เสียงพิณเส้นเดียวที่ดังขึ้นกลางลานเงียบสงัด กลับทำให้ลมยามบ่ายทั้งผืนหยุดชะงักราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบไว้
ทันทีที่ปลายนิ้วของมู่ซูหลานกรีดผ่านสายพิณ แรงคลื่นไร้รูปก็กวาดออกไปจากด้านหน้าเป็ครึ่งวงกลม ตัดผ่านอากาศโดยไม่ส่งแสงใด ๆ ให้เห็น มีเพียงใบไม้แห้งบนพื้นซึ่งถูกพลังนั้นเฉือนจนแยกเป็ผุยละเอียดปลิวว่อนขึ้นมาก่อนใคร
ชายชุดดำทางซ้ายสุดสีหน้าเปลี่ยนฉับพลัน เขาไม่กล้ารับตรง ๆ ฝ่าเท้ากระทืบพื้นหมายถอย ทว่าเพิ่งขยับไปได้เพียงครึ่งก้าว ชายแขนเสื้อก็ขาดสะบั้นออกจากหัวไหล่พร้อมเืที่พุ่งกระฉูดเป็ม่านแดง ร่างทั้งร่างหมุนคว้างล้มกระแทกพุ่มไม้ด้านหลังอย่างแรง
ชายชุดดำทางขวาเร็วกว่าครึ่งส่วน กระบี่ในมือฟันออกเป็ม่านแสงหกสาย ตั้งใจสกัดคลื่นเสียงไว้ตรงหน้า
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
เสียงโลหะกระแทกกันดังลั่นสามครั้งติดต่อ กระบี่ชั้นดีในมือเขากลับแตกออกเป็หกท่อนร่วงลงกับพื้น เสียงพิณที่เหลือพุ่งกระแทกกลางอกอย่างจัง เขากระอักเืคำโต ลมหายใจพลันยุ่งเหยิงจนใบหน้าซีดเผือด
ชายชราผู้เป็หัวหน้าเพียงคนเดียวที่ยังยืนนิ่งอยู่ เขาโบกแขนเสื้อกว้างทันที ก่อม่านพลังสีดำหม่นขึ้นตรงหน้า แรงคลื่นจากพิณซัดกระแทกม่านพลังนั้นจนบิดเบี้ยว ก้อนดินใต้เท้าเขาแตกเป็ทางยาว แต่ท้ายที่สุดยังรับไว้ได้
ทว่าในดวงตาคู่นั้น กลับมีความตระหนกวูบผ่านอย่างปิดไม่มิด
“สมคำร่ำลือจริง”
ชายชรากล่าวเสียงต่ำ
“ในสภาพใกล้คลอด ยังดึงเสียงพิณได้ถึงขั้นนี้ หากเ้ามิใช่มู่ซูหลาน ข้าคงไม่เชื่อ”
มู่ซูหลานไม่ตอบ นางเลื่อนพิณเงินออกจากเอว วางพาดบนวงแขนซ้ายเบา ๆ ราวถือเพียงเครื่องดนตรีธรรมดา แต่แรงกดดันที่แผ่จากปลายนิ้วกลับทำให้บรรยากาศทั้งลานเย็นเยียบลงไปหลายส่วน
“ข้าจะถามอีกครั้ง”
น้ำเสียงนางราบเรียบยิ่ง
“ผู้ใดส่งพวกเ้ามา”
ชายชรายิ้มบาง
“เ้ายังไม่เข้าใจหรือ?คนที่ตามหาเซียวหลงเยวี่ยน ไม่ใช่มีเพียงพวกเขามารทมิฬหรือโจรูเาสองสามฝูง ต่อให้เขาหนีมาแคว้นเล็กเช่นนี้ สุดท้ายก็ยังหนีไม่พ้นอยู่ดี”
ปลายนิ้วของมู่ซูหลานบนสายพิณเกร็งขึ้นเพียงเล็กน้อย
นางรู้
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา นางกับเซียวหลงเยวี่ยนเดินทางเร่ร่อนไม่หยุด มิใช่เพราะอยากชมูเาสายน้ำ หากเพราะเขาถูกคนกลุ่มหนึ่งตามล่าอย่างลับ ๆ
กลุ่มคนเ่าั้ร้ายกาจกว่าศัตรูเก่าทุกกลุ่มที่นางเคยพบ พวกมันไม่โผล่ออกมาทั้งหมดในคราวเดียว ไม่ประกาศชื่อสำนักหรือยกธงอำนาจใดขึ้นมา มีเพียงเงาดำที่ค่อย ๆ ไล่กระชั้นเข้ามาจากทุกทิศราวกับตาข่ายขนาดใหญ่
ต้นตอของทุกอย่าง เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งเดือนก่อน
ในซากตำหนักโบราณกลางหุบเขาร้าง เซียวหลงเยวี่ยนบังเอิญพบชิ้นส่วนหินอักขระโบราณแผ่นหนึ่ง มันมิใช่สมบัติวาววับหรือโอสถล้ำค่า หากกลับเป็เพียงแผ่นหินสีหม่นที่มีลายเส้นคล้ายแผนที่และตัวอักษรยุคโบราณสลักอยู่ครึ่งหนึ่ง
ยามนั้นมู่ซูหลานเพียงมองครั้งแรกก็รู้ทันทีว่าสิ่งนั้นไม่ธรรมดา
เพราะตัวอักษรบนหินแผ่นนั้น...เป็อักษรเก่าที่แม้แต่นางยังอ่านได้เพียงบางส่วน
และหนึ่งในถ้อยคำที่นางอ่านออก ชัดเจนอย่างยิ่ง
“มรณะหมื่นอสูร”
ทันทีที่เก็บหินแผ่นนั้นมา ศัตรูเก่าที่ควรหายหน้าไปกลับเริ่มปรากฏขึ้นทีละกลุ่ม ราวกับทุกฝ่ายล้วนกำลังตามหาเงื่อนงำบางอย่างเดียวกัน
เซียวหลงเยวี่ยนจึงตัดสินใจซ่อนแผ่นหินนั้นไว้ และไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้ แม้แต่เรือนเ้าเมืองหรือคนในฉิงอวี้ก็ไม่มีผู้ใดเคยได้ยินเื่นี้
แต่วันนี้ คนตรงหน้าได้เอ่ยออกมาโดยไม่ปิดบัง
แปลว่าพวกมันตามมาถึงนี่ด้วยเป้าหมายชัดเจน
“ดังนั้น...” มู่ซูหลานกล่าวช้า ๆ
“คนที่้าของสิ่งนั้น คือเ้านายของพวกเ้า?”
“คนอย่างข้า ยังไม่คู่ควรได้เห็นหน้าเ้านายใหญ่”ชายชราหัวเราะแห้ง
“แต่สิ่งหนึ่งที่ข้ารู้แน่ก็คือ หากเซียวหลงเยวี่ยนไม่ยอมส่งมันออกมา เ้ากับเด็กในครรภ์ก็คงกลายเป็เพียงเครื่องมือบีบบังคับ”
มู่ซูหลานค่อย ๆ สูดลมหายใจลึก
ความโกรธของนางไม่แสดงออกผ่านสีหน้า ไม่ไหลพล่านผ่านคำพูด แต่ยิ่งนางสงบนิ่งเท่าใด คนที่ยืนอยู่ตรงข้ามกลับยิ่งรับรู้ได้ถึงไอเย็นที่ทิ่มแทงยิ่งกว่าเดิม
“ผู้ใดคิดแตะลูกข้า” นางกล่าวเบา ๆ
“ต่อให้ฟ้าดินแตก ข้าก็จะลากมันลงนรกไปด้วยกัน”
ฟิ้ง! ฟิ้ง! ฟิ้ง!
คำสุดท้ายยังไม่ทันจาง เสียงพิณสามสายก็ดังกังวานต่อเนื่องราวสายน้ำแข็งแตกกระจาย พลังเสียงสามชั้นพุ่งเข้าหาชายทั้งสามจากคนละมุม ไม่เปิดช่องให้หลบตรง ๆ
ชายชุดดำที่าเ็จากเมื่อครู่หน้าเปลี่ยนสี รีบตบฝ่ามือใส่หน้าอกตนเองหนึ่งครั้ง ฝืนเร่งลมปราณหวังถอยหนีออกนอกระยะ แต่เพิ่งพุ่งขึ้นไปได้ครึ่ง่ตัว ขาทั้งสองกลับถูกพลังไร้รูปเฉือนผ่านจากด้านข้าง เสียงกระดูกแตกดังกร๊อบ ร่างเขาหมุนตกกระแทกพื้น ร้องโหยหวนอย่างหมดรูป
อีกคนกัดฟันควักลูกเหล็กสีดำสามเม็ดจากแขนเสื้อ ขว้างออกไปตรงหน้ารวดเดียว
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
ลูกเหล็กะเิกลางอากาศเป็ควันม่วงเข้ม มีกลิ่นฉุนรุนแรงจนน่าขยะแขยง เห็นได้ชัดว่าเป็พิษ
แต่ในเวลาเดียวกัน มู่ซูหลานพลันสะบัดปลายนิ้วอีกครั้ง เสียงพิณกังวานสายยาวพลิ้วออกมา คราวนี้มิได้คมกริบดังเดิม หากเป็เสียงลึกนุ่มที่เหมือนคลื่นน้ำวงกว้าง เสียงนั้นแผ่ออกไปทำให้ควันพิษทั้งหมดสั่นไหว ก่อนจะหมุนย้อนกลับเข้าหาเ้าของเดิมอย่างเหนือคาด
“ไม่ดี!”
ชายคนนั้นร้องลั่น รีบยกแขนเสื้อปิดจมูกปาก แต่ก็ช้าเกินไปแล้ว ควันพิษกรูเข้าหน้าจนม่านตาเขาแดงก่ำ ร่างทั้งร่างซวนเซสองก้าว ก่อนเขาจะทรุดลงกับพื้น ชักดิ้นชักงอด้วยพิษของตนเอง
ชั่วอึดใจเดียว เหลือเพียงชายชราเป็คนสุดท้ายที่ยังยืนเผชิญหน้านางตรง ๆ
ชายชรายังไม่รุก เขาจ้องมู่ซูหลานอย่างลึกล้ำอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา
“ถ้าเป็ก่อนตั้งครรภ์ เ้าคงฆ่าพวกข้าไปนานแล้ว” เขากล่าว
“แต่บัดนี้ทุกครั้งที่เ้าดึงเสียงพิณ ลมปราณในครรภ์ย่อมะเื ยิ่งฝืนมาก เ้าก็ยิ่งาเ็เร็ว ข้าพูดถูกหรือไม่?”
มู่ซูหลานไม่ตอบ
ทว่าความเงียบของนาง ทำให้รอยยิ้มในดวงตาของชายชรายิ่งลึกขึ้น
เขามองไม่ผิดจริง ๆ
ภายนอกนางยังดูสงบนิ่ง หากใต้แขนเสื้อยาว มือซ้ายของนางกลับสั่นแ่จนยากสังเกต ลมปราณภายในร่างกายเริ่มไหลย้อนบางส่วน เพราะเด็กในครรภ์ตอบสนองต่อพลังเสียงที่ดึงออกไปทุกครั้ง ราวกับชีพจรของทารกเชื่อมอยู่กับฟ้าดินรอบด้านมากเกินธรรมดา
ทุกครั้งที่นางโคจรพลังแรงเกินไป ความปั่นป่วนภายในครรภ์ย่อมรุนแรงขึ้นตาม
แต่เื่เช่นนี้นางย่อมไม่มีวันแสดงให้ศัตรูเห็น
“เ้าคงเสียใจ” มู่ซูหลานเอ่ยช้า ๆ
“ที่พูดมากเกินไป”
ทันทีที่กล่าวจบ นางดีดสายพิณห้าสายพร้อมกัน!
เสียงครั้งนี้ไม่เหมือนเดิมโดยสิ้นเชิง มันมิใช่เพียงคลื่นแหลมคมหรือเสียงทุ้มสะกดใจ หากเป็เหมือนภูผาน้ำแข็งห้าลูกถล่มลงพร้อมกัน พื้นดินตรงหน้าพลันะเิแตก อากาศบิดเบี้ยว เสียงหวีดแหลมแสบแก้วหูดังะเืไปทั่วลาน
สีหน้าชายชราบิดเบี้ยวทันที เขาไม่กล้ารับตรงหน้าอีก รีบถอยพรวดพร้อมพุ่งมือเข้าหาอกเสื้อ ควักกระดิ่งดำสนิทใบหนึ่งออกมาเขย่า
กริ๊ง!
เสียงกระดิ่งสั้นและแปลกประหลาด
แทบในทันที เงาสีเทาสามสายก็พุ่งลงจาก้าราวอสุรกายโฉบเหยื่อ เป็สัตว์อสูรปีกเหล็กขนาดครึ่งคนสามตัว กรงเล็บยาวคมวาว ดวงตาแดงฉานดุร้าย
มันไม่พุ่งเล่นงานมู่ซูหลานโดยตรง หากฉีกอากาศโฉบเข้ามาหมายพุ่งสู่เรือนด้านหลัง!
หัวใจของมู่ซูหลานเย็นวาบ
คนผู้นี้รู้ั้แ่แรกว่าการปะทะซึ่งหน้าไม่มีทางได้เปรียบ จึงใช้คำพูดถ่วงเวลา พอหาช่องได้ก็ควบคุมอสูรให้โจมตีจุดที่นางไม่มีทางปล่อยผ่าน
เรือนด้านหลังหาใช่มีเพียงข้าวของธรรมดา แต่มีสมุนไพร ยาป้องกันกาย และค่ายกลย่อยที่นางเตรียมไว้สำหรับการคลอด หากปล่อยให้ถูกทำลายเสียก่อน นางย่อมเสียเปรียบทันที
ฟิ้ง! ฟิ้ง!
เสียงพิณสองสายพุ่งใส่อสูรปีกเหล็กสองตัวแรกอย่างแม่นยำ ร่างมันขาดครึ่งกลางอากาศ เืดำร่วงกระจายเต็มลาน แต่ตัวที่สามกลับฉลาดกว่า มันพับปีกดิ่งลงเลาะพื้น เร็วราวสายฟ้า มุ่งตรงสู่หน้าประตูเรือน
มู่ซูหลานขยับตัวพรวดในที่สุด ฝ่าเท้าจุดพื้น นางพุ่งดุจสายลมสีขาวไปถึงหน้าประตูก่อนมันฉิวเฉียด ปลายนิ้วขวาจิ้มออกไปกลางอากาศ เกิดแสงเย็นจาง ๆ รวมตัวเป็เข็มน้ำแข็งสายหนึ่งพุ่งแทงทะลุหัวอสูรนั้นจากหน้าผากถึงท้ายทอย
ร่างอสูรร่วงลงกับพื้นห่างประตูเพียงครึ่ง่แขน
ทว่าทันทีที่นางหยุด การเคลื่อนไหวในครรภ์ก็พลันรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน
มู่ซูหลานหน้าขาวลงเล็กน้อย ฝ่ามือหนึ่งกุมท้องโดยไม่รู้ตัว
ชายชราเห็นดังนั้น ดวงตาก็เป็ประกายทันที
“ในที่สุดก็จับช่องเ้าได้!”
เขาตบฝ่ามือลงพื้นอย่างแรง
ตึง!
ผืนดินใต้ลานเรือนพลันสว่างวาบเป็ลายอักขระสีเื เส้นสายซับซ้อนหลายสิบเส้นแตกแขนงออกอย่างรวดเร็ว เชื่อมเป็วงแหวนล้อมรอบเรือนไว้ทั้งหลัง
ค่ายกล!
มู่ซูหลานดวงตาเย็นจัด
คนพวกนี้เตรียมตัวมาละเอียดกว่าที่คิด ไม่เพียงล่อเซียวหลงเยวี่ยนออกไป แต่ยังฝังค่ายกลไว้ใกล้เรือนก่อนหน้านี้โดยที่นางไม่ได้ทันตรวจพบ เพราะ่ใกล้คลอดทำให้นางลดการสำรวจภายนอกลงหลายส่วน
เส้นอักขระสีเืสว่างขึ้นทุกขณะ ก่อแรงกดดันหนักอึ้งคล้ายโคลนหนืดมองไม่เห็นดึงร่างกายให้ช้าลง
ชายชราหัวเราะหึ
“ค่ายกลผนึกโลหิตนี้เดิมเตรียมไว้สำหรับเซียวหลงเยวี่ยน แต่ใช้กับเ้าก็นับว่าไม่เสียเปล่า!”
เขาพุ่งเข้ามาทันที
ท่วงท่าของชายชราไม่หวือหวา ไม่มีประกายดาบฟุ้งฟ่าหรือหมัดะเืภูผา มีเพียงเงาร่างสีดำที่มุดลอดตามรอยอักขระค่ายกล คล้ายงูพิษไหลไปกับเงาโดยไม่ให้จับทางได้
มู่ซูหลานยกพิณขึ้นรับพร้อมกันนั้น เสียงพิณสั้นกระชั้นดังขึ้นถี่ยิบ
ฟิ้ง! ฟิ้ง! ฟิ้ง! ฟิ้ง!
คลื่นเสียงคมกริบกวาดไปรอบตัวราวกลีบดอกเหล็กหมุนคว้าง แต่ร่างของชายชรากลับเลี้ยวหลบอยู่ตามช่องว่างแคบของเสียงได้อย่างน่าประหลาด เห็นได้ชัดว่าเขาศึกษาวิชาของนางมาไม่น้อย
เพียงชั่วอึดใจ เขาก็แทรกเข้าถึงระยะหกก้าว!
มู่ซูหลานรู้ดีว่าหากปล่อยให้คนผู้นี้เข้าใกล้อีกเพียงครึ่ง ย่อมเป็อันตรายต่อตนและลูกในครรภ์ยิ่งกว่าเดิม นางจึงตัดใจยกพิณขึ้นแนบอก ลมปราณทั้งร่างพลันรวมสู่สายพิณทั้งเจ็ดในครั้งเดียว
เสียงที่ดังออกมาคราวนี้ กลับเงียบกว่าทุกครั้ง
ไม่มีใครได้ยินมันจริง ๆ
มีเพียงพื้นดินที่แตกร้าวเป็ทางยาวตรงหน้ามู่ซูหลานราวถูกูเามองไม่เห็นทับลง ชายชราซึ่งกำลังพุ่งเข้ามาหน้าเปลี่ยนสีโดยฉับพลัน เขายกแขนทั้งสองขึ้นไขว้หน้ากายอย่างสุดแรง
ตูม!!
ร่างเขาถูกกระแทกจนลอยกลับไปไกลกว่าสิบจั้ง พุ่งทะลุต้นไม้สองต้นติดกันก่อนจะตกกระแทกพื้น กระอักเืออกมาเต็มปาก แขนเสื้อทั้งสองข้างฉีกขาดจนเห็นิัแตกเป็ลายละเอียด เืไหลย้อมแขนแดงฉาน
“บ้าเอ๊ย...” เขาคำรามด้วยความอัปยศ
“นี่เ้าฝืนดึงวิชา ‘สำเนียง์สะบั้นจิต’ ในสภาพนี้หรือ!”
มู่ซูหลานไม่ตอบ
เพราะริมฝีปากของนางก็มีเืสายหนึ่งไหลลงมาเช่นกัน
ใบหน้าของนางขาวซีดกว่าหิมะ มือซ้ายที่กุมท้องเกร็งแน่นอย่างห้ามไม่อยู่ ภายในครรภ์ เด็กน้อยขยับรุนแรงขึ้นจนนางรู้สึกเจ็บลึกไปทั้งท้องน้อย
แต่ดวงตาของนางยังไม่ไหวหวั่น
ชายชรามองนางเช่นนั้น หัวใจกลับเย็นวาบยิ่งกว่าเดิม เขารู้ทันทีว่าหากตนยังยื้ออีกเพียงนิด คนตรงหน้ามีสิทธิ์ลากเขาตายไปด้วยกันจริง ๆ
และเป้าหมายของเขาไม่ใช่ตายที่นี่
ครั้นคิดดังนั้น เขาจึงสะบัดแขนขวาในทันใด ผงสีดำก้อนหนึ่งกระจายออกกลางอากาศ กลายเป็หมอกดำหนาทึบปกคลุมรอบบริเวณ
หมอกนั้นมิใช่เพียงควันบังตา แต่มีพลังรบกวนประสาทััปะปนอยู่ด้วย ทำให้การรับรู้ของผู้คนพร่าเลือนลงอย่างชัดเจน
มู่ซูหลานกดปลายนิ้วลงบนสายพิณอีกครั้ง หมายใช้เสียงกวาดหมอกทิ้ง
ทว่าเพิ่งขยับ ลางร้ายอย่างหนึ่งก็พุ่งขึ้นกลางใจ นางพลันหมุนตัวกะทันหัน
ในหมอกดำด้านหลังเรือน เงาหนึ่งพุ่งตัดเข้ามาเร็วราวอสรพิษ มันไม่ใช่ชายชรา หากเป็ชายร่างเล็กในชุดดำอีกผู้หนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่นานแล้ว! ในมือมันถือเข็มยาวสีแดงเข้มสามเล่ม พุ่งหมายแทงเข้าท้องของนางโดยตรง!
ที่แท้ชายชรามิใช่เพียงก่อกวนเวลา แต่ทั้งหมดเป็การเปิดทางให้มือสังหารที่ซ่อนอยู่อีกคนเข้าถึงตัวนางในจังหวะที่ลมปราณปั่นป่วนที่สุด
มู่ซูหลานดวงตาเย็นเฉียบ
นางขยับตัวหลบได้ครึ่งหนึ่ง เข็มเล่มแรกเฉียดชายเสื้อไป เล่มที่สองเฉือนแขนซ้ายเป็แผลยาว แต่เล่มที่สามกลับพุ่งต่ำกว่าที่คิด จะแทงเข้าข้างเอวซึ่งใกล้ท้องน้อยอย่างยิ่ง
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง หยกสีเขียวอ่อนที่ห้อยอยู่ตรงข้อมือนางพลันเปล่งแสงอ่อนจางขึ้นมาเอง ราวกับรับรู้ถึงอันตรายคับขัน
เพล้ง!
เข็มแดงเล่มที่สามถูกแสงหยกสะท้อนออกไปเฉียง ๆ ปักเข้าพื้นดินแทน
มือสังหารชุดดำเบิกตากว้างไม่คาดคิดว่าจะพลาด แต่ก่อนเขาจะถอย มู่ซูหลานก็ฟาดสันพิณใส่ลำคอเขาเต็มแรง
กร๊อบ!
กระดูกคอแตกดังชัด ร่างนั้นอ่อนยวบทรุดลงแทบเท้านางในทันที
หมอกดำด้านนอกเริ่มจางลงทีละน้อย แต่ชายชรากลับหายไปแล้วอย่างไร้ร่องรอย ค่ายกลโลหิตรอบเรือนเองก็สั่นไหวอยู่ครู่หนึ่งก่อนดับวูบลง เหลือเพียงรอยอักขระแตกร้าวเต็มพื้นดิน
ลานทั้งลานกลับคืนสู่ความเงียบ
เงียบเสียจนได้ยินเพียงเสียงหายใจของมู่ซูหลานคนเดียว
นางยืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ ก่อนปลายนิ้วที่จับพิณแน่นจะค่อย ๆ คลายลงช้า ๆ
เืที่มุมปากหยดลงบนพื้นไม้
แขนซ้ายที่ถูกเข็มแดงเฉือนเริ่มชาเล็กน้อย แม้จะไม่ถึงกับโดนพิษเต็ม ๆ แต่ก็มีไอเย็นประหลาดแล่นเข้าเส้นชีพจรอยู่บ้าง ทว่าสิ่งที่น่ากังวลกว่าาแเ่าั้ คือการดิ้นของเด็กในครรภ์ซึ่งยังไม่สงบลงเลย
มู่ซูหลานสูดลมหายใจลึก พยายามโคจรลมปราณประคองครรภ์ แต่ยิ่งโคจรกลับยิ่งรู้สึกว่าพลังฟ้าดินรอบเรือนเริ่มกดทับหนักขึ้นอย่างอธิบายไม่ถูก
นางเงยหน้ามองฟ้า
แสงบ่ายเมื่อครู่ยังสว่างอยู่แท้ ๆ แต่บัดนี้ เหนือผืนฟ้าใสกลับมีเมฆสีเทาหม่นเริ่มรวมตัวจากทุกทิศทางอย่างช้า ๆ
ดวงตาของนางสั่นวูบ
ไม่ใช่เมฆฝนธรรมดา
พลังที่ไหลเวียนในก้อนเมฆเ่าั้...เ็า หนักหน่วง และแฝงแรงอำนาจกดทับชนิดที่นางไม่เคยรู้สึกมาก่อน
“เป็ไปไม่ได้...” มู่ซูหลานพึมพำเบา ๆ
นางก้าวถอยเข้าประตูเรือนทันที ก่อนปิดประตูลงแน่น จากนั้นใช้ปลายนิ้วแตะจุดชีพจรหลายแห่งบนหน้าท้องตนเองอย่างรวดเร็ว เพื่อผ่อนแรงกระเพื่อมของเด็กในครรภ์
ทว่าเพิ่งแตะได้เพียงจุดที่สาม ความเ็ปพลันแล่นขึ้นจากท้องน้อยอย่างรุนแรงจนใบหน้านางซีดเผือด
นางทรุดนั่งลงบนพื้นไม้ มือหนึ่งกดหน้าท้อง อีกมือหนึ่งกำหยกเรียกิญญาของเซียวหลงเยวี่ยนแน่นจนนิ้วซีดขาว
ยังไม่ถึงเวลา...ยังไม่ควรคลอดตอนนี้...
แต่แรงบีบรัดภายในกลับค่อย ๆ รุนแรงขึ้นทีละส่วนอย่างไม่ยอมฟังคำอธิษฐานใด
มู่ซูหลานพิงเสาไม้ หลับตาลงเพียงอึดใจเดียวก่อนลืมขึ้นใหม่ แววตาอ่อนโยนเมื่อครู่กลับมั่นคงยิ่งกว่าเดิม นางรู้ดีว่าในสภาพเช่นนี้ ความตื่นตระหนกย่อมไร้ประโยชน์ มีเพียงต้องรักษาสติให้มั่นที่สุดเท่านั้น
“เ้าตัวเล็ก...” นางลูบท้องตนเองแ่เบา แม้ลมหายใจเริ่มไม่สม่ำเสมอ
“อย่าเพิ่งออกมาตอนนี้...รอบิดาเ้ากลับมาก่อน...”
เด็กในครรภ์ตอบด้วยการดิ้นแรงอีกครั้ง ราวมิอาจควบคุมตนเองได้
นอกเรือน เสียงฟ้าร้องต่ำครืนดังขึ้นเป็ครั้งแรก
เมฆดำเริ่มก่อตัวหนาแน่นเหนือเมืองฉิงอวี้และเรือนเล็กหลังนี้อย่างรวดเร็วผิดธรรมชาติ ลมเย็นพัดแรงขึ้นทีละระลอก จนกิ่งไม้รอบเรือนสั่นไหวถี่ราวจะหักในไม่ช้า
มู่ซูหลานเงยหน้ามองฝ้าเรือนไม้ ดวงตาค่อย ๆ ฉายแววเข้าใจอันน่าหวาดหวั่น
สิ่งที่นางกลัวมาโดยตลอด...อาจไม่ใช่เพียงการตามล่าของมนุษย์
แต่อาจเป็อะไรที่สูงกว่านั้น
สูงจนแม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งแผ่นดินก็ทำได้เพียงเงยมองอย่างไร้หนทางต่อต้าน
ฟ้าร้องอีกครั้ง คราวนี้ดังใกล้กว่าครั้งก่อนมาก
ไกลออกไปนับสิบลี้ เซียวหลงเยวี่ยนผู้กำลังเร่งควบม้ากลับเรือนพลันรู้สึกว่าหยกเรียกิญญาที่อกเสื้อสั่นรุนแรงในทันที
ม่านตาของเขาหดเล็กลง
เขากระชากหยกออกมาดู แสงสีครามในหยกกำลังสั่นไหวราวจะะเิได้ทุกเมื่อ
ไม่มีคำพูดใดอีก
เขากระแทกส้นเท้าลงบนสีข้างม้าสุดแรง ม้าศึกส่งเสียงร้องลั่นก่อนพุ่งทะยานออกไปราวลูกธนู หลอมรวมกับสายลมเย็นยามเย็นเป็หนึ่งเดียว
ดวงตาของเซียวหลงเยวี่ยนเย็นจัดราวน้ำแข็งพันปี
เขาไม่รู้ว่าเรือนเล็กเบื้องหน้านั้นกำลังเกิดอะไรขึ้นแน่
แต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้ก็คือ
ถ้าผู้ใดกล้าแตะต้องมู่ซูหลานกับลูกของเขา
ไม่ว่ามนุษย์ อสูร หรือฟ้าดิน
เขาจะสังหารมันให้สิ้น
เหนือฉิงอวี้ เมฆดำรวมตัวหนาจนบดบังตะวันยามเย็นไปหมดสิ้น
และภายในเรือนไม้ที่โดดเดี่ยวกลางลมหนาว มู่ซูหลานก็กัดฟันแน่น ท่ามกลางคลื่นเ็ปที่ถาโถมเข้าใส่ร่างกายครั้งแล้วครั้งเล่า
ค่ำคืนนี้
จะไม่ใช่เพียงคืนแห่งการคลอดบุตร
แต่มันกำลังจะกลายเป็คืนที่เปลี่ยนชะตาของคนทั้งครอบครัวไปตลอดกาล