บรึงค์ๆๆ
.
ในขณะที่ละอองแสงบางอย่าง
เริ่มกระจายตัวพัดพาไปทั่วผืนฟ้า
มันเป็นดวงแสงหลากสีที่เกิดจากมนตรา
.
ฮา...ฮ๊าา....
.
นอกจากละอองแสงที่ลอยมา
ยังมีเสียงของเวทย์มนต์ที่ผู้คนสัมผัสได้
มันเป็นท่วงทำนองที่เต็มไปด้วยความโหยหาอาลัย
'
วู้มๆๆๆ...
"...?"
.
คลื่นเวทย์มนต์เหล่านั้นล่องลอย
มารวมกันเบื้องหน้าของชายหนุ่ม
ให้สายตาของเขาต้องมองตาม
จนกระทั่งมันรวมกันและห่อหุ้ม!
.
วู้มมม!!!
.
"นะ! นั่นมัน!"
.
เมวิสต้องตาโตเพราะแสงนั่นห่อหุ้มกายของมิริน
ที่เหมือนจะหมดทางฟื้นคืนกลับชีวิต
.
พรึ่บบบ!
.
แต่แสงนั่นกลับกางปีกจำแลงกาย
ออกมาเป็นเทพยดาที่โอบอุ้มหญิงสาว
ในชุดเวทย์มนต์สีแดงเอาไว้!
.
อึก...?!
"โอเมน...? นั่นคุณหรือคะ?"
.
มิรินที่กลับฟื้นคืนชีวิตอย่างสับสน
เอ่ยถามเจ้าของอ้อมกอดอุ่น
ซึ่งมองไม่เห็นว่าเป็นคน
.
"..."
.
เทพยาดาแสงสว่างไม่ได้ตอบ
เพียงยิ้มบางๆอย่างชายผู้หวังดี
และพอใจที่สิ่งที่เขาทำนั้นส่งผล
.
ฮึกๆ...โอเมน...
.
ฝ่ามือของมิรินเอื้อมไปสัมผัสพวงแก้ม
ที่ค่อยๆเลือนหายไปในรูปของเนื้อแสง
น้ำตาของเธอไหลเอ่อล้น
ทะลักทะลายอย่างไม่อาจแกล้ง
นอกจากนักบวชระดับอาร์คแล้ว
อีกผู้หนึ่งที่ใช้เวทย์ชุบชีวิตได้
ก็คือราชาแห่งจอมเวทย์นั่นเอง
.
[มิริน... ขอบใจนะ... ที่เธอรักฉัน...]
"โอเมนนนน!!!"
.
คำพูดนั้นไม่มีเสียง
เพียงแต่มิรินอ่านปากของเขาไว้ได้
ก่อนที่เขาจะเลือนหายไปจากตรงนั้น!
.
ฮึกก....โฮฮฮ....
.
และเสียงร้องไห้ของราชินีแห่งเวทย์มนต์ก็ก้องดัง
อยู่เหนือซากปรักหักพังแห่งนั้นนับวันนับคืน
.
.
.
.
.
เอ้าฮึบบ! ฮึบบบ!!
โครมมมม!! เหวอออ!
.
มันเป็นช่วงเวลาที่ชาวเมือง
กำลังช่วยกันขุดคุ้ยซากปรักหักพัง
.
"ตกลง... นายนี่ไปที่ไหน
ก็ทำที่นั่นพังเละเทะไปหมดเลยนะ"
.
หัวหน้านินจาสาวโคโคโร
ในชุดกิมโมโนแดงเพลิง
เอ่ยกับเกียรติอยู่แถวเต็นท์ผู้ประสบภัย
เป็นอีกครั้งที่อามาไตย์ต้องยื่นมือ
เข้ามาช่วยเหลืออาณาจักรอื่น
แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ได้รับ
พันมิตรอันยอดเยี่ยมเป็นการตอบแทนอย่างยืนพื้น
.
