กู้ซิ่วไฉพาเด็กทุกคนกลับไปที่ห้องเรียนแต่กลับพบว่าเจินเจินไม่ได้ตามมาด้วยจึงออกไปตามหา พอเจอตัว เจินเจินจึงเล่าเรื่องที่เห็นบรรดาผู้ปกครองของเด็กจากหมู่บ้านข้างเคียงทะเลาะกันหลังจากออกจากสำนักศึกษาให้ฟัง
“เจินเจินเป็นเพราะพวกเขามีฐานะยากจนถึงได้ใจแคบ หากพวกเขาไม่ขาดแคลนก็จะไม่ทะเลาะกัน แต่เป็นเพราะขาดแคลนถึงได้คิดเล็กคิดน้อย”
“ท่านพ่อ ข้าเข้าใจแล้ว” เจินเจินยกมือตบอกของตนเอง “เกิดเป็นคนจะมีฐานะยากจนไม่ได้ท่านพ่อวางใจเถิด ข้าจะหาเงินให้ได้เยอะๆ จะเลี้ยงดูพวกท่านเอง!”
กู้ซิ่วไฉ “…” ข้าไม่ได้หมายความเช่นนี้เสียหน่อย แต่ก็ขอบคุณนะ
“แต่ก่อนจะหาเงินต้องเรียนหนังสือเสียก่อนการเรียนหนังสือทำให้คนเรารู้ทุกเรื่องและมีเหตุมีผล เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วถึงค่อยออกไปหาเงิน”เขาพูดบอก
“ข้าทราบแล้ว” เจินเจินตอบอย่างว่าง่าย “แต่เรียนอย่างเดียวไม่คัดอักษรได้หรือไม่”
กู้ซิ่วไฉส่ายศีรษะ “ตัวอักษรก็เหมือนนิสัยของคนแต่ตอนนี้เจ้ายังไม่ต้องรีบ ค่อยๆ ฝึกไปวันละเล็กวันละน้อยสักวันเจ้าต้องเขียนตัวอักษรได้สวยเหมือนกับพี่ชายเป็นแน่”
เจินเจินฟังแล้วก็นึกถึงตัวอักษรที่พี่ชายเขียน ทันใดนั้นแววตาก็เปล่งประกายออกมานางต้องเขียนตัวอักษรให้สวยเหมือนกับพี่ชายให้ได้!
“ก็ได้เจ้าค่ะ” เจินเจินรับคำอย่างเชื่อฟังอีกครั้งกู้ซิ่วไฉลูบศีรษะเด็กหญิงอย่างเอ็นดู ก่อนจะพาไปที่ห้องเรียนและให้นางคัดตัวอักษรเช่นเดียวกับเด็กคนอื่น
หลังห้องเรียนห้องข้างๆ เลิกเรียน เอ้อร์หลางซานหลางและซื่อหลางไม่สนใจจะไปปลดทุกข์ แต่รีบวิ่งมาที่ห้องเรียนของเจินเจิน“เป็นอย่างไรบ้าง”
“เจ้าได้ซ้อมผู้ใดหรือไม่” ซานหลางถาม
เพิ่งจะพูดจบซื่อหลางก็สะกิดที่แขนเสื้อของผู้เป็นพี่ชายก่อนจะชี้ให้ดูใบหน้าของเด็กทุกคนในห้องที่บวมปูด ซานหลางเห็นแล้วพูดอะไรไม่ออกทันที
“เจ้าซ้อมพวกเขาทุกคนเลยหรือ” ซานหลางเอ่ยด้วยสีหน้าหวาดๆ
เจินเจินส่ายศีรษะ “ไม่ใช่เสียหน่อย เจ้าอย่าพูดเหลวไหลข้าแค่ซ้อมเด็กอ้วนผู้เดียวเท่านั้น”
เอ้อร์หลางเอียงศีรษะพลางครุ่นคิดว่าเด็กอ้วนที่เจินเจินพูดถึงนั้นหมายถึงผู้ใดกระทั่งท้ายที่สุดก็นึกถึงจางหย่งขึ้นมา จากนั้นสีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นซีดเผือด“แย่แล้ว นั่นคือคุณชายน้อยของสกุลจางเชียวนะ!”
