1
หน่วยรบพิเศษสาว
คริสต์ศักราช2017 เมืองใหญ่ของมณฑลทางเหนือ หน่วยรบพิเศษกลับจากชายแดน รถหลายสิบคันแล่นผ่านถนนสายใหญ่มุ่งไปยังศูนย์บัญชาการเพื่อรายงานตัว
ทันทีที่รถจอดนายทหารนับร้อยกว่านายเข้าประจำที่ ยืนเรียงรายอยู่หน้าเสาธงประจำชาติ ยกมือวันทยหัตถ์ เป็การเคารพต่อประเทศของตัวเอง
นายทหารนับร้อยนายดูมั่นคงแข็งแรง แต่ร่างกายที่เหนื่อยอ่อนจากลาดตระเวนกำลังส่งผลทางแววตา อีก1คนที่ดูจะผิดแผกไปจากกลุ่ม ร่างกายไม่ได้มีความกำยำอย่างกับชายหนุ่มในแถวเดียวกันเลยแม้แต่น้อย หนึ่งในนั้นที่กล่าวมากลับเป็ผู้หญิงร่างอรชรหุ่นสูงเพรียวบาง ความแข็งแกร่งของเธอเทียบเท่ากับพวกเขา ไม่เห็นความอ่อนแอใดๆ ผ่านทั้งสายตาและท่าทางนั้นเลยแม้เศษเสี้ยว
เธอเข้าหน่วยรบพิเศษ ฝึกฝนผ่านหลายภารกิจกว่าจะมายืนในจุดนี้ได้
แต่แรก ใครต่อใครลือกันว่าเธอใช้เส้นสายเข้ามาทำงาน หญิงสาวก็ไม่เคยสนใจ กลับทำหน้าที่ได้อย่างดี เพื่อเป็ตัวพิสูจน์สรรพสิ่งอย่างแทนคำพูด ในตอนนี้คำพูดเทือกนั้นได้หายไปจนไม่ได้ยินอีกแล้ว กลับกลายเป็เพื่อนร่วมงานที่เข้ากับผู้ชายหมู่มากได้อย่างดี
“เคารพ!”
เสียงตบฝีเท้าดังกรุบ! ดูแข็งขัน แม้ทุกคนจะเหนื่อยอ่อนบัดนี้จะมาแสดงท่าทางเช่นนั้นไม่ได้
ผู้บัญชาการลงมาถึง อกผายไหล่ผึ่งเดินมือไพล่หลังองอาจมาดมั่นยิ่ง สายตาดั่งพยัคฆ์ร้ายในพงไพรแลมองอยู่ไม่วางตา สำรวจไปมาจึงเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่ปลายแถว “เหนื่อยหน่อยนะ อิงจู๋”
“ทุกอย่างเป็หน้าที่ ไม่เรียกว่าเหนื่อยค่ะ” น้ำเสียงอาจหาญตอบกลับ สมกับเป็หน่วยรบพิเศษที่ชิวหลีจุนเป็คนฝึกฝนให้
ชิวหลีจุนผู้บัญชาการพยักหน้ารับ จากนั้นเดินหันหลังกลับไปหน้าแถว พลันหมุนตัวคืนมาอย่างน่าเกรงขาม “ผ่านภารกิจมาแล้ว หลายคนไม่ได้กลับมาด้วยแต่พวกเขาคือหน่วยรบที่กล้าหาญ สละชีพให้เราได้มีชีวิตกลับมาเพื่อพบครอบครัว ถึงคนที่ตายไปนั้นไม่ได้พบหน้าครอบครัวเหมือนพวกเรา และจากนี้จะให้ลาพักสิบวัน ไปใช้ชีวิตเผื่อคนที่ตายไปให้คุ้มซะ แล้วกลับมาอย่างนักรบต่อ!”
