บทที่ 42 เหตุการณ์นองเลือด
คืนหนึ่ง ขณะที่หลี่เจิ้งกำลังล้มตัวลงนอน เขาพลันได้ยินเสียงเคาะประตู
เมื่อเปิดประตู เขาก็เห็นว่าเป็นเซียวหย่งฝูที่อุ้มหน่วนเป่าไว้ในอ้อมแขน โดยมีหมาป่าขาวตามหลังมา หลี่เจิ้งจึงรีบต้อนรับสองคนและหนึ่งหมาป่าเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“มีเรื่องอะไรรีบร้อนขนาดนั้นหรือ ดูสิเด็กน้อยง่วงนอนแล้ว” น้ำเสียงที่หลี่เจิ้งพูดกับเซียวหย่งฝูแฝงคำตำหนิอยู่เล็กน้อย
เซียวหย่งฝูอึกอัก หน่วนเป่าขยี้ตาด้วยท่าทีง่วงงุน “ตั้นปู่หลี่เจิ้ง หน่วนเป่ามาเพราะมีเรื่องจะพูดกับตั้น”
หลี่เจิ้งรู้สึกสั่นสะท้านในใจ เขารู้ว่าหน่วนเป่าจะไม่มาหาเขาในเวลากลางคืนโดยไม่มีเหตุผล
หลังจากรับหน่วนเป่ามา เขาก็หันไปบอกภรรยา “ไปหั่นแตงให้หย่งฝูกินหน่อยเถิด”
จางซื่อภรรยาของหลี่เจิ้งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับแม่เฒ่าเหยา นางจึงไม่เคยมองเซียวหย่งฝูตรง ๆ เลยสักครั้งแม้จะเจอหน้ากันอยู่หลายครั้ง
แต่วันนี้เนื่องจากการแบ่งข้าว จางซื่อจึงเพิ่มให้เขาสามคะแนนในใจ
เซียวหย่งฝูไม่รู้ว่าคนอื่นจะปฏิบัติต่อลูกสาวของตนอย่างไร แต่เขาเคารพการตัดสินใจของหน่วนเป่า ในเมื่อทั้งสองคนไม่อยากให้รู้ เขาจึงเดินออกไปกับจางซื่อแต่โดยดี
หน่วนเป่ารู้ว่าตัวเองตอนนี้ยังพูดได้ไม่ชัดนัก นางจึงพูดเฉพาะประเด็นสำคัญเท่านั้น “ปกป้องอาหาร เลือด คนตาย”
หลี่เจิ้งเข้าใจความหมายของคำพูดนี้ทันที หน่วนเป่าทำนายถึงเหตุการณ์นองเลือดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต!
“เสบียงอาหารจะดึงดูดผู้อพยพมาใช่หรือไม่” สีหน้าของหลี่เจิ้งเผือดสี ทั้งที่เขากำชับทุกคนให้สงบปากไว้แล้วแท้ ๆ
หน่วนเป่าพยักหน้า “มีดาบ”
หากมีดาบก็จะต้องเกิดการฆ่าฟัน ดังนั้นจึงมีเลือดมากมาย
เขาจับมุมโต๊ะไว้แน่น นิ้วหยาบเปลี่ยนเป็นสีขาวจากอาการเกร็งเพื่อสะกดอารมณ์ “เมื่อไรหรือ”
หน่วนเป่ามองดูนิ้วป้อมของตัวเองแล้วชูทีละนิ้วพร้อมกับพึมพำเบา ๆ จากนั้นเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่มีแก้มนุ่มสีชมพู ตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “ฉิบวัน”
เนื่องจากอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ เท้าเล็กของหน่วนเป่าจึงเริ่มชาเล็กน้อย ทันทีที่ขยับตัวนางก็เอียงตกจากเก้าอี้
“หน่วนเป่า!” ก่อนถึงพื้นเด็กน้อยพลิกตัวฉับพลันทำให้ก้นเล็ก ๆ กระแทกพื้น
ก็ยังดีกว่าหัวล่ะนะ…
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น หลี่เจิ้งไม่ทันได้ตอบสนอง เขาก็เห็นหน่วนเป่านอนอยู่บนพื้นเท้าชี้ฟ้าแล้ว
เขารีบเข้าไปช่วยประคองเด็กน้อย ส่วนหน่วนเป่ายิ้มจนเห็นฟันขาวซี่เล็กสองสามซี่ “แต่มีจุดเปลี่ยน”
