อาณาจักรต้าฮวน
่ปลายฤดูฝนท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ แต่กลับแฝงไปด้วยพิษร้ายที่กัดกินความเป็อยู่ของอาณาราษฎร ต้าฮวน อย่างสาหัสสากรรจ์
ฤดูน้ำหลากมาถึงแล้ว ชาวบ้านร้านตลาดทั่วทั้งแผ่นดินต่างร้องทุกข์มายังราชสำนักกันเป็เสียงเดียว ถึงการดูแลป้องกันน้ำหลาก และตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดการเื่เงินช่วยเหลือชาวบ้านผู้ประสบภัยของพวกขุนนางน้อยใหญ่ ตามมณฑล หัวเมืองต่าง ๆ ที่แลดูแล้วจะมีลับลมคมในกันมิใช่น้อย
พวกชาวบ้านต่างก็รู้กันดีอยู่หรอก ว่าการโกงกินของขุนนางนั้น มีกันมาอย่างช้านาน สิ่งที่ฝังรากลึกแล้ว อย่างไรเสีย ก็ยากที่จะแก้ไข แต่เหตุใดต้องเป็เพลานี้ด้วยเล่า บ้านเมืองกำลังระส่ำระสาย ด้วยอุทกภัยครั้งใหญ่ แต่บรรดาเ้าใหญ่นายโต กลับเห็นกงจักรเป็ดอกบัว เอาความทุกข์ยากของเหล่าราษฎร เป็หนทางในการกอบโกยเงินเข้ายุ้งฉางของตนเองครั้งมโหฬาร ทำกันในทุกภาคส่วน เหมือนเป็เื่ปกติธรรมดา
นี่มิใช่เป็เพียงการโกงเงินของชาวบ้านตาดำ ๆ เท่านั้น แต่ยังเข้าข่ายิ่เบื้องสูง ที่เห็นโองการ์ของฮ่องเต้เป็เสมือนของเล่น นำมาสร้างผลประโยชน์ให้้พรรคพวกตนเองกันอย่างเบิกบานใจ
คราเมื่อเื่ร้องทุกข์ถึงพระเนตรพระกรรจ์ของฮ่องเต้ พระองค์ก็ทรงร้อนพระทัย เป็อย่างมาก ไม่อยากให้มีการประท้วงเกิดขึ้นทั่วแผ่นดิน อีกทั้งยังทรงกริ้วต่อเหล่าขุนนางของพระองค์เป็ที่สุด
แต่ทางเดียวตอนนี้ที่จะจัดการกับความโลภของขุนนางเท่าที่ทำได้ก็คือ การแต่งตั้งผู้ตรวจราชการจัดการดูแลภัยพิบัติอย่างเป็เื่เป็ราว เพื่อการจัดสรร อันยุติธรรม แลโปร่งใสให้เกิดขึ้น เพื่อดึงความเชื่อมั่นของราชสำนักกลับมา
แต่ใครกันเหล่าที่จะเหมาะสมกับหน้าที่นี้ ต้องเป็ทั้งผู้ที่ได้รับความไว้วางพระทัยจากฮ่องเต้ ได้รับความยำเกรงจากเหล่าขุนนาง และต้องไม่เป็ที่เคลือบแคลงใจต่อเหล่าไพร่ฟ้าทั่วแผ่นดินด้วย
คุณสมบัติที่กล่าวมานี้มีอยู่ผู้หนึ่งที่เหมาะ นั่นคือผู้ที่เป็ทั้งพระโอรสพระองค์โตของฮ่องเต้ และยังเป็ถึงรัชทายาทแห่งต้าฮวน ใช่แล้วคนผู้นี้ก็คือ องค์ชายรัชทายาท หลินจือหยาง มีความสามารถทั้งทางบุ๋นและทางบู๊ เป็ผู้ที่คอยแบ่งเบาราชกิจน้อยใหญ่ของพระบิดามาโดยตลอด
มิช้าทีฮ่องเต้จึงแต่งตั้ง รัชทายาท ให้ไปเป็ดั่งผู้แทนพระองค์ในการควบคุมดูแลการเยียวยาหลังอุทกภัยโดยเฉพาะ และได้ทรงกำชับไว้ด้วยว่า ให้จัดการให้เด็ดขาด อย่าให้เป็ที่ติฉินนินทาของพวกชาวบ้านได้
^ ^ ^
—---
ณ เขื่อนซีหลง ทางตอนใต้ของ ต้าฮวน บริเวณที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยมากที่สุด เพื่อความสะดวกในการร้องทุกข์ของชาวบ้าน และตรวจสอบการทำงานของเหล่าขุนนาง หลินจือหยาง ได้ปลูกกระโจม ตั้งค่าย พำนักอยู่ ณ บริเวณนั้น เป็ที่ที่ทั้งเงียบสงบ และน่าหดหู่ใจเป็ที่สุด ลับตาจากค่ายออกไปไม่ไกลนี้ เคยเป็บ้านของชาวบ้านนับหมื่น แต่ตอนนี้กลับเหลือแต่ซาก หลังจากน้ำได้คร่าทุกสิ่งของผู้คนไป แม้กระทั่งชีวิต
“องค์ชาย~~~ เห๊อ ๆ ~~”
(น้ำเสียงสั่นเครือ)
“ขอความเป็ธรรมให้ข้าน้อยด้วยเถอะ ครอบครัวของข้า ภรรยาต้องตายไปก็ตอนหนีจากน้ำหลาก ตอนนี้ลูกชายของข้าก็ยังมาหายสาบสูญไปอีกคน กระนั้นเงินค่าชดเชยที่ทางการบอกว่าจะแจกจ่าย ก็ไม่เคยตกถึงมือข้าน้อยเลยแม้แต่นิดเดียว เหตุใดไม่มีผู้ใดเห็นใจข้าน้อยบ้าง ขุนนางทั้งหลายเหตุใดไม่เห็นใจพวกเราบ้าง หือ~ หือ~”
เสียงสะอึกสะอื้น ส่งความอัดอั้นตันใจของหนึ่งในตัวแทนชาวบ้านนับสิบที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเขา ทำเอาองค์ชายใหญ่จุกอก ไปไม่เป็
คำร้องทุกข์ของชาวบ้านที่อยู่เบื้องหน้าของ หลินจือหยาง นั้น ล้วนน่าเห็นใจ และเศร้าใจเป็อย่างมาก หน่ำซ้ำ นี่ไม่ได้เป็ครั้งแรกที่เขาได้ยินคำร้องทุกข์เช่นนี้ จากคนกลุ่มเดียว แต่หากเป็จำนวนนับไม่ถ้วนแล้วั้แ่ที่เขาได้มาประจำอยู่ที่แห่งนี้ราวสิบวัน
ในทุก ๆ วัน มีคนมาร้องทุกข์เช่นนี้แทบจะนับคนไม่ได้เลย ปกติความคิดของ องค์ชายรัชทายาทนั้น ล่วงรู้ได้โดยง่ายเสียเมื่อไหร่ แต่ครานี้กลับเห็นสีพระพักตร์ชัดเจน ว่ากำลังไม่พอพระทัยในเหล่าขุนนางที่จัดสรรเงินช่วยเหลือขีดสุด
ในใจพระองค์คงสบถด่ามานับร้อยครั้งแล้วกระมัง พลางอยากจะแล่เนื้อเถือหนังพวกมันออกมากันซะให้หมดจด เอาให้รู้สำนึกเสียบ้างว่าบ้านเมืองนี้มีขื่อมีแป แต่ถึงกระนั้นการสืบสวนก็คงต้องเป็ไปตามขั้นตอน ไม่ใช่จะลงโทษใครไปทั่วโดยไม่ยอมสืบสาวราวเื่ให้ดีเสียก่อน
“ข้าเสียใจด้วยจริง ๆ และจงรู้ไว้ว่า รัชทายาทแห่งต้าฮวน รับรู้เื่ของพวกเ้าแล้ว ไม่ต้องเป็กังวลไป อย่างไรเสียข้าจะจัดการเื่นี้ให้ถึงที่สุด หากมีการทุจริตเกิดขึ้นจริง ข้าจะลงโทษอย่างสาสมแน่นอน ไม่ให้ขุนนางคนใดเอาไปเป็เยี่ยงอย่างได้อีก ส่วนเื่เงินชดเชยค่าจะจัดการให้เดี๋ยวนี้”
เหล่าชาวบ้านต่างตื่นตัน จนบางคนร้องไห้ออกมา
(เสียงขอบใจจากเหล่าชาวบ้านที่มีต่อองค์ชายรัชทายาท)
“ขอบพระทัย องค์ชาย”
ทั้งหมดจึงได้ลุกขึ้นเดินออกไปจากกระโจมว่าการขององค์ชายรัชทายาท
สิ่งที่ หลินจือหยาง กล่าวให้คำสัญญาออกไปเมื่อครู่ ถูกกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น เอาจริงเอาจัง คำสัญญาของรัชทายาทที่มีต่อราษฎรตาดำ ๆ ย่อมมีความหมายต่อคนเ่าั้อยู่แล้ว
และในทันทีที่ได้รับเื่มา รัชทายาทก็ลุกขึ้นจากที่ประทับ แล้วสั่งการกับมือขวาคนสนิททันที
“เสี่ยนจือ เ้าไปสืบมาให้ที ว่าพื้นที่เหล่านี้ ที่ได้รับเื่ร้องเรียนมานี้ เดิมทีผู้ใดเป็ผู้มีหน้าที่แจกจ่ายเงินให้แก่ชาวบ้าน แล้วนำพวกมันมาไต่สวนให้เร็วที่สุด ข้าอยากจะรู้นัก ว่าเมื่อความตายกำลังมาอยู่ตรงหน้าแล้ว พวกมันจะทำหน้าตากันอย่างไร”
เสี่ยนจือน้อมรับคำสั่งของผู้เป็เ้านาย
“พะย่ะค่ะ องค์ชาย”
^ ^ ^
—----
“นี่เ้า!!! พูดไม่รู้เื่หรือยังไง เดี๋ยวก็ได้โดนตัดหัวเอาหรอก ที่แห่งเนี่ย จะขี่ม้าสัญจรผ่าน สุ่มสี่สุ่มห้า ได้อย่างไร ถ้าเ้าจะมาร้องทุกข์ก็ไปต่อแถวร้องทุกข์นู้น”
เสียงเอะอะโวยวายมาจากด้านหน้าประตูค่ายของรัชทายาท ชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังทำท่าทีโต้เถีียงกับทหารยามเฝ้าประตูค่ายอยู่
ไม่ทันไรเขาก็พูดสวนกลับไปว่า
“เช่นนั้นข้าขอพบรัชทายาทหน่อย ไปแจ้งเขาว่า…”
ชายหนุ่มยังไม่ได้ทันได้แจ้งจนจบ ทหารยามก็กล่าวสวนขึ้นมาทันควันเลยว่า
“ไม่ได้แล้ว…ถ้าเ้าจะมาร้องทุกข์ตอนนี้ นู้น ตรงนู้นมีผู้รับเื่ไว้อยู่ เื่ของเ้าถึงมือองค์ชายแน่นอน แต่ตอนนี้พบองค์ชายไม่ได้แล้ว หมดเวลาแล้ว”
“ข้าไม่ได้จะมาร้องทุกข์นะ พี่ชาย ขอแค่ท่านไปบอกกับใครก็ได้ ให้ไปบอกองค์ชายรัชทายาทที ว่า อีกาขาว มาพบท่านแล้ว เพียงเท่านี้ก็พอ”
เมื่อชายหนุ่มกล่าวเช่นนี้ ทหารยามกล่าวขึ้นมาในทันทีเลยว่า
“อีกาขาว อีกาเขียวอะไร ถ้าจะมาร้องทุกข์ต่อหน้าพระพักตร์องค์ชายล่ะก็มาพรุ่งนี้เถอะ แต่ถ้าเ้าไม่ได้จะมาร้องทุกข์ล่ะก็ ออกไปซ่ะเลย อย่ามาเกะกะ!!!”
เสี่ยนจือที่เพิ่งรับคำสั่งจาก รัชทายาทหลินจือหยาง มาเมื่อสักครู่ ก็ได้ออกมาที่บริเวณหน้าค่ายเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยอยู่พอดี ก็ได้ยินเสียงคนกำลังมีปากเสียงกันอยู่ เพราะเสียงกระทบกระเทียบกันไปมาของ ทหารยาม และ ชายหนุ่ม ตรงประตูหน้าค่าย นั่น เสียงดังอึกกระทึกครึกโครม มากพอสมควร
“เสียงอะไรกัน น่ะ”
“ข้าน้อยก็ไม่รู้สิขอรับ ดูเหมือนว่าจะมีใครที่ไหนก็ไม่รู้จะมาขอเฝ้าองค์ชาย แต่ดูเหมือนจะไม่ได้มาร้องทุกข์นะขอรับ”
เสี่ยนจือ ครุ่นคิดสักพัก
“งั้นเหรอ”
แล้วจึงเดินออกไปดู เพื่อจะได้ทราบความว่าเื่ราวเป็อย่างไรกันแน่
“เสี่ยนจือ—- นั่นเ้าเองอย่างนั้นหรือ—”
เสียงของชายหนุ่มะโก้องมาแต่ไกล เพื่อจะให้เสี่ยนจือได้ยิน
เสี่ยนจือเดินมาเรื่อย ๆ จนถึงหน้าประตูค่าย แต่ไม่ต้องเห็นเต็มตาหรอก เพราะชายหนุ่มผู้นี่เพียงเห็นแค่เสี้ยววินาทีเดียว เสี่ยนจือ ก็จำได้แล้ว ยังไม่ทันถึงหน้าประตูค่ายดี เสี่ยนจือก็รีบเดินเร็วแล้วก็ส่งเสียงเรียกขึ้นว่า
“องค์ชายแปด!!? มาได้อย่างไร!!?”
_____