ระบบอัญเชิญพิชิตโลก

    ผู้นำตระกูลหนาน

    พริบตาเดียวก็ผ่านไปสามวัน

    เวลานี้ภายในห้องนั่งเล่นของที่พักสถาบันฉินเยี่ย

    น่าหลันหวงเมิ่ง ฟางเซียงลู่ หยางไท่และเยี่ยนเจวี๋ยได้มารวมตัวกันที่ห้องนั่งเล่นแห่งนี้

    หนานหมิงมองดูทั้งสี่คนด้วยรอยยิ้มเนื่องจากทั้งสี่คนพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงสามวันที่ผ่านมา

    ตอนนี้หยางไท่กับเยี่ยนเจวี๋ยได้ทะลวงเข้าสู่ระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นต้นแล้ว ฟางเซียงลู่และน่าหลันหวงเมิ่งทะลวงเข้าสู่ปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลาง

    เพียงเท่านี้ศิษย์สถาบันฉินเยี่ยทั้งสี่คนได้กลายเป็นปราชญ์ยุทธ์กันหมดแล้ว ถือว่าเป็นเหล่าศิษย์ที่แข็งแกร่งอันดับต้นๆของสถาบันทั้งหมดได้เลย

    น่าหลันหวงเมิ่งและคนอื่นๆต่างพูดคุยกันอย่างมีความสุข พวกเขารู้ดีว่าการที่จะเลื่อนระดับนั้นเป็นไปได้ยากมากๆแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าหอการค้าหมื่นสมุทรพวกเขาสามารถเลื่อนระได้ง่ายๆราวกับดื่มน้ำ

    ตอนนี้พวกเขาถึงได้เข้าใจว่าทำไมตระกูลหนานถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้ แม้กระทั้งระดับจักรพรรดิยุทธ์หรือเหนือยุทธ์ก็ยังมีอยู่ในตระกูล นอกจากนี้ศิษย์น้องหนานที่ดูเรียบง่ายก็คงมีความแข็งแกร่งมากกว่าปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลางอย่างแน่นอน เพราะทั้งน่าหลันหวงเมิ่งและฟางเซียงลู่ต่างรู้สึกว่าศิษย์น้องหนานแข็งแกร่งมาก 

    “ ดูเหมือนว่าพวกท่านจะพัฒนาได้อย่างดีสินะ ” หนานหมิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม 

    เขาได้รับรายงานจากเฟยลั่วชิงถึงการมอบทรัพยากรจำนวนหนึ่งให้กับทั้งสี่คน แม้ว่าจะไม่ได้มากมายอะไรแต่ก็นับว่าราคาสูงเอาเรื่อง แต่นั้นก็สำหรับกองกำลังในอาณาจักรเท่านั้นเพราะทรัพยากรเหล่านั้นในหอการค้าหมื่นสมุทรก็เป็นเพียงแค่ทรัพยากรระดับต่ำเท่านั้น 

    สำหรับหอการค้าหมื่นสมุทรแล้วทรัพยากรระดับสูงก็คือทรัพยากรที่ใช้ฝึกฝนเหล่าจ้าวยุทธ์และเทพยุทธ์

    ส่วนทรัพยากรที่ใช้ในการฝึกฝนทั้งสี่ก็มีพวกโอสถเพิ่มพลังวิญญาณระดับสูงอย่างโอสถวิญญาณยุทธ์และผงเสริมกายที่ใช้แช่ในอ่างน้ำจะทำให้ร่างกายและเส้นเอ็นแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม 

    “ ต้องขอบคุณศิษย์น้องเป็นอย่างมาก ถ้าหากไม่ได้ศิษย์น้องสนับสนุนข้าก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะสามารถทะลวงเข้าสู๋ระดับปราชญ์ยุทธ์ได้ ” หยางไท่กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

    ต้องรู้ก่อนว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนเขาเพิ่งจะอยู่ในระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสูงเท่านั้น แต่วันนี้เขาได้ทะลวงเข้าสู่ระดับปราชญ์ยุทธ์แล้ว 

    คนอื่นๆเองก็เห็นด้วยกับที่หยางไท่กล่าวมา เพราะพวกเขาได้ทรัพยากรจากหอการค้าหมื่นสมุทรทำให้พวกเขาก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้

    หนานหมิงยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจนัก เพราะสำหรับเขาแล้วทรัพยากรเหล่านั้นก็แค่ของธรรมดาทั่วไป ถ้าหากเขาอัญเชิญตัวละครระดับเซียนขึ้นไปได้อีกเขาก็จะมีทรัพยากรในการบ่มเพาะมากขึ้นเรื่อยๆ

