บทที่ 26 ร่วมด้วยช่วยกัน
หลังจากตกลงกันเรียบร้อยแล้วบรรยากาศในหมู่บ้านวัดเหลียนหนิวก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดจากความเงียบเหงาหลังผ่านฤดูหนาวอันโหดร้ายกลับกลายเป็ความคึกคักของผู้คนที่เริ่มมีความหวังอีกครั้งทุกครอบครัวต่างเตรียมแปลงดินของตนเองตามคำแนะนำของหลินเสี่ยวเฉิน ไม่มีใครกล้าทำแบบลวกๆ เพราะต่างรู้ดีว่าครั้งนี้อาจเป็โอกาสสำคัญที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตของพวกเขา
หลินเสี่ยวเฉินยืนอยู่กลางแปลงนาของหมู่บ้านมองดูชาวบ้านที่ทยอยกันมารวมตัวเขาถือถุงเมล็ดพันธุ์ผักหลายชนิดไว้ในมือก่อนจะเริ่มแจกจ่ายให้ทีละคน
“พวกท่านเอาเมล็ดพันธุ์ไปก่อน ไม่ต้องรีบจ่ายเงิน”เขาพูดด้วยน้ำเสียงชัดเจน
ชาวบ้านหลายคนมองหน้ากันด้วยความแปลกใจก่อนที่หญิงชราคนหนึ่งจะเอ่ยขึ้น “เสี่ยวเฉิน...เ้าไม่กลัวพวกข้าโกงเ้าหรือ”
“ถ้าพวกท่านอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นจริงๆ ก็คงไม่ทำแบบนั้นหรอกขอรับ อีกอย่างพวกท่านก็ยังอยู่ในหมู่บ้านนี้ถ้าหากว่าโกงข้าละก็ข้าจะสั่งให้พวกหม่าเฟียน้อยของข้าไปก่อกวนพวกท่านทุกวันเลย” เด็กชายยิ้มบางๆ
“ใช่ๆ พวกเราจะช่วยพี่เสี่ยวเฉินอย่างเต็มที่เลย งานทวงหนี้นี่พวกเราถนัดนัก”หวงหยางรีบออกตัวอย่างไว
“พวกเ้าเคยทวงหนี้ที่ไหนกันเด็กพวกนี้ชักจะเอาใหญ่กันแล้ว ฮ่า ๆ ๆ” ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งพูดพลางหัวเราะชาวบ้านหลายคนก็หัวเราะไปกับเขาด้วย
เมื่อเสียงหัวเราะดังขึ้นเสียงของระบบก็ดังขึ้นตามมา[ทำให้ผู้คนหัวเราะได้อย่างมีความสุข ได้รับคะแนนความสุขเพิ่ม 130 คะแนน]
หลินอวี้หรานยืนอยู่ข้างๆ ช่วยแจกเมล็ดพันธุ์ไปพร้อมกัน นางพูดเสริมขึ้นว่า “ถ้าปลูกได้แล้วอยากขายเอามาขายให้พวกเราก็ได้ ข้าจะเอาไปส่งให้ร้านอาหารในเมืองเอง”
“จริงหรือ” ชายคนหนึ่งถามอย่างตื่นเต้น“พวกข้าไม่เคยเข้าไปขายของในเมืองมาก่อนเลย”
“จริงสิ ข้าทำมาแล้ว ผักสด ๆ แบบนี้ ร้านอาหาร้าอย่างแน่นอน”หญิงสาวพยักหน้า
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันทีความหวังเริ่มก่อตัวในใจของชาวบ้านทีละน้อยที่ผ่านมาพวกเขาไม่เคยรู้วิธีหารายได้เพิ่มเลยบางคนแทบจะยังไม่เคยเข้าไปในเมืองเสียด้วยซ้ำมีเงินรายได้นิดหน่อยก็จากเ้าเมืองที่มาซื้อข้าวเกาเหลียงจากพวกเขาในราคาที่แสนต่ำก็เท่านั้นบางคนให้ข้าวเกาเหลียงกับเ้าเมืองไปทั้งหมดก็ยังไม่พอจ่ายหนี้อีก