“ท่านพ่อต้องถูกไล่ออกแน่!”ซานหลางกล่าวด้วยสีหน้าตะหนกกลัว
“ไม่มีทาง พี่รองกับพี่สามโง่ไปแล้วหรืออย่างไร หากคหบดีจางจะไล่ท่านพ่อออกท่านพ่อจะยังสอนอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
ต่อมาทั้งสามคนก็ได้เห็นคุณชายสามสกุลจางเดินเข้ามาหาเจินเจินด้วยสีหน้าท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจก่อนจะยื่นขนมให้อย่างไม่ยินดีเท่าใดนัก “ข้าขอโทษ ข้าไม่ควรว่าเจ้าปัญญาอ่อน” เพราะเวลานี้ความจริงก็ได้ปรากฏให้เห็นแล้วว่าคนที่ปัญญาอ่อนคือตนต่างหาก
คหบดีจางที่ยืนอยู่ด้านหลังบุตรชาย ยิ้มพลางเอ่ยขึ้นมาว่า “หย่งเอ๋อร์เจ้าต้องเรียนรู้จากน้องสาวให้มากๆ และหากเจ้ากล้าแกล้งนางอีกละก็ข้าจะลงโทษเจ้า!”
เด็กอ้วนสะดุ้งตัวโยนด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะรีบพยักหน้ารับปาก
ขณะที่เด็กๆ ในห้องต่างมีสีหน้าตกตะลึงทั้งที่เจินเจินเป็นคนตีคุณชายสามแท้ๆ เหตุไฉนบิดาของเขาถึงกลับเข้าข้างเจินเจินไปเสียได้
เอ้อร์หลางกับซานหลางอ้าปากค้างกับภาพตรงหน้า พร้อมกับคิดในใจว่า ‘นี่คหบดีจางสมองมีปัญหาหรืออย่างไรแยกไม่ออกหรือว่าเด็กคนใดคือเด็กบ้านอื่น คนใดคือบุตรของตน’ ผิดกับซื่อหลางที่คิดในใจว่า ‘ข้ารู้อยู่แล้วว่าถ้าเจินเจินเป็นคนลงมือย่อมไม่มีทางเกิดปัญหาตามมาแน่นอน’ กระทั่งตกเย็นทั้งหมดถึงได้ทราบว่า เรื่องนี้ไม่เพียงไร้ปัญหาตามมาเท่านั้นหากยัง…
ภรรยาของคหบดีจางเล่นงานผู้เป็นสามีเสียยกใหญ่เพราะรังเกียจว่าค่าจ้างในแต่ละเดือนที่ให้แก่กู้ซิ่วไฉนั้นน้อยเกินไป อีกฝ่ายสามารถเลี้ยงดูบุตรสาวจนกลายเป็นเด็กที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ได้อย่างน้อยก็ต้องให้ค่าจ้างเดือนละสิบตำลึงด้วยเหตุนี้ค่าจ้างในแต่ละเดือนของกู้ซิ่วไฉจึงเพิ่มขึ้นตามคำเสนอของหลิวซื่อ
ต่อมาเมื่อได้รู้ว่าบิดาของเจินเจินก็ทำงานเป็นผู้ช่วยพ่อบ้านที่จวนของตนจึงเรียกอีกฝ่ายให้มาพบหลังจากได้สนทนาพูดคุยก็รู้สึกชื่นชอบนิสัยใจคอของหยวนเหล่าเอ้อร์อย่างมาก เพราะเขาทั้งรู้จักพูดมีอารมณ์ขัน อีกทั้งยังรู้หนังสือและเก่งคำนวณ คนมีความสามารถมากมายเพียงนี้ จะให้ค่าจ้างแต่ละเดือนน้อยไปได้อย่างไรด้วยเหตุนี้จึงเพิ่มเงินค่าจ้างให้เป็นเดือนละห้าตำลึง เท่ากับพ่อบ้านเลยทีเดียว