    “ เอาละในเมื่อเป็นเช่นนี้พวกเราจะแสดงความแข็งแกร่งให้ทุกคนได้เห็น ข้าจะไม่ต้องให้ศิษย์น้องลงสนามประลองด้วยตัวเองเลย ” ฟางเซียงลู่หัวเราะอย่างมีความสุข

    “ ใช่แล้วล่ะศิษย์น้อง ข้าจะสู้อย่างเต็มที่เพื่อให้ศิษย์น้องไม่ต้องลงสนาม ” น่าหลันหวงเมิ่งกล่าวด้วยท่าทีจริงจัง

    หนานหมิงหัวเราะร่าและกล่าวว่า “ แม้ว่าพวกท่านจะแข็งแกร่งแต่โอวหยางจิงหานก็เป็นถึงระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นปลายเชียวนะ พวกท่านคิดหรือว่าจะเอาชนะเขาได้ง่ายๆ? ” 

    ปราชญ์ยุทธ์ขั้นปลาย?

    น่าหลันหวงเมิ่งและคนอื่นๆแสดงสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที เนื่องจากพวกเขาคาดเดาอยู่แล้วว่าความแข็งแกร่งของโอวหยางจิงหานจะต้องอยู่ในระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลางหรือไม่ก็ขั้นปลาย 

    เมื่อได้ยินที่หนานหมิงบอกเช่นนั้นความแข็งแกร่งของโอวหยางจิงหานก็คือระดับปราช์ยุทธ์ขั้นปลาย

    น่าหลันหวงเมิ่งหันไปมองฟางเซียงลู่และถามขึ้นว่า “ เจ้าคิดอย่างไร? ” 

    ฟางเซียงลู่แสดงสีหน้าครุ่นคิดและถอนหายใจพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “ ข้าไม่รู้ว่าโอวหยางจิงหานแข็งแกร่งแค่ไหน แต่อย่างน้อยๆทักษะของเขาจะต้องมีระดับตำนานอย่างแน่นอน แม้ว่าจะไม่ชนะแต่ข้าจะต้องพยายามเต็มที่ในการเอาชนะให้ได้หรือไม่ก็ต้องตัดกำลังของเขาให้ได้มากที่สุด ” 

    น่าหลันหวงเมิ่งพยักหน้าเห็นด้วย วิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว

    “ พวกท่านไม่ต้องคิดมากขนาดนั้นหรอก ปล่อยให้ข้าจัดการโอวหยางจิงหานคนเดียวก็พอแล้ว ถ้าหากเขาลงสนามพวกท่านก็หลบให้ข้าแล้วกัน ” หนานหมิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม

    น่าหลันหวงเมิ่งครุ่นคิดก่อนที่จะตอบตกลง ในเมื่อเป็นคำขอของหนานหมิงเขาก็ต้องยอมรับเท่านั้น และอีกอย่างเขาก็อยากรู้ด้วยว่าหนานหมิงแข็งแกร่งมากน้อยแค่ไหนกันแน่เมื่อเทียบกับอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองหลวง

    “ เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณแล้ว ” หนานหมิงยิ้มจางๆ

    หลังจากนั้นก็ถึงช่วงเวลาการประลองรอบตัดสินแล้ว

    ครั้งนี้ไม่จำเป็นต้องให้รองผู้อำนวยการพาไป น่าหลันหวงเมิ่งเดินนำหน้าคนอื่นๆไปยังสนามประลองทันที

    เวลานี้รอบๆสนามประลองเต็มไปด้วยผู้ฝึกยุทธ์และเหล่ากองกำลังชั้นนำที่นั่งอยู่เต็มทุกที่นั่ง

    สำหรับที่นั่งพิเศษก็เริ่มมีกองกำลังต่างๆทยอยเข้ามานั่งกันเป็นจำนวนมาก

    ผ่านไปสักพักกองกำลังใหญ่จึงจะปรากฏตัวไม่ว่าจะเป็นเหล่าตัวแทนของสถาบันทั้งสิบที่ผ่านเข้ารอบ ห้าตระกูลใหญ่จากเมืองหลวงหรือตระกูลใหญ่จากเมืองหลวงของแคว้นต่างๆ อาทิเช่นแคว้นฉินก็มีตระกูลฟาง ตระกูลฟาง ตระกูลเยี่ย 

