Dominari: A song of evolution

    ตอนที่ 16 คนฉวยโอกาส

     ทั้งสองร่างนั้นลอยลงมายืนอยู่หน้าของทั้งหกคนอย่างช้า ๆล่องลอยประดุจใบไม่ที่ร่วงหล่นจากกิ่งก้านในยามฤดูสารท พลิ้วไหวเป็นอิสระ ยากจะขว้าไขว่ตราบจนปลายเท้าแตะลงกับพื้น ก็เหมือนกับว่าทั้งสองคนที่มาใหม่ไม่ได้สนใจอารมณ์การต่อสู้ที่คุกรุ่นมาก่อนหน้าเลยแม้แต่น้อยวายาหยุดกึกเมื่อทั้งสองคนนั้นมาขวางหน้าเธอ“ท่านหญิงวายา”“ท่านหญิงวายา”ชายทั้งสองคนกล่าวขึ้นแทบจะพร้อมกัน ลักษณะท่าทางของทั้งสอง และส่วนสูงนั้นแทบจะดูไม่ต่างกัน ทั้งสองดูสูงโปร่งและหล่อเหลาราวกับรูปปั้นเทวบุตรกรีก เมื่อเทียบกับวายาแล้ววายายังสูงเพียงแค่ไหล่ของทั้งสอง จุดที่แตกต่างของทั้งสองคือคนหนึ่งผมเข้มสีดำและผิวคล้ำเล็กน้อย ส่วนอีกคนผมสีบลอนด์และผิวขาวกว่าทั้งสองดูผ่อนคลายขณะกล่าวทักทายกับวายายูนิทเอฟทั้งสองเล็งเห็นช่องโหว่ที่เกิดขึ้นนี้ในทันที พวกมันรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายยกมือทั้งสี่ข้างเพื่อเตรียมการจู่โจมแต่ไม่ทันที่กระสุนหรือการจู่โจมใด ๆ จะถูกปล่อยออกมาจากยูนิทเอฟทั้งสอง อยู่ ๆ ยูนิทเอฟทางด้านซ้ายก็ขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เศษเนื้อร่วงหล่นลงไปกองที่พื้นเหมือนกับปลาที่ถูกแล่ รอยตัดราบเรียบเหมือนถูกมีดที่คมมากเฉือนผ่านด้วยความเร็วสูงจนเลือดไม่ทันไหลออกมาตอนที่เกิดบาดแผล แต่พุ่งพรวดออกมาพร้อม ๆ กันตอนชิ้นเนื้อตกลงถึงพื้นส่วนตัวทางด้านขวากลับมีสภาพที่แตกต่างกัน เพราะผิวหนังทั่วทั้งร่างเกิดความผุพองจนปริแตกออกมา เลือดสีชมพูปะทุออกมาจากแทบจะทุกส่วนที่ยังคงเป็นร่างเนื้ออยู่ และทุกส่วนก็ค่อย ๆ ร่วงลงมากลายเป็นเศษซากคล้ายกองเนื้อบดอยู่บนพื้น“วายุ คัลลาแฮนด์ พวกท่านทำอะไร” วายาถึงกับเดือดดาลในสิ่งที่ทั้งสองทำลงไปสำหรับวายา การเข้ามาขัดขวางการล่าเหยื่อของเธอก็คือการตั้งตัวเป็นศัตรูกับเธอนั่นเอง และเธอไม่สนใจเด็ดขาดว่าการกระทำนั้นจะมีความตั้งใจใด ๆ แฝงอยู่ และเธอยิ่งไม่สนว่าเธอจะต้องเป็นศัตรูกับใคร แม้กับสมาชิกสภาฯ ก็ตาม“วีรบุรุษ ย่อมมาช่วยหญิงงามน่ะซิท่านหญิง” วายุเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม เหมือนกับว่าไม่ได้สนใจอารมณ์ที่ขุ่นมัวของวายา หรือเอาจริง ๆ คือเหมือนว่าไม่ได้สนใจใครในที่นั้นเลยด้วยซ้ำ มือของเขาม้วนผมสีดำของเขาเล่นเหมือนกับว่าไม่มีเรื่องใดให้ทุกข์ร้อน“ท่านมาแย่งเหยื่อของข้า ก็เท่ากับอยากเป็นศัตรูกับข้า” วายากัดฟันกรอดวายารู้ดีว่าที่วายุและคัลลาแฮนมาลงมือในตอนท้ายนี้เพราะทั้งสองหวังผลอะไร