กุนซือกรำศึกมาหลายสนามย่อมเหนือชั้นกว่าคนทั่วไป แผนการที่กลั่นกรองออกมาแยบยลคาดเดาได้แม่นยำเชียวชาญสมรภูมิทุกรูปแบบ จุดหมายที่ใช้เวลาเดินทางถึงสามวันสามารถย่นระยะทางให้ถึงได้เพียงวันกว่าๆเท่านั้น ทำให้ทหารหน่วยสองลอบเข้าไปยังค่ายของศัตรูได้ไม่ยากเย็น
การไปครั้งนี้มีหลี่ซูเซียนร่วมทางไปด้วย เนื่องจากตอนหารือถึงวิธีทำลายค่ายข้าศึกในเวลาอันสั้น หลัวสุ่ยหมิงนึกถึงสิ่งที่อันจื่อเทาใช้เมื่อตอนขบวนคุ้มภัยถูกลอบโจมตี อานุภาพร้ายกาจไม่ต่างจากปืนใหญ่แถมยังพกพาสะดวกกว่ามาก เหมาะแก่การใช้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างด้วยเวลาจำกัด ครั้นจะฝึกทำตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว ด้วยเหตุนี้หลี่ซูเซียนเลยต้องร่วมเดินทางไปด้วยเพราะเป็นคนเดียวที่รู้วิธีการสร้างระเบิด
เมื่อไส้ศึกรายงานความเคลื่อนไหว กองทัพมองโกลจะแยกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งกลับมาป้องกันค่ายอีกฝ่ายเดินหน้าออกรบต่อ แผนการนี้ความเสี่ยงค่อนข้างมากผิดพลาดเพียงนิดเดียวผลที่ตามมาย่อมเลวร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย แต่หากสำเร็จนับว่าคุ้มค่า
เพื่อไม่เป็นการผิดสังเกตอันเทาถังจึงต้องอยู่ร่วมประชุมก่อน หน่วยสองที่เหลือคุ้มกันหลี่ซูเซียนพร้อมขนดินปืนจำนวนมากมุ่งหน้าไปก่อน หลังจากประชุมเสร็จจึงค่อยควบม้าตามหลังไป เหตุผลที่ต้องแยกกันไปก็เพื่อไม่ให้หน่วยอื่นผิดสังเกต หรือหากไส้ศึกอยู่ในหน่วยใดหน่วยหนึ่งที่ต้องเดินทางไปยังค่ายศัตรูในครั้งนี้จะได้ไม่ทำให้รู้ตัวก่อน หลังจากเผาทำลายค่ายศัตรูสำเร็จก็ต้องเร่งเดินทางกลับให้เร็วที่สุดเพื่อช่วยเหลือทัพหลัก
สี่หน่วยไปแล้วหน่วยที่เหลือก็ต้องเตรียมพร้อม ระหว่างนั้นซั่งกวนติงต้องแวะเวียนมากระโจมขบวนคุ้มภัยบ่อยครั้งเพื่อรักษาหลัวเจิ้งเหยียน การแพทย์ของเขาพิสดารนักแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าได้ผลกว่าตัวยาอื่นของท่านหมอเฉียน ใช้เวลาเพียงสองวันกล้ามเนื้อหลายส่วนที่เสียหายก็กลับมาขยับได้คล่องแคล่วกว่าเดิมมาก
ถึงอย่างนั้นก็ไม่ทำให้หายสนิทได้ หลัวเจิ้งเหยียนร้อนใจดั่งไฟสุมหากร่างกายยังใช้การไม่ได้ดั่งใจเช่นนี้ในยามฉุกเฉินเขาจะไม่สามารถปกป้องคนรักได้ ซั่งกวนติงจึงให้ยาตัวหนึ่งร่างกายที่ยังไม่เข้าที่เข้าทางจึงกลับมาใช้งานได้คล่องแคล่วได้ชั่วคราว แต่ผลที่ต้องจ่ายหลังจากนั้นคือความทรมารแสนสาหัสเลยล่ะ
