เมื่อออกมาจากเหตุการณ์ชุลมุนได้ ซุนหลิงก็พาซูฮวาไปที่สำนักคุ้มกันภัยของลุงนางด้วย เพราะเห็นว่านางเองก็ยังไม่มีที่พัก จึงตั้งใจจะให้อยู่กับนางไปก่อนจนเสร็จธุระ
เมื่อมาถึงที่หมาย สตรีทั้งสองจึงได้เห็นสภาพรั้วประตูขนาดใหญ่ที่ค่อนข้างทรุดโทรม ซุนหลิงหยิบแผนที่ขึ้นมาดูแล้วดูอีก เพราะนางเองก็ไม่เคยมาที่นี่เช่นกัน มีแต่ลุงของนางที่ไปเยี่ยมนางกับบิดาที่แดนเหนือเมื่อรู้ข่าวว่าแม่ของนางที่มีศักดิ์เป็น้องสาวแท้ๆ ของท่านลุงเสียชีวิตจากอาการป่วยและจากไปกะทันหัน จากนั้นให้ป้ายสำนักกับแผนที่เดินทางเอาไว้ บอกว่าหากมีเื่ให้ช่วยเหลือก็มาหาได้เลย
“พวกเรามาถูกใช่หรือไม่” ซุนหลิงเอ่ยอย่างไม่แน่ใจก่อนจะแหงนหน้าขึ้นมองป้ายชื่อเก่าๆ ที่ซีดเซียวจนแทบไม่เห็นตัวอักษร แต่ก็ยังพออ่านได้ว่า สำนักฮุ่ยเหอ ซึ่งเป็ชื่อของสำนักคุ้มกันภัยโดยมีลุงของนางเป็เ้าสำนัก
ซุนหลิงเดินเข้าไปใกล้ประตูก่อนจะจับที่เคาะประตูและเคาะสามครั้ง จากนั้นจึงได้มีคนวิ่งมาเปิดประตูให้
“ติดต่อเื่ใดหรือขอรับ” ชายหนุ่มผู้นั้นเอ่ยถาม
“ที่นี่คือสำนักฮุ่ยเหอใช่หรือไม่” ซุนหลิงถามกลับ
“ใช่ขอรับ แต่หากท่านอยากติดต่อจ้างคนคุ้มกันเกรงว่าจะไม่ได้ ที่นี่ไม่มีคนแล้ว” ชายหนุ่มผู้นั้นพูดดัก เพราะ่นี้หากมีคนหลงมาถามหาคนคุ้มกันจากสำนักฮุ่ยเหอ เขาก็จะตอบเช่นนี้เสมอ
“ไม่ใช่ๆ ข้าซุนหลิง มาหาท่านลุง” นางกล่าวพลางยื่นป้ายประจำสำนักให้
เมื่อชายหนุ่มคนนั้นรับไปแล้ว หายเข้าไปด้านในไม่นานก็ออกมาพร้อมกับชายวัยสี่สิบกลางๆ ผู้หนึ่ง นั่นคือสือจินรุ่ย
“หลิงเอ๋อร์ นั่นเ้าหรือ” สือจินรุ่ยเอ่ยทักอย่างไม่แน่ใจนัก เพราะล่าสุดที่เจอนางกับบิดาคือเมื่อแปดปีที่แล้ว แต่เมื่อลองพินิจดูอีกครั้ง ภาพซ้อนทับของเด็กหญิงในวันนั้นก็ปรากฏขึ้น
“ใช่เ้าค่ะ ข้าเอง” ซุนหลิงก้าวเข้าไปใกล้ลุงของนางอีกนิดให้เขามองอย่างถนัดตามากยิ่งขึ้น แต่ทว่าน้ำตากลับรื้นขึ้นมาเพราะนึกถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้น
“แล้วนี่เ้ามากับใคร” เขาถามพลางเบนสายตาไปด้านหลังของหลานสาวก็เห็นว่ามีสตรีนางหนึ่งที่สวมผ้าคลุมหน้ายืนอยู่
“ท่านลุง นางคือผู้มีพระคุณของข้าเ้าค่ะ” ซุนหลิงตอบอย่างไม่ลังเล เพราะหากไม่ได้ซูฮวาช่วยเอาไว้ เกรงว่านางคงกลายเป็ผีเฝ้าป่าไปแล้ว
หลังจากสิ้นคำตอบนั้นของซุนหลิง สือจินรุ่ยเลยเอ่ยปากบอกว่ามีอะไรให้เข้าไปคุยกันด้านใน เนื่องจากดูแล้วน่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นคงไม่เหมาะหากจะให้เล่าความยาวอยู่ด้านหน้าประตูสำนัก
ซูฮวาเดินตามการนำของเ้าของสำนักแห่งนี้ ก็พบว่าบริเวณด้านในนั้นดูโล่งอย่างผิดปกติ เพราะหากเป็สำนักคุ้มกันภัยจริงๆ จะต้องมีคนคุ้มกันประจำอยู่ไม่มากก็น้อย ถึงแม้จะออกไปปฏิบัติภารกิจตามผู้ว่าจ้าง แต่ก็น่าจะมีคนหลงเหลืออยู่บ้าง ทว่านี่ไม่มีเลยสักคน
เมื่อมาถึงโถงต้อนรับภายใน สือจินรุ่ยก็บอกให้ชายหนุ่มคนเดียวที่มีในสำนักไปยกน้ำชามาให้พวกนางทั้งสองคน ซึ่งเขาก็ทำตามอย่างว่าง่าย
