ภัทรพลขับรถเองโดยมีขวัญนภัสนั่งอยู่ข้างๆ ตอนแรกขวัญนภัสก็คิดว่าอาจจะอึดอัดเวลาอยู่กันสองคน ปรากฏว่ามันก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด ภัทรพลเป็คนสบายๆ ถ้าไม่นับเื่งานที่เขาจะละเอียดเกินมาตรฐานไปหน่อย ภัทรพลชวนเธอคุยเื่ต่างๆ ั้แ่ดินฟ้าอากาศยันเื่ส่วนตัว เขาเล่าว่าเขามีน้องสาวคนหนึ่งที่รักมากซึ่งเธอเป็คนไม่ชอบทำงานออฟฟิศ เขาจึงเปิดโอกาสให้น้องสาวได้เรียนตามความฝัน ทำงานอย่างที่ชอบและเขาก็รับ่ต่อจากบิดาสานต่อธุรกิจต่างๆ ซึ่งโชคดีที่เขารู้สึกชอบและสนุกกับมันจึงทำได้ดี เหตุที่ก่อนหน้านี้เขาเปลี่ยนเลขาบ่อยๆ เพราะเลขาค่อนก่อนที่ทำงานกับเขามานานทำงานได้ดีมาก มาตรฐานสูง ทำให้ความคาดหวังของเขาต่อคนใหม่ก็สูงไปด้วยคล้ายจะบอกเธอกลายๆ
ภัทรพลยังบอกอีกว่าถ้ามีโอกาสจะพาเธอไปลิ้มรสกาแฟและขนมหวานซึ่งเป็ร้านของน้องสาวของเขาซึ่งเขาการันตีเลยว่าอร่อย น้องสาวของเขาทำให้เขายอมกินขนมเค้กที่ปกติจะไม่แตะต้องของพวกนี้ ขวัญนภัสซึ่งเป็คนชอบกาแฟและขนมหวานจึงคุยเื่นี้กับเขาได้นานเป็พิเศษ และเขาก็อนุญาตให้เรียกเขาว่าภัทรเฉยๆ โดยให้เหตุผลว่ามันง่ายดี ภัทรพลเลี้ยวรถเข้าไปในย่านการค้าแห่งหนึ่งซึ่งครอบครัวภัทรพลถือกรรมสิทธิ์เป็เ้าของ ขวัญนภัสเพิ่งรู้ว่าเขาลงมาตรวจสถานที่ด้วยตัวเองแบบนี้
“ถ้าเราไม่ลงมาดูงานด้วยตัวเองเราจะไม่รู้ปัญหาที่แท้จริงหรอก” ภัทรพลบอกขวัญนภัสคล้ายกับรู้ในสิ่งที่เธอสงสัย
“แล้วถ้าคุณมาแบบนี้เขาก็รู้กันหมดนะสิ”
“คนดูแลที่นี่เขาไม่รู้หรอกว่าใครเป็เ้าของ ผมแค่เดินมาตรวจงานแล้วก็แจ้งทางผู้จัดการให้มาแก้ไข ขืนเขารู้ว่าเ้าของมาตรวจงานมันก็ไม่สนุกนะสิ” ภัทรพลหันมาตอบอย่างยิ้มๆ
“คุณดูชอบนะเวลาได้แกล้งคนเนี่ย” ขวัญนภัสพูดกึ่งประชดแบบไม่จริงจังนัก
ภัทรพลไม่ตอบแต่เดินนำขวัญนภัสไปยังตรอกซอกซอยต่างๆ เขาให้เธอช่วยดูความเรียบร้อยและดูความทรุดโทรมของสถานที่แล้วบันทึกไว้ รวมทั้งสิ่งต่างๆ ที่ควรปรับปรุงแก้ไขเพื่อที่จะได้ส่งเื่ให้ผู้จัดการแก้ไข เวลาผ่านไปเร็วมากฟ้าฝนเริ่มมืดครึ้มทำท่าจะตกภัทรพลจึงพอแค่นี้และชวนขวัญนภัสกลับ
