ว!"
ฮั่วหลินเชินค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา มองทั้งสองคนแวบหนึ่งด้วยความรำคาญเล็กน้อย "คุณปู่รออยู่ที่ลานหลังบ้าน ถ้านายไม่อยากให้ท่านโมโหก็รีบไปซะดีกว่า"
"อ้อ" ฮั่วจิ่งเงียบเสียงลงทันควัน จากนั้นก็ลงจากรถไปอย่างว่าง่าย และในวินาทีที่เขาปิดประตูรถใบหน้าก็เปลี่ยนเป็ยิ้มระรื่นทันที เขาหันกลับมามองด้วยความสะใจพลางลอบคิดในใจว่า เจียงเสี่ยวมั่ว คราวนี้พี่ซวยแน่! ไม่รู้ว่าอารองของเขาจะหักหน้าเธอสะใจขนาดไหน อยากเห็นชะมัด ถ้าได้เข้าไปดูด้วยก็คงดี
ฉีอิ้นหรานเดินมาทางนี้พอดี เมื่อเห็นฮั่วจิ่งยืนยิ้มเ้าเล่ห์แบบนั้นก็ถึงกับชะงักไป เ้าเด็กนี่กำลังคิดแผนชั่วอะไรอยู่อีก? เขาเดินอาด ๆ เข้าไปหาฮั่วจิ่งก่อนจะเอื้อมมือไปดึงเสื้อฮู้ดของอีกฝ่ายไว้พลางยิ้มร้าย "ไอ้หนูแชมป์ฉี่รดที่นอน มีเื่อะไรน่าดีใจขนาดนั้นกัน?"
ฮั่วจิ่งที่กำลังยิ้มร่าเมื่อครู่สีหน้าเปลี่ยนเป็บึ้งตึงทันที เขาเอื้อมมือไปปัดและทุบตีฉีอิ้นหรานตามสัญชาตญาณอย่างโมโห "ไอ้บ้า นายต่างหากที่ฉี่ราด โคตรเหง้านายสิฉี่ราด ปล่อยฉันนะ!"
ฉีอิ้นหรานหัวเราะก่อนจะยอมปล่อยมือจากฮั่วจิ่ง แต่คำพูดคำจาของเขายังคงกวนประสาทเหมือนเดิม "เื่ที่มีคนฉี่รดที่นอนตอนอายุสิบขวบนี่ลืมง่ายจังนะ ให้ฉันช่วยรื้อฟื้นความจำให้ไหม? มันเป็เช้าวันที่อากาศแจ่มใสแสงแดดแรกของวัน..."
ใบหน้าของฮั่วจิ่งมืดมนลงอย่างรวดเร็ว เขามองริมฝีปากที่ขยับขึ้นลงของฉีอิ้นหรานแล้วรู้สึกว่าหมอนี่น่ารำคาญยิ่งกว่าพระถังซำจั๋งเสียอีก มือทั้งสองข้างข้างลำตัวเริ่มกำแน่นลมหายใจก็แรงขึ้นเรื่อย ๆ
ฮั่วจิ่งรวบรวมความโกรธทั้งหมดไปไว้ที่เท้า ก่อนจะยกขาขึ้นแล้วใช้แรงทั้งหมดที่มีเหยียบลงบนเท้าของฉีอิ้นหรานสุดกำลัง
"ไอ้บ้า!" พูดจบเขาก็เดินดุ่ม ๆ ตรงไปยังบ้านหลักโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
ฉีอิ้นหรานเจ็บจนหน้าเบี้ยว เขาะโไล่หลังฮั่วจิ่งไปอีกประโยค "ฮั่วจิ่ง แกมันก็แค่ไอ้แชมป์ฉี่รดที่นอนเท่านั้นแหละ!"
จังหวะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้นมา ฉีอิ้นหรานหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าเป็เบอร์แปลก เขาขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะกดรับสาย "ฮัลโหล ใคร?"
ไม่รู้ว่าปลายสายพูดอะไรมา สีหน้าของฉีอิ้นหรานพลันชะงัก มือที่ถือโทรศัพท์กระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว "เธอถูกคนพาตัวไปงั้นเหรอ?"
