มรสุมผ่านไป แม้ว่าฝนจะไม่ตกลงมาอีกแล้ว อย่างไรก็ตามพอเข้าหน้าหนาวอากาศก็เริ่มเย็นลงมากกว่าแต่ก่อน เวลากลางคืนคืบคลานเข้ามาเร็วกว่าปกติ เฉินรุ่ยมองออกไปนอกหน้าต่างของรถซึ่งมีแมตเป็นคนขับ มือของเขาถูกจับกุมเอาไว้ในมือหนา ความอบอุ่นเพียงหนึ่งแพร่ผ่านการสัมผัส คาร์ลบีบมือเฉินรุ่ย เขาบีบมืออีกฝ่ายกลับไป การกระทำนี้กลายเป็นหนึ่งในวิธีให้กำลังใจกันและกันของพวกเขา ไม่นานรถก็เข้าจอดในเขตZE2 บ้านของคาร์ล พวกเขาลงจากรถ เดินเข้าไปในตัวบ้าน คาร์ลจูงมือคนเด็กกว่าขึ้นไปยังห้องนอนของตน
“ยังพอมีเวลา ถ้าอย่างนั้นฉันขออาบน้ำก่อน” เขาบอก
เฉินรุ่ยนั่งอยู่บนเตียง เงยหน้าขึ้นสบตากัน สายตานั้นดูราวกับว่ากำลังมองทะลุผ่านเสื้อผ้าของคนโตกว่าเข้าไป
“ทำไมเราถึงอาบด้วยกันไม่ได้หรือครับ” เฉินรุ่ยถามด้วยน้ำเสียงค่อนข้างจริงจังกว่าปกติอยู่หลายส่วน อยากรู้ก็ถาม
ทั้งที่ก่อนหน้านี้เครียดแทบตาย แต่พอได้ยินแบบนี้ กลับกลายเป็นคาร์ลที่เบี่ยงหน้าหนีและหลุดขำออกมา อยู่กับเด็กคนนี้ เขามีแต่เรื่องไม่คาดคิดเต็มไปหมด เฉินรุ่ยเห็นแบบนั้นก็ลุกขึ้นและเดินมาหยุดตรงหน้าเขา มือน้อยปลดกระดุมเสื้อเขาออกทีละเม็ดจนเผยให้เห็นแผงอกหนา คาร์ลยกมือขึ้นจับกุมมือแสนซุกซนเอาไว้ พวกเขายืนมองหน้ากันนิ่ง เป็นคาร์ลที่เอ่ยขึ้นมาก่อน
“อาบน้ำได้ แต่อย่างอื่นไม่ได้”
เฉินรุ่ยขมวดคิ้ว เขาเองก็ไม่ได้คิดไกลถึงขั้นนั้นเสียหน่อย ต่อให้คิดจริงภารกิจที่รออยู่ก็ทำให้เขาใช้เวลากับคนตรงหน้าไม่ได้ อย่างไรก็ตามพอคาร์ลพูดมันออกมา เขาเองก็รู้สึกขัดข้องใจอยู่บ้าง ทำไมถึงชอบห้ามนั่นนี่นักนะ
“ทำไมคุณถึงเล่นตัวนัก” ถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง จนคาร์ลหลุดขำออกมาอีกครั้ง เสียงทุ้มแม้ฟังรื่นหูแต่ไม่ได้ช่วยให้ความคับข้องใจหายไป
“เราเหลือเวลาไม่ถึงชั่วโมงนะ เฉินรุ่ย” เขาบอก และเฉินรุ่ยรู้ดี เขาแกล้งทำสีหน้าแสนเสียดายออกมา
ได้ยินเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาจากร่างเล็ก รอยยิ้มอบอุ่นก็ระบายทั่วใบหน้า สำหรับเฉินรุ่ยเขาคิดว่า ต่อให้ไม่มีอเล็กเซย์มาป่วน ชายตรงหน้าก็สามารถหาเหตุผลอื่นมาบ่ายเบี่ยงได้อยู่ดี ทั้งที่ในความทรงจำชีวิตก่อนมันง่ายกว่านี้แท้ๆ ถึงทุกครั้งจะเป็นเฉินรุ่ยที่เริ่มก่อนเสมอก็ตาม แต่คาร์ลก็จะคล้อยตามเขาอย่างง่ายดาย การเริ่มต้นใหม่ทำให้คาร์ลมีทักษะเล่นตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างนั้นหรือ คิด วิเคราะห์ สรุปแล้วดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น
“รู้แล้วครับ” เขาตอบรับ พอมือถูกปล่อยก็ถอดเสื้อผ้าตัวเองออกทีละชิ้นแทน
“เธอ...”