    สำหรับราชวงศ์เหยียนไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิเหยียนซีเหอ รัชทายาทเหยียนอี้เฟิงหรือเหล่าองค์ชายและองค์หญิงต่างเข้ามานั่งประจำที่พร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นองค์หญิงใหญ่เหยียนชิวหยาน องค์หญิงเก้าเหยียนฉางอวิ๋น องค์หญิงสิบสามเหยียนซินหราน

    ซึ่งองค์หญิงเก้าย่อมต้องเชียร์โอวหยางจิงหานในฐานะคู่หมั้นของนาง แต่ทว่านางก็ไม่สามารถเชียร์ออกนอกหน้าได้

    ไม่นานนักก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาด้วยท่าทีองอาจ ซึ่งคนกลุ่มนี้มีคนที่มีชื่อเสียงอยู่เพียงแค่สามคนเท่านั้น แต่ทว่าทันทีที่คนกลุ่มนี้มาถึงก็ทำให้บรรยากาศรอบๆถึงกับเงียบทันที

    เพราะคนกลุ่มนี้คือคนของตระกูลหนาน ซึ่งมีถึงสามคนที่เหล่าผู้คนจดจำได้ ซึ่งก็คือหนานอวี้ หนานหลินและหม่าซีเยว่

    ซึ่งทั้งสามคนเดินตามหลังชายและหญิงคู่หนึ่ง

    ชายหญิงคู่นี้คือผู้นำตระกูลหนาน หนานเฟยหยุนและภรรยาของเขาซวี่ลั่ว ซึ่งก็คือบิดามารดาของหนานหมิงนั่นเอง นี้เรียกว่าเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองได้เปิดตัวต่อหน้าสาธารณชน

    สาเหตุที่ทุกๆคนรู้ว่าสองคนนี้คือผู้นำตระกูลหนานและภรรยาของเขาก็เพราะหนานหลินกอดแขนของหนานเฟยหยุนพร้อมกับพูดคุยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนและยังเรียกว่าท่านพ่อท่านแม่อีกด้วย เพียงแค่นี้ก็บ่งบอกได้แล้วว่าทั้งสองคือใคร

    ส่วนทางด้านของหนานอวี้ทำได้เพียงแค่เดินตามและส่ายหน้าเบาๆสำหรับท่าทีของหนานหลินเท่านั้น

    หนานอวี้และหนานหลินถือว่ามีฐานะสูงส่งอย่างมากในตระกูลหนาน แม้กระทั้งผู้อาวุโสใหญ่หรือคนอื่นๆก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเดินนำหน้าพวกเขา การที่มีคนที่เดินนำหน้าพวกเขาได้จะต้องเป็นคนที่มีอำนาจมากกว่าหนานอวี้และหนานหลิน แล้วใครกันที่จะมีอำนาจมากมายขนาดนั้นในตระกูลหนานก็ต้องเป็นผู้นำตระกูลหนาน

    แม้ว่าผู้นำตระกูลหนานและซวีลั่วจะไม่มีผู้ติดตามแต่ออร่าที่เขาปลดปล่อยออกมานั้นทำให้เหล่าจักรพรรดิยุทธ์หรือราชันยุทธ์ต่างก็รู้สึกถึงความแข็งแกร่งของเขาเป็นอย่างดี

    กลิ่นอายของทั้งสองคนนี้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาคือผู้ฝึกยุทธ์ระดับเหนือยุทธ์ การทำแบบนี้เท่ากับเป็นการบอกให้ทุกๆคนรู้ว่าตระกูลหนานมียอดฝีมือระดับเหนือยุทธ์อยู่จริงๆ

    “ แข็งแกร่งมาก! อย่างน้อยๆผู้นำตระกูลหนานจะต้องอยู่ในระดับเหนือยุทธ์เป็นแน่ ” 

    “ นั้นสิออร่าของผู้นำตระกูลหนานนั้นใกล้เคียงกับท่านหม่าซีเยว่ในวันนั้นเลย ” 

    “ ตระกูลหนานแข็งแกร่งจริงๆ โชดคีที่พวกเขาไม่ได้คิดกบฏไม่เช่นนั้นราชวงศ์เหยียนคงถูกทำลายไปนานแล้ว ” 

    เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ต่างก็กระซิบคุยกันด้วยท่าทีหวาดกลัว