ใบหน้าของหลี่เจิ้งเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวัง “จุดเปลี่ยนอย่างนั้นหรือ พวกเราควรต้องทำอย่างไร”
“หน่วนเป่าไม่รู้ หน่วนเป่ายังไม่พบจุดเปลี่ยนนั้นเลย” ว่าจบเด็กน้อยก็หาวหวอด
หลี่เจิ้งเห็นดังนั้นจึงเรียกเซียวหย่งฝูให้พาเจ้าก้อนแป้งกลับไป ในขณะที่ตัวเขาเองไปที่ห้องบรรพบุรุษเพื่อจุดธูปอธิษฐานต่อเหล่าบรรพบุรุษ
ปกติหลี่เจิ้งจะไม่มารบกวนพวกเขาในเวลานี้ แต่ครั้งนี้เขานอนไม่หลับแล้ว จึงอยู่ในห้องบรรพบุรุษตลอดทั้งคืน
ระหว่างทางกลับบ้าน หน่วนเป่าเอาแก้มเกยไหล่ของบิดาแล้วหลับไป แต่ภาพในหัวของนางยังคงแจ่มชัด
เปลวเพลิงลุกไหม้ส่องสว่างเต็มท้องฟ้า ผู้คนนอนอยู่ที่ลานนวดข้าว เลือดไหลนองเต็มพื้นดิน
อาบย้อมท้องฟ้าและผืนดินเป็นสีแดงฉาน
ไม่รู้คนเหล่านั้นรู้ได้อย่างไรว่ามีเสบียงอาหารในหมู่บ้านหลิวกัง และจุดเปลี่ยนที่ว่าคืออะไร
เจ้าก้อนแป้งคิดไม่ตก คิดไปคิดมาจนผล็อยหลับไป
วันถัดมา
หลิวเกิ่นเซิงพาเด็กหลายคนจากหมู่บ้านไปรออยู่หน้าบ้านสกุลเซียว
หลังจากหานเหนียงไปส่งฉีสือเยี่ยนที่บ้านของหมอฟางแล้ว นางก็กลับมาพบกับเด็กเจ็ดแปดคนที่หน้าประตู พวกเขาทั้งหมดต่างชะเง้อมองเข้าไปข้างใน
นางไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงทำได้เพียงแค่รีบไปบอกหลินซื่อ
หลินซื่อเดินออกมาถามเด็กน้อยทั้งหลาย ได้ความว่าพวกเขากำลังรอหน่วนเป่าตื่นไปเล่นด้วยกัน
“เข้ามาก่อนสิ ป้าจะเอาของกินมาให้” เห็นลูกสาวมีเพื่อนมากมายขนาดนี้ หลินซื่อก็รู้สึกภูมิใจไม่น้อย
พี่ชายของหน่วนเป่าไม่ค่อยมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับเด็กในหมู่บ้าน พวกเขามักจะทะเลาะกันเสมอ
เห็นหน่วนเป่ามีคนมารอเล่นด้วยเยอะขนาดนี้ ถ้าพวกพี่ชายรู้คงได้อิจฉานางแน่นอน
หลิวเกิ่นเซิงที่เพิ่งกินเนื้อติดมันไปเมื่อเย็นวาน เขาชะงักไปทันทีหลังได้ยินแบบนั้น ด้วยจำได้ว่าของว่างเมื่อวานตนได้กินไปแค่คำเดียว แล้วน้ำลายของเขาก็แทบจะหกไหลจากมุมปากในฉับพลันนั้น
เด็กชายรีบตอบรับ “ขอรับท่านป้า ทุกคนเข้าไปแล้วจะต้องเงียบ ๆ นะ เดี๋ยวจะไปปลุกหน่วนเป่าเข้า”
หลินซื่อยิ้มอย่างมีความสุข นางวางผลไม้ไว้บนโต๊ะใต้โครงเถาองุ่น
หานเหนียงกำลังอุ่นอาหารให้หน่วนเป่า ส่วนเจ้าก้อนแป้งก็ถูกหมาป่าสะกิดจนเริ่มหงุดหงิด
“ต้าป๋าย ข้ายังไม่อยากกินเนื้อหมาป่าตอนนี้” น้ำเสียงเด็กน้อยดังมาจากใต้ผ้าห่ม
หมาป่าขาวรีบหดขากลับมาอย่างรวดเร็ว มันที่กำลังจะกระโดดลงจากเตียง ก็เห็นมือป้อมเล็กออกมาจากผ้าห่ม กำลังควานหาหางของมัน แล้วโยนมันออกไปนอกประตู
ขณะที่หลินซื่อกำลังจะเข้าไปปลุกหน่วนเป่า นางก็เห็นหมาป่าตัวหนึ่งบินออกมา ทำให้นางตกใจมากจนรีบถอยหลบ
หมาป่าขาวล้มกลิ้งอยู่ที่หน้าประตู มันรีบยืนขึ้นและสะบัดตัว โชคดีที่พื้นปูด้วยอิฐดำและไม่มีดิน ขนสีขาวสะอาดจึงไม่เปรอะเปื้อน
เด็ก ๆ ที่กำลังกินอยู่ต่างตกใจกันหมด พวกเขายังแยกไม่ออกว่าไหนหมาป่าไหนสุนัขบ้าน ทุกคนจึงคิดว่าต้าไป๋เป็นสุนัขตัวหนึ่ง แต่เนื่องจากหมาป่าขาวตัวใหญ่มาก จึงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้
ต้าไป๋แยกเขี้ยวและคิดพิจารณาว่ามันควรจะกินเด็กพวกนี้ดีหรือไม่ โทษฐานมาเห็นสภาพที่น่าสังเวชของตน
“หน่วนเป่า ทำไมต้าไป๋ถึงบินออกมาได้ล่ะ แม่ไม่เคยรู้เลยว่าหมาป่าบินได้มาก่อน” หลินซื่อพูดติดตลก แต่มือของนางก็ไม่หยุดนิ่ง นางจับเจ้าก้อนแป้งออกมาจากผ้าห่ม จับแต่งตัวและหวีผมให้เรียบร้อย
เจ้าก้อนแป้งพูดทั้งที่ยังหลับตา “ตั้นแม่ ต้าป๋ายรังแกข้า มันใช้ขาเตะก้นหน่วนเป่าด้วย”
“หน่วนเป่าก็เลยโยนมันออกไป” หน่วนเป่าพูดอย่างจริงจัง
หลินซื่อไม่ได้คาดหวังให้ลูกสาวอธิบายให้ฟัง เรื่องที่เด็กตัวเล็กขนาดนี้เหวี่ยงหมาป่าตัวใหญ่หลายเท่าตัวออกไป นางไม่อยากจะรู้เลยด้วยซ้ำ
“เกิ่นเซิงและคนอื่น ๆ รอเจ้าอยู่ที่ลานบ้าน รีบกินข้าวแล้วไปเล่นกับพวกเขาเถอะ”
แม้เมื่อวานหน่วนเป่าจะถูกรังแก แต่นางก็จะไม่ห้ามเด็ก ๆ เล่นเพราะเหตุนี้
เมื่อหน่วนเป่าได้ยินว่ามีเพื่อนมากมาย ดวงตาเล็กก็เบิกกว้างทันที “ตั้นแม่ กินข้าว ๆ หน่วนเป่าจะไปเล่น”
“ได้จ้ะ”
เมื่อหลินซื่อพาเด็กน้อยไปที่ห้องครัว เด็กคนอื่น ๆ ต่างก็ตะโกนเรียก “หน่วนเป่า” ซึ่งทำให้เจ้าก้อนแป้งหัวเราะร่าทันที
หลินซื่อกลัวว่าลูกสาวจะเล่นจนหิว นางจึงหยิบถุงผ้าใบเล็กใส่อาหารให้นาง
“แม่ใส่เนื้อแห้งและขนมลงไปแล้ว ห่อแยกกันด้วยกระดาษน้ำมัน ถ้าหิวก็เอาออกมากิน แล้วรีบกลับมาด้วยล่ะ” หลินซื่อสะพายถุงผ้าสีม่วงคาดตัวให้หน่วนเป่า เข้ากับเสื้อผ้าสีฟ้าของนางพอดิบพอดี
นอกจากนี้ยังมีลายมังกรทองตัวน้อยปักไว้ด้วยด้ายสีทองบนถุงผ้า หากมองใกล้ ๆ จะเห็นว่ามันเหมือนกับที่เจ้าก้อนแป้งวาดไม่มีผิด
หน่วนเป่ากอดคอมารดาอย่างมีความสุขและหอมแก้มท่านแม่แรง ๆ ไปหนึ่งที “ตั้นแม่ ตั้นใจดีมาก ตั้นแม่วาดภาพหน่วนเป่าไว้บนนั้น หน่วนเป่าชอบมากเยย”
หลังจากพูดจบ เจ้าตัวน้อยก็วิ่งออกไปทักทายเด็ก ๆ ทันที
หลินซื่อถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง สายลมพัดผมของนางจนยุ่งเหยิง นางได้ยินลูกพูดว่าอะไรนะ?
เจ้าก้อนแป้งจากไปโดยไม่รู้ตัวว่าตัวเองทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ขนาดไหน
ก่อนหน้านี้หลิวเกิ่นเซิงนอนคิดทั้งคืน และตัดสินใจเปลี่ยนจากความกลัวมาเป็นความภาคภูมิแทน ในเมื่อรู้สึกภูมิใจเช่นนั้นจึงต้องอวด วันนี้เขาก็เลยพาพวกพี่ชายน้องชายมาทำความรู้จักกับท่าน ‘บรรพบุรุษ’ ตัวน้อย!
“หน่วนเป่า วันนี้พวกเราจะเล่นอะไรกันดี”
หน่วนเป่าบีบมือเล็ก ๆ แล้วชี้ไปที่ภูเขาเยว่หลิ่ง “จุดเปลี่ยน ไปเก็บจุดเปลี่ยนกัน”