ทั้งสองอยากให้ตัวเองเป็นผู้ได้ชื่อว่าคือผู้ยุติความวุ่นวายนี้นี่คือนิสัยของทั้งสองที่เป็นมานานแสนนานแล้วโดมินาริโดยทั่วไปอาจจะไม่มีโอกาสได้รับรู้ แต่กับวายาผู้อยู่ท่ามกลางมรสุมการแก่งแย่งอำนาจของเหล่าโดมินาริชั้นสูงมานานหลายศตวรรษรู้เช่นเห็นชาติในเนื้อแท้ของคนทั้งสองดีวายาอยากเข้าไปวัดฝีมือกับทั้งสองเข้าสักทีจะได้รู้ว่าใครกันแน่ที่แน่กว่ากัน โดยเฉพาะวายุที่มักจะเป็นคนพูดมากท่ามกลางทั้งสองคน ยิ่งโดยเฉพาะตอนนี้ที่อารมณ์ของเธอแปรปรวนและเปราะบางเหลือเกินแต่อมาร็อคก็เข้ามายืนขวางระหว่างวายากับวายุและคัลลาแอนเอาไว้ก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลาย“ข้าขอขอบคุณท่านทั้งสองที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ” แท้จริงแล้วอมาร็อคก็ไม่ได้รู้สึกแตกต่างจากวายาไปสักเท่าไร แต่กับสมาชิกสภาทั้งสอง อมาร็อคเข้าใจเกมการเมืองดีว่าไม่มีประโยชน์ใด ๆ ที่จะหาเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับคนทั้งสอง จึงได้แต่ฝืนยอมแสดงความขอบคุณเพื่อตัดบท “ลูกน้องของท่านหญิงนี้รู้มารยาทดีจริง ๆ” วายุยิ้มแย้มจนน่ารำคาญ “พวกข้าก็ยินดีที่จะช่วยเหลือพวกท่านเช่นกัน” วายุค้อมหัวลงเล็ก ๆ ตอบรับอมาร็อควายากัดฟันจนแน่นจนฟันของเธอแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ เพราะท่าทีที่กวนประสาทจากวายุ แต่เธอก็รู้ตัวว่าที่อมาร็อคต้องเข้ามาตัดบทนั้นเป็นเพราะอะไร เธอจะยอมให้เรื่องเล็ก ๆ ส่งผลให้กลายเป็นเรื่องวุ่นวายในอนาคตไม่ได้ระหว่างที่วายากำลังดำเนินสงครามน้ำลายกับพวกวายุอยู่นั้น ทางวลาดิเมียร์และโจจิก็รีบเข้าไปดูอาการของคาลที่กระเด็นกระดอนไปไกลจากแรงระเบิดร่างของคาลนอนคว่ำหน้าอยู่อีกฝากของถนนท่ามกลางซากปรักหักพังและเสียงร้องครวญครางของผู้บาดเจ็บวลาดิเมียร์ที่ตอนนี้ผิวหนังเปลี่ยนกลับมาเป็นสีเนื้อตามปกติแล้วรีบเข้าไปพลิกร่างของคาลขึ้นมาตรวจหาอาการบาดเจ็บ “โจจิ ชาโดว์ หมอนี่ไม่มีบาดแผลที่สาหัสถึงชีวิตอยู่บนร่างกายเลย”โจจิรีบมองไปทั่วร่างกายของคาลเพื่อหาร่องรอยอาการบาดเจ็บ แต่ก็พบว่าเป็นเหมือนที่วลาดิเมียร์บอกมาก่อนหน้า แทบจะไม่มีร่องรอยของแผลเปิดหลงเหลืออยู่เลยโจจิหยิบแว่นตาออกดวงตาของเขาพลันเรืองแสงเป็นสีเขียวอ่อน ๆ เขายื่นมือไปไปแตะเข้าที่หน้าอกของคาล แล้วก็ต้องรีบชักมือกลับด้วยอาการเหมือนคนถูกไฟฟ้าช็อตจากนั้นก็พลันปรากฎมานาสีทองแวบหนึ่งขึ้นที่หน้าอกของคาล “ฉันส่งมานาเข้าไปตรวจดูความเสียหายในร่างของคาลไม่ได้เลย มานาของเขากำลังปกป้องเขาอยู่”“งั้นเราจะเอายังไงดี ฉันว่าเราอยู่ตรงนี้นานก็ไม่น่าจะดีเท่าไร