ภายในรถ
ฮั่วหลินเชินยังไม่ได้ลงจากรถทันที เขาคลึงหัวคิ้วด้วยความเหนื่อยล้าพลางพิงหลังกับเบาะ ความตั้งใจแรกคืออยากใช้โอกาสนี้ตักเตือนเจียงมั่วสักหน่อย เพื่อไม่ให้เธอมีความคิดที่ไม่เข้าท่า แต่พอสายตาเหลือบไปเห็นหนังสือเอกสารการเรียนที่ฮั่วจิ่งโยนทิ้งไว้ด้านข้าง เขาก็เผลอมองสำรวจมันเพิ่มอีกสองสามหน
โจทย์ที่ถูกติ๊กเอาไว้เหล่านี้... ดูเหมือนจะเป็โจทย์ที่ครอบคลุมเนื้อหาได้ดีมาก ทั้งหมดเป็การรวมเอาเนื้อหาสำคัญหลาย ๆ จุดมารวมกันเป็โจทย์ใหญ่อัตนัย เหมาะสำหรับเอาไว้ฝึกมือมาก
แถมพอดูวิธีการเฉลยโจทย์ก็เข้าใจได้ทันที วิธีทำนั้นรวบรัด แต่จุดสำคัญที่ใช้ให้คะแนนกลับอยู่ครบถ้วนไม่มีตกหล่น... เขารู้ดีว่าลายมือที่ดูมีพลังและโฉบเฉี่ยวแบบนี้ไม่มีทางเป็ของฮั่วจิ่งแน่ ๆ ถ้าอย่างนั้น...
เขาอดไม่ได้ที่จะหันไปมองเจียงมั่วที่อยู่ข้าง ๆ
นักเรียนเรียนแย่ที่สอบได้อันดับบ๊วยของโรงเรียนมัธยมปลายธรรมดา ๆ จะสามารถเลือกโจทย์เน้น ๆ จากกองแบบฝึกหัดมากมายขนาดนี้ได้เชียวเหรอ? เท่าที่เขารู้ ในโลกของฮั่วจิ่งไม่เคยมีคำว่าจุดสำคัญ มีแต่สัญลักษณ์ที่อ่านไม่รู้เื่ทั้งนั้น และต่อให้มันจะเป็แค่โจทย์มัธยมต้น ความคิดของเด็กเรียนแย่อย่างเจียงมั่วก็ไม่น่าจะเพียงพอให้เธอเขียนกระบวนการเฉลยแบบนี้ออกมาได้
ฮั่วหลินเชินก้มหน้าลงเงียบไปอึดใจหนึ่ง ผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาเลย
ถึงขั้นยอมทุ่มเทเรียนเนื้อหามัธยมต้นอย่างหนักเพื่อที่จะได้เข้าใกล้เขา แถมยังเรียบเรียงออกมาได้ดีขนาดนี้ คงลำบากเธอไม่น้อยเลย หลังจากคิดทบทวนดูเขาก็เปลี่ยนใจไม่ตักเตือนเธอเหมือนตอนแรก จากนั้นก็เผยรอยยิ้มบางแล้วพูดกลั้วหัวเราะว่า "เรียนรู้ได้ไม่เลว ตอนนี้ฉันเริ่มคาดหวังกับคะแนนสอบย่อยเดือนหน้าของฮั่วจิ่งขึ้นมานิดหน่อยแล้ว หวังว่าเธอจะไม่ทำให้ฉันผิดหวังนะ"
"หา?" เจียงมั่วรู้สึกงุนงงอย่างบอกไม่ถูก เธอหยิบแบบฝึกหัดที่ฮั่วจิ่งเพิ่งทำเมื่อครู่ขึ้นมาดู มีแต่รอยปากกาแดงกากบาทผิดเต็มไปหมด มันไม่เลวตรงไหนกัน? สายตาของหมอนี่มีปัญหาหรือเปล่า?
ในขณะที่กำลังคิดอะไรเพลิน ๆ เสียงเคาะกระจกรถเบา ๆ ก็ดึงสติของเธอให้กลับมา ฮั่วหลินเชินเลื่อนกระจกลง ก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมตามเดิม กลิ่นอายความกดดันทรงพลังแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศในรถเย็นเยียบขึ้นมาทันที
ฉีอิ้นหรานลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้ากับฮั่วหลินเชิน เขามักจะรู้สึกเกรงกลัวความทรงพลังของอีกฝ่ายอยู่เสมอ แต่คราวนี้สถานการณ์เร่งด่วนเกินกว่าจะมัวมานั่งกลัว เขาจึงรีบละล่ำละลักบอกออกไปอย่างลนลาน
"อารองครับ ช่วยผมหน่อยได้ไหม? พอดีเพื่อนร่วมชั้นของผมคนหนึ่งถูกใครก็ไม่รู้ลักพาตัวไปั้แ่่หัวค่ำ ตอนนี้พี่ชายคนโตของเธอร้อนใจจนนั่งไม่ติด เขาให้คนไปสืบหาเบาะแสแล้ว แต่ไม่เจออะไรเลย รถคันที่พาตัวเธอไปใช้ป้ายทะเบียนของเมืองหลวง..."
พูดถึงตรงนี้ ฉีอิ้นหรานก็ชะงักไปเล็กน้อย ความรู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาดกับเลขทะเบียนรถคันนั้นแล่นเข้ามาในหัว
และในตอนนั้นเอง ฉีอิ้นหรานก็ถึงกับยืนตัวแข็งทื่อ ตาเขาฝาดไปเองงั้นเหรอ? ต้องใช่แน่ ๆ อารองของเขาขึ้นชื่อเื่ไม่เข้าใกล้ผู้หญิง แล้วเจียงมั่วจะมาอยู่ในรถของเขา แถมยังนั่งเคียงข้างกันขนาดนี้ได้ยังไง? เขากะพริบตาปริบ ๆ พอลองกะพริบตาอีกทีก็ไม่ได้ตาฝาดนี่หว่า!
