
....ณ เรือนรับรองกลางหุบเขา ที่องค์ชาย 13 จ้าวหานเฟิง สร้างขึ้นไม่ห่างจากบ้านของหลินเซียน กลิ่นธูปหอมคละคลุ้ง แต่อากาศกลับเย็นยะเยือกอย่างประหลาด
ใต้โคมไฟหยกขาวสองข้าง ผู้อาวุโสลัทธิหยินหยางทั้งสองคุกเข่าอยู่ เบื้องหน้าคือร่างองค์ชายนั่นเอง สายตาเขาคมกริบราวกับคมกระบี่แทงทะลุหัวใจ
“ฝ่าบาทได้โปรด…” เสียงสั่นพร่าเอ่ยออกมา “ปล่อยลูกของพวกข้าเถิด ข้าทำตามที่ท่านสั่งทุกประการแล้ว… ต่อให้ต้องสละวิญญาณครึ่งหนึ่ง ข้าก็ยอม!”
จ้าวหานเฟิงปรายตามองลงมา แววตาเต็มไปด้วยเพลิงกราดเกรี้ยว “เจ้าต้องทำให้อาจารย์เราบรรลุหยวนอิงให้ได้ก่อน!”
เสียงสะท้อนก้องไปทั่วห้องราวกับสวรรค์กำลังคำราม
ผู้อาวุโสหยินหน้าซีดเผือด รีบก้มศีรษะจรดพื้น “เป็นไปไม่ได้ฝ่าบาท! รากวิญญาณของเขาต้อยต่ำอย่างที่สุด เพิ่งก้าวถึงแกนปราณขั้นปลายไม่นานนี้เอง ต่อให้ใช้โอสถสวรรค์ก็ยังมีโอกาสไม่ถึงหนึ่งในพัน!”
จ้าวหานเฟิงโกรธ ดวงตาสว่างวาบเหมือนเปลวเพลิงนรก “หนึ่งในพันก็ต้องทำให้ได้!! มิเช่นนั้น…เจ้าจะไม่ได้เห็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้ามีลมหายใจอีกต่อไป!”
เสียงฟาดฝ่ามือดัง ปัง! ลงบนโต๊ะไม้หอม กระแสปราณม้วนคลื่นแตกกระจาย ไฟในโคมสั่นระริก ราวกับสวรรค์เองยังหวาดกลัว
“ผู้ที่รักบุตรจนยอมก้มหัว ย่อมตกเป็นเบี้ยให้ผู้ไร้เมตตาเล่นงาน”
"วันนี้ เราจะเล่นบทนั้นเอง!"
ใบหน้าของผู้อาวุโสทั้งคู่เต็มไปด้วยเหงื่อเย็น หัวใจสั่นสะท้าน เขารู้ดีว่าหากตัดสินใจผิดเพียงก้าวเดียว ครอบครัวที่เหลืออยู่ก็จะดับสิ้น
“น…นี่มันอะไรกัน!!”
เสียงของหลินเซียน ก้องสะท้อนทั่วเรือนรับรอง ร่างเขาสั่นสะท้านราวกับไม่อาจควบคุมพลังบางอย่างที่พลุ่งพล่านออกมา
แสงสว่างเจิดจ้าระเบิดออกจากร่างเขา เส้นลมปราณที่เคยขุ่นมัวกลับส่องประกายใสราวผลึกหยก เกล็ดละอองน้ำมากมายโผล่พาดผ่านกลางอากาศ
องค์ชายจ้าวหานเฟิงถึงกับหน้าถอดสี เหงื่อไหลซึมตามขมับ “อาจารย์…! ท่าน… เข้ามาได้ยังไง!”