“เจิ้งเหยียน”อันจื่อเทากอดก้อนผ้าห่มแน่นอย่างทำอะไรไม่ได้ ผลจากการใช้ยาเริ่มตีกลับแล้ว หลัวเจิ้งเหยียนขดตัวอยู่บนเตียงในกระโจม ร่างกำยำเกาะพราวไปด้วยหยาดเหงื่อตรงข้ามกับในกายที่หนาวยะเยือกจนปวดไปถึงกระดูก
“หนาว…”ความหนาวเย็นกลืนกินแทบสิ้นสติ อันจื่อเทาเห็นหน้าคนในอ้อมแขนประเดี๋ยวขาวซีดประเดี๋ยวเขียวช้ำเริ่มใจไม่ดีกระชับกอดแน่นขึ้นอีก
“ข้าอยู่ตรงนี้”ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดข้างหูฉุดรั้งสติเสี้ยวสุดท้ายไม่ให้ขาดพึงลงไป หลัวเจิ้งเหยียนซุกหน้าไปกับลำคอขาวกัดฟันอดทนจนถึงที่สุดไม่ให้คนรักกังวลมากเกินไป
“ที่รัก ข้าทนได้”เสียงสั่นเครือเจือสะอื้นบอกชัดถึงความเจ็บปวดที่ได้รับ หัวใจคนฟังบีบรัดตัดสินใจมุดเข้าไปในผ้าห่มผืนเดียวกันใช้ความอุ่นของร่างกายคลายความหนาวให้ หลัวเจิ้งเหยียนซุกกอดร่างโปร่งแน่นใบหน้าฝังอยู่ที่ลำคอแขนขาเกี่ยวตวัดแน่นแนบชิดทุกส่วน
“อุ่นขึ้นหรือไม่?”หลัวเจิ้งเหยียนทั้งส่ายหน้าทั้งพยักหน้าไปมามั่วไปหมด อันจื่อเทากอดส่วนศีรษะคนรักไว้หลวมๆจุมพิตลงบนหน้าผากที่เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ หลัวเจิ้งเหยียนมีความอดทนมากกว่าคนปกติแต่มีสภาพเช่นนี้อันจื่อเทาแทบจินตนาการไม่ออกเลยว่าเขาต้องรับเจ็บปวดมากขนาดไหน
“ที่รัก เสี่ยวจื่อ”เสียงสะอื้นหลุดมาเป็นระยะ อันจื่อเทากลืนก้อนที่จุกในลำคอลงไปตัดสินใจถอดอาภรณ์ทั้งของตัวเองและอีกคนออกด้วยความรวดเร็ว ใช้ความอุ่นของกายเนื้อโอบรัดต่างผ้าห่ม ความร้อนแทรกผ่านผิวเนื้อที่แนบชิดรับรู้ได้ถึงความร้อนที่ส่งผ่านเข้ามาในร่าง เขาหลับตาลงทันทีโคจรลมปราณกระจายไปทั่วร่างขณะเดียวกันร่างกายก็เริ่มร้อนรุ่มขึ้นเรื่อยๆราวกับอยู่ในกองเพลิง
หลัวเจิ้งเหยียนหมดสติไปแล้ว ใบหน้าซับสีเลือดขึ้นมาเล็กน้อย สีหน้าก็ไม่ทรมารเหมือนก่อนหน้า อันจื่อเทาพลูลมหายใจโล่งอกซุกหน้าลงไปกับกลุ่มผมนุ่มกอดคนรักอยู่อย่างนั้นทั้งเฝ้าดูอาการตลอดทั้งคืน
ชัยชนะของกองทัพพิทักษ์แผ่นดินแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วข้ามคืนก็เล่าลือไปทั้งเก้าแคว้น ผู้คนทั่วล้าต่างรวมเฉลิมฉลองให้กับกองทัพไร้พ่ายของแผ่นดินอย่างแท้จริง
นอกจากชัยชนะของกองทัพชื่อเสียงของผู้ร่วมรบก็เลื่องลือไม่แพ้กัน คุณชายใหญ่สกุลหลัวกับฮูหยินร่วมวางแผนทำลายค่ายศัตรูจนพินาศย่อยยับ คุณชายใหญ่อี้หย่งนำศิษย์สำนักหยางจิ่วปกป้องชาวบ้าน คุณชายรองหลัวกับฮูหยินร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่แม่ทัพเยี่ยพิชิตแม่ทัพมองโกกำชัยมาได้อย่างสวยงาม