ฉีอิ้นหรานใช้เวลาอยู่นานกว่าจะกู้สติกลับคืนมาได้ เขาหันไปมองเจียงมั่วราวกับเห็นผี ปากอ้าค้างอยู่นานสองนานแต่กลับพูดไม่ออกสักคำ
กลายเป็เจียงมั่วเองที่โบกมือทักทายเขาพลางยิ้มเผล่ "ไฮ! เพื่อนฉี คิดไม่ถึงเลยนะว่านายจะเป็ห่วงเป็ใยฉันขนาดนี้?"
ฮั่วหลินเชินเหลือบมองเจียงมั่ว เห็นท่าทางลำพองใจของเธอแล้ว เขาก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ จึงหลุดปากแก้ต่างตามสัญชาตญาณ "ฮั่วจิ่งดึงดันจะพาเธอมาเอง"
ฉีอิ้นหรานได้ยินแบบนั้นก็อ๋อขึ้นมาทันที พลางเอามือปาดเหงื่อบนหน้าผาก แบบนี้ค่อยสมเหตุสมผลหน่อย! หลายปีมานี้มีผู้หญิงตั้งเท่าไหร่ที่พยายามจะทอดสะพานเข้าหาอารอง แต่ก็ไม่เห็นมีใครทำสำเร็จสักคน เจียงมั่วที่เป็แค่เด็กมัธยมปลายธรรมดา ๆ ไม่มีอะไรโดดเด่น จะเอาอะไรมาเป็ข้อยกเว้นล่ะ?
ฉีอิ้นหรานปรับสีหน้าให้เป็ปกติ ก่อนจะทำหน้าตายและเอ่ยอย่างนึกรังเกียจ "พี่ชายเธอกำลังตามหาแทบพลิกแผ่นดิน จะโทรไปบอกให้เขาให้คลายกังวลก่อนไหม? แล้วทำไมโทรศัพท์เธอถึงติดต่อไม่ได้? โตป่านนี้แล้วยังทำตัวให้คนอื่นเขาเป็ห่วงไม่เว้นแต่ละวัน น่ารำคาญจริง!"
เจียงมั่วคร้านจะฟังเขาบ่นพร่ำเพรื่อ จึงตัดบทด้วยใบหน้าเรียบเฉย "โทรศัพท์ฉันแบตหมด ยืมโทรศัพท์นายหน่อยสิ"
หลังจากบอกพิกัดกับกู้เหลียนเรียบร้อยแล้ว กู้เหลียนก็บอกว่าจะมารับเธอ เจียงมั่วจึงเตรียมตัวจะลงจากรถ ทว่าทันทีที่ประตูรถเปิดออก น้ำเสียงคล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้มของฮั่วหลินเชินก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง
"ไหนบอกว่าโดนไล่ออกมาไงครับคุณหนูเจียง ตอนนี้ฉันเริ่มสงสัยในความซื่อสัตย์ของเธอขึ้นมาหน่อย ๆ แล้วสิ"
เจียงมั่วชะงักฝีเท้าก่อนจะหันกลับมามองเขา เธอใช้นิ้วมือเรียวเอื้อมไปเกี่ยวเนคไทของฮั่วหลินเชินขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว พลางยกยิ้มมุมปาก "คนที่ไล่ฉันออกมาคือพี่รอง ส่วนคนที่ออกมาตามหาฉันคือพี่ใหญ่ มันมีปัญหาตรงไหนเหรอคะ คุณชายรองตระกูลฮั่ว หืม?"
ฮั่วหลินเชินอึ้งไปชั่วขณะ ท่าทางของเขาตอนนี้ดูเหมือนจะคิดไม่ถึงว่า จะมีคนกล้าทำรุ่มร่ามกับเขาแบบนี้ และหลังจากเจียงมั่วทิ้งท้ายประโยคนั้นไว้ เธอก็รีบะโลงจากรถอย่างรวดเร็ว แล้วเดินจ้ำอ้าวตรงไปยังประตูใหญ่ทันที
ส่วนฉีอิ้นหรานที่เห็นภาพนั้น ได้แต่ยืนมองจนตาค้าง
บ้าไปแล้ว! เจียงมั่วไม่ได้ไร้พิษสงเลยสักนิด ยัยนี่มันใจกล้าบ้าบิ่นถึงขั้นกล้าล้วงคองูเห่า*[1]ชัด ๆ !
[1] ล้วงคองูเห่า คือ เป็การเปรียบเทียบหมายถึงการกล้าล่วงเกินผู้มีอิทธิพล ซึ่งเป็เื่อันตรสยมากจนอาจจะถึงแก่ชีวิต