รถเก๋งหงฉีคันเก่าแล่นฉิวฝ่าความมืดมุ่งหน้ากลับสู่เมืองปาเฉิง
"เสี่ยวลั่ว ตกลงว่าผู้เชี่ยวชาญพวกนั้นโดนพลังงานบ้าบออะไรนั่นเล่นงานจริงๆ งั้นสิ... ไม่ได้ป่วยใช่ไหม" เยี่ยอี้ิอดรนทนไม่ไหวเปิดฉากถาม เื่พรรค์นี้มันหลุดโลกเกินกว่าบรรทัดฐานความเข้าใจของอดีตข้าราชการใหญ่อย่างเขาไปไกลลิบ
ลั่วหยางพยักหน้ารับเรียบๆ สงวนคำพูดไว้
ถ้าให้ประเมินในมุมมองของผู้สืบทอดสายเืจอมขมังเวท สิ่งที่สิงสู่อยู่ในร่างคนพวกนั้นก็คือ 'ิญญาร้าย' มันมีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับพลังิญญาที่สถิตอยู่ในหน้ากากทองสำริดของปรมาจารย์อิ๋งหมาไม่ผิดเพี้ยน ข้อแตกต่างเดียวคือมันดุร้ายกว่า ทรงพลังกว่า และเปี่ยมไปด้วยสัญชาตญาณดิบในการกลืนกิน ทว่าความจริงสุดโต่งพวกนี้... ขืนอธิบายออกไปมีหวังตาเฒ่าเยี่ยได้หัวใจวายตายพอดี
"แล้วสรุปมันคือพลังงานอะไรกันแน่" เยี่ยอี้ิยังคงซักไซ้ไม่เลิก
ลั่วหยางระบายยิ้มบาง "คุณลุงเยี่ยครับ เอาตรงๆ ผมเองก็ยังฟันธงไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงได้ยืนกรานจะลงไปดูในหลุมขุดค้นนั่นให้เห็นกับตายังไงล่ะครับ... น่าเสียดายที่ผู้อำนวยการหม่าของคุณลุงแกดันเล่นแง่ซะก่อน"
เยี่ยอี้ิถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าหม่นลง "เมื่อก่อนตอนที่หมอนั่นยังเป็ลูกน้องฉัน แค่ฉันกระแอมคำเดียวมันก็แทบจะก้มหัวรับคำสั่ง พอตอนนี้... คนหมดอำนาจก็เหมือนหมาหัวเน่า หึๆ โทษทีนะเสี่ยวลั่ว เป็เพราะฉันจัดการเื่ไม่เด็ดขาดเองแหละ ด่วนใจร้อนลากเธอมาเสียเที่ยวแท้ๆ"
ลั่วหยางตอบเสียงกลั้วหัวเราะ "คุณลุงเยี่ยก็พูดเกินไปครับ เชื่อเถอะ ผู้อำนวยการหม่าอะไรนั่น... อีกไม่นานก็ต้องบากหน้ากลับมาอ้อนวอนให้ผมไปช่วยอยู่ดี ถึงตอนนั้นผมจะขุดคุ้ยความลับในหลุมนั่นให้กระจ่างเอง"
"หมอนั่นก็แค่รับปากส่งเดชตามมารยาท เธอเชื่อคำพูดลมๆ แล้งๆ แบบนั้นด้วยหรือไง"
ชายหนุ่มเหยียดยิ้ม ั์ตาสาดประกายความมั่นใจเด็ดขาด "เชื่อสิครับ เพราะงานนี้... ทั้งประเทศก็มีแค่ผมคนเดียวที่เอาอยู่"
ชายชราหัวเราะหึๆ ในลำคอ "ฉันรู้อยู่แล้วว่าคนอย่างเธอต้องทำได้ เอาเป็ว่าคราวหน้าฉันจะลงพื้นที่ไปกับเธอด้วย ฉันเองก็อยากจะเห็นกับตาเหมือนกันว่าไอ้เื่ลี้ลับพรรค์นี้มันเป็ยังไงกันแน่"