"เจ้าทำไมทำแบบนี้หานเฟิง ปล่อยลูกท่านผู้อาวุโสเดี๋ยวนี้!" หลินเซียนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ผู้อาวุโสหยินหยางทั้งสองเบิกตากว้างพร้อมกัน สีหน้าตกใจยิ่งกว่าเดิม เพราะเขารู้ซึ้งถึงความโหดเหี้ยมเด็ดขาดขององค์ชายดี
“ไม่นะ…ท่านอาจารย์…ที่จริงแล้ว…” องค์ชายพึมพำในใจ ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวปนศรัทธา
"ปล่อยลูกท่านผู้อาวุโส!" หลินเซียนพูดซ้ำอีกครั้ง
"ข...ข้า ไม่ได้! ปล่อยไม่ได้! ข้าไม่อนุญาต!" องค์ชายตาแดงก่ำ มีน้ำตาซึมออกมาเล็กน้อย มือกำหมัดสั่น
หลินเซียนรีบก้าวเข้าไปโอบกอดองค์ชายไว้แนบอก ดวงตาที่เคยหม่นหมองพลันเปล่งประกายอ่อนโยน ราวแสงจันทร์โอบรับผืนน้ำ
เสียงของเขาดังก้องในหูองค์ชาย แม้นุ่มนวลแต่หนักแน่นประหนึ่งภูผา
“ศิษย์ข้า… เจ้าจงจำไว้ให้มั่น บนโลกนี้เจ้าไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไป ฟ้าดินอาจทอดทิ้งเจ้า ผู้คนนับล้านอาจหันหลังใส่เจ้า…"
"แต่ข้า! ผู้เป็นอาจารย์ จะไม่ปล่อยมือเจ้า ตราบใดที่ข้ายังหายใจอยู่”
คำพูดนั้นดุจดาบแทงทะลุเกราะแข็งที่โอบล้อมหัวใจองค์ชายมานานหลายปี ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวเอ่อล้นด้วยน้ำตา เขากัดฟันแน่น แต่หยาดใสกลับไหลอาบแก้มโดยไม่อาจห้ามได้
“อาจารย์…” เสียงสั่นเครือดังลอดลำคอครั้งแรกในชีวิต องค์ชายก็เป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่งที่ไม่เคยได้รับความอบอุ่นเท่านั้นเอง เขากอดอาจารย์แน่น
เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น หลินเซียนพาองค์ชายเหาะไปเนินเขาพูดคุยกันตามลำพัง
สรุปได้ใจความว่าบัดนี้บ้านเมืองใกล้ล่มสลาย เสด็จพ่อของเขาเป็นแค่หุ่นเชิดของพวกขุนนางกังฉิน ๆ กอบโกยผลประโยชน์ ในขณะที่บ้านเมืองถูกข้าศึกรุกราน
ที่ยันมาได้เกือบปีก็เพราะสำนักเซียนชั้นสูงได้มอบค่ายกลบรรพกาลให้เซียนระดับแกนปราณขั้นปลายหลายสิบคนช่วยกันสร้างขึ้นมาป้องกัน
แต่....ทางฝ่ายศัตรูมีสำนักเซียนเพลิงโลกันต์เข้าร่วมด้วย โดยบรรพจารย์สำนักเป็นเซียนหยวนอิงที่ชำนาญปราณธาตุไฟ สามารถเรียกได้แม้แต่เพลิงนรกซึ่งโหดร้ายมาก เผาไหม้ได้แทบทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ดาบที่ทำจากเหล็กกล้ายังละลายทันที นี่เองทำให้เซียนและทหารมากมายในแคว้นต้องล้มตายลง เพราะไม่มีใครสู้พลังธาตุไฟนั่นได้เลย แม้แต่บรรพาจารย์หยวนอิงสำนักเซียนชั้นสูงก็ยังได้รับบาดเจ็บสาหัส
ปัจจุบันค่ายกลใกล้จะพังแล้ว เค้าลางแห่งความพ่ายแพ้ใกล้เข้ามาแล้ว
