ยามโหย่ว แสงสีทองส้มลาดยาวตามพื้นดิน หลินเย่เดินกลับบ้านด้วยฝีเท้าที่ช้ากว่าปกติ ตะกร้าสานสะพายบ่า ความคิดในหัวกลับไม่ได้อยู่กับตะกร้า เขาล้วงมือเข้าในเสื้อบนอก แตะเม็ดยาสามเม็ดที่นอนนิ่งอยู่ข้างในตำราถูกหยิบมาเปิดอ่านระหว่างทางบ้างแล้ว ส่วนใหญ่เป็พื้นฐานที่เขายังไม่มีความรู้พอจะประเมิน คำศัพท์บางคำดูคุ้นบ้างจากบทเรียนของหลินตงส่วนเม็ดยานั้นยังไม่กล้าแตะต้อง
"เหตุใดวันนี้จึงกลับมาช้านัก"
หลินเย่ชะงัก มือที่กำตำราอยู่แข็งทื่อเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ ซุกไว้ด้านหลังอย่างเป็ธรรมชาติ หลินตงยืนพิงกำแพง แขนกอดอก สายตากวาดมาที่เขาั้แ่หัวจรดเท้า แล้วหยุดที่มือที่ซุกไว้ข้างหลัง
"อะไรนั่น"
"ไม่มีอะไร"
หลินตงเดินออกมาสองก้าว
"ไม่มีอะไรแต่ซ่อนไว้ข้างหลังอย่างนั้นรึ" ก่อนที่เขาจะตอบ มือของหลินตงพุ่งออกมาจากด้านข้าง "เอามาดู"
"ข้ายังไม่ได้—"
"เอามา"
สองมือปะทะกันอยู่ชั่วครู่ หลินเย่พยายามหมุนตัว หลินตงตามแขน ทั้งสองวนรอบกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่หลินตงจะใช้นิ้วดีดที่ข้อมือในจุดที่ถูกต้องพอดี หลินเย่ปล่อยตำราออกมาโดยไม่ตั้งใจ หลินตงคว้าไว้ได้กลางอากาศ แล้วหันหน้าออกไปเปิดอ่านทีละหน้าอย่างสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นหลินเย่ยืนนิ่ง มือถ่ข้อมือที่ยังเจ็บอยู่นิดหนึ่ง เขาเผลอคิดขึ้นมาเองว่าหากนางรู้ว่าตำรานี้มาจากผู้ใด สีหน้าจะยังเรียบเช่นนี้หรือไม่
"นี่เ้าอยากเป็นักหลอมโอสถหรือไร" หลินตงพลิกหน้าต่อไปโดยไม่เงยหน้า
"ข้า... บังเอิญเก็บได้ระหว่างทางขึ้นเขา"
คำนั้นออกมาเบากว่าที่คิด เขามองมือตัวเองที่ยังสั่นเล็กน้อย มารเฒ่ากู่เหวยและพลังของหลินตงย้ำ เตือนว่ายังอยู่กันคนละระดับ ไม่อาจให้นางรับรู้ว่าตำราเล่มนี้ได้มาจากผู้ใด
หลินตงหยุดพลิกหน้า มองตำรานั้นอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่พูดอะไร แล้วเผยรอยยิ้มมุมปากเบาๆ ออกมาก่อนจะคืนตำราให้เขา
"โอสถก็เป็อีกหนึ่งทางลัดในการเพิ่มพูนกำลัง"
หลินตงพับแขนเสื้อขึ้นข้างหนึ่ง เดินไปนั่งบนขอบบันไดหน้าบ้าน หยิบกรวดเล็กๆ ขึ้นมาหนึ่งก้อน
"แต่ราคาของมันไม่ใช่น้อยๆ โอสถปรับลมปราณหนึ่งเม็ด ราคาเทียบเท่าข้าวสี่จาน สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ที่ต้องกินมันทุกเจ็ดวัน ลองคำนวณดูเอง"
หลินเย่นั่งลงข้างๆ นับนิ้วคำนวณตัวเลข
"ตลอดหนึ่งปีคือ..."