“รับทราบ!” หน่วยรบส่งเสียงตอบดังกึกก้องพร้อมเพรียงกันทั่วบริเวณนั้น ราวกับนัดกันดีแล้ว
อาคารจวนนอน
อิงจู๋ดึงสร้อยคือของคนรักออก ประกายสีเงินวาววับดุจดวงตาคู่นั้นของ
ต้าจุน ผู้ชายในดงะเิที่ผลักเอาตัวเธอออกจากอันตรายจนวายชีพ ในความแข็งแกร่งที่ใครหลายคนเห็นกลับมุมที่แสนอ่อนล้าซุกซ่อน เธอไม่สามารถพบเขาได้อีกแล้ว จะมีแต่สร้อยคอเส้นนี้ที่เขาใส่ติดตัวเอาไว้ตลอดไว้ กลับกลายเป็เพียงดูเป็ของต่างหน้า
ที่ประตู บริเวณที่เธอหันหลังให้ มีชายกลางคนหนึ่งยืนมองอย่างทอดถอนใจ ถึงไม่ย่างกรายเข้ามาหาเธอ ก็รับรู้ได้ว่าคนด้านในกำลังเป็ทุกข์
“กลับไปแล้วจะแวะไปหาครอบครัวของต้าจุนหน่อยไหม”
เสียงของผู้บัญชาการถามเข้าไปด้วยความห่วงใย
“ไม่ค่ะ ทางนั้นคงจะเกลียดเข้าให้แล้ว ขืนพบหน้ากันอีก คงจะมีแต่ความชิงชัง เพราะว่าดิฉันดันเป็ต้นเหตุให้เขาตาย” อิงจู๋รีบรวบข้าวของจำเป็ใส่กระเป๋าเป้ มาสะพายหลังแล้วหันมาหาบุคคลตรงหน้าประตูทันที
“อยู่กันสองคนนะ” ด้วยหน้าที่คนเป็พ่อก็ไม่อยากให้ลูกคร่ำเคร่งไป ใครต่างก็รู้ดีว่าทั้งสองคนมีสายสัมพันธ์ทางสายเื
“เข้าใจค่ะ แต่เอาไว้อยู่ที่บ้านดีกว่า ตอนนี้จะกลับบ้าน เอาไว้พบกันที่บ้านค่ะ” เธอทำความเคารพ จากนั้นก็ละหลังให้เหมือนอย่างเคยทำ เวลาอยู่ที่นี่ต้องเป็การเป็งาน
ฝีเท้าหญิงสาวเร่งรุดลงบันได มาสุดปลายขั้นไม่เท่าไหร่ก็มีคนตามมา
“คุณอิงจู๋”
เธอเหลียวตามองตามเสียง แล้วเห็นสหายร่วมเป็ร่วมตายวิ่งเข้ามาหา
หยงชวนเป็ส่วนหนึ่งของหน่วยเดียวกันกับเธอ ร่วมทำภารกิจยากลำบากมาหลายอย่าง ชายร่างบึกบึนคนนั้นส่งเสียงเรียกมาั้แ่ชั้นบน เรียกแล้วรีบลงมาหา
หญิงสาวด้านล่างอย่างรวดเร็ว
“มีอะไร” อิงจู๋ถาม
“จะกลับแล้ว ก่อนกลับบ้านไปดื่มแก้เครียดกันหน่อยไหมครับ ไปใช้ชีวิตแทนคนที่สละชีพเพื่อเรา” หยงชวนชักชวน หมายจะปลอบใจ แต่บางคำพูดผิดไปะเืถึงใจคนฟัง ชวนเซ่อตามมาด้วยกันรีบกระทุ้งศอกใส่ท้องหยงชวนหนึ่งที จนตัวงองุ้ม ในเชิงตำหนิว่าไม่ควรพูด แต่สำหรับอิงจู๋แล้วเื่นี้มันก็เป็ทุกข์ใจมาตลอดอยู่แล้ว จะฟังอีกกี่ครั้งก็ไม่มีทางจะทุกข์ไปมากกว่านี้ เพราะมันก็มากพอแล้ว
“ไปดื่มลืมทุกข์กันครับ” ชวนเซ่อพูดบ้าง