    จักรพรรดิเหยียนซีเหอรีบลุกขึ้นยืนและเดินไปหากลุ่มของหนานเฟยหยุนด้วยความเครารพ

    “ ข้าเหยียนซีเหอขอคาระวะท่านผู้อาวุโสหนานเฟยหยุน ท่านผู้อาวุโสซวีลั่ว คุณชายหนานอวี้ คุณหนูหนานหลิน ” จักรพรรดิเหยียนซีเหอทักทายและโค้งคำนับเล็กน้อยให้กับทั้งสี่คน

    แม้ว่าเขาจะเป็นจักรพรรดิยุทธ์และจักรพรรดิผู้ปกครองอาณาจักรต้าเหยียนที่ยิ่งใหญ่ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าของตระกูลหนาน อำนาจเหล่านั้นก็ไม่มีความหมายแม้แต่น้อย เพราะอำนาจที่เขามีอาจจะถูกทำลายลงได้ทุกเมื่อ

    ผู้นำห้าตระกูลใหญ่รวมไปถึงผู้นำกองกำลังต่างๆก็รีบเข้าไปทำความเคารพทันที

    เวลานี้พวกเขามั่นใจแล้วว่าตระกูลหนานมียอดฝีมือระดับเหนือยุทธ์อยู่จริงๆ แถมยังมีมากกว่าสามคนด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าทั่วทั้งทวีปฮุยต้วนก็นับว่าเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุด

    ตอนนี้พวกเขาต้องพยายามกอดต้นขาใหญ่นี้ไว้ให้แน่น ถ้าหากทำได้ชีวิตของพวกเขาจะต้องพุ่งทะยานอย่างแน่นอน

    “ โอ้ยินดีที่ได้รู้จักทุกท่าน ” หนานเฟยหยุนกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้มจางๆ สำหรับเขาแล้ว เขานึกไม่ถึงเลยว่าตัวเองจะมีวันนี้เหมือนกัน วันที่แม้กระทั้งจักรพรรดิยุทธ์ต้องก้มหัวให้กับเขา

    “ ท่านผู้อาวุโสเชิญนั่ง ” จักรพรรดิเหยียนซีเหอกล่าวพร้อมกับเชิญให้หนานเฟยหยุนนั่งที่เก้าอี้มังกรของเขาเอง และเขาก็นั่งอยู่ด้านหลังของหนานเฟยหยุน

    คนอื่นมองดูก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใดเพราะไม่ว่าจะเป็นสถานะหรือความแข็งแกร่ง หนานเฟยหยุนย่อมมีทุกอย่าง

    “ เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจนะ ” หนานเฟยหยุนหัวเราะและนั่งลงที่เก้าอี้มังกร ส่วนคนอื่นๆก็นั่งอยู่ข้างๆ

    เหล่าราชวงศ์ได้ขยับที่นั่งไปด้านหลังของตระกูลหนานด้วยความเคารพและหวากดลัว 

    เพราะพวกเขากลัวว่าวันใดวันหนึ่งตระกูลหนานที่แข็งแกร่งนี้จะก่อกบฏหรือใช้อำนาจควบคุมราชวงศ์ในเงามืด 

    เวลานี้อำนาจบารมีของหนานเฟยหยุนถือว่าสูงมาก เพราะเขาเป็นถึงยอดฝีมือระดับเหนือยุทธ์ที่เรียกได้ว่าเป็นเพียงตำนานที่เล่าขานกันมาเท่านั้นในอาณาจักรต้าเหยียน 

    ด้วยเหตุนี้ยิ่งทำให้เหล่ารุ่นเยาว์และผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากตัดสินใจที่จะเข้าร่วมกับตระกูลหนานให้ได้ อย่างน้อยๆต้นไม้ใหญ่นี้ก็จะทำให้พวกเขาอยู่รอดปลอดภัยในโลกที่เต็มไปด้วยการต่อสู้แบบนี้

    หนานเฟยหยุนครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยพลังว่า “ อีกสองเดือนที่ภูเขาเฉียนตงข้างเมืองต้าฉิน ตระกูลหนานจะเปิดรับสมัครคนเข้าร่วมกับตระกูลหนาน หวังว่าพวกเจ้าทุกคนจะได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลหนาน ” 

    สิ้นเสียงของหนานเฟยหยุน เหล่าผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากก็พากันส่งเสียงเฮดังลั่นทันที แม้ว่าพวกเขาจะรู้ว่าตระกูลหนานกำลังเปิดรับสมัครคน แต่การที่ผู้นำตระกูลหนานมาประกาศด้วยตัวเองเห็นได้ชัดว่าตระกูลหนานเป็นตระกูลที่ใส่ใจผู้คนอย่างยิ่ง ซึ่งนี้คือความคิดของเหล่าผู้ฝึกยุทธ์เอง