ทว่าจู่ๆ บรรยากาศก็เปลี่ยนฉับ เยี่ยอี้ิหรี่ตาลง เปลี่ยนเื่ดื้อๆ "เสี่ยวลั่ว... ฉันขอถามอะไรเธอสักเื่สิ"
"มีอะไรก็ว่ามาเลยครับคุณลุงเยี่ย"
ชายชราปรายตามองจับผิด "คือว่านะ... ความสัมพันธ์ของเธอกับเยี่ยจือเนี่ย พัฒนาไปถึงขั้นไหนกันแล้วล่ะ"
ลั่วหยางถึงกับสะอึก คำถามพุ่งแสกหน้าจนตั้งรับไม่ทัน ใครจะไปคิดว่าตาเฒ่าลายครามคนนี้จะมาซักไซ้เื่รักๆ ใคร่ๆ กันโต้งๆ แบบนี้
เยี่ยอี้ิหัวเราะร่วน "ลูกผู้ชายอกสามศอก มีอะไรต้องมานั่งเหนียมอาย"
"คุณลุงเยี่ยเข้าใจผิดแล้วครับ ผมกับพี่เยี่ย... พวกเราเป็แค่เพื่อนกันจริงๆ"
"เพื่อน" เสียงตาเฒ่าสูงปรี๊ด คิ้วขมวดมุ่นอย่างขัดใจ ก่อนจะตบเข่าฉาดตีความเข้าข้างตัวเองเสร็จสรรพ "อ้อ ฉันเก็ทละ เพื่อนที่แปลว่า 'เพื่อนชาย' กับ 'เพื่อนหญิง' สิท่า... ใช่ไหมล่ะ"
ลั่วหยางโบกมือปฏิเสธพัลวัน "ไม่ใช่ครับคุณลุงเยี่ย พวกเราเป็แค่เพื่อนธรรมดากันจริงๆ สาบานได้"
เยี่ยอี้ิแค่นเสียงขึ้นจมูก หรี่ตาจ้องราวกับจะจับโกหก "เพื่อนธรรมดาบ้านไหนเขากล้าฝากลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนไว้กับชายโสดฮะ แทนที่จะเอาเหม่ยฉีมาฝากไว้ที่บ้านตาใหญ่อย่างฉัน ดันหอบไปทิ้งไว้ที่บ้านเธอ แถมบ้านเธอก็ดันมีห้องส่วนตัวของเหม่ยฉีเตรียมพร้อมไว้ซะดิบดีอีกต่างหาก... นี่น่ะเหรอเพื่อนธรรมดาของเธอ"
ลั่วหยางถึงกับไปไม่เป็ เถียงไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ
"เยี่ยจือเป็ผู้หญิงที่ดีมากนะเสี่ยวลั่ว... ถนอมลูกสาวฉันให้ดีๆ ถ้าเธอทำให้ลูกสาวฉันเสียน้ำตาแม้แต่หยดเดียวล่ะก็ ฉันไม่เอาเธอไว้แน่ จำใส่กะโหลกไว้เลย" น้ำเสียงของอดีตผู้นำแฝงความเอ็นดูเปี่ยมล้น ทว่ารังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาพร้อมคำขู่นั้นก็ของจริงแท้แน่นอน
ลั่วหยางจนปัญญาจะอธิบาย ตาเฒ่าจอมเ้าเล่ห์นี่กำลังมัดมือชก เค้นคอให้เขายอมรับสภาพลูกเขยกลายๆ ชัดๆ
"ฉันถามเนี่ย ทำไมไม่ตอบฮะ" แววตาของเยี่ยอี้ิเพิ่มระดับความดุดันขึ้นอีกขั้น
ลั่วหยางจำใจต้องพยักหน้าหงึกๆ ปล่อยเลยตามเลย "อ้อ... ครับๆ"
ชายชราถึงกับฉีกยิ้มกว้างอย่างพอใจ