หยงชวนฟังแล้วก็เป็คำไม่ควรพูดให้ะเืใจเหมือนกัน จึงกระทุ้งศอกคืน
“อะไรเล่าเจ็บนะ” ชวนเซ่อว่าให้กับหยงชวน
“จะดักคำพูดกันแต่ลืมคำพูดตัวเอง มันก็ไม่ต่างกันหรอก”
สองหนุ่มจ้องกันเขม็งคล้ายจะตีกันวันนี้ให้ได้ อิงจู๋ยืนฟังมาก็พักหนึ่ง ใคร่คิดว่าหากอยู่กับคนพวกนี้ไม่มีอะไรดีขึ้นเหมือนเดิม อีกอย่างคนทางบ้านก็รอ เธอแหงนหน้าขึ้นไปบนระเบียงอาคารก็พบพ่อยืนมองดูอย่างเรียบเฉย
“ไม่ล่ะ พอดีนัดทางบ้านว่าจะไปกินข้าวด้วย พักทั้งทีพวกนายก็พักบ้างนะ อยู่บ้านให้ติด เพราะไม่รู้ว่าวันหน้าจะได้อยู่กับครอบครัวไหม” เตือนสติแล้วก็ทิ้งพวกเขาทั้งสองไว้ด้านหลัง เดินไปหาเป้าหมายรถตัวเองที่จอดอยู่ไกลๆ
"เห็นไหม บอกว่าอย่าพูด" หยงชวนท้วงติง ถลึงตาว่าแขวะ "เฮอะ! บอกเมื่อไหร่ ก็เห็นแต่กระแทกศอกใส่ ดีนะไม่โดนตับ แตกตายมาจะทำไง" ว่าแล้วก็เชิดใส่ ชวนกันครั้งแรกว่าจะไปดื่ม ท้ายสุดแตกคอ เดินกันคนละทาง
เบื่อจะสนทนากับสองนายหน่วยเดียวกัน ปล่อยพวกเขาทั้งสองถกเถียงกันอย่างไม่มีใครยอมใครต่อไป อิงจู๋โยนกระเป๋าเข้าในรถ ก่อนจะทิ้งร่างตัวเองลงเบาะ คนอื่นเห็นว่าเธอเป็คนเข้มแข็งแต่แท้จริงแล้วเธอก็มีหัวใจเหมือนปุถุชนคนทั่วไป ภาพคนรักช่วยชีวิตออกจากดงะเิจนคนคนนั้นกลับตายเสียเองยังติดตาฝังใจไม่ลบเลือน ะเืใจหนักกว่าแผ่นดินไหวหลายสิบเท่า ถึงจะมีเพื่อนชวนไปดื่มสังสรรค์ เธอก็ยังไม่พร้อมจะทำอะไรต่อ
บึ่งรถมาสองชั่วโมงเต็มบนถนนเริ่มคับคั่งด้วยรถยนต์ติดยาวเหยียดเป็ไปตลอดทั้งสาย แถบบริเวณนี้น่าจะมีสถานีวิทยุ สาเหตุที่รถยนต์เรียงแถวมานานนับชั่วโมงอย่างนี้ต้องมีอะไรแน่นอน อิงจู๋คิดแล้วจึงเปิดหาคลื่นที่ตั้งในละแวกใกล้เคียงฟัง
เสียงซาในวิทยุบนรถดังแซมกับเสียงพูดบรรยายของผู้ประกาศ ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง เธอพยายามมองทางเบื้องหน้าเงี่ยหูฟังรายงานจากสถานี “ขณะนี้ห้าง
พาวเวอร์เรดใหญ่ที่สุดในมณฑลเปิดตัวอย่างเป็ทางการแล้วค่ะ มากันคับคั่งกับเหล่าศิลปินดารานับยี่สิบคนที่จะมาสร้างสีสันให้งานนี้ดูโดดเด่น ผู้ทำการเปิดงานครั้งนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน ท่านประธานบริษัทในเครือพาวเวอร์เรด และเป็สมาชิกสภาในมณฑล ท่านกำลังขึ้นมากล่าวสักคำเพื่อพูดคุยกับประชาชนในละแวกนี้ เชิญค่ะ”