วู้มมม!! วู้มมม!
.
"ขอบคุณครับท่านเซนต์ไอริส!"
"ขอบพระคุณมากค่ะท่านคามิล่า!"
.
ไม่เพียงแต่อามาไตย์
ศาสนจักรเองก็เคลื่อนไหว
รวมถึงชาวเมืองแห่งหินทั้งฟรานส์ คารัท แซนดี้
ก็มาช่วยการทำนุบำรุงซ่อมแซมถิ่นสถานต่างๆมากมาย
น็อกซ์ไม่ใช่อาณาจักรที่ใหญ่
แต่ก็เป็นอาณาจักรที่เจริญรุ่งเรืองในระดับสูง
อาณาจักรน้อยใหญ่ทั้งหลายจึงอยากจะเป็น
เจ้าของบุญคุณต่อพวกเขาเป็นที่สุด
.
"เนื่องในวาระโอกาสนี้ ข้าพเจ้า มิริน น็อกซ์
ขอประกาศการมอบอำนาจคืนให้กับประชาชน
ยินยอมให้น็อกซ์เปลี่ยนเป็นระบบประชาธิปไตย์"
.
เฮ!! เฮ!!
.
มิรินที่รอดมาได้
เธอไม่ได้ถูกละเลยเรื่องความผิดแต่อย่างใด
ทั้งราชวงศ์ ทหาร ขุนนาง และคนสำคัญมากมาย
ถูกโอเมนสังเวยชีพไป
และเธอก็ถูกบีบให้สละราชสมบัติ
แต่ก็นั่นแหละ... ราชินีสาวผู้กล้า
เธอไม่ได้เหลือเยื่อใยต่อราชบัลลังก์ตั้งแต่แรกแล้วล่ะ...
.
"กระผมขอประกาศว่า!
ต่อไปนี้จะนำน็อกซ์ไปสู่ความเจริญมั่นคง!!"
"มิสเตอร์เวลสู้ๆ!!"
.
ที่ตลกก็คือคนที่ชนะการเลือกตั้ง
เป็นผู้คุมโหลปลาวาฬในงานเทศกาลคนนั้น?
การก่อตั้งรัฐมนตรี
แบบประชาธิปไตย์เป็นไปได้ไม่ยากนัก
เพราะน็อกซ์เองก็เป็นอาณาจักร
ที่รวมไปด้วยคนหัวสมัยใหม่มากมายอยู่แล้ว
.
.
แอ๊ด...
.
"โอ้ยย... มิริน?"
"พวกนาย?"
.
มิรินที่อาศัยอยู่ในเรือนรับรอง
หลังเล็กๆแถบชานเมืองตกใจ
เมื่อมีผู้ชายสองคนมาปรากฏตัวที่หน้าประตู
ในขณะที่เธอกำลังเหม่อมองดูเมืองกำลังฟื้นฟู
ทางนอกหน้าต่างนั่นเสียได้
.
งิน - "ไม่ได้เจอกันนานแค่ไหนแล้วนะ?"
มิริน - "คงปีนึงได้แล้วล่ะมั้ง?"
.
คนหนึ่งคืออดีตผู้กล้าราชาซามูไรผมยาว
หญิงสาวมองเขาด้วยหน้าตาอิดโรย
มิรินยังคงทำใจได้ไม่ดีนัก ต่อการจากไป
ของโอเมนโดยที่เธอไม่ได้ตามไปด้วย
.
มิริน - "แล้วนาย? ไม่ใช่ว่าถูกขัง
เป็นนักโทษของศาสนจักร?"
.
วิทย์ - "อ้า... ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่ายังไง
อยู่ๆยัยคามิล่าก็ซ่อมขาซ่อมแขนของฉัน
แล้วปล่อยฉันมาเจอพวกเธอได้"
.