“วันนี้เราพอแค่นี้ก่อน รีบกลับก่อนที่ฝนจะตกหนักวันนี้ผมจะพาคุณไปทานของอร่อย” ภัทรพลพูดจบก็เดินนำขวัญไปที่รถที่จอดอยู่ไกลพอสมควรฝนเริ่มตกลงมาทั้งสองจึงรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ขวัญนภัสรีบก้าวให้ทันขายาวๆ ของเ้านาย
“อุ๊ย!!! ” ขวัญนภัสก้าวลงพื้นที่เป็หลุมตื้นอุทานดังขึ้นด้วยความใ พร้อมกับแว่นกรอบหนาที่ลอยตกลงบนพื้น ขวัญนภัสรีบก้มเก็บมาตรวจดูปรากฏว่ากระแว่นแตกเพราะกระทบกับพื้นปูนซีเมนต์ ภัทรพลได้ยินเสียงร้องของขวัญนภัสหันกลับมาก็เห็นเธอกำลังก้มเก็บแว่นที่แตกไปเรียบร้อยแล้ว
“คุณขวัญแล้วมองเห็นไหมนั่น” ภัทรพลถามด้วยความกังวลเพราะตอนนี้กระจกแว่นตาเธอแตกร้าวคงใช้งานไม่ได้
“ก็พอเห็นอยู่ค่ะ” ขวัญนภัสลุกขึ้นยืนเงยหน้ามาหาภัทรพล ส่งผลให้คนที่ยืนดูอยู่ใจกระตุกแบบไม่มีสาเหตุ คำเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวคือคำว่า น่ารัก ใช่พอไม่มีแว่นแล้วเธอน่ารักมาก ภัทรพลพยายามสะบัดไล่ความคิดนั้นออกไปแล้วคว้ามือขวัญนภัสมาจับไว้แล้วนำทางเธอไปที่รถพร้อมกับบอกเธอว่า “รีบไปที่รถกันก่อนที่ฝนจะตกหนัก เื่งานวันนี้เราพอแค่นี้ก่อน ไปทานข้าวกัน” ซึ่งขวัญนภัสก็เดินตามไปอย่างว่าง่าย ทั้งสองคนเดินมาถึงที่ลานจอดรถแล้วภัทรพลก็ขับรถพาขวัญนภัสไปยังโรงแรมทีที่มีอาหารอร่อยรออยู่ ระหว่างทางถ้าขวัญนภัสมองเห็นได้ถนัดกว่านี้เธอคงจะเห็นว่าภัทรพลหันกลับมามองเธอบ่อยมากระหว่างที่ขับรถอยู่
ภัทรพลไม่สามารถละลายตาไปจากใบหน้าหวานนี้ได้ เป็อย่างที่น้องสาวของเขาบอกจริงๆ ขวัญนภัสเป็คนสวยแบบน่ารักมองแล้วก็อยากมองอีก น้องสาวเขานี่เป็คนที่มองอะไรได้ทะลุปรุโปร่งจริง
“ถึงแล้วคุณขวัญ ที่นี่เป็โรงแรมที่มีร้านอาหารอยู่ชั้นบน รับรองว่าอร่อย” ภัทรพลบอกขวัญนภัสขณะที่เลี้ยวรถเข้ามาในโรงแรม ทั้งสองเดินเข้ามาในตัวของโรงแรมโดยที่ภัทรยังจับมือของขวัญนภัสให้เดินตาม ทั้งที่เธอบอกว่าไม่เป็ไรเธอไม่ได้ตาบอดแค่มองไม่ชัดเท่านั้น แต่เขายืนยันเสียงแข็งว่า “ให้ผมช่วยน่ะดีแล้ว ผมยังไม่อยากหาเลขาเพิ่มตอนนี้นะ ถ้าคุณสะดุดหัวร้างข้างแตกขึ้นมาจะลำบาก คุณก็แค่คิดว่ามาทานข้าวกับเพื่อนร่วมงานแค่นั้น” ขวัญนภัสจึงต้องจำยอมให้ภัทรพลจูงมือเธอขึ้นไปยังชั้นบนสุด ที่ผนังเป็กระจกสามาถมองเห็นวิวเมืองหลวงได้หลายทิศทาง ยิ่งมาตอนค่ำๆ บรรยากาศยิ่งโรแมนติกไปใหญ่ ไม่ใช่สิยัยขวัญคิดอะไรแบบนั้น เ้านายสุดโหดแค่พามาทานข้าวเท่านั้นเอง