“แค่อาบน้ำ ได้ใช่ไหมครับ” อาบน้ำจริงๆ
คาร์ลถึงกับยกมือข้างหนึ่งขึ้นกุมขมับ แต่ดวงตายังคงจ้องมองร่างกายของเด็กตรงหน้า เฉินรุ่ยเหลือเพียงตัวเปลือยเปล่า ผิวเรียบเนียนปรากฏขึ้นต่อหน้าเขา รอยแผลเป็นบางส่วนถูกเปิดเผยให้เห็น
“เราเหลือเวลาไม่ถึงชั่วโมงไม่ใช่หรือ” เอียงคอถามเขาก่อนจะเดินนำเข้าห้องน้ำไปก่อน
เฉินรุ่ยนั่งรออีกฝ่ายอยู่ในอ่างอาบน้ำ รอเพียงไม่นานคาร์ลก็ตามเข้ามา ขาก้าวลงมาในอ่างเดียวกัน นั่งซ้อนอยู่ด้านหลังของเขาแล้วก็กอดซบลงมา คางของอีกฝ่ายเกยอยู่บนไหล่ เสียงลมหายใจข้างหูจึงชัดเจน
“คุณยั่วยวนผมอยู่หรือเปล่า” เฉินรุ่ยถามออกไป เสียงทุ้มหัวเราะอยู่ข้างหู
เขาขมวดคิ้ว แกะมือคนชอบเล่นตัวออกแล้วหันกลับไปเผชิญหน้า กดสบู่เหลวออกมาลูบไล้ตัวเอง อาบน้ำธรรมดานี่แหละ แต่ในสายตาของคาร์ลท่าทางแบบนี้ต่างหากจึงสามารถเรียกยั่วยวนได้เต็มปาก ลูบไล้ตัวเองไม่พอ มือเรียวกดสบู่เข้ามาลูบไล้ให้เขาต่อ จากแขนสองข้างไล่มายังแผงอก ก่อนจะเลื่อนต่ำลงไปมากกว่านี้ คาร์ลจับมือคนเด็กกว่าไว้ สำหรับเฉินรุ่ยนี่แค่การอาบน้ำเฉยๆ ไง
“ถ้าจูบฉันอนุญาตให้ได้”
เฉินรุ่ยเลิกคิ้วขึ้น มองดวงตาฝ่ายตรงข้ามที่จดจ้องมา รอยปรารถนาบางเบาและการข่มกลั้นอยู่ในนั้น มองริมฝีปากเขา เรือนร่างเขา สบตาเขา มันบอกว่าอีกฝ่ายต้องการเขา ตัวเฉินรุ่ยเองเพราะบอกว่าแค่อาบน้ำ เขาก็คิดแค่นั้น ยังไม่ทันคิดเรื่องอื่นด้วยซ้ำ ความจริงแล้วฝ่ายที่ต้องการก็คือคนที่พยายามบ่ายเบี่ยงอยู่นี่แหละ เฉินรุ่ยหลุดขำคนอายุมากกว่าออกมาเบาๆ ปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่มยังไม่รู้ตัวอีก รอยยิ้มนั้นดึงดูดสายตาของคาร์ลเอาไว้ เขาตกลงไปในหลุมอีกแล้ว
เมื่อพูดเรื่องอนุญาตหรือไม่ จูบ สัมผัส ต่อให้มากกว่านั้น เฉินรุ่ยคิดว่าเรื่องแบบนี้เขาต้องรอให้คาร์ลอนุญาตด้วยหรือ ไม่เห็นจำเป็นเลยนี่ เรื่องนี้เขาสามารถพิสูจน์ได้ คิดแล้วก็ลงมือทำมันทันที