    “ ผู้อาวุโสหนาน ไม่ทราบว่าคนของราชวงศ์เหยียนเข้าร่วมได้หรือไม่? ” จักรพรรดิเหยียนซีเหอถามขึ้นด้วยความเป็นกังวล

    “ แน่นอนว่าย่อมได้ ไม่ใช่แค่ราชวงศ์เหยียนเท่านั้น แม้แต่ตระกูลต่างๆก็สามารถส่งบุตรหลานเข้าร่วมกับตระกูลหนานได้เช่นกัน แต่ก็ต้องผ่านการทดสอบให้ได้ ” หนานเฟยหยุนกล่าวขึ้น

    เมื่อได้ยินว่าสามารถเข้าร่วมการทดสอบได้ จักรพรรดิเหยียนซีเหอก็ครุ่นคิดและวางแผนที่จะส่งองค์ชายและองค์หญิงไปทดสอบทันที

    รัชทายาทเหยียนอี้เฟิงแสดงสีหน้าจริงจังและตื่นเต้น เขาเองก็ต้องการที่จะเข้าร่วมกับตระกูลหนานเช่นกัน เพราะเขามีพรสวรรค์ไม่โดดเด่นเท่ากับคนอื่น แต่เขามีพรสวรรค์ในการปกครองทำให้จักรพรรดิแต่งตั้งเขาเป็นรัชทายาท 

    แม้ว่าจะมีพรสวรรค์ไม่โดดเด่นเท่ากับองค์ชายหรือองค์หญิงคนอื่นๆ แต่ตอนนี้เขาก็อายุมากกว่าสามสิบสี่ปีแล้วและยังเป็นถึงราชันยุทธ์ขั้นกลางอีกด้วย ต้องไม่ลืมว่าเขาคือองค์ชายใหญ่ทำให้เขาได้รับทรัพยากรในการฝึกยุทธ์เป็นจำนวนมาก

    สำหรับองค์ชายและองค์หญิงที่เข้าร่วมกับนิกายเทียนซู พวกเขาต่างก็อายุน้อยกว่าสามสิบแต่ความแข็งแกร่งของพวกเขาอยู่เหนือราชันยุทธ์ขั้นกลางไปแล้ว แต่ทว่าองค์ชายและองค์หญิงเหล่านั้นแทบจะไม่ได้กลับมาที่อาณาจักรต้าเหยียนเลยด้วยซ้ำ ทำให้ตำแหน่งรัชทายาทของเขามั่นคงอย่างมาก

    เมื่อใกล้ถึงเวลาประลอง กรรมการหลายสิบคนก็ปรากฏตัวขึ้นรอบๆสนามประลอง พวกเขาต่างก็เป็นถึงปราชญ์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์

    ไม่นานนักสถาบันทั้งสิบสถาบันก็ค่อยๆปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางเสียงเฮและเสียงเชียร์

    แน่นอนว่าเสียงเชียร์ที่ดังมากที่สุดก็มาจากสถาบันฉินเยี่ยและสถาบันหลวงต้าเหยียน

    เหล่าผู้ฝึกยุทธ์หรือผู้คนจากกองกำลังต่างๆก็คิดว่ามีเพียงแค่สองสถาบันนี้เท่านั้นที่น่าจะเป็นผู้ชนะในการประลองครั้งนี้

    สถาบันฉินเยี่ยมาถึงสนามประลอง หนานหมิงก็สัมผัสได้ถึงออร่าที่คุ้นเคย เขาจึงมองไปยังที่นั่งพิเศษก่อนที่เขาจะต้องหัวเราะแห้งๆ เพราะเขานึกไม่ถึงเลยว่าพ่อแม่จะมาดูการแข่งขันของเขาด้วย

    เมื่อหนานเฟยหยุนและซวีลั่วเห็นหนานหมิงเดินมาพวกเขาก็เพียงแค่ยิ้มทักทายเท่านั้น สำหรับพวกเขาแล้วการประลองนี้เป็นเพียงแค่การละเล่นของเด็กเท่านั้นและอีกอย่างหนานหมิงแข็งแกร่งยิ่งกว่าพวกเขาเสียอีก นี้ไม่ใช่เป็นการกลั่นแกล้งกันหรอกหรือ?