ผ่านไปกว่าสัปดาห์เศษๆองค์จักรพรรดิทรงมีราชโองการให้กองทัพเข้าเฝ้าตลอดจนขบวนคุ้มภัยที่ร่วมรบในยามกองทัพวิกฤติ จุดประสงค์ของเจ้าเหนือหัวคงไม่ต้องกล่าวให้มากความ
ทว่าผู้เป็นแม่ทัพหาได้ยินดีไม่ พึ่งขับไล่ข้าศึกไปได้ไม่กี่วันทิ้งสนามรบกลับไปเช่นนี้เสี่ยงเกินไป กระนั้นราชโองการออกมาแล้วต่อให้ขวัญกล้าปานใดก็ไม่กล้าขัด เยี่ยเจิ้งสิงประวิงเวลารั้งอยู่ดูสถานการณ์ต่อได้อีกแค่สิบวันก็จำต้องนำกองทัพและคณะคุ้มภัยเดินทางเข้าวังหลวงตามราชโองการ
ก่อนถึงเมืองหลวงต้องผ่านแคว้นอ้าย ประจวบเหมาะกับมาถึงช่วงบ่ายเยี่ยเจิ้งสิงจึงให้กองทัพหยุดพักแรมนอกกำแพงเมือง อนุญาติให้คณะคุ้มภัยกลับไปหาครอบครัวได้
หน้าจวนสกุลหลัวหนาแน่นไปด้วยผู้คนยืนรอต้อนรับตั้งแต่นายท่านหลัวไปจนถึงบ่าวท้ายครัว ยังมีชาวบ้านระแวกใกล้เคียงที่รับรู้ถึงคุณงามความดีของพี่น้องสกุลหลัวต่างเร่งมาร่วมยินดี จะเรียกร่วมยินดีคงไม่ถูกเท่าไหร่เพราะส่วนมากที่มาต่างมาเพื่อหาผลประโยชน์ให้ตัวเองเสียมากกว่า
“อาสุ่ย”ฮูหยินใหญ่ยิ้มไม่หุบรีบเข้าไปสวมกอดบุตรชายทันทีที่ลงจากรถม้า นายท่านหลัวยิ้มแย้มตามหลังออกมากล่าวชื่นชมบุตรชายคนโตและสะใภ้ไม่ขาดปาก
อันจื่อเทาแอบเบ้ปากในใจ บุตรชายกลับจากเดินทางไกลสองคนมีความดีความชอบเหมือนๆกันแต่กลับชื่นชมอยู่คนเดียว ครั้นหันไปมองคนด้านหลังหลัวเจิ้งเหยียนสีหน้าเรียบเฉยไม่แม้แต่เหลือบแลไปทางนั้น ร่างใหญ่ตวัดขาลงจากม้าก่อนยื่นมือมารอรับภรรยด้วยรอยยิ้มอ่อนละมุน
“ที่รักรีบลงมาเถิดท่านแม่กับคนที่เหลือรอแย่แล้ว”
“อืม”อันจื่อเทาไม่รอให้กล่าวซ้ำเป็นครั้งที่สองวางมือทับบนฝ่ามือใหญ่ตวัดขาลงจากหลังม้ายืนอย่างมั่นคงข้างกัน
“พี่รอง”เสียงหนึ่งดังแทรกฝูงชน คนทั้งสองหันไปตามเสียงเห็นเด็กหนุ่มแทรกกายออกจากกลุ่มคนวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาด้วยน้ำตานองหน้าเอ่ยเรียกเสียงเจือสะอื้น “พี่รอง พี่สะใภ้ ท่านกลับมาแล้ว”
“อาฮ่าวเกิดอะไรขึ้น ร้องไห้ด้วยเหตุใด?”
หลัวเจี้ยนฮ่าวยกแขนเสื้อซับน้ำตาลวกๆตอบเสียงเจือสะอื้น “ท่านแม่ ท่านแม่ป่วยหนัก! ฮึก ท่านหมอบอกรักษาไม่ได้”
ราวกับถูกฟาดด้วยท่อนไม้ใหญ่ หลัวเจิ้งเหยียนใจหายวาบจับบ่าน้องชายเค้นถาม “เหตุใดท่านแม่ถึงป่วยได้?!”