เด็กดื้ออยู่ๆ ก็หงายตัวลงไป ศีรษะเกือบจมลงไปใต้น้ำทั้งหมด คาร์ลเห็นแบบนั้นก็ตกใจคว้าตัวเขามากอดไว้กับอก กลายเป็นว่าตอนนี้คาร์ลดึงเจ้าตัวแสบมาแนบชิดด้วยตัวเขาเอง เฉินรุ่ยนั่งลงอยู่บนตัก ผมของคนเด็กกว่าเปียกชื้น ใบหน้ามีหยดน้ำเกาะพราว เพราะสามารถแกล้งกันได้ เสียงหัวเราะที่นานครั้งจะได้ยินจึงหลุดออกมาพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง การแสดงออกของเด็กตรงหน้าตรึงสายตาคาร์ลไว้ หัวใจของเขาเต้นแรง ความรู้สึกบางอย่างฉุดคาร์ลให้ลุ่มหลง อยากกอด อยากสัมผัส
เฉินรุ่ยไม่ได้รับรู้ตรงนั้น เขาเพียงแค่อยากแกล้งคาร์ลอย่างที่คนรักทั่วไปทำกัน ถึงไม่เคยพูดออกมาแต่พวกเขารู้กันดีว่าสถานะของตนในใจอีกฝ่ายเป็นอย่างไร
เฉินรุ่ยมองสบตาคนโตกว่า ปัดจมูกไปมาบนปลายจมูกอีกฝ่าย ประทับจูบบางเบาลงบนริมฝีปาก แล้วจึงถอยออกมาดูสีหน้าของคาร์ล เห็นชายตรงหน้ายังนิ่งเฉย รอยยิ้มร้ายก็ปรากฏขึ้น เพราะนั่งอยู่บนตักอีกฝ่ายอยู่แล้ว ขาสองข้างของเขาจึงเกาะเกี่ยวไว้ที่เอวสอบแนบแน่นกว่าเดิม ก่อนจะโยกตัวไปมาเชื่องช้าเป็นจังหวะบนหน้าขาของอีกฝ่าย ดวงตาหรี่มองสบกับชายตรงหน้า เขายังคงหัวเราะเพราะคาร์ลกลายเป็นหุ่นจำลองไปแล้วจริงๆ เฉินรุ่ยแอ่นตัวเสยผมขึ้น สะบัดหน้าไล่หยดน้ำ
“เด็กดื้อพอก่อน” สุดท้ายก็ทนไม่ไหว เขาตื่นตัวขึ้นมาแล้ว คาร์ลจับเฉินรุ่ยให้อยู่นิ่ง
เฉินรุ่ยหยุดการกระทำของตัวเองลงแล้วหรี่ตา คาร์ลเห็นแบบนั้นก็หัวเราะออกมา เด็กน้อยน่าจะรู้ดีว่าร่างกายเขาไม่สามารถอดทนไปได้มากกว่านี้ หากไม่หยุดตอนนี้ทุกอย่างจะเลยเถิด คาร์ลจูบแผ่วเบาลงบนริมฝีปากบาง
เฉินรุ่ยเลิกแกล้งอีกฝ่ายและกอดคอคนโตกว่าไว้หลวมๆ คางเกยอยู่บนไหล่กว้าง ก่อนจะกระซิบข้างหูคนที่แนบชิดกันอยู่
“คุณว่าผมเป็นเด็กดื้อ แต่คุณต่างหากที่ดื้อ” น้ำเสียงจริงจัง
คาร์ลลูบแผ่นหลังเฉินรุ่ยคล้ายปลอบเขา
“โอเคฉันผิดเอง ฉันเองที่ดื้อด้านไม่ใช่เธอ ขอโทษนะ จบเรื่องนี้เธออยากลงโทษฉันอย่างไร ฉันตามใจเธอทุกอย่างเลย ดีไหม” พูดด้วยน้ำเสียงเอาอกเอาใจ
เฉินรุ่ยพยักหน้าอยู่กับไหล่หนา คลอเคลียอีกฝ่ายได้ไม่นานก็ถอยออกมา
“เฉินรุ่ย รู้ใช่ไหมว่าจะลงโทษฉันได้ อันดับแรกคือเธอต้องปลอดภัย”
มือหนาประคองใบหน้าเขาให้มองสบตาก่อนจะพูดออกมา
“ไม่ใช่ว่าพวกคุณวางแผนพาตำรวจเข้าไปช่วยผมอยู่แล้วหรือ ไม่ต้องห่วงผมหรอกครับ”