ยิ่งมีวายุกับคัลลาแฮนตามมาด้วย เดี๋ยวเรื่องของคาลจะแดงเสียเปล่า ๆ”วลาดิเมียร์รีบถามความเห็นกับโจจิและชาโดว์“พากลับไปหานอร่ากับอาเบลเลยดีกว่า ฉันว่าน่าจะดีที่สุด”วลาดิเมียร์และโจจิพยักหน้าพร้อม ๆ กันจากนั้นทั้งสามก็รีบจัดแจงพาคาลออกจากสถานที่ โดยพยายามแฝงตัวให้กลมกลืนร่วมไปกับผู้บาดเจ็บอื่น ๆ เมื่อทั้งสามออกจากบริเวณ หน่วยรักษาความปลอดภัยของเมือง และนักข่าวจำนวนมากก็มาถึงแทบจะพร้อม ๆ กันคัลลาแฮนที่มองเห็นเหตุการณ์มาตลอดจึงได้เปิดปากขึ้นมาหลังจากเงียบมานาน“พระเอกของวันนี้จากไปซะแล้ว” คำพูดที่เหมือนพูดขึ้นมาลอย ๆ ของคัลลาแฮนทำให้วายารีบหันไปมองหาคาลเมื่อมองจนทั่วแล้วพบว่าคาลและพวกวลาดิเมียร์ไม่อยู่ วายาก็รู้สึกใจหายและว้าวุ่นใจอีกครั้งพอทั้งวายุและคัลลาแฮนรู้ว่าปั่นหัววายาได้อีกครั้งแล้วก็หันมายิ้มเจ้าเล่ห์ให้กัน“รู้สึกว่าท่านหญิงจะมีกิจธุระอื่นเสียแล้ว ถ้าอย่างนั้นพวกข้าต้องขอลาก่อน” วายุกล่าวแก่พวกวายาโดยไม่รอคำตอบ จากนั้นก็เดินเข้าไปหาพวกนักข่าวและออกตัวยอมรับว่าตนเองและคัลลาแฮนคือผู้ที่จบเรื่องราวในวันนี้ลงวายาที่กำลังสับสนรีบปะติดปะต่อเรื่องราวและก็คิดขึ้นมาได้ว่า พวกวลาดน่าจะพาตัวของคาลไปแล้ว และเพื่อเลี่ยงปัญหาที่เรื่องตัวเองหนีออกมาในวันนี้ไม่ให้เป็นข่าวดัง จึงรีบชวนพวกอมาร็อคให้รีบออกจากบริเวณเช่นกันแล้ววายาก็หันมาถามอมาร็อคว่า “นายยังติดต่อกับวลาดิเมียร์อยู่ใช่มั้ย ช่วยติดต่อให้ฉันที”.............................................................เสียงเรียกเข้าคล้ายเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจากกำไลที่วายาให้ผมมาพร้อมกับแสงไฟสีน้ำเงินที่กระพริบเป็นจังหวะสม่ำเสมอผมกำลังนอนจ้องมันอยู่บนเตียงและสงสัยว่ามันคืออะไรอยู่นับชั่วโมงตั้งแต่เธอกลับไป พยายามกด พยายามบิด และทำหลาย ๆ อย่างกับมันเท่าที่พอจะนึกออกไปหมดแล้ว แต่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้นจนกระทั่งมีเสียงคล้ายกับโทรศัพท์ดังขึ้นก็ทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ว่า นี่มันคือสิ่งที่วลาดิเมียร์เคยใช้ตอนรับข้อความจากชาโดว์ ตอนนั้นวลาดิเมียร์ใส่มันไว้ที่ข้อมือ แล้วก็มีภาพปรากฏขึ้นที่ต้นแขนของเขาผมลองทำตามทันทีที่ผมเอากำไลชิ้นนี้นั้นใส่เข้าไปที่ข้อมือด้านขวา ก็พลันปรากฏภาพคล้ายหน้าจอของโทรศัพท์มือถือฉายขึ้นมาที่ข้อมือของผมรูปภาพของวายาแสดงอยู่ที่กลางหน้าจอซึ่งปรากฏขึ้นบนแขนของผม พร้อมกับวงกลมสองวงอยู่ด้านใต้ของรูป วงทางขวาเป็นสีเขียวและทางซ้ายเป็นสีแดง สีเขียว... คือกดรับสายซินะผมตัดสินใจกดรับสาย“เออ สวัสดี”“คาล นายใช้เวลานานมากเลยกว่าจะรับสาย” “คือฉัน... ไม่รู้วิธีใช้งานมันน่ะ”“จริงซินะ นายโดนสตรัคมานี่น่า” วายาทำเสียงอ่อย ๆ“ว่าแต่เธอโทรมา มีอะไรหรือเปล่าวายา”“ไม่มีอะไรหรอก ถ้าไม่มีอะไรโทรไปไม่ได้เหรอ” “ดะ ได้ซิ วันนี้ขอบคุณมากนะที่มาเล่าเรื่องของโดมินาริ... เออเรื่องของพวกเราให้ฟังหลายเรื่องเลย ยังมีอีกหลายเรื่องเลยที่อยากถามเธอ” “ได้ซิ นายถามมาได้เลย ฉันบอกแล้วว่าฉันจะช่วยสอนนายเรื่องของการเป็นโดมินาริให้เอง”วายาคือโฮโมโดมินาริคนแรกที่ผมรู้สึกถึงความเป็นเพื่อน ก่อนหน้านั้นแม้คนอื่น ๆ จะพยายามทำดีกับผม แต่ผมก็ไม่รู้สึกสนิทใจเท่ากับความรู้สึกที่มีต่อวายาในตอนนี้“คือฉันได้ยินเรื่องการกินคน กินเซเปียนส์มาจากคนอื่น ๆ น่ะ พวกเรากิน ‘คน’ ด้วยเหรอ”ผมอยากฟังเรื่องราวจากมุมอื่นนอกจากที่อาเบลบอกบ้างวายาเงียบไปครู่หนึ่ง ผมเริ่มกังวลใจว่าตัวเองถามคำถามที่ไม่ควรถามออกไปหรือเปล่า เลยคิดจะหาอะไรมาชวนคุยเปลี่ยนเรื่อง แต่ไม่ทันที่จะได้พูดอะไรวายาก็ถามกลับมาก่อน“แล้วถ้า ‘กิน’ นายจะไม่ชอบเหรอ”“ไม่ซิ ไม่ ไม่... ไม่ใช่ไม่ชอบ คือถ้ากินฉันจะต้องกินด้วยใช่มั้ย” ผมรู้สึกลนลานกับการตอบคำถามมาก ๆ ของผมมาก ๆ“คำตอบคือ ‘กิน’ และ ‘ไม่กิน’”วายาตอบมาสั้น ๆ กำกวมผมไม่ชอบคำตอบแบบนี้เลย“พวกเราบางกลุ่มเลือกที่จะกินน่ะ แล้วบางกลุ่มก็เลือกที่จะไม่กิน พวกที่กินมีความเชื่อว่าเลือดของเซเปียนส์ อวัยวะของเซเปียนส์สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งให้ดีเซลล์ได้ ส่วนพวกที่ไม่กินก็เพราะว่าไม่อยากกินแค่นั้นแหละ มันเป็นทางเลือกน่ะ” ผมรู้สึกว่าวายาไม่ได้บอกผมทั้งหมด“แล้วเธอ เอ่อ ไลแคนกินคนด้วยมั้ย”“แล้วถ้าฉันกิน เธอจะไม่คุยกับฉันแล้วหรือเปล่า” วายาทำเสียงไม่สบายใจ“...”นี่ผมถามอะไรผิดอีกแล้วหรือเปล่าเนี่ย“ไม่ว่าเธอจะเป็นยังไง ฉันก็จะยังคุยกับเธอ เธอเป็นเพื่อนโดมินาริคนแรกของฉัน” ผมเชื่อว่าผมพูดตามความรู้สึกของตัวเองจริง ๆใบหน้าของวายาที่ปลายสายอีกด้านเกิดรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก รอยยิ้มนี้ยิ่งทำให้วายาที่งดงามอยู่แล้วงดงามขึ้นอีกหลายเท่า “สัญญานะ”“ฉันสัญญา”ผมยังคุยเรื่อยเปื่อยกับวายาไปอีกพักใหญ่ เราสองคนคุยกันได้อย่างถูกคอ และคุยได้แทบจะทุกเรื่อง ด้วยความที่เธอเป็นคนที่ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตัวเอง ตรงไปตรงมา และไม่พูดอ้อมค้อม ทำให้ผมได้รู้จักเธอและเรื่องราวอื่น ๆ อีกหลายเรื่อง เป็นผมซะอีกที่รู้สึกว่าตัวเองถามวนไปวนมาจนกระทั่งเสียงเคาะประตูดังขึ้นที่ด้านนอกห้องของผมจบตอนที่ 16