หลังจากแจกเมล็ดพันธุ์เสร็จหลินเสี่ยวเฉินก็เริ่มอธิบายวิธีปลูกอย่างละเอียดเขาไม่ได้พูดแบบผ่าน ๆแต่ลงรายละเอียดแทบทุกขั้นตอนั้แ่การเตรียมดินไปจนถึงการดูแลหลังปลูก
“ดินต้องพรวนให้ร่วนก่อน ถ้าดินแข็ง รากจะชอนไชไม่ได้ ผักจะโตช้า”เขาพูดพลางใช้จอบสาธิต
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งยกมือถาม“แล้วต้องลึกแค่ไหน”
“ประมาณครึ่งศอกก็พอขอรับ” หลินเสี่ยวเฉินตอบ “แล้วอย่าลืมเอาหญ้าออกให้หมดไม่อย่างนั้นมันจะแย่งอาหารจากผัก”
เขาหยิบเมล็ดผักกาดขึ้นมาให้ดู“เมล็ดพวกนี้อย่าหว่านแน่นเกินไป เว้นระยะให้มันโตได้สะดวก”
“แล้วน้ำล่ะ ต้องรดบ่อยแค่ไหน” อีกคนถาม
“่แรกต้องรดทุกวัน แต่ไม่ต้องเยอะ พอเริ่มโตแล้วค่อยลดลง” เด็กชายตอบ
เขาอธิบายต่อไปถึงการใช้ปุ๋ยวิธีสังเกตอาการของพืชและแม้กระทั่งวิธีป้องกันศัตรูพืชอย่างง่ายทุกคำพูดเต็มไปด้วยความมั่นใจราวกับเป็ผู้เชี่ยวชาญ
หลินกวงยืนฟังอยู่ด้านหลังอดไม่ได้ที่จะพึมพำเบา ๆ “ลูกชายข้านี่เหมือนคนที่ผ่านโลกมามากกว่าข้าเสียอีก์ประทานเขามาให้พวกเราชัด ๆ ต้องขอบคุณ์”
“ไม่ว่ามาจากไหนขอแค่เขาทำให้พวกเรามีชีวิตดีขึ้นก็พอแล้ว”จางเว่ยเยียนยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
หลินเสี่ยวเฉินยืนมองผืนนาที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้าพลางครุ่นคิดถึงปัญหาเดิมที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่แม้ว่าฝายที่พวกเขาสร้างขึ้นจะช่วยกักเก็บน้ำได้มากขึ้นก็จริงแต่การจะนำน้ำมาใช้กลับยังต้องอาศัยแรงคนเป็หลักต้องเดินหาบน้ำไปกลับครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งเหนื่อย ทั้งเสียเวลา และที่สำคัญคือทำได้ไม่ทั่วถึงทุกแปลง
เด็กชายจึงหันไปพูดกับชาวบ้านที่ยืนล้อมอยู่“พวกท่านเคยคิดหรือไม่ว่าแทนที่พวกเราจะเดินไปหาน้ำทุกวันเหตุใดไม่ให้น้ำมันเดินมาหาพวกเราบ้าง”
คำพูดนั้นทำให้หลายคนมองหน้ากันด้วยความสงสัยหัวหน้าหมู่บ้านขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถาม “น้ำจะเดินมาเองได้อย่างไรในเมื่อลำธารอยู่ตั้งไกล”
หลินเสี่ยวเฉินยิ้มบางๆ ก่อนจะชี้ไปทางฝาย “พวกเรามีฝายแล้ว นั่นหมายความว่าเราควบคุมน้ำได้ระดับหนึ่งข้าเพียงคิดว่าถ้าขุดร่องน้ำต่อจากฝายให้ไหลเข้ามายังนาโดยตรงล่ะก็จะช่วยทุ่นแรงไปได้มาก”
ชาวบ้านเริ่มฮือฮาบางคนเบิกตากว้างอย่างเริ่มเข้าใจ เด็กชายจึงอธิบายต่ออย่างใจเย็น“พวกเราสามารถขุดร่องน้ำให้ลาดเอียงเล็กน้อยให้ระดับน้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำน้ำก็จะไหลเข้ามาเองโดยไม่ต้องใช้แรงหาบ”