อดีตหนุ่มแว่นสังฆราชาที่กลายเป็นมารร้าย
เอ่ยตอบราชินีนักเวทย์อย่างไม่ค่อยเข้าใจ
.
"หมอนั่นบอกว่ามีอะไรจะพูดกับพวกเรา
อดีตผู้กล้าทั้งหมดน่ะ...นะ..."
.
แกร๊ก...
.
งินลากเก้าอี้ออกแล้วทรุดตัวลงนั่งเป็นคนแรก
ส่วนมิรินที่ยืนอยู่ตรงริมหน้าต่างก็ตามมา
แล้วต่อด้วยวิทย์ที่นั่งลงตรงข้างขวา
.
หึหึ... ฮะฮะ... ฮิฮิ...
.
พวกเขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
มันเหมือนกับว่าเพิ่งผ่านไปเมื่อไม่นานนี้เอง
ที่เหล่าผู้กล้าจากต่างโลก นั่งลงคุยกันฉันเพื่อน
และออกไปผจญภัยด้วยกันมาตลอด
.
"ไม่มีใครจบสวยซักคนเลยน้า...."
.
มิรินเอ่ยพูดออกมา
พร้อมรอยยิ้มเย้าแหย่อย่างบางตา
.
"เฮอะ... จริงๆฉันกำลังไปได้สวย
ถ้าไอ้บ้านั่นไม่โผล่มา"
"โธ่... ไม่เอาน่าวิทย์
เป็นแกเองไม่ใช่เหรอที่ตะบะแตก
ยกทัพไปเข้าแผนของมันเองน่ะ"
.
"แกเองก็โดนมันโค่นต่อหน้า
พิธีรับมงกุฏเลยไม่ใช่รึไง?"
"ไม่ได้ถูกโค่นคนเดียว ตูถูกรุมโว้ย!!"
.
ฮ่าฮ่าฮ่า!! ฮิฮิฮิ!
.
ที่ตลกก็คือพวกเขากำลังพูดถึง
ชีวิตที่ถูกเกียรติกลับมาแก้แค้นหรือทำลาย
ทว่าพวกเขากลับไม่มีท่าทาง
เหน็ดเหนื่อยหรือเครียดแค้นเคลือบแคลงอันใด
มันเหมือนกับว่าพวกเขาเพิ่งได้รับ
การปลดปล่อยจากคำสาปของมารร้ายเสียมากกว่า?
.
ก๊อกๆ!
หืม?
.
พลันชายที่นัดพวกเขาเอาไว้
ก็ปรากฏตัวมาเคาะประตูที่เปิดอยู่ทางด้านหน้า
.
"ไง...คุณหัวหน้าตัวแสบ?
มีอะไรจะเล่าก็เล่ามาเลย"
.
งินเอ่ยต้อนรับเกียรติ
พร้อมเผยรอยยิ้มอย่างตื่นเต้น
.
ฮึ...
.
แม้แต่วิทย์เองก็ก้มหน้า
แล้วพยามแอบซ่อนรอยยิ้ม
.
"..."
.
มิรินเองก็ไม่ได้มองเขาอย่างขุ่นแค้น
เธอเพียงทำหน้านิ่งๆ
แบบยังจัดอารมณ์ตัวเองได้ไม่ดีนัก?
.
แกร๊ก...
.
"พวกนายทุกคนรู้ใช่มั้ย?
ว่าไผ่กำลังนำกำลังรบเข้าตีอาณาจักรแห่งเอลฟ์น่ะ?"
.
ชายหนุ่มนั่งลงได้ก็เอ่ยเข้าเรื่องอย่างทันควัน
.
"ฮื่อ... จริงๆฉันก็คิดอยู่นะ
ไม่ใช่ว่านายควรจะรีบไปช่วยเฟรีเซ่รึไง?"
.
มิรินเอ่ยขึ้นมา เฟรีเซ่นั้นคือองค์หญิงเอลฟ์
ที่อัญเชิญเกียรติมายังโลกแห่งนี้แต่แรก
และเธอก็ดูออกว่าเกียรติได้มีสัมพันธ์กับเธอเอาไว้
.