มารดาเขาป่วยกระเสาะกระแสะมาหลายปีก็จริง ทว่าหลังๆมานี้หลัวเจิ้งเหยียนนำสมุนไพรจากหลายแคว้นมารักษาอาการป่วยของนาง ก่อนไปส่งเสบียงให้กองทัพนางยังแข็งแรงดีอยู่เลยเหตุใดผ่านไปแค่ไม่กี่เดือนถึงได้ป่วยหนักขนาดนี้
หลัวเจี้ยนฮ่าวเม้มปากหันไปทางเจ้าบ้านสกุลหลัว ก่อนหันกลับมาคว้าแขนพี่ชาย “รีบกลับเรือนเถิด”
ทั้งสองพยักหน้าตรงกลับเรือนในทันที เห็นเรือนหลังน้อยอยู่ไกลๆหลัวเจิ้งเหยียนคล้ายทนรอไม่ได้แม้แต่เสี้ยวอึดใจสะกิดปลายเท้าทะยานไปด้วยความรวดเร็ว
อันจื่อเทากำลังจะตามไปแต่เมื่อนึกขึ้นได้จึงหันไปคว้าคอเสื้อน้องสามีก่อนสะกิดปลายเท้าทะยานกายตามไปติดๆ หลัวเจี้ยวฮ่าวร้องเสียงหลงแต่เมื่อตั้งตัวได้ปลายเท้าก็แตะพื้นหน้าเรือนแล้ว เด็กหนุ่มอึ้งงันมองตามหลังไวๆของพี่ชายหายเข้าไปในเรือนก่อนหันมองคนข้างกาย
“ยืนนิ่งทำไมไปได้แล้ว”อันจื่อเทาปล่อยมือเปลี่ยนมาดันหลังเด็กหนุ่มเข้าเรือนแทน หลัวเจี้ยนฮ่าวคล้ายพึ่งนึกได้วิ่งพรวดเข้าเรือนทันที อันจื่อเทามองตามหลังมือยังยกค้างอยู่ท่าเดิมคนงามส่ายหน้าก่อนรีบจ้ำเท้าตามเข้าไป
เพียงก้าวผ่านประตูอันจื่อเทาก็ก้าวต่อไม่ออก ตรงหน้าเขาคือสตรีผู้หนึ่งนั่งเหม่อมองไร้จุดหมาย ผมเผ้ารุงรังใบหน้าอิดโรยอาภรณ์บางจุดมีสีเข้มเป็นดวงๆ นางถูกมัดไว้กับเก้าอี้อย่างแน่นหนาทั้งแขนและขาต่างถูกพรรณาการ
“พี่สาว!?"อันจื่อเทาทั้งตกใจทั้งมึนงง เหตุใดหลัวผู่เยว่ถึงอยู่ในสภาพนี้ได้เล่า ครั้นมองหาคนที่จะให้คำตอบแก่เขาได้ก็ไม่มีสักคน ขณะกำลังจะเดินเข้าหาคนที่นั่งนิ่งอยู่นานพลันหันขวับมาก่อนน้ำตาเม็ดโตจะร่วงเผาะลงเป็นสาย
“อย่าห้ามข้า อย่าห้ามข้า คืนเชือกข้ามา อย่าตัดเชือกข้าทิ้ง!”หลัวผู่เยว่ร่ำไห้ปานจะขาดใจ คร่ำครวญเจือสะอื้นไม่เป็นคำอีกแล้ว
“พี่สาวเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า”อันจื่อเทารีบถลันเข้าหา หลัวผู่เยว่คล้ายไม่รับฟังสิ่งใดอีกแล้วเอาแต่ร่ำไห้กล่าวประโยคเดิมซ้ำๆฟังออกบ้างไม่ออกบ้างแต่อันจื่อเทาพอจับใจความได้แล้ว
นางจะฆ่าตัวตาย
แผ่นหลังเย็นวาบขึ้นมา อันจื่อเทาทั้งโกรธทั้งร้อนใจลุกขึ้นฉับพลันตรงไปยังห้องของเฉินซือเยว่ทันที เพียงก้าวผ่านประตูปฏิกิริยาของอันจื่อเทาไม่ต่างจากเมื่อครู่สักนิด
เฉินซือเยว่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ร่างกายซูบผอมใบหน้าขาวซีดดวงตาลึกคล้ำหลับพริ้มสีหน้าทรมานอย่างเห็นได้ชัด อันจื่อเทาคล้ายถูกสาดด้วยน้ำเย็นอีกรอบเอ่ยเสียงรอดไรฟัน
“เกิดอะไรขึ้น”
ก่อนหน้าไม่เอ่ยคำหลัวเจี้ยนฮ่าวยังพอทำเนา ทว่ายามนี้เมื่อมีคนถามขึ้นมาน้ำตาของเด็กหนุ่มก็สุดจะกลั้นต่อได้ ไม่ใช่น้ำตาแห่งความเสียใจทว่าเป็นความเจ็บแค้นแต่ทำสิ่งใดไม่ได้
นอกกำแพงเมืองแคว้นอ้ายกองทัพพิทักษ์แผ่นดินตั้งกระโจมชั่วคราวจวนจะเสร็จแล้ว แม่ทัพเยี่ยเห็นเช่นนั้นจึงวางมือกลับเข้าไปในกระโจมของตนเพื่อพักเหนื่อย ทว่ากระโจมส่วนตัวของแม่ทัพที่ควรจะว่างเปล่ากลับมีร่างสีขาวนั่งจิบชาอยู่ที่โต๊ะข้างเตียง พอเห็นเจ้าของเข้ามาคนผู้นั้นก็วางถ้วยชาใบหน้าบึ้งตึงขึ้นมาทันใด
“มิใช่ข้าบอกให้ท่านพักผ่อนหรอกหรือ?”