สรุปคือ... โดนบีบคอให้ยอมรับแบบงงๆ จนได้สินะ
สองตายาย เยี่ยอี้ิกับเจี่ยงเสียนหรง วางใจลั่วหยางถึงขั้นสุด พอซัดมื้อค่ำกันเสร็จสรรพก็พากันขอตัวกลับหน้าตาเฉย หลานสาวสายเืเดียวกันแท้ๆ ดันไม่ยอมเอากลับไปด้วย โยนภาระ 'พ่อลูกอ่อนจำเป็' ทิ้งไว้ให้ลั่วหยางรับจบเสียดื้อๆ
ทันทีที่ลั่วหยางเดินไปส่งสองตายายขึ้นรถแล้วกลับเข้ามาในบ้าน เสียงเรียกเข้าวิดีโอคอลจากวีแชตก็ดังทะลุความเงียบขึ้นมา... เป็เยี่ยจือนั่นเอง
ปลายนิ้วเลื่อนกดรับสาย หน้าจอสมาร์ตโฟนพลันปรากฏภาพใบหน้างดงามของหญิงสาว ั์ตาดำขลับทอประกายสดใส จมูกโด่งรั้นรับกับรูปหน้า ต่อให้หน้าสดไร้เครื่องสำอางปรุงแต่งใดๆ เธอก็ยังสวยหยาดเยิ้มจนแทบละสายตาไม่ได้
ภาพพื้นหลังบ่งบอกว่าเธอกำลังยืนรับลมอยู่บนเนินทรายแห่งหนึ่ง เื้ัคือทุ่งดินเค็มกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา พื้นดินสีน้ำตาลทอดยาวราวกับผืนทะเลที่หลับใหล ริ้วทรายสลับซับซ้อนดุจเกลียวคลื่น บางจุดมีผลึกเกลือสีขาวสะท้อนแสงแดดระยิบระยับ ทิวทัศน์ไกลออกไปคือโขดหินและเนินเขาสลับซับซ้อนแบบภูมิประเทศหยาตาน ดูยิ่งใหญ่อลังการจนน่าขนลุก ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนดาวเคราะห์ดวงอื่น
"พี่เยี่ย ที่นั่นที่ไหนครับเนี่ย" ลั่วหยางเอ่ยถามด้วยความทึ่ง "ทางนี้มืดสนิทแล้ว ทำไมฝั่งคุณแดดยังจ้าอยู่เลย"
เยี่ยจือยิ้มหวาน "ตอนนี้ฉันอยู่ที่หมางหยา ในเขตชิงตี้จ้ะ กว่าพระอาทิตย์จะตกก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มนู่นเลย เป็ไง... วิวอลังการดีใช่ไหมล่ะ ถ้ามีเวลาว่าง คุณน่าจะลองออกมาเปิดหูเปิดตาดูความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติพวกนี้บ้างนะ"
"ถ้ามีโอกาส ผมไม่พลาดแน่นอนครับ" ลั่วหยางยิ้มรับ
สี่ตาประสานกันผ่านหน้าจอ จู่ๆ บรรยากาศก็ตกอยู่ในความเงียบ ต่างฝ่ายต่างเดดแอร์ไปดื้อๆ
ที่ตลกร้ายคือ ในจังหวะสบตา ใบหน้าเหี่ยวย่นของตาเฒ่าเยี่ยดันผุดลอยเข้ามาในหัวลั่วหยางซะงั้น ภาพตอนที่โดน 'เค้นคอให้ยอมรับ' ยังติดตา ตอนนั้นเขาแค่เออออห่อหมกไปเพราะี้เีต่อล้อต่อเถียง แต่พอตอนนี้ต้องมาจ้องตากับเยี่ยจือตัวเป็ๆ เขากลับห้ามสมองตัวเองไม่ให้จินตนาการเตลิดเปิดเปิงไม่ได้เลย... ถ้าเอาข้าวสารมาหุงเป็ข้าวสุกจริงๆ มันจะเป็ยังไงวะ