“แล้วถ้าน้ำไหลมาเรื่อย ๆ แต่ยังไม่ถึงเวลาจะใช้เล่า” ชาวบ้านคนหนึ่งถามขึ้น
หลินเสี่ยวเฉินพยักหน้าเหมือนคาดไว้อยู่แล้ว“ข้าก็คิดเื่นั้นไว้แล้ว พวกเราควรขุดบ่อเก็บน้ำไว้ใกล้ ๆ นาหากน้ำไหลมาแต่ยังไม่ใช้ก็ปล่อยให้เก็บไว้ในบ่อก่อนเมื่อถึงเวลา้าก็ใช้ได้ทันที แบบนี้พวกเราจะมีน้ำสำรองไม่ต้องกลัวขาดแคลน”
คำอธิบายของเขาทำให้บรรยากาศเงียบลงชั่วครู่ก่อนที่หัวหน้าหมู่บ้านจะพยักหน้าช้า ๆ “วิธีนี้ดีจริง ๆ ทั้งประหยัดแรงทั้งยังมีน้ำสำรองไว้ใช้ยามจำเป็”
“เช่นนี้ก็ดีเสี่ยวเฉิน...ความคิดของเ้านี่ช่างล้ำลึกยิ่งนัก” คนอื่น ๆ พากันพยักหน้าเห็นด้วยบางคนถึงกับยิ้มออกมาอย่างชื่นชม
ชาวบ้านเริ่มพูดคุยกันอย่างคึกคักหลายคนรีบลงมือทำตามทันที บางคนช่วยกันขุดร่องน้ำ บางคนพรวนดินบรรยากาศเต็มไปด้วยความร่วมมือที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“เสี่ยวเฉิน...เ้าช่วยดูของข้าหน่อยว่าทำถูกหรือไม่” ชายคนหนึ่งเรียก
“ได้ขอรับ” เด็กชายเดินเข้าไปดู ก่อนจะช่วยปรับแก้เล็กน้อย“ตรงนี้ต้องยกสูงอีกหน่อยน้ำจะได้ไหลดีขึ้น”
“อ้อ เข้าใจแล้ว” อีกฝ่ายพยักหน้าอย่างขอบคุณ
วันแล้ววันเล่าชาวบ้านทำตามคำแนะนำของหลินเสี่ยวเฉินอย่างเคร่งครัดไม่มีใครกล้าละเลยแม้แต่ขั้นตอนเดียวเพราะทุกคนรู้ดีว่าความหวังของพวกเขาขึ้นอยู่กับสิ่งนี้
ยามเช้าหมู่บ้านเต็มไปด้วยภาพของผู้คนที่ออกมารดน้ำผักยามบ่ายก็ช่วยกันพรวนดิน ใส่ปุ๋ยและกำจัดวัชพืชแม้จะเหนื่อยแต่ไม่มีใครบ่นเพราะในใจของทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน
หลินอวี้หรานมองภาพเ่าั้แล้วพูดกับน้องชายเบาๆ “ดูสิ ทุกคนตั้งใจกันมาก”
“เพราะพวกเขาเริ่มรู้แล้วว่าหนทางนี้จะพาพวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้น”หลินเสี่ยวเฉินพยักหน้า
“แล้วเ้าล่ะ คิดว่าครั้งนี้จะสำเร็จไหม” นางถาม
เด็กชายมองไปยังแปลงผักที่เพิ่งปลูกก่อนจะตอบอย่างมั่นใจ“ถ้าทำตามที่ข้าบอกก็ต้องสำเร็จแน่นอน”
ลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านเบาๆ พาเอาความชื้นและกลิ่นดินใหม่ลอยไปทั่วหมู่บ้านเมล็ดพันธุ์ที่ถูกฝังลงในดินกำลังเริ่มต้นชีวิตของมันอย่างเงียบงันและในหัวใจของผู้คนความหวังใหม่ก็กำลังเติบโตเช่นเดียวกันทุกคนต่างเฝ้ารอวันที่ผักจะงอกงาม เฝ้ารอวันที่พวกเขาจะได้เก็บเกี่ยวผลลัพธ์จากความพยายามและเฝ้ารอวันที่ชีวิตจะไม่ต้องดิ้นรนเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป