ตอนที่ 1
ภายในห้องรับรองที่ถูกทาด้วยสีเทาหม่นอันเรียบง่าย ดวงตาสีเขียวจางของเซซีลเลียสมองทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเธอจึงพาดฝ่ามือที่มีร่องรอยแห่งกาลเวลาลงบนพนักเก้าอี้นวม ขณะที่แผ่นหลังของเธอยังคงเหยียดตรง พาให้ทั้งสองััได้ถึงรัศมีอันทรงภูมิที่น่าเกรงขามของหญิงผู้ปกครองมิติกึ่งกลางได้อย่างชัดเจน
“เื่ที่เธอขอน่ะฉันอนุมัติแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้แคร์ลจะนำยูนิฟอร์มและคู่มือไปส่งให้ที่ห้อง” เซซีลเลียสเอ่ยถึงเื่ที่แซ็กรบเร้าเธอตลอดหลายปีที่ผ่านมาด้วยท่าทีอันสุขุม
โดยปกติแล้วเซซีลเลียสไม่ตามใจใครบ่อยนัก แต่สำหรับชายหนุ่มผู้น่าสงสารที่ต้องมาติดอยู่ในมิติกึ่งกลางทั้งที่ยังไม่สิ้นอายุขัยนั้น ทำให้เ้าผู้ปกครองมิติกึ่งกลางอย่างเธอนึกเวทนา ด้วยเหตุนี้เองเธอจึงยอมให้เขาได้ทำงานที่อยากทำ
…อย่างน้อยงานนี้ก็จะได้ช่วยสร้างกุศลให้แซ็กกับอีวาน
“จริงเหรอครับท่าน?! งั้นผมขอเริ่มงานตอนนี้เลยได้ไหมครับ?” แซ็กเอ่ยอย่างกระตือรือร้น ดวงตาของเขาในเวลานี้เต็มไปด้วยประกายของความตื่นเต้นราวกับสุนัขที่ได้รับกระดูกเป็รางวัลอย่างไรอย่างนั้น
คนที่ไม่รู้ถึงชะตากรรมของตัวเองภายในห้องมีเพียงอีวาน ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงขมวดคิ้วมองทั้งสองสนทนากันด้วยความมึนงง
“เธอพาเขาไปดูรอบๆ ก่อน อีกสองวันค่อยเริ่มงาน” เซซีลเลียสผายมือไปทางอีวานพลางเอ่ยยิ้มๆ ด้วยใบหน้าอันผ่อนคลาย แล้วมอบหมายงานให้แซ็กพาอีวานทัวร์มิติกึ่งกลางเสียหน่อย โดยไม่วายที่จะเอ่ยถึงวันเริ่มงานกับเด็กหนุ่มไปด้วย
“ขอบคุณครับท่านเซซีลเลียส” แซ็กขานรับด้วยความยินดีเป็ที่สุด ในห้วงความรู้สึกของเขาเต็มไปด้วยความเบิกบานที่จะได้ทำงานที่ใฝ่ฝันมาโดยตลอดั้แ่ก้าวเท้าเข้ามาในมิติกึ่งกลาง
ท่าทางเบิกบานอันน่าหมั่นไส้ของเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างกัน ทำให้อีวานสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา แม้ว่าเื่นี้จะไม่เกี่ยวกับเขาตรงๆ แต่ชายหนุ่มพอจะเดาได้ว่า มันต้องเกี่ยวกับตนในทางอ้อมเป็แน่!
แววตาใคร่รู้ของอีวานอยู่ในสายตาของเซซีลเลียสเสมอ เธอเลือกที่จะทำเป็มองไม่เห็นราวกับว่า สำหรับเธอแล้ว หน้าที่การบอกเื่ยากๆ เ่าั้มันไม่ใช่ของเธอ
อันที่จริงมันก็ใช่หน้าที่ของเธออยู่ แต่ผู้ปกครองมิติกึ่งกลางอย่างเธอมีงานล้นมือ ส่วนเื่ยิบย่อยก็ให้แซ็กซึ่งมีหน้าที่ดูแลอีวานอยู่แล้ว รับผิดชอบไปก็แล้วกัน
“ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจก็ถามเขานะ” เซซีลเลียสเอ่ยกับอีวานด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันผ่อนคลาย ซึ่งเป็การบอกอย่างอ้อมๆ ว่า จากนี้ไปถ้าสงสัยเื่อะไรก็ถามแซ็กเอาแล้วกัน
ท่าทางผ่อนคลายของเซซีลเลียสทำให้อีวานคิดอยากจะเอ่ยแย้งขึ้นมา เพราะชายหนุ่มมองไม่ออกเลยว่า ไอ้คนเฮงซวยที่เอาแต่บูลลี่เขามาั้แ่สมัยเรียน จะนึกใจดีให้คำตอบสิ่งที่เขาสงสัยได้อย่างไร นอกจากจะทำตัวกวนประสาทให้เขามีน้ำโหไปวันๆ
“ฉันมีธุระที่ต้องจัดการ คงต้องไปแล้ว” ทว่าก่อนที่อีวานจะได้เอ่ยอะไรออกมา เซซีลเลียสก็เอ่ยลาพวกเขาด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มจางๆ
อึดใจต่อมาเ้าผู้ปกครองมิติกึ่งกลางก็ยันตัวลุกจากเก้าอี้นวมอันนุ่มนิ่มด้วยท่าทีอันทรงภูมิ แล้วก้าวเท้ามุ่งหน้าไปยังประตูห้องด้วยท่าทางอันน่ายำเกรงทันที
เมื่อเซซีลเลียสไปแล้ว ดวงตาสีฟ้าสว่างที่จดจ้องบานประตูที่ปิดสนิทอยู่นั้นพลันเข้มขึ้นมา ชายหนุ่มหันขวับไปมองใบหน้าอันหล่อเหลาของเด็กหนุ่มที่เขาเกลียดขี้หน้ามากที่สุดใน่มัธยมปลายด้วยสายตาอันขุ่นเคืองอย่างเปิดเผย
“แปดสิบเก้าปี ทำไมคนเลวอย่างนายถึงได้อายุยืนนักนะ?” อีวานกอดอกพลางเอ่ยหยันแซ็กเสียงต่ำอย่างไม่ดื้อรั้น
สำหรับอีวานแล้วไม่ว่าไอ้เฮงซวยที่นั่งอยู่ข้างกันจะมีอายุขัยมากน้อยแค่ไหนล้วนไม่เกี่ยวกับเขาเลยสักนิด แต่การที่จะต้องมาติดแหง็กกับคนพรรค์นี้ต่างหากที่ทำให้ชายหนุ่มหัวเสีย
ทั้งที่หลุดพ้นกันไปตั้งแปดปีแล้ว ทำไมตอนตายถึงยังต้องมาผูกติดกันแบบนี้ด้วย!
ดวงตาสีฟ้าสว่างของอีวานหรี่มองแซ็กอย่างเ็าราวกับเหมันต์อันหนาวเหน็บ โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่เคยมีใครประสบกับสายตาอันเย็นะเืที่สามารถกัดกินกระดูกแบบนี้มาก่อน
…นอกจากแซ็กที่ในอดีตถูกเขามองด้วยสายตาแบบนี้อยู่บ่อยๆ
“อย่าอิจฉาน่า โชคดีนะที่ฉันต้องเป็คนรอนาย ไม่ใช่นายที่ต้องมานั่งรอฉันน่ะ” ไอแซ็กยักคิ้วพลางเอ่ยกวนๆ โดยไม่วายใช้ฝ่ามืออันใหญ่โตของตนเคลื่อนไปตบไหล่อีวานหนึ่งทีด้วยท่าทางอันเบิกบาน
เมื่อหยอกล้ออีวานพอหอมปากหอมคอแล้ว แซ็กก็ยันตัวลุกขึ้นจากโซฟาด้วยท่าทีแช่มชื่นราวกับถูกรางวัลที่หนึ่ง ซึ่งขัดตาอีวานเป็อย่างยิ่ง
“ทำไมฉันต้องรอนายด้วยล่ะ” อีวานกอดอกแน่นแล้วเอ่ยถามเสียงแข็งด้วยสุ้มเสียงอันเยือกเย็นราวกับผู้ใหญ่ที่กำลังรอคำตอบจากเด็กเกเรคนหนึ่งอยู่
“เพราะมันเป็กฎไง” แซ็กมองท่าทีอันขัดตาของชายหนุ่มที่นั่งกอดอกอยู่บนโซฟาพลางยักไหล่ แล้วเอ่ยตอบไปด้วยสุ้มเสียงอันน่าหมั่นไส้
“กฎเพี้ยนๆ อะไรอีก?” อีวานกลอกตาแล้วเค้นหัวเราะเสียงหยันออกมา จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับแซ็กในแบบที่คนโตแล้วเขาทำกัน
แน่ล่ะ ตอนนี้เขาไม่ใช่เด็กทุนที่ปกป้องตัวเองไม่ได้อีกต่อไปแล้ว และ ไอ้เฮงซวยนี่ก็ไม่ใช่ลูกเศรษฐีผู้มีอิทธิพลที่เขาจะต้องก้มหัวให้เหมือนเมื่อก่อนด้วยเช่นกัน!
“ถามจริงๆ เถอะ ทำไมถึงโตมาเป็คนก้าวร้าวแบบนี้ฮะ?!!” แซ็กเลิกคิ้วถามอย่างสุดจะทนกับความไม่น่ารักของอีวาน พาให้เขาต้องยกมือขึ้นมาขยุ้มผมของตัวเองอย่างแรงด้วยความหงุดหงิด
มันต้องเป็เพราะเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นแหงๆ เ้าหมอนี่ถึงได้ก้าวเข้าสู่ดาร์คไซด์แบบนี้! แซ็กโอดครวญอยู่ในใจอย่างน่าเวทนา
“ฉันก็เป็แบบนี้มาตลอดนั่นแหล่ะ” อีวานส่ายหัวอย่างนึกขันกับสิ่งที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมาเสียงเย็นในแบบที่แซ็กคุ้นเคยเป็ที่สุด
“ช่างเถอะ เพราะไม่มีฉัน นายถึงได้แสดงด้านมืดแบบนี้ออกมา ฉันจะคิดซะว่ามันเป็ความผิดของฉันก็แล้วกัน!” แซ็กเปลี่ยนจากขยุ้มผมตัวเองอย่างแรงเป็ยกมือขึ้นมานวดหว่างคิ้วพลางเอ่ยกับอีวานที่ไม่น่ารักเอาเสียเลยอย่างปลงตก
“มีนายหรือไม่มีนาย มันเกี่ยวอะไรกับฉัน” ท่าทางปลงๆ บวกกับสิ่งที่แซ็กพูดออกมา ทำให้อีวานขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจในความหลงตัวเองอย่างสุดกู่ของอีกฝ่าย
อะไรดลใจให้สำคัญตัวเองผิดถึงขั้นนี้กัน!!!?
“เกี่ยวสิ มันต้องเกี่ยวอยู่แล้วเพราะไม่มีฉันคอยดูแลพฤติกรรมของนายไง!” ไอแซ็กพ่นลมหายใจออกมาแล้วหันมาถลึงตาเอ่ยกับอีวานด้วยความรู้สึกอับจน
ถ้ามีเขาอยู่ อีวานจะกลายเป็คนเ็าและหยาบคายแบบนี้ได้ไงกันล่ะ?!
“ถ้านายจะกวนประสาทฉันเหมือนสมัยก่อนล่ะก็ ขอเถอะมันไม่ได้ผลหรอกเพราะตอนนี้ฉันไม่ใช่…เด็กแล้ว” อีวานตีความสิ่งที่แซ็กพูดออกมาได้ว่า เพราะเขาเป็เด็กกำพร้าจึงไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนที่ดี ซึ่งชายหนุ่มก็สามารถยืนหยัดแล้วโต้กลับไปได้ในแบบที่เยือกเย็นและสวยงามในเวลาเดียวกัน
…ให้มันรู้กันไปว่า ตอนนี้เขาไม่ใช่เด็กน้อยที่ก้มหน้ากัดฟันทนการบูลลี่ของคุณชายนิสัยเสียอีกแล้ว!
“แต่ด้านในของนายยังดื้อไม่เปลี่ยนเลยสักนิด ช่างเถอะ กลับห้องกัน” แซ็กกลอกตาหนึ่งที เขาคร้านจะเถียงกับคนหัวดื้ออย่างอีวานจึงตัดบทแล้วหันกายเดินนำไปที่ประตู
“ห้องอะไรของนาย?” อีวานยังคงยืนกอดอกนิ่งอยู่ที่เดิม ขณะที่ใบหน้าของเขาดูงุนงงอยู่ไม่น้อย
“ก็ห้องของฉันไง เซซีลเลียสไม่ได้บอกหรือไงว่า นายต้องอยู่กับฉันน่ะ” แซ็กหยุดเดินแล้วหันกลับมาเลิกคิ้วเอ่ยกับอีวานด้วยสีหน้ากวนประสาทนิดๆ
“ฉันอยากรู้จริงๆ ว่า ทำไมถึงต้องอยู่กับเด็กนิสัยเสียอย่างนาย” ถึงแม้อีวานจะเอ่ยเสียงแข็งแบบนั้น แต่ขาทั้งสองของเขากลับเดินตามแซ็กไปที่ประตูอย่างว่าง่าย
“ขอล่ะถึงฉันจะดูเหมือนอายุแค่สิบแปดก็จริง แต่จริงๆ แล้วฉันอายุยี่สิบหกเหมือนกับนายนั่นแหล่ะ” เมื่ออีวานยอมตามมาแต่โดยดี แซ็กจึงคลี่ยิ้มออกมาอย่างทะเล้น แล้วเอ่ยกับอีกฝ่ายอย่างอารมณ์ดี ฝ่ามือแกร่งเอื้อมมือไปดึงลูกบิดประตูไปด้วยท่าทางที่ดูสบายตาขึ้นเล็กน้อย
อีวานกวาดตามองเด็กหนุ่มร่างใหญ่ที่ไม่มีส่วนใดเปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย ั้แ่หัวจรดเท้าอยู่หลายทีแล้วหัวเราะออกมาอย่างขบขัน
“ดูยังไงก็ยังเด็กนะ” อีวานหัวเราะขัน โดยไม่วายที่จะเอ่ยล้อรูปลักษณ์ของแซ็ก ขณะที่ดวงตาสีฟ้าสว่างเปล่งประกายในแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในยามที่มองแซ็ก
การที่เขาสามารถต่อล้อต่อเถียง ทั้งยังหัวเราะเยาะอีกฝ่ายได้แบบนี้ อาจเป็เพราะเขาไม่กลัวเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหน้าอีกต่อไปแล้วกระมัง
“ใช่ ทำใจซะเถอะเพราะนายต้องอยู่กับเด็กอย่างฉันไปอีกนาน” แซ็กจงใจเน้นคำว่า นาน เป็พิเศษด้วยสีหน้ากวนๆ จากนั้นเขาก็ผลักประตูแล้วเดินนำไปอย่างหัวเสีย โดยมีอีวานที่เดินหัวเราะตามหลังอยู่ตลอดทาง
ใช้เวลาไม่นานทั้งสองก็ก้าวเท้าออกจากประตูลิฟต์บริเวณชั้นหนึ่ง พวกเขาเดินตัดผ่านโถงสีเทาสว่างไปยังประตูหน้าอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่า ระหว่างทางยังมีคนในชุดสูทสีเทาทั้งเข้มและอ่อนทักทายแซ็กอยู่ไม่ขาดสาย ซึ่งแซ็กไม่ได้หันไปโต้ตอบพวกเขามากนักนอกจากพยักหน้ารับสองสามที แล้วก้มหน้าก้มตารีบพาอีวานจ้ำเท้าเดินออกจากอาคารราวกับกลัวว่า คนรู้จักของเขาจะพูดอะไรไม่เข้าท่า ทำให้คนหัวดื้อไม่พอใจขึ้นมาอีก
…อันที่จริงแล้วการที่แซ็กทำแบบนี้ ย่อมเป็เพราะเขามีเื่ที่กำลังปิดบังอีวานอยู่ ทั้งยังเป็เื่ที่สำคัญมากเสียด้วย!
“เป็ไง ไม่แย่ใช่ไหม?” เมื่อเท้าของอีวานััลงบนทางเท้าหน้าอาคารที่ปูด้วยอิฐสีเทาหม่น แซ็กก็หันมายักคิ้วเอ่ยอย่างภาคภูมิพลางผายมือไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้า
ภาพของตึกรามมากมายที่เต็มไปด้วยแสงไฟในยามเย็นซึ่งตั้งอยู่รายล้อมอาคารระฟ้า ทำให้ดวงตาสีฟ้าสว่างของอีวานเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
เดิมชายหนุ่มคิดว่า โลกหลังความตายจะว่างเปล่าไร้ซึ่งสรรพสิ่ง แต่มหานครที่เต็มไปด้วยแสงไฟหลากสีอันมีชีวิตชีวาที่สามารถมองเห็นผู้คนที่เดินอยู่บนทางเท้าซึ่งกำลังใช้ชีวิตหลังความตายอยู่ที่นี่กันอย่างเรียบง่ายได้จากไกลๆ ทำให้อีวานต้องเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายไปโดยสิ้นเชิง
ที่นี่ไม่ได้ว่างเปล่าและวังเวง แต่กลับเต็มไปด้วยสีสันแห่งชีวิตซึ่งไม่ต่างจากโลกที่เขาจากมาเลยแม้แต่น้อย
“ดูเผินๆ ก็ไม่ต่างจากโลกของเราเลย” อีวานมองคู่รักในชุดสูทสีเทาที่เดินถือถุงร้านสะดวกซื้อเดินเคียงกันอยู่ตรงหัวมุมถนน แล้วเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันราบเรียบ ทว่าสั่นไหวเล็กน้อย ซึ่งอาจเป็เพราะเขายังตะลึงกับมิติกึ่งกลางอยู่
“ไม่แปลกหรอกเพราะที่นี่คือมิติกึ่งกลาง” แซ็กมองดวงตาสีฟ้าสว่างอันงดงามที่บัดนี้เต็มไปด้วยประกายของความตื่นตะลึงอย่างพึงพอใจ จากนั้นเขาจึงเอ่ยยิ้มๆ ด้วยท่าทางอันผ่อนคลาย
“มิติกึ่งกลาง….มันคืออะไร?” ดวงตาสีฟ้าสว่างคู่งามของอีวานเลื่อนไปมองใบหน้าอันหล่อเหลาของแซ็ก ขณะที่ริมฝีปากอันได้รูปสีชมพูของเขาเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยความงุนงง
ถึงเขาจะไม่ชอบขี้หน้าไอ้คนเฮงซวยนี่ก็ตาม แต่เวลานี้เขาโตพอที่วางทิฐิลงแล้วเงี่ยหูฟังสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังบอกในแบบที่ผู้ใหญ่เขาทำกัน
ดวงตาสีน้ำเงินเข้มอันลุ่มลึกของแซ็กเลื่อนไปสบกับดวงตาสีฟ้าสว่างราวกับท้องฟ้าอันสุกใสในยามเที่ยงวันของอีวานชั่วอึดใจหนึ่ง แล้วกระแอมด้วยท่าทางอันทรงภูมิ จากนั้นก็ชี้นิ้วขึ้นไปเหนือศีรษะ
“เหนือเราคือ์ ใต้เราคือนรก พวกเราอยู่ตรงกลาง ภายใต้ขอบเขตที่กาลเวลาหยุดนิ่ง แต่สรรพสิ่งยังคงดำเนินต่อไปได้โดยไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลง” แซ็กทำท่าประกอบพลางเอ่ยเื่พื้นฐานที่ชวนให้เข้าใจยากซึ่งดวงิญญาทุกดวงภายในมิติกึ่งกลางต่างก็ทราบกันดีให้อีวานฟังอย่างคร่าวๆ
“เวลาหยุดนิ่ง?” อีวานมุ่นคิ้วแล้วเอ่ยทวนสิ่งที่แซ็กเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ ดวงตาของเขาเลื่อนจากดวงตาสีน้ำเงินเข้มของแซ็กไปมองท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่อยู่เหนือศีรษะ
ท้องฟ้าในคืนนี้เต็มไปด้วยดวงดาวนับพันที่แย่งกันฉายแสงอันงดงามงาม โดยมีพระจันทร์สีขาวนวลลอยเด่นอยู่บนผืนฟ้า
…กาลเวลาจะหยุดนิ่งได้ยังไงในเมื่อยังคงมีทั้งดวงดาวและดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนฟ้าแบบนี้?