“เฉินรุ่ย รับปาก”
เขาไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นอะไร ถ้าคาร์ลไม่เป็นอะไร เฉินรุ่ยยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะชันเข่าประคองใบหน้าของคาร์ลไว้แล้วประทับริมฝีปากลงไปแผ่วเบาเพื่อรับปาก
⚖️
เวลา 21.00 น. เสียงปืนดังขึ้นในบ้านของคาร์ล โกลเดนเบิร์ก คนคุ้มกันรอบตัวบ้านส่วนหนึ่งเคลื่อนเข้ามาด้านใน พวกเขาตรงขึ้นไปยังห้องนอนของเจ้านาย ประตูเปิดออก คาร์ลนั่งอยู่บนเตียง แมตและคนจากมอร์รอนส่วนหนึ่งเดินเข้ามา
“ผมจะตามเขาไป” แมตบอก
“อย่าให้เขาทำอะไร” เขาหมายถึงเฉินรุ่ย ครั้งนี้ทุกอย่างจะอยู่ในสายตาของตำรวจ ถ้ามีสักคนตายในมือเด็กคนนั้นเรื่องยุ่งยากจะตามมา
ด้านเฉินรุ่ย เขากระโดดลงมาจากหน้าต่างปีนลงมาจนถึงจุดที่มั่นใจแล้วถึงกระโดดลงไปยังพื้นหญ้า ชุดที่เขาสวมไม่ต่างจากคนคุ้มกันในบ้านโกลเดนเบิร์ก เฉินรุ่ยหลบหลีกผู้คนไปยังกำแพงซึ่งติดกับสวนดอกไม้ เขาปีนขึ้นไปก่อนจะกระโดดลงไปอีกฝั่ง ท่าทางปราดเปรียว ตั้งหลักได้ก็สาวเท้าไปยังรถที่จอดรออยู่...นิคเป็นคนขับ...
“ไม่คิดว่าแกจะกล้าทำ” นิคพูดขึ้นเมื่อเฉินรุ่ยเข้ามานั่งในรถ
“มีอะไรที่แลกไม่ได้อีกหรือ” เขาตอบ
นั่นสินะ คนที่เติบโตขึ้นมาในZG0 เขาจะใช้ตรรกะคนปกติกับพวกนี้ได้อย่างไร นิคคิด ถึงอย่างนั้นคนประเภทนี้ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้มีชีวิตอยู่ต่อ เส้นทางที่เขาพาอีกฝ่ายไปไม่ใช่ทางกลับZG6
“สนามบินนานาชาติอยู่ที่ ZG6” เฉินรุ่ยพูดขึ้น
“แม่ของนายไม่ได้รออยู่ที่นั่น เจ้านายต้องการให้ฉันพานายไปรับเธอก่อน” เขาตอบ
เฉินรุ่ยมองผ่านความมืดออกไป แสงไฟจากบ้านเรือนเริ่มริบหรี่สุดท้ายก็ไม่อาจมองเห็น เหลือเพียงความมืดมิด รถที่เขานั่งเป็นแสงสว่างจุดเดียวบนถนนสายนี้ เสียงที่ได้ยินมีเพียงเสียงของเครื่องปรับอากาศ
“ที่ไหน” เฉินรุ่ยถามออกมา
ไม่มีคำตอบจากปากนิค จนกระทั่งเขาสัมผัสได้ถึงท่อนแขนของผู้โดยสารด้านหลังเข้ามาล็อกคอตนไว้ ของแข็งสีดำมะเมื่อมจ่ออยู่ที่ปลายคาง
“ที่ ไหน” คำถามถูกถามเน้นย้ำออกไปอีกครั้ง
“ZE6”
พื้นที่เขตเพาะปลูก ZE6 สถานที่ซึ่งคาร์ลถูกปองร้ายในครั้งก่อน ได้คำตอบแล้วเฉินรุ่ยก็ปล่อยมือจากคออีกฝ่าย เกิดความเงียบขึ้นในรถ นิ้วชี้ข้างซ้ายเคาะลงกับเบาะรถอย่างคนกำลังใช้ความคิด มืออีกข้างหนึ่งก็ถือปืนเตรียมพร้อมไว้เสมอ เขาไม่คิดว่านิคจะทำอะไรในตอนนี้ แต่การแสดงท่าทางไม่ไว้วางใจเช่นนี้มันดูน่าเชื่อถือมากกว่า สำหรับเฉินรุ่ยผู้ซึ่งหลบหนีการไล่ล่าของ
โอเดนบรู๊คมานานหลายปี
“หยุดทำท่าเหมือนแกถือไพ่เหนือกว่าสักทีได้ไหม”
นิคพูดขณะมองเฉินรุ่ยผ่านกระจก ทั้งที่ไม่มีอะไรให้ต่อรอง มันจะรู้หรือไม่ว่าชีวิตไร้ค่านี้ สุดท้ายก็จะสูญไปไร้คนเหลียวแล คนแบบนี้กล้าจะทำท่าคล้ายเป็นต่อกับเขา มันทำให้นิคที่เพิ่งจะหลุดพ้นจากความตายชั่วคราวกล้าเอ่ยปาก เด็กที่นั่งอยู่เบาะหลังเงยหน้าขึ้นสบตากับคนขับผ่านกระจกด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก
“ฉันยังไม่ได้ทำอะไร”
หมายความอย่างที่พูด แผนการในครั้งนี้เขาต้องเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด เฉินรุ่ยเพียงไปพบและรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นฝ่ายจัดการ
รถของนิคจอดลงบริเวณโกดังเก็บข้าวสาลีแห่งหนึ่งใน ZE6 มองไปสุดลูกหูลูกตาพบแต่ความดำมืด ดูราวกับว่าเขาได้ถูกความมืดกลืนกินลงไป ที่นี่จึงกลายเป็นแสงสว่างเดียวในย่านนี้
“เข้าไปด้านใน”
นิคบอกขณะเดียวกันก็ประกบอยู่ด้านหลังของเฉินรุ่ย ประตูโกดังถูกเปิดออก เผยให้เห็นคนของโอเดนบรู๊คจำนวนหนึ่ง เฉินรุ่ยเลิกคิ้ว สายตามองตรงไปยังชายที่นั่งรออยู่บนเก้าอี้ไม้ท่ามกลางคนเหล่านั้น ในมือของชายคนนั้นถือมวนยาสูบราคาแพงไว้ กลุ่มควันบางเบาบดบังใบหน้าอีกฝ่าย กลิ่นซิการ์ผสมปนกลิ่นแกลบและรำข้าวกระจายอยู่โดยรอบ
“แม่ของผมอยู่ไหน”
เฉินรุ่ยยังคงเล่นไปตามบทบาทที่เอเดรียนต้องการให้เขาเป็น
“ปลดอาวุธมัน” ไม่ตอบ มีเพียงคำสั่งให้ปลดปืนข้างกายเขาออกไป
นิคประชิดตัวเฉินรุ่ยแต่ก่อนที่เขาจะได้แตะลงมา อาวุธในมือคนเด็กกว่าก็จ่ออยู่ที่ศีรษะพร้อมลั่นไกเสียแล้ว เฉินรุ่ยเอียงคอมองเอเดรียน ฝ่ายนั้นบดขยี้มวนยาสูบลงบนที่เขี่ยบุหรี่ราคาแพงซึ่งอยู่ในมือของลูกน้อง เขาหัวเราะออกมา