“ข้าไม่เป็นไรแล้ว แผลก็เริ่มสมานแล้วด้วย”เยี่ยเจิ้งสิงถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกก่อนเดินไปทิ้งกายนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่ว่างอยู่ ซั่งกวนติงรินชาให้อย่างรู้งานแต่ก็ยังแฝงไปด้วยความไม่พอใจ
“ยิ่งแก่ยิ่งดื้อรั้น!”วาจาตำหนิโจ่งแจ้งหากใช้กับสหายหรือผู้ใต้บังคับบัญชายังพอฟัง ทว่าผู้ที่ถูกตำหนิตรงๆเป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งเก้าแคว้นเป็นรองเพียงคนเดียวอยู่เหนือคนทั้งปวง กระนั้นซั่งกวนติงก็ไม่มีท่าทีหวั่นเกรงแต่อย่างใดยังเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแฝงความขุ่นเคือง “อาหลิงยังว่าง่ายกว่าท่านเลย”
อาหลิงที่ว่าคือเยี่ยไป๋หลิงบุตรีเพียงคนเดียวของเยี่ยเจิ้งสิง เหตุที่ซั่งกวนติงยกมากล่าวก็เพราะเยี่ยไป๋หลิงอายุหกหนาวแม้จะดื้อรั้นตามประสาเด็กแต่ก็นับว่าว่าง่ายอยู่บ้าง หากจะกล่าวให้ชัดคือแม่ทัพใหญ่ผู้นี้ดื้อรั้นยิ่งกว่าเด็กหกขวบเสียอีก
“เจ้าพูดมากไปแล้ว”ถึงจะกล่าวเช่นนั้นแต่น้ำเสียงที่ใช้หาได้มีความขุนเคืองไม่ เยี่ยเจิ้งสิงยกชาขึ้นจิบหางตาเห็นหัวคิ้วเรียวขมวดจนแทบผูกเป็นปมจึงวางถ้วยชาลงตอบรับไปส่งๆ “ได้ ได้ คืนนี้ข้าจะพักผ่อนไม่ออกแรงแล้ว”
“คืนนี้?”ซั่งกวนติงมองฟ้าด้านนอกคะเนแล้วพึ่งจะยามเซิน ….“ท่านแม่ทัพ!”
ไม่ผิดจากที่คิด เยี่ยเจิ้งสิงวางถ้วยชาก้าวฉับๆไปยังหีบมุมกระโจมหยิบเสื้อคลุมกลางเก่ากลางใหม่ออกมาส่วมใส่
“ข้าจะไปสกุลเสียหลัวสักหน่อย”
ซั่งกวนติงใบหน้าเต็มไปด้วยขีด “ท่านจะใส่ชุดนี้ไป?”
เยี่ยเจิ้งสิงก้มมองชุดที่สวมใส่ “ชุดนี้มันทำไมรึ?”
ซั่งกวนติงไร้คำจะกล่าว ชั่วดีอย่างไรสกุลหลัวก็เป็นหนึ่งในสกุลใหญ่ของแคว้นอ้าย แม้จะไม่ใช่ขุนนางแต่นับว่าผู้คนนับหน้าถือตาไม่น้อย ท่านแม่ทัพแต่งตัวเช่นนี้ไปไม่กลัวผู้คนจะติฉินเอาหรือว่าไม่ให้เกียรติเจ้าของบ้าน
ทว่าเมื่อมองสีหน้า ชุดข้าก็สุภาพมีตรงไหนไม่ดี ของบุรุษร่างใหญ่ตรงหน้าแล้วซั่งกวนติงจึงไม่คิดเอ่ยต่อให้มากความ
“ช่างเถอะ รอข้าสักประเดี๋ยวข้าขอไปเปลี่ยนชุดก่อน”กล่าวจบก็หันหลังเดินออกไป เยี่ยเจิ้งสิงจัดอาภรณ์ให้เข้าที่เข้าทางกว่าเดิมก่อนเดินไปนั่งรอบนเตียงอย่างใจเย็น
*********