กล่าวได้ว่าการที่เจินเจินเล่นงานคุณชายน้อยของสกุลจางทำให้ทุกคนกลายเป็นไก่สุนัขขึ้นสวรรค์[1]
ช่างเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง
ภายหลังเมื่อคนในหมู่บ้านทราบเรื่องนี้ต่างพูดกันว่าเจินเจินคือดาวนำโชค คราเข้าไปอยู่ในบ้านสกุลกู้คนสกุลกู้ก็มีชีวิตที่ดีขึ้น
บ้านเดิมสกุลหยวนทั้งที่ก่อนหน้านั้นมีชีวิตที่ดีแต่พอให้เจินเจินสลับการแต่งงานกับเจ้าใหญ่ ชีวิตก็แย่ลงทันที ผิดกับที่หยวนเหล่าเอ้อร์ถูกให้ออกจากสกุลเวลานี้ไม่เพียงได้รับความสำคัญจากคหบดีจางได้เป็นถึงผู้ช่วยพ่อบ้าน เขายังได้รับค่าจ้างแต่ละเดือนถึงเดือนละห้าตำลึงด้วยกัน!
คนที่มาหาหยวนเหล่าเอ้อร์ที่บ้านสกุลหยวนในเวลานี้จึงเยอะเป็นพิเศษเนื่องจากยามนี้หยวนเหล่าเอ้อร์เป็นถึงผู้ช่วยพ่อบ้านสกุลจาง ทุกคนจึงอยากมาสร้างสัมพันธ์อันดีกับเจ้าตัวเอาไว้ด้วยเป็นเพราะคหบดีจางทำการค้ามากมาย วันใดที่ต้องการคนงานไปทำงานในระยะสั้น หากคนมีสัมพันธ์อันดีกับหยวนเหล่าเอ้อร์ไว้พอถึงตอนนั้นจะได้มาจ้างพวกตนไปทำงาน
ก่อนหน้านี้เวลาคหบดีจางจะว่าจ้างคนไปทำงานไม่เคยใช้คนจากหมู่บ้านอื่นเลย โดยผู้ดูแลแทนจะว่าจ้างแต่คนในหมู่บ้านตนเองเท่านั้นเช่นนี้เรียกว่าเมื่อมีคนในเรื่องก็จะง่ายขึ้น
“ต่อไปพวกเจ้าห้ามเรียกข้าว่าเหล่าเอ้อร์หรือหยวนเหล่าเอ้อร์อีก ข้าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสกุลหยวนแล้วนับตั้งแต่วันนี้ข้ามีชื่อใหม่ว่าหยวนฟู่กุ้ย” หยวนเหล่าเอ้อร์พูดบอกทุกคน
“ช่างเป็นชื่อที่ดีจริงๆ!”
“แปลว่าทั้งร่ำรวยและมีฐานะสูงส่ง!”
“ผู้ช่วยหยวนตั้งชื่อได้ดี ตั้งได้ดีจริงๆ!”
‘เจินเจิน : อย่าได้เห็นว่านางยังเด็ก นางทราบหรอกว่าในหมู่บ้านมีคนชื่อนี้ไม่แปดก็สิบคนเลยทีเดียว’
หยวนเหล่าเอ้อร์ ไม่ใช่สิ ตอนนี้ต้องเป็นหยวนฟู่กุ้ยไล่ชาวบ้านทุกคนกลับไปรั้งไว้แค่สหายที่สนิทกันสามคนเพื่อดื่มสุรา หลังดื่มสุราไปสามแก้วหยวนฟู่กุ้ยเอ่ยถามขึ้นมา “ยามนี้ข้าได้ดีแล้ว พวกเจ้าอยากจะติดตามข้าหรือไม่”
คนทั้งสามรีบพยักหน้า “อยาก!”
“อยากมาก!”