อิงจู๋พลันเบื่อหน่ายขึ้นทันตา เธอกลอกตามองออกนอกรถแทน พร้อมเท้าค้างเชิงชมทัศนียภาพด้านนอกแก้เบื่อ เปิดพิธีใหญ่โตไม่มีปัญหาหรอก ติดที่ประชาชนต้องพากันออล้อมดูชมดารานักร้องจนทำให้รถทางสายหลักติดนี่สิน่าเบื่อ คิดไว้จะกลับไปนอนในห้องให้เต็มตื่นสักหน่อย อย่างนี้ไม่เสียเวลาไปอีกครึ่งวันเชียวหรือ
เสียงจากตัววิทยุที่คอนโซลรถดังเจือกับเสียงสัญญาณที่ไม่ชัดเจน เมื่อเ้าของห้างขึ้นกล่าวยินดีแก่เหล่านักช้อป
“พอได้แล้ว ยึดที่ดินคืนไม่พอยังเอาที่ดินที่ชาวบ้านเขาจำนองไปสร้างห้าง แบบนี้มันเรียกฉ้อโกง!” เสียงนิรนามดังผ่านไมค์ออกลำโพงจนฟังพอริบหรี่ แต่หูอย่างหน่วยพลร่มที่ฝึกมาดีอย่างอิงจู๋มีหรือจะไม่ได้ยิน
เธอเปลี่ยนอิริยาบถมาตั้งใจฟังสิ่งที่โผล่มาทางสัญญาณ เริ่มตงิดๆ ใจพิกล เสียงชายปริศนาถกเถียงกับเ้าของห้างกันยกใหญ่ แต่เสียงผู้บรรยายยังบรรยายถึงสถานการณ์ที่ดูจะรุนแรงขึ้น ทันใดเสียงกรีดร้องชาวบ้านดังขึ้นแตกฮือ
หญิงสาวสบถทุบมือลงพวงมาลัยรถอย่างแรงเพื่อระบายอารมณ์ “โถ่เว้ย! รถไหลสิ!”
จากรายงานว่าบนตัวชายกลางคนผู้หนึ่งมีะเิผูกติดตัว เขารวบตัวเ้าของห้างล็อกคอพร้อมถือชนวนเตรียมจุด ดั่งใจเธอ้าเมื่อผู้คนรับทราบว่ามีะเิเท่านั้น รถที่ติดกันเนืองแน่นหน้าห้างสรรพสินค้าทะยานออกราวกับหนีตาย รถของเธอจึงสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วและในตอนนี้สำหรับเธอเป้าหมายไม่ใช่บ้านแต่เป็ที่เกิดเหตุ
“ทางคนร้ายมีะเิติดตัวอย่างนี้คาดว่าจะต้องเป็ะเิพลีชีพแน่นอนค่ะ และเื่ที่สร้างปัญหาในวันนี้นั้นน่าจะเป็จะเป็เื่ยึดคืนที่ดินขัดการทำมาหากินและที่อยู่อาศัยชาวบ้านค่ะ”
“พลีชีพอะไร แค่ฆ่าตัวตายพร้อมตัวเ้าปัญหา!” หญิงสาวบ่นอย่างอารมณ์เสียลงจากรถที่ริมถนนคิดจะวิ่งไปหาผู้ก่อการร้ายที่ว่า
ชายฉกรรจ์ล็อกคอเ้าของห้างไปถึงริมแม่น้ำแถวนั้น มือซ้ายถือตัวจุดชนวนทั้งเอะอะโวยวายอย่างคนบ้าคลั่ง สั่งห้ามใครเข้ามาใกล้ แต่เมื่อเ้าหน้าที่ห้างและตำรวจที่อยู่ในงานต่างพากันเดินหน้า กระทั่งบอดี้การ์ดพยายามเข้าหาอยู่เรื่อยๆ ทั้งเกลี้ยกล่อมขอให้ยอม และยื่นข้อเสนอต่างๆ นานาให้ ไม่เกิดผลที่ดีเลยแม้แต่น้อย รอบข้างดังอึงอล แตกตื่นลนลาน