หลินตงพูดแทนก่อนเขาคำนวณเสร็จ
"นั่นคือค่าข้าวของเ้าเกือบทั้งปี และนั่นแค่เม็ดเดียว" กรวดในมือของหลินตงกลิ้งออกไปตกพื้น "หากเป็โอสถทะลวงขอบเขต ราคาจะพุ่งส่งขึ้นอีกนับสิบเท่า ตระกูลสายหลักมีคนหลอมให้ ไม่ต้องซื้อ สายรองต้องซื้อหรือหาวิธีอื่น"
"หากหลอมเองได้"
"หากเ้าหลอมเองได้... ก็ประหยัดเงินทองไปได้มาก" หลินตงพยักหน้า "และขายให้คนอื่นได้ด้วย แต่การหลอมโอสถไม่ใช่แค่การท่องสูตร มันต้องใช้ลมปราณนำ ต้องใช้ความรู้สมุนไพร ต้องใช้เวลา ก่อนจะหลอมโอสถได้ต้องฝึกพื้นฐานให้แน่นเสียก่อน"
ลมเย็นพัดผ่านตรอก
"ทว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริงนั้นเกิดจากวิชา"
หลินตงยืนขึ้นก้าวลงมาที่ลานดินหน้าบ้าน นางไม่ได้อธิบาย ไม่ได้เตือนเพียงเริ่มขยับ ฝีเท้าแรกวางลงเงียบราวกับไม่มีน้ำหนัก ตามด้วยการหมุนเอวที่ช้าพอให้เห็นทุกส่วนที่เคลื่อนไหว มือซ้ายกวาดออกเป็วงโค้ง มือขวาปล่อยออกตามในจังหวะที่ต่างกันครึ่งก้าว ร่างกายของนางเคลื่อนไหวราวกับน้ำที่ไหลผ่านหิน ไม่มีจุดไหนฝืน ไม่มีจุดไหนเกินพอดี ทุกจุดที่หมัดแต่ละท่าลงถึง อากาศรอบนั้นกลับสั่นไหวในแบบที่สายตาเห็นได้ก่อนที่หูจะทันหลินเย่ไม่ได้มองแค่ท่วงท่า เขาจ้องที่ไหล่ของหลินตง มองกล้ามเนื้อใต้ร่มผ้าที่ขยับนำก่อนแขนจะเคลื่อน มองส้นเท้าที่วางลงแล้วถ่ายแรงผ่านขึ้นมาตามแนวกระดูกสันหลัง เขาบันทึกทุกองศาไว้เหมือนที่จำแผนที่ป่า ต้นไหนอยู่ตรงไหนรากไหนโผล่พ้นดิน จำได้โดยไม่ต้องพยายาม แต่ละท่าถูกออกแบบมาให้ตามกันได้อย่างไม่มีจุดหยุด ราวกับประโยคที่ไม่มีวรรคตอนท่าสุดท้าย หลินตงลงเท้าแล้วยืนนิ่ง ลมปราณจางลง แล้วนางก็หันมาด้วยแววตาปกติ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"นี่คือวิชาของพ่อเ้า หมัดพยัคฆ์ซ่อนคม"
หลินเย่นิ่งเงียบ วิชาของผู้เป็บิดาที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน เขายืนอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่ขยับ ไม่ใช่เพราะไม่รู้จะทำอะไร หากเพราะบางอย่างในอก้าเวลาก่อนที่จะขยับต่อ
"ข้าจะสอนให้เ้าก่อนข้ากลับเข้ากรม" หลินตงพูดเรียบๆ เหมือนบอกเื่ดินฟ้าอากาศ "สองวันที่เหลือ เ้าต้องจำโครงสร้างพื้นฐานให้ขึ้นใจ"
"ขอบพระคุณท่านพี่"
หลินตงส่ายหัวเล็กน้อย เหมือนไม่ชอบคำนั้น กระนั้นก็ไม่แก้ไข
กับข้าวที่หลินตงซื้อกลับมาวางเรียงบนโต๊ะนั้นมากกว่าปกติ ไก่ตุ๋นสมุนไพรผักผัดน้ำมัน ไข่เจียวหม่ และซุปกระดูกที่ยังมีไอลอยขึ้นมา กลิ่นของมันแผ่ออกมาั้แ่หลินตงเดินเข้าประตูโดยที่นางไม่ได้พูดสักคำว่าซื้ออะไรมา
"นั่งลง"
หลินเย่นั่ง หยิบตะเกียบขึ้นตำราวางอยู่ข้างชาม หลินตงเปิดมันออกพลางคีบผักใส่ชามตัวเอง
"หน้าสาม ย่อหน้าสอง เ้าอ่านแล้วเข้าใจไหม"
หลินเย่เปิดหน้าที่ว่า "การสกัดปราณจากสมุนไพรด้วยความร้อน มีสองวิธีวิธีเร็วและวิธี้ชา วิธีเร็วได้ปริมาณมากกว่าแต่คุณภาพต่ำกว่า"
"ถูก" หลินตงคีบไข่เจียวใส่ชามหลินเย่โดยไม่ถาม "แล้วรู้ไหมว่าทำไม"
"เพราะความร้อนส่งทำลายปราณบางส่วนก่อนที่จะถูกสกัดออกมา"
"ใช้ได้ แต่ยังไม่ครบ ปราณในสมุนไพรมีสองชนิด ชนิดแรกอยู่ใกล้ผิว ออกมาง่าย ชนิดที่สองอยู่ลึก ต้องใช้เวลา หากเร่งความร้อน ได้ชนิดแรกมาก ชนิดที่สองหาย โอสถที่ได้จึงออกฤทธิเ์ ร็วแต่ไม่ทน" หลินเย่จดลงในใจ
"แล้วโอสถที่ดีที่สุดล่ะ"
"ช้าเสมอ" หลินตงยกชามซุปขึ้นจิบ "ของที่ดีที่สุด ย่อมต้องใช้เวลาและความพิถีพิถันมากที่สุด"
ทั้งสองอ่านตำราต่อไปพลางกินข้าว หลินตงอธิบายทีละหน้า บางหน้าสั้นบางหน้ายาว ขึ้นอยู่กับว่าหลินเย่ถามมากหรือน้อย ส่วนใหญ่แล้วเขาถามน้อย หากคำถามที่ถามออกมาทุกครั้งตรงจุด ซุปกระดูกหมดลงก่อนตำรา หลินตงปิดตำราลงเมื่อถึงหน้าที่ยี่สิบ
"พอสำหรับคืนนี้ ที่เหลือต้องมีพื้นฐานการหลอมก่อนถึงจะอ่านแล้วเข้าใจ"
"ท่านพี่ก็รู้เื่การหลอมโอสถด้วยหรือ"
"รู้บ้าง" หลินตงวางตำราคืน "บิดาของเ้าสอนข้าพื้นฐาน นอกจากวิชายุทธ์แล้ว เขายังรู้เื่โอสถมากกว่าที่คนในตระกูลหลินรู้จักเขา"
ประโยคนั้นลงเบาๆ หลินเย่ไม่ถามต่อ หลินตงไม่อธิบายเพิ่ม สักครู่ผ่านไปหลินตงหยิบตำราขึ้นมาอีกครั้งพลิกกลับไปที่หน้าแรก นิ้วแตะที่มุมกระดาษช้าๆในแบบที่คนทำเมื่อกำลังตรวจสอบบางอย่าง
"ตำราเล่มนี้เก่ามาก" หลินตงพูดโดยไม่เงยหน้า เสียงเรียบและเบา "หนังที่หุ้มนี้ฟอกด้วยวิธีที่ไม่ค่อยมีใครทำแล้ว กลิ่นยังติดอยู่หากดมใกล้ๆ"
หลินเย่นั่งนิ่ง
"ของมีค่าเช่นนี้" หลินตงวางตำราลงบนโต๊ะ "ควรระวังคนที่ให้ของมีค่าโดยไม่บอกว่า้าอะไรตอบแทน"
แล้วก็ลุกขึ้นเก็บชาม ไม่ถาม ไม่รอคำตอบ คืนนั้นหลินตงพักอยู่ที่บ้าน นางเพียงเดินเข้าไปในห้องเล็กข้างๆ แล้วหลับ หลินเย่นั่งขัดสมาธิบนเตียงฟางฝึกลมปราณ กลางดึกเขาหยุดและนั่งนิ่ง เสียงหายใจสม่ำเสมอจากห้องข้างๆ ดังมาเบาๆ ในความเงียบ เขานึกถึงกับข้าวที่มากกว่าปกติ ท้องยังหิวอยู่บ้างแม้จะกินไปแล้ว เขาไม่คิดจะลุกขึ้นหาอะไรเพิ่ม เขาหลับตาลงแล้วฝึกต่อเช้าวันที่สาม หมอกยังไม่จางหาย หลินตงรออยู่ที่ลานหน้าบ้านก่อนที่หลินเย่จะออกมา กวักมือเรียก