ถ้าผู้หญิงคนนี้กลายมาเป็ภรรยาของเขาจริงๆ แถมยังมีแถมลูกสาวตัวน้อยน่ารักน่าชังพ่วงมาด้วยอีกคน... ทรงนี้มันก็ดูไม่เลวเลยแฮะ
"เอ่อ... แล้วเหม่ยฉีทำอะไรอยู่เหรอคะ" เยี่ยจือเป็ฝ่ายทำลายความเงียบแก้เก้อ
"คุณแม่ขา! หนูอยู่นี่!" ซ่งเหม่ยฉีเด้งตัวลุกขึ้นยืนบนโซฟา โบกไม้โบกมือหยอยๆ ให้โทรศัพท์ในมือลั่วหยาง
ลั่วหยางรีบกดสลับกล้องหลังแล้วเดินตรงเข้าไปหา "เหม่ยฉี เอาโทรศัพท์ไปคุยกับคุณแม่สิครับ"
แต่ทว่าแม่หนูน้อยกลับเอามือป้อมๆ ไพล่หลังแน่น ส่ายหน้าดิก "หนูไม่คุยค่ะ"
ลั่วหยางเลิกคิ้วประหลาดใจ "อ้าว ทำไมล่ะครับ"
ซ่งเหม่ยฉีกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะป้องปากกระซิบกระซาบเสียงเบา "คุณลุงลั่วนี่ซื่อบื้อจังเลย คุณแม่ตั้งใจวิดีโอคอลมาหาคุณลุงแท้ๆ แล้วคุณลุงจะโยนโทรศัพท์มาให้หนูทำไมล่ะคะ นั่นมันไม่ใช่โทรศัพท์หนูซะหน่อย"
ลั่วหยางถึงกับอึ้งกิมกี่ สตั๊นไปสามวิ
ก็เพราะลุงไม่มีอะไรจะคุยไงโว้ย! บรรยากาศมันกระอักกระอ่วนถึงได้หาตัวช่วยเนี่ย เข้าใจไหมยัยหนู!
ยังไม่ทันที่ลั่วหยางจะอ้าปากแก้ตัว ซ่งเหม่ยฉีก็แหกปากะโทะลุไมค์ "คุณแม่ขา! คุณแม่ก็คุยกับคุณลุงลั่วไปสิคะ อย่ามารบกวนเวลาหนูดูการ์ตูน บ๊ายบายค่ะ!"
ปลายสายอย่างเยี่ยจือเองก็ถึงกับใบ้รับประทานไปเหมือนกัน
สุดท้ายหน้าจอโทรศัพท์ก็ต้องสลับกลับมาเป็ใบหน้าของผู้ใหญ่สองคนเผชิญหน้ากันข้ามระยะทางนับพันกิโลเมตรอีกครั้ง... ฝ่ายหญิงอึดอัด ฝ่ายชายก็กระอักกระอ่วน มวลความเขินอายลอยฟุ้งไปหมด
"เอ่อ... งานที่นั่นราบรื่นดีไหมครับ" ลั่วหยางงัดมุกคลาสสิกขึ้นมาทำลายบรรยากาศ
"ก็ราบรื่นดีค่ะ บริษัทเราลงทุนในเหมืองลิเธียมแห่งนี้มาสามปีเต็มแล้ว ถ้าทุกอย่างเป็ไปตามแผน ปลายปีนี้ก็น่าจะเริ่มทดลองผลิตได้แล้วล่ะ" รอยยิ้มภาคภูมิใจระบายชัดบนใบหน้าของหญิงสาว
"เยี่ยมไปเลยครับ แต่ผมดูสภาพแวดล้อมรอบๆ แล้วค่อนข้างทุรกันดารเอาเื่ ยังไงคุณก็ระวังเื่ความปลอดภัยด้วยนะครับ"
"รับทราบค่ะ... ว่าแต่ เหม่ยฉีอยู่บ้านไม่ได้ป่วนจนคุณปวดหัวใช่ไหมคะ"
"ไม่เลยครับ เหม่ยฉีเป็เด็กดีมาก เลี้ยงง่ายสุดๆ"
"ถ้าอย่างนั้น... ฉันพาคุณเดินชมวิวรอบๆ นี้ดีไหมคะ"