โอกาสไม่รอท่าเวลาไม่รอใคร ร่างหญิงสาวในชุดเตรียมพร้อมวิ่งมาแต่ไกล คว้าปืนจากเอวตำรวจได้พลันเร่งปรี่เข้าหา พร้อมปลดโหมดเซฟตี้ในขณะเดียวกัน เข้าประจันหน้าชายฉกรรจ์แล้วตอกด้ามปืนลงหน้าผาก ดึงเอาตัวนักธุรกิจใหญ่อย่างจนถลาล้มห่างมาหลายเมตร ร่างชายกลางคนมึนงงไปชั่ววูบ มืออีกข้างถูกบิดเป็เกลียวบีบบังคับให้ปล่อยชนวนะเิ
“หน็อย!” ชายฉกรรจ์เดือดดาลไปใหญ่ ด้วยความคับแค้นใจจึงอ้อมมืออีกข้างกดสวิตช์
“จะทำให้มันยุ่งยากทำไม!” อิงจู๋ตวาดลั่น แสงไฟสีแดงเริ่มเวลานับถอยหลังไม่ถึงห้าวินาที
เธอรำลึกถึงเหตุการณ์ของคนรักในครั้งก่อน พลันหันหน้ามองคนรายรอบวิ่งหนีตาย มีคนบริสุทธิ์อีกมากมายที่ไม่รู้เื่ราว ไม่ถึงเศษเสี้ยวเวลาเธอตัดสินใจดึงร่างคนร้ายลงน้ำไปพร้อมกัน เสียงตกแม่น้ำสายใหญ่ดังซ่า ในสายน้ำที่เย็นเฉียบมีสองร่างดึงรั้งกันอย่างเหนียวแน่น เธอเคยตั้งคำถามว่าทำไมต้าจุนถึงได้ยอมให้ตัวเองตายแล้วให้เธอรอด ก็เพราะว่าไม่อยากให้เป็อะไรไปมากกว่านี้ ไม่ใช่แค่เธอ แต่รวมถึงคนอื่นด้วย ในตอนนี้นั้นเข้าใจถ่องแท้ดีแล้ว
ตู้ม-ม!! ผิวน้ำเคยเกิดระลอกกลับกลายเป็ฟุ้งกระจาย เสียงดังกัมปนาทสนั่นหวั่นไหวะเืพื้นดินไปจนััได้โดยพร้อมกัน ในธาราอันหนาวเหน็บไม่มีร่างใดใต้ผิวน้ำรับรู้ความรู้สึกได้แล้ว ทุกอย่างแหลกสลายดุจผุยผงละอองฝุ่น ลบเลือนไปกับสายตาใครอีกหลายคน หยาดหยดน้ำกระเซ็นกระทบพื้น เปียกชื้นจนเฉอะแฉะ ทว่าบนผิวแดงก่ำมีสีแดงอ่อนเคลื่อนที่ไปตามทางไหลของสายน้ำ เจือจางไปอย่างสงบเงียบ ไม่นานเท่าไหร่เสื้อผ้าฉีกขาดก็ลอยขึ้นมา ไร้ร่างที่เคยสวมใส่ ชุดสีขาวดูโดดเด่นกางเกงรัดรูปสีดำของหญิงสาวผู้นั้นกำลังติดตรึงในใจใครอีกหลายคน
รายงานสดจากผู้บรรยายสดทางวิทยุส่งเข้าหูชิวหลีจุน รถยนต์ของเขาหยุดที่กลางทาง แววตาอ้างว้างหม่นแสงมองไปยังท้องถนนอย่างไร้จุดหมาย ลูกสาวของเขาถือว่าเป็หน่วยรบที่กล้าหาญ ปกป้องประชาชนให้พ้นจากอันตราย ควรน่า
ยกย่อง แต่สำหรับหัวใจของครอบครัวนั้นที่ควรถูกเติมเต็มด้วยตัวตนของเธอ กลับกลายเป็สิ่งที่เรียกว่าสูญเสีย ใบหน้าผู้บัญชาการแดงก่ำ อดทนดุจชายชาติทหาร แต่หัวใจร่ำไห้เมื่อเขาสูญสิ้นลูกสาวไปจากอก