ทั้งแคว้นตอนนี้มีเพียงหลินเซียนคนเดียวที่มีพลังปราณธาตุน้ำสูงที่สุดแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถนำไปต่อกรกับเซียนหยวนอิงธาตุไฟคนนั้นได้ ระดับขั้นแกนปราณและหยวนอิงนั้นห่างชั้นกันเกินไป
"เหลือเวลาอีกเท่าไหร่?" หลินเซียนถาม
"ไม่น่าเกิน 3 เดือน" องค์ชายตอบ
หลินเซียนครุ่นคิดอย่างหนัก ผู้อาวุโสหยินหยางพูดไม่ผิดเลย มันไม่เคยมีใครที่พึ่งบรรลุแกนปราณขั้นปลายแล้วทะลุไปหยวนอิงได้ในเวลาแค่นี้มาก่อนในประวัติศาสตร์ ยิ่งรากวิญญาณเซียนที่คุณภาพต่ำอย่างข้า อย่าว่าแต่โอกาสหนึ่งในพันเลย โอกาสหนึ่งในหมื่นยังแทบจะไม่มี
ในแคว้นแห่งนี้ยังมีเซียน หรือสมบัติวิเศษ หรือสถานที่ลับใด ที่จะช่วยข้าได้บ้าง? ...ไม่มีแล้ว ....เป็นไปไม่ได้
หลินเซียนขอเข้าไปค้นข้อมูลที่หอตำราวังหลวง ซึ่งองค์ชายตกลง แล้วหลินเซียนก็รีบขี่กระบี่ไปที่หอตำราวังหลวงกับองค์ชายทันที
.....หอตำราหลวง อยู่กลางวังหลวงสูงตระหง่าน แผ่นหินหยกสลักยันต์โบราณพันปี ส่องประกายเรืองรองราวกับยังมีเทพเซียนสถิตอยู่ภายใน
ภายในหอเงียบสงัด หนังสือโบราณนับหมื่นเล่ม เต็มชั้นหนังสือเต็มไปหมด องค์ชายพาเข้าไปในห้องตำราลับเฉพาะราชวงศ์เท่านั้นที่เข้าได้
หลินเซียนนั่งขัดสมาธิ ณ แท่นบรรพตหินกลางหอ รอบกายโอบล้อมด้วย ตำราลับแห่งจักรวรรดิ์ตั้งแต่สมัยปฐมกษัตริย์ บางเล่มมีอาคมที่ทำให้ตัวอักษรโบราณสีทองร่วงลงจากหน้ากระดาษ ลอยวนเข้าสู่ร่างเขาทีละตัว
องค์ชาย 13 จ้าวหานเฟิง ยืนเฝ้าอยู่ข้างๆ กำหมัดแน่น แววตาเต็มไปด้วยทั้งความกังวลและศรัทธา
"เจอแล้ว!"
หลินเซียนหยิบตำราเล่มหนึ่งขึ้นมาด้วยความระมัดระวังเนื่องจากมันเก่ามาก ๆ
"ขั้นตอนการฝึกเพื่อให้บรรลุหยวนอิง
1.เสริมแก่นปราณให้มั่นคง
2. กระตุ้นการแตกตัวของแก่นปราณ
3. หล่อเลี้ยงทารกวิญญาณ
4. รวมจิต รวมปราณ รวมวิญญาณ
5. ผนึกหยวนอิง"
"แต่ทั้งหมดนี้ใช้เวลารวดเร็วที่สุดคือ 500 ปี!"
ทั้งคู่กลับมาสู่ความสิ้นหวังอีกครั้ง....หลินเซียนและองค์ชายไม่ย้อท้อ พวกเขาพลิกอ่านตำราทุก ๆ เล่ม 7 วัน 7 คืน แทบไม่นอนพักผ่อนกันเลย
เมื่ออ่านทั้งหมดแล้ว เขากับองค์ชายก็มานั่งอยู่ข้างๆกันในท่าเซ็ง ๆ
"มันไม่มีแล้ว มีแค่ตำราเล่มนั้นเล่มเดียว ซึ่งใช้เวลาตั้ง 500 ปี แต่อีกไม่ถึง 3 เดือนแคว้นนี้ก็จะไม่มีเหลืออีกแล้ว"
ที่ผ่านมาไม่เคยมีแกนปราณคนไหนเอาชนะหยวนอิงได้ พลังมันต่างชั้นกันเกินไป
สมมติแกนปราณเรียกน้ำได้ 100 หยวนอิงเรียกไฟได้ถึง 50,000 เยอะกว่าแกนปราณมาก และส่วนมากหยวนอิงพวกนี้มีอายุมายืนยาว พวกเขายังมีสมบัติวิเศษที่มีพลังอำนาจมากคิดตัวไว้อีกหลายชิ้น
"โจทย์ใหญ่เลยทีนี้.....ทำยังไงถึงจะเอาชนะได้??