"มาเร็ว" นางพูดสั้นๆ แล้วรีบเดินออกไปโดยไม่รอเส้นทางที่หลินตงพาไปไม่ใช่เส้นทางภารกิจ นางเดินวกไปทางตะวันตกของเขตตระกูล ผ่านแนวต้นไม้ที่หนาขึ้นผ่านลำธารเล็กๆ ที่หลินเย่ไม่เคยสังเกตว่ามีอยู่ จนมาถึงริมธารกลางหุบเขาเล็กๆ น้ำไหลเอื่อยผ่านหิน เสียงน้ำกระทบหินดังเป็เสียงเดียวที่มี
"ที่นี่"
หลินเย่วางตะกร้าลง มองไปรอบๆ ไม่มีใครอื่น มีเพียงเสียงน้ำและเสียงนกในหมอก
"หมัดพยัคฆ์ซ่อนคมมีสี่บทพื้นฐาน" หลินตงยืนหันหน้าให้เขา "บทที่หนึ่งคือโครงสร้าง บทที่สองคือจังหวะ บทที่สามคือน้ำหนัก บทที่สี่คือเจตจำนง สองวันนี้เ้าจะได้เรียนแค่บทแรก"
"เพียงบทเดียว... ต้องใช้เวลาถึงสองวันเลยหรือ"
"หากทำถูกั้แ่แรก ใช้เวลาน้อยกว่านั้น หากทำผิดแล้วค่อยแก้ ใช้เวลามากกว่าสองปี" หลินตงเดินมาหยุดตรงหน้าเขา "โครงสร้างคือทุกอย่าง วิชานี้ไม่ได้ออกแรงด้วยกล้ามเนื้อ มันออกแรงด้วยโครงกระดูกและจุดถ่ายน้ำหนัก หากโครงสร้างถูก หมัดที่ออกไปจะหนักกว่าที่ร่างกายควรออกได้สามเท่า หากโครงสร้างผิด กล้ามเนื้อแข็งแค่ไหนก็เพิ่มน้ำหนักได้แค่ตัวเอง"
หลินเย่นึกถึงสี่เดือนที่ผ่านมา การเดินทางไกล การแบกน้ำ การเดินซ้ำเส้นทางเดิมจนฝีเท้าคล่อง ทั้งหมดนั้นอาจคือการสร้างโครงสร้างแบบที่หลินตงพูดถึงโดยที่เขาไม่รู้ตัว
"ยืนตรง เท้าห่างกันเท่าไหล่ ขยับน้ำหนักไปขาขวา ไม่ต้องมาก แค่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน ตอนนี้ยกแขนซ้ายขึ้นระดับไหล่ ข้อศอกงอเล็กน้อย นิ้วชี้กับนิ้วกลางชิดกัน"
หลินเย่ทำตามทีละขั้นหลินตงเดินมาข้างหลัง
"ผิด"
มือจับที่ข้อศอกปรับมุมเล็กน้อย แล้วดันไหล่ซ้ายให้ลดลงนิดหนึ่ง
"รู้สึกความต่างไหม"
ก่อนปรับ ต้องออกแรงเพื่อถือแขนค้างไว้ หลังปรับ โครงสร้างรองรับน้ำหนักแขนได้เองโดยไม่ต้องเกร็ง
"รู้สึกได้"
"ดี ถือค้างไว้แบบนั้น ข้าจะนับจนถึงร้อย"
"ร้อยเลยรึ"
"หากโครงสร้างถูก ร้อยไม่เหนื่อย หากเหนื่อยแสดงว่ายังผิดอยู่"
หนึ่งร้อยผ่านไปด้วยความเ็ปเล็กน้อยที่หัวไหล่ ทว่าหลินเย่ยืนได้ครบ
"ดีกว่าที่ข้าคิด" หลินตงพูดเรียบๆ "ต่อไปท่าที่สอง"
ทั้งสองอยู่ที่ลำธารจนแดดขึ้นสูง หลินตงไม่รีบ ไม่เร่ง ทุกครั้งที่หลินเย่ทำผิดนางแก้ด้วยมือก่อนบอกเหตุผล ทุกครั้งที่ทำถูกนางพยักหน้าแล้วเดินหน้าต่อภายในครึ่งวัน หลินเย่เรียนได้สี่ท่าแรกของบทที่หนึ่ง
"พอสำหรับเช้านี้ บ่ายเ้าไปทำภารกิจ กลับมาเย็นฝึกต่อ"
หลินเย่รับตะกร้าสานขึ้นบ่า แล้วหยุดก่อนจะเดินออกไป
"ท่านพี่..."
หลินตงหันมา หลินเย่ไม่รู้จะพูดอะไร สิ่งที่อยากพูดมีหลายอย่าง ทว่าไม่มีอย่างไหนที่รู้สึกว่าพูดออกมาแล้วจะครบ สุดท้ายเขาก้มหัวลงแทน หลินตงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วดีดนิ้วเบาๆ ที่กลางหัวเขาหนึ่งที
"ไปเลย"
เย็นวันนั้นทั้งสองฝึกต่ออีกหนึ่งยาม ดาวบนฟ้าเริ่มขึ้นแล้วเมื่อหลินตงบอกให้หยุด หลินเย่นั่งลงริมลำธาร ร่างกายเหนื่อย มันเป็ความเหนื่อยที่รู้ว่าเหนื่อยตรงไหนและเพราะอะไร หลินตงนั่งข้างๆ จิบน้ำจากกระบอกน้ำ
"ข้าจะกลับเข้ากรมพรุ่งนี้เช้า"
หลินเย่ไม่ตอบ รู้อยู่ภายในใจตลอดทั้งวันแล้ว
"บทที่หนึ่งยังไม่ครบ เ้าต้องฝึกเองต่อ" หลินตงวางกระบอกน้ำลง
"โครงสร้างที่ข้าปรับให้เ้าวันนี้ หากเ้าจำได้ถูก ฝึกซ้ำ วันละครั้งจนร่างกายจำเอง ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องเร่ง"
"ข้าจะจำ"
"ดีแล้ว" หลินตงพูดสั้นๆ แล้วยืนขึ้น
"ได้เวลาที่ต้องกลับกันแล้ว"
คืนสุดท้าย กับข้าวบนโต๊ะน้อยกว่าเมื่อคืน ของที่มีก็เพียงพอ หลินตงกินเงียบๆ หลินเย่กินเงียบๆ ระหว่างกิน หลินตงเปิดตำราขึ้นมาอีกครั้งชี้ที่หน้ายี่สิบเอ็ด
"ต่อจากเมื่อคืน ประเภทโอสถมีสี่หมวดใหญ่ เสริมปราณ เสริมร่าง เสริมจิตและพิเศษ พื้นฐานที่ต้องรู้ก่อนคือสองหมวดแรก" นางพูดขณะคีบผักขึ้นมา "โอสถเสริมปราณช่วยสิ่งที่เ้าฝึกอยู่ตอนนี้ได้โดยตรง แต่จะให้ผลเต็มที่ก็ต่อเมื่อปราณพื้นฐานมั่นคงพอแล้ว หากกินก่อนเวลา ร่างกายรับไม่ไหว ปราณกระจาย เสียของเปล่า"
หลินเย่นึกถึงเม็ดยาสามเม็ดในกระเป๋าข้างเอว
"แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าพร้อม"
"ร่างกายบอกเอง" หลินตงพลิกหน้าต่อ "เมื่อปราณในตันเถียนเต็มจนรู้สึกได้ว่ากำลังจะล้น นั่นคือเวลา"
หลินเย่เก็บข้อมูลนั้นไว้ในใจ แล้วเก็บเื่เม็ดยาไว้ในที่ที่ไม่แสดงออก ทั้งสองอ่านตำราต่อจนตะเกียงใกล้หมด
เช้าตรู่วันที่สี่ แสงแรกยังไม่ขึ้นหลินตงยืนอยู่ที่ประตูบ้าน สัมภาระน้อยกว่าที่ควรจะมีสำหรับการเดินทาง ดาบที่สะพายหลังดูไม่ผิดที่บนร่างกายของนางเลยแม้แต่น้อย
"ข้าจะกลับมาเมื่อมีเวลา" หลินตงพูด น้ำเสียงเหมือนเดิมทุกประการ "อย่าหยุดฝึก อย่าลืมว่าโครงสร้างมาก่อนแรง"
"ข้าจะไม่ลืม"
"และ" หลินตงหยุดครู่หนึ่ง "หากมีใครที่เ้าไม่รู้จักเข้ามาเกี่ยวข้องกับเ้าให้ระวังไว้ก่อนไว้ใจ"
"ข้าเข้าใจแล้ว" เขาพยักหน้าตอบกลับ
หลินตงมองเขาครู่หนึ่ง แล้วยกมือขึ้นดีดหัวเขาเบาๆ อีกครั้งก่อนหันหลังแล้วเดินออกไปโดยไม่หันกลับ ฝีเท้าของนางเงียบและมั่นคง ทุกก้าวหายเข้าไปในแสงรุ่งอรุณที่เพิ่งเริ่มปรากฏที่ขอบฟ้า หลินเย่มองดูจนร่างของนางหายไปพ้นมุมตรอก เขายืนอยู่อีกครู่ในความเงียบที่หลงเหลือ แล้วก็จาม เสียงดังผิดปกติในตรอกเปล่า เขาหยิบตำราหนังสีหม่นออกมา เปิดหน้ายี่สิบสอง แล้วเดินออกไปตามเส้นทางภารกิจ