“หลิงเอ๋อร์ ทีนี้เ้าก็พูดมาเถอะว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่” เขาเข้าประเด็นในทันทีอย่างไม่รีรอ เมื่อสังเกตได้ั้แ่หน้าประตูแล้วว่านางมีเื่ทุกข์ใจจนแสดงออกมาทางสีหน้า ซึ่งพอสิ้นประโยคคำถามของเขาน้ำตาของนางก็ร่วงลงมาราวไม่อาจเก็บกลั้นได้อีกต่อไป
ซุนหลิงร้องไห้สะอึกสะอื้นสลับกับบอกเหตุผลหลักๆ “ข้ามากับท่านพ่อเ้าค่ะ แต่ระหว่างทางถูกโจรป่าไล่ต้อนจนหลงเข้าไปอยู่ในป่ารกร้างเขตชายแดน พวกมัน...พวกมันฆ่าท่านพ่อและโยนลงแม่น้ำ”
พอสือจินรุ่ยได้ฟังก็ถึงกับใจนนั่งไม่ติด หลานสาวของเขาอาศัยอยู่กับบิดาสองคน มาตอนนี้ยังเกิดเื่ไม่คาดฝันเช่นนี้อีก ก็เท่ากับว่าในตอนนี้นางไม่เหลือใครให้พึ่งพิงแล้วนอกจากเขา “ไม่เป็ไรนะหลิงเอ๋อร์ ค่อยๆ เล่า”
จากนั้นซุนหลิงจึงได้เล่าเื่ทั้งหมดให้ลุงของนางฟัง ั้แ่ถูกโจรพวกนั้นดักทำร้ายจนถึงยามที่ได้รับการช่วยเหลือจากซูฮวา ทว่านางไม่ได้เล่ารายละเอียดว่าซูฮวาทำอย่างไรจึงช่วยนางออกมาได้ และไม่ได้พูดเื่ที่พวกนางฆ่าคนพวกนั้นไปแล้ว อย่างไรนี่ก็ไม่ใช่เื่ที่หญิงสาวร่างกายบอบบางจะกระทำได้ หากท่านลุงได้รู้อาจมองผู้มีพระคุณของนางไม่ดี
เมื่อสือจินรุ่ยได้ฟังสิ่งที่หลานสาวเล่ามา เขาก็รู้สึกสงสารจับใจ นางบอกว่าบิดาถูกมีดแทงเข้าที่ท้องจากนั้นจึงถูกผลักลงแม่น้ำและจมลงไป นั่นแสดงว่าไม่ได้เห็นเขาสิ้นลมต่อหน้าต่อตา แม้สายน้ำจะเชี่ยวกราก ทว่าก็ยังพอมีความหวังอยู่บ้างแม้จะเล็กน้อยก็ตาม ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้บอกหลานสาวเื่นี้เพราะไม่อยากให้ความหวังนาง สู้ให้คิดเช่นนั้นไปก่อนเพราะหากเจอร่างที่ไร้ิญญาจะได้ถือว่ามีการทำใจมาก่อนหน้าแล้ว
“หลิงเอ๋อร์ อย่างไรเ้าก็พักเสียที่นี่เถอะ ทำใจให้สบายแล้วข้าจะหาคนไปช่วยตามหาพ่อของเ้า” สือจินรุ่ยกล่าว แม้ในตอนนี้ไม่เหลือผู้คุ้มกันในสำนักแล้วแต่เขาก็จะพยายามตามคนเ่าั้กลับมาให้ได้
“ขอบคุณท่านลุงที่ช่วยเหลือเ้าค่ะ” ซุนหลิงค้อมศีรษะประสานมือเพื่อขอบคุณลุงของนาง
“ไม่เป็ไร ไม่เป็ไร เ้าเป็หลานของข้า จะไม่ช่วยได้อย่างไร” เขารีบเอ่ยปราม หลานสาวคนนี้ของเขายังคงอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เช่นเคย แม้เวลาจะผ่านไปแปดปีแล้ว แต่นางก็ยังคงเป็เด็กที่รู้ความยิ่งนัก จนอดคิดไม่ได้ว่าลูกสาวของเขาที่อยู่กับมารดานางในที่ห่างไกลนั้นจะเป็เช่นไร
“มีอีกเื่ที่อยากให้ท่านลุงช่วยเ้าค่ะ” ซุนหลิงเอ่ยขึ้นและหันมองซูฮวาเล็กน้อย “ผู้มีพระคุณของข้ามาทำธุระที่เมืองหลวง ทว่านางยังไม่มีที่พัก ให้นางพักที่นี่กับข้าได้ไหมเ้าคะ”
พอได้ฟังคำขอของหลานสาว สือจินรุ่ยก็โบกมือไปมา “ไม่เห็นต้องขอ ผู้มีพระคุณของหลานก็ถือว่ามีพระคุณต่อลุงผู้นี้เช่นกัน” เขาเอ่ยยิ้มๆ
“ไม่กล้าเ้าค่ะ” ซูฮวาตอบกลับสั้นๆ ได้รับการช่วยเหลือครานี้นางจะจดจำเอาไว้ในใจอย่างแน่นอน
หลังจากนั้นสือจินรุ่ยก็ให้แม่เฒ่าผู้หนึ่งจัดเตรียมหาห้องหับให้สตรีทั้งสองคน ซึ่งเป็เื่ที่ไม่ยากเพราะภายในสำนักฮุ่ยเหอแห่งนี้มีห้องว่างมากมาย ข้าวของเครื่องใช้ก็เพียงขนย้ายมาไว้ให้ ดังนั้นแล้วทั้งสองจึงเลือกห้องที่อยู่ติดกัน ยามมีสิ่งใดจะได้ช่วยเหลือกันได้