“นับตั้งแต่นี้ท่านคือพี่ชายของข้า!”
หยวนฟู่กุ้ยกลอกตามองทั้งสามคน แล้วจึงเอ่ยว่า “หากอยากติดตามข้า นับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปทุกเย็นพวกเจ้าต้องมาที่นี่ข้าจะให้เจินเจินสอนหนังสือให้หรือพวกเจ้าอยากจะไปเรียนที่สำนักศึกษาของคหบดีจางก็ได้เช่นกัน”
ซุนหมาจื่อทำหน้าขยาด “พี่ชายท่านจะให้ข้าไปขโมยไก่ขโมยสุนัขหรือไปแอบดูหญิงม่ายอาบน้ำล้วนได้ทั้งสิ้นยกเว้นก็แต่เรียนหนังสือ หากจะให้ไปเรียนหนังสือไม่สู้ฆ่าข้าให้ตายเสียจะดีกว่า!”
อีกสองคนรีบพยักหน้าเห็นด้วย
หยวนฟู่กุ้ยยิ้มพลางกล่าว “ไม่เรียนก็ได้อย่างไรเสียข้าก็ไม่ใช่คนที่ได้ดิบได้ดีแล้วลืมสหายพวกเรายังคงเป็นสหายกันเช่นเดิม แต่หากมีงานอะไรข้าคงให้พวกเจ้าไปทำไม่ได้เจ้าก็น่าจะรู้ว่าเพื่อให้ได้ทำงานในสกุลจางข้าต้องไปเรียนหนังสือกับกู้อวี้อยู่หลายเดือน”
“พี่ชาย ข้ายอมแล้ว ข้ายอมเรียนแล้ว” ครั้นเลี่ยวซานเพ่าได้ยินว่า หยวนฟู่กุ้ยต้องไปเรียนหนังสือกับกู้อวี้อยู่หลายเดือนกว่าจะได้เข้าทำงานกับจวนสกุลจางจึงยอมกัดฟันตอบตกลงออกไป หากไม่ยอมเรียน ต่อไปเกิดหยวนฟู่กุ้ยไม่ให้พวกตนติดตามเพราะอ้างว่าไม่รู้หนังสือจะทำเช่นไร
ส่วนอีกสองคนที่เหลือหลังจากทำท่าขบคิดอยู่สักครู่ถึงยอมรับปากเช่นกัน
หยวนฟู่กุ้ยยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะชวนให้ทั้งสามคนดื่มสุราต่อ ตัวเขาไปทำงานที่สกุลจางคนเดียวจู่ๆ ได้เงินค่าจ้างเพิ่มเช่นนี้ต้องเป็นที่อิจฉาของพวกคนงานที่นั่นเป็นแน่ยามนี้เขาไม่มีคนของตัวเองอยู่ด้วยเลยสักคน คนพวกนั้นจึงไม่ให้ความเคารพยำเกรงเขาหากอยากจะทำงานต่ออย่างอยู่ดีมีสุขก็ต้องมีคนที่ตนเองไว้ใจคอยอยู่ที่นั่นด้วย
บ้านเดิมสกุลหยวน
ไม่มีข้าวให้กินอีกแล้ว!!
ผู้เฒ่าหยวนด่าทอคนในบ้านด้วยความโมโห“ทั้งหมดก็เป็นเพราะพวกไม่ได้เรื่องอย่างพวกเจ้า! มิเช่นนั้น ตอนนี้เจ้ารองก็ยังคงเป็นคนของสกุลหยวนเราอยู่!เขาทำงานได้เงินตั้งห้าตำลึงต่อเดือนเชียวนะ!เจ้าสามเจ้าสี่ต้องทำงานหนักถึงครึ่งปีกว่าจะได้เงินจำนวนเท่านี้มา!”
[1] ไก่สุนัขขึ้นสวรรค์ หมายถึง เมื่อคนหนึ่งได้ดีพาให้คนอื่นพลอยได้ดิบได้ดีไปด้วย