"ยินดีครับ"
วิดีโอคอลมาราธอนครั้งนี้ลากยาวไปเกือบครึ่งชั่วโมง กว่าจะกดวางสาย โทรศัพท์ในมือลั่วหยางก็ร้อนจี๋จนแทบจะทอดไข่สุก
ประจวบเหมาะกับที่การ์ตูนในทีวีฉายจบตอนพอดี
ลั่วหยางหันไปสั่งการ "เหม่ยฉี ได้เวลานอนแล้วครับ กลับเข้าห้องเร็ว"
ยัยหนูตัวแสบปีนลงจากโซฟาอย่างอืดอาด ยักไหล่เล็กๆ ทำหน้าตาเซ็งโลก "ก็ได้ค่า... ใครใช้ให้คุณลุงลั่วเป็ผู้ปกครองชั่วคราวของหนูล่ะคะ ขัดใจไม่ได้อยู่แล้วนี่"
ลั่วหยางอ้าปากค้าง โดนเด็กลูบคมจนเถียงไม่ออกอีกตามเคย
ภารกิจส่งเข้านอนก็ทำเอาเขาปวดขมับไม่แพ้กัน กว่าจะตะล่อมให้ยัยหนูซุกตัวใต้ผ้าห่มได้ก็หืดขึ้นคอ แถมแม่หนูน้อยยังตั้งแง่ดึงดันจะฟังนิทานก่อนนอนให้ได้ ไม่เล่าก็ไม่ยอมหลับ ไอ้คนโสดอย่างเขาจะไปเคยเล่านิทานมุ้งมิ้งแบบนั้นที่ไหน สุดท้ายเลยต้องขุดเอานิทานสยองขวัญระดับตำนานอย่าง 'แม่เฒ่าหมี' ที่แม่เคยเล่าขู่ตอนเด็กๆ มาเล่าให้ฟังแก้ขัด
แต่เวรเอ๊ย... ลืมไปว่านั่นมันนิทานผีหลอกเด็กนี่หว่า
ผลปรากฏว่าซ่งเหม่ยฉีกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ ผวาเข้ามากอดคอเขากลมดิก ไม่ยอมหลับไม่ยอมนอนหนักกว่าเดิม ลั่วหยางจึงต้องรับกรรม นั่งบีบนวดความจำเล่านิทานเื่ใหม่ปลอบขวัญไปอีกยกใหญ่...
กว่าจะจัดการมหกรรมวุ่นวายนี้จบก็ปาเข้าไปเกือบชั่วโมง ลั่วหยางลากสังขารกลับมาทิ้งตัวลงบนเตียงในห้องตัวเอง ต้องใช้เวลาสูดหายใจลึกๆ อยู่นานกว่าจะสลัดอาการปวดหัวตึบๆ ทิ้งไปได้
เอาล่ะ... ดัชนีแพทย์ไท่ชู... ตราประทับิญญา...
ในห้วงสมาธิ ภาพของปรมาจารย์อิ๋งหมาที่ขี่แสงสีทองร่วงหล่นจากฟากฟ้าพลันฉายชัด ชายชราในนิมิตร่ายรำด้วยท่วงท่าพิลึกพิลั่น พร้อมกับบ่นพึมพำมนตราขมังเวทโบราณไม่ขาดปาก
ต่างจากการสืบทอดวิชาของจี้รูปหัวกะโหลกอูซวี ที่ถูกสลักลงในจิติญญาโดยตรง ลั่วหยางทำได้เพียงถอดรหัสและลักจำผ่าน 'มิติความทรงจำ' ของหน้ากากสำริดเท่านั้น เพื่อฝึกปรือ 'วิชาประทับิญญาา' ให้แตกฉาน มันไม่มีทางลัดอื่นใด เขาต้องเร่งซึมซับวิชาขมังเวทนี้ให้กลายเป็ 'อาวุธร้าย' ประจำตัวโดยเร็วที่สุด ก่อนที่หม่าจงหัวจะบากหน้าโทรมาอ้อนวอนให้เขาออกโรงไปกู้สถานการณ์อีกครั้ง
เอาล่ะ... มาเริ่มร่ายรำกันต่อเลย!