“ถ้าแกอยากพบเธอ ก็คงต้องตามลงไปอยู่ในปรโลกแล้วล่ะ” เสียงนั่นดังกังวาน
“แก ฆ่าเธอ”
เอเดรียนปรบมือให้ลูกของน้องชาย ความจริงเขาก็เสียดายฝีมือหลานคนนี้อยู่บ้าง ถ้าหลินอี้ไม่ใช่ลูกอีวาน แต่เป็นลูกชายเขา ชะตากรรมคงไม่จบที่ตรงนี้
“จางหลิน เธอทนคิดถึงพ่อของแกไม่ไหว อีวานตายไปไม่กี่ปี เธอก็ตามสามีไป”
‘เลวบัดซบ’ เฉินรุ่ยคิด
“ตอนนี้ก็ถึงตาลูกชายพวกเขาแล้ว เด็กดี เธอไม่อยากอยู่กันเป็นครอบครัวสุขสันต์หรอกหรือ”
พูดจบก็ยกมือเป็นสัญญาณให้คนของตนเข้าจัดการเฉินรุ่ย เสียงปืนนัดแรกดังขึ้นจากการลั่นไกของฝ่ายตรงข้าม กระสุนเจาะเข้าร่างกายของนิค คัทมานส์ ซึ่งถูกดึงมาล็อกคอไว้ เฉินรุ่ยยิงเข้าที่มือของฝ่ายนั้นกลับไป จากนั้นก็ไม่มีการเคลื่อนไหวต่อ ได้แต่หยั่งเชิง เพราะเด็กคนนั้นมีนิคเป็นตัวประกัน พวกเขาจึงไม่กล้าขยับนัก นิคพยายามขัดขืนแต่ปืนในมือของเฉินรุ่ยจ่ออยู่ที่ท้ายทอยเขา หากเหนี่ยวไกเขาก็สามารถไปปรโลกได้ในทันที
“น่ะ นาย” นิคเรียกเอเดรียนออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา
“ไร้ประโยชน์”
คนเป็นนายพูดออกมา จากนั้นก็ชักปืนจากลูกน้องข้างกาย กระสุนแล่นจากปลายกระบอกพุ่งตรงเข้าสู่ร่างคนที่ทำงานรับใช้ตัวเองมานาน ดวงตานิคเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อสายตา เขาเคารพคนคนนั้นไม่เพียงในฐานะเจ้านายแต่ประหนึ่งคนในครอบครัว ไม่มีวันที่เขาจะทรยศเอเดรียน ทว่าในตอนนี้ ชีวิตไร้ค่าซึ่งสุดท้ายพร้อมจะหายไปไร้คนเหลียวแลไม่ใช่ของเฉินรุ่ย แต่เป็นเขาเอง
“ฆ่าพวกมันทิ้งให้หมด” พวกมันในที่นี้หมายรวมถึงนิคและใครก็ตามที่ขวางทาง
พอไม่มีการเคลื่อนไหวทันทีจากคนของตัวเอง ที่เขี่ยบุหรี่ราคาแพงจึงถูกปาออกไปด้วยความโมโห มันตกแตกลงตรงกลางระหว่างเฉินรุ่ยและ
เอเดรียน
“ก็แค่หมารับใช้ตัวหนึ่ง พวกมึงจะลังเลอะไรกันนักหนาวะ!” ตะคอกออกมาด้วยโทสะจนใบหน้าบิดเบี้ยว
ว่าแล้วก็ยกปืนในมือขึ้นเล็งไปที่เฉินรุ่ยซึ่งมีร่างของนิคบังอยู่ ลั่นไกติดกันแม้จะรู้ดีว่ามันไม่ได้ปลิดชีวิตคนที่ต้องการแต่เป็นลมหายใจของคนที่ภักดีต่อตน เขาบ้าไปแล้ว...
เสียงเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเข้ามานับสิบท่ามกลางทุ่งข้าวอันเงียบสงัด ตอนนั้นเอเดรียนถึงรู้ตัวว่าถูกซ้อนแผนเข้าให้แล้ว เขาชะงักไป ดวงตาเบิกกว้างขึ้น
“กะ แก”
เฉินรุ่ยเลิกคิ้วมองอีกฝ่าย อย่างไรเอเดรียนก็ปล่อยเด็กคนนี้กลับไปแบบมีชีวิตไม่ได้ แผนฆ่าคาร์ลจะถูกสาวมาที่เขา ขณะเดียวกันเขาก็ไม่สามารถรั้งอยู่ตรงนี้ได้อีก
“ทิม เฉิน พวกมึงจัดการ นอกนั้นแยกย้าย อย่าให้ถูกจับได้หรือสาวกลับไปหากู”
คำสั่งถูกถ่ายทอดออกไป ทิมและเฉินเป็นคนของสุรสีที่มาพึ่งใบบุญของเอเดรียน พวกเขามาจาก ZG0 ส่วนนอกนั้นล้วนทำงานให้โอเดนบรู๊คมานาน เพราะอย่างนี้นิคในสายตาพวกเขาจึงไม่ต่างจากเพื่อนซึ่งเติบโตมาด้วยกัน ไม่แปลกที่จะลังเล
เอเดรียนเลือกทอดทิ้งคนนอกซึ่งสาวเข้าหาตัวเองได้ยากกว่าไว้ และหลบหนีออกไปพร้อมพวกพ้องของตน
“พวกนายควรจะหนี” เฉินรุ่ยบอก เขาปล่อยให้ร่างของนิคร่วงลงนอนคว่ำหน้ากับพื้นปูน
“ไม่ถูกจับ ก็ตายไปด้วยกัน” เฉินรุ่ยหยุดอยู่แค่นั้น กระชับปืนในมือ
คนใน ZG0 ไม่ได้มีความรัก ศรัทธาหรือภักดีมากพอจะเสียสละชีวิตและอิสรภาพของตัวเอง พวกเขาแค่ต้องการอยู่ให้รอด ที่สำคัญคือชีวิตตนไม่ใช่คำสั่งของใครหน้าไหนทั้งนั้น ตราบใดที่ยังไม่ตายและมีอิสระ เงินทองหรือความสุขสบายย่อมหามาใหม่ได้ในอนาคต
กุญแจรถจากตัวนิคถูกค้นและโยนออกไป พวกมันคว้าโอกาสนี้เอาไว้ ทิ้งไว้เพียงนิคที่นอนคว่ำหน้าหายใจโรยรินอยู่ข้างเท้าเขา เฉินรุ่ยนั่งลงด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก เขาขยับปกเสื้อของคนที่นอนอยู่ เครื่องดักฟังขนาดเล็กเท่าเม็ดกระดุมถูกติดไว้ตอนอยู่บนรถ จุดประสงค์ตอนนั้นเขาไม่ได้ต้องการฆ่าหรือข่มขู่ ที่เฉินรุ่ยอยากได้มีเพียงข้อมูล
รถตำรวจและคนของโกลเดนเบิร์กขับเข้ามาจอดเทียบ บางส่วนติดตามคนของโอเดนบรู๊คออกไป รองเท้าหนังสีดำปรากฏตรงหน้าของเฉินรุ่ย เขาเงยหน้าขึ้นมอง...เป็นแมต
แมตนั่งลงพลิกตัวนิคให้นอนหงาย นิค คัทมานส์หายใจอย่างยากลำบาก เขา..ร้องไห้หรือ?
“ผมจะพาเขาไปโรงพยาบาลก่อน ส่วนคุณผมจะให้คนของเราพากลับZE2”
⚖️