"โธ่...มิริน
เธอก็รู้ว่าไอ้หมอนี่มันแร้งน้ำใจจะตายไป
เพราะว่าอาณาจักรเอลฟ์แข็งแกร่งที่สุด
มันก็เลยคิดว่าเจ้าไผ่คงตีแตกไม่ได้ง่ายๆใช่มั้ยล่ะ?"
.
"อา..."
.
เกียรติได้แต่เอ่ยเสียงยาว
ให้กับการคาดการณ์ของหนุ่มแว่นผมดำ
สำหรับอาณาจักรเอล์ฟแล้ว
พวกเขาแข็งแกร่งทั้งด้านเวทย์มนต์
และกำลังรบมากกว่าทุกเผ่าพันธ์ุ
.
ความจริงแล้วพวกเขาสามารถเทียบเคียง
หรือเหนือกว่าอาณาจักรที่มีผู้กล้าได้เลยด้วยซ้ำ
แต่การอัญเชิญผู้กล้ามา
ก็ยังเป็นอะไรที่ทำให้ได้เปรียบ
เกียรติจึงถูกอัญเชิญมายังโลกนี้เช่นกัน
.
"จริงๆฉันก็ไม่เข้าใจนะ...
อาณาจักรมิดการ์ดของเจ้าไผ่
มันเป็นอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุด
แค่นั้นก็ยิ่งใหญ่จนไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว
ไม่รู้ว่าจะหาเรื่องตีอาณาจักรเอล์ฟไปทำไม..."
.
งินเอ่ยถามขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจ
ในความคิดของเพื่อนผู้กล้า
.
"เพื่อประตูมิติที่เชื่อมกับโลกเดิมของเราน่ะสิ"
"หาาาา!!"x3!!
.
พลันคำตอบของเกียรติ
ก็ทำให้ผู้กอบกู้โลกทั้งสามต้องเบิกตา
.
"ใช่แล้ว... ไม่ผิดหรอก...
มันมีทางที่คนของโลกนี้
จะเดินทางไปยังโลกของพวกเราได้
แต่ฉันต้องการกำลังของพวกนาย
เพื่อช่วยปราบเจ้าไผ่และราชาปีศาจ!"
.
เฮือกกก!!
.
มิริน - "เฮ้! เฮ้! เดี๋ยวสิ!
เมื่อกี้นายพูดว่าราชาปีศาจงั้นเหรอ?"
.
วิทย์ - "บ้าน่า! หมายความว่าราชาปีศาจ
ต้องการจะบุกโลกของเรางั้นเหรอ?"
.
งิน - "แต่ว่าพวกเราฆ่าราชาปีศาจไปแล้วนี่นา!"
.
เหล่าผู้กล้าตกอยู่ในความสับสนอลหม่าน
ต่างพูดจาออกความเห็นอย่างเครียดเกร็งเห็นได้ชัด
.
"ไม่เลย...
พวกเราไม่เคยฆ่าราชาปีศาจได้..."
.
เกียรติประสานมือไว้ข้างหน้า
และเอ่ยพูดอย่างเยียบเย็นต่ออดีตสหาย
.
"ตลอดมาผู้กล้ารุ่นก่อนๆ
ต่างใช้วิธีผนึกราชาปีศาจ
และราชาปีศาจก็ย้อนคืนมาใหม่
พวกเราไม่เคยมีพลังเพียงพอจะจัดการราชาปีศาจได้
การที่พวกเราชนะก็เป็นแค่การแกล้งแพ้ที่มีการตกลงเอาไว้"
.
"ห๊าาา!?"
.
ความจริงเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ยากจะรับได้
มันกระทบกระเทือนหัวจิตหัวใจของเหล่าผู้กล้าทั้งหมด!