“คุณที่นี่เค้าขึ้นชื่อเื่สเต็ก คุณทานอะไรดี” ภัทรพลถามขวัญนภัสเพราะตอนนี้หญิงสาวคงจะมองอะไรไม่ค่อยชัดแล้ว
“งั้น ดิฉันขอสเต็กปลาค่ะ” ขวัญนภัสเอ่ยเมนูที่ทานง่ายที่สุด
“ของผมขอสเต็กเนื้อครับ แล้วก็ขอไวน์แดงขวดนึง” ภัทรหันไปสั่งอาหารกับพนักงานที่มารับออร์เดอร์ “คุณขวัญคุณดื่มไหมหรือว่าไม่แตะเลย”
“ดิฉันดื่มบ้างค่ะ เวลาไปสังสรรค์กับเพื่อนแต่ก็ไม่บ่อย” ขวัญนภัสก็เคยดื่มบ้างตอนไปเที่ยวกับเพื่อนตอนที่เรียนเมืองนอก แต่ก็ไม่ได้ดื่มบ่อยมากนัก
“งั้นมาดื่มเป็เพื่อนผมหน่อย ถือว่าเลี้ยงต้อนรับเลขาก็แล้วกันนะ”
“ค่ะ”
ทั้งสองคนนั่งทานสเต๊ก จิบไวน์แดงควบคู่กันไป อาหารมื้อนี้เป็มื้อที่ช่วยให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนที่ค่อนข้างจะห่างเหินเริ่มเปิดใจให้กันมากขึ้นเพราะคนที่มีศักดิ์เป็เ้านายดันไปแกล้งเลขาไว้เยอะ การที่ได้พูดคุยกับขวัญนภัส ภัทรพลััได้ถึงความเก่งกาจของเธอ การพูดจาการวางตัว บ่งบอกได้ถึงการได้รับการสั่งสอนมาอย่างดีจนสงสัยว่าพ่อของตัวเองไปพาลูกเต้าใครมาทำงานกับเขา
“ผมถามจริงๆ เถอะคุณขวัญ ปกติคุณใส่แว่นหนาๆ แต่งตัวแบบนี้เหรอ” ภัทรพลถาม เมื่อบรรยากาศสบายมากขึ้นและเธอก็ดูผ่อนคลายมากขึ้นเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา
“เปล่าหรอกค่ะ ผู้ใหญ่ที่เค้าเคยทำงานเป็เลขาแนะนำมา ว่าต้องแต่งกายสุภาพให้เกียรติสถานที่ แต่แว่นนี่คงใช้ต่อไม่ได้แล้วล่ะ ต้องไปตัดใหม่” ขวัญนภัสอธิบาย พลันนึกถึงป้าบัวเลขาของพ่อเธอที่เธอเคารพเหมือนญาติผู้ใหญ่ให้คำแนะนำในการทำหน้าที่เป็เลขา ั้แ่การวางตัว จนถึงการแต่งกายเพราะครั้งนี้เป็การทำหน้าที่เลขาส่วนตัวครั้งแรกของเธอ
“ผมว่าไม่ต้องใส่หรอกเกะกะ คุณก็เห็นว่าเมื่อกี้มันสร้างความลำบากอยู่นะ เพราะฉะนั้นใส่คอนแทกเลนส์ก็ได้”