กลับมาที่โบราณสถานใต้ดิน หยางเฟยยังคงปลดปล่อยพลังออกมาจนสุดขีดจนเวลาผ่านไปถึง 2 ชั่วยาม ร่างของเขาค่อย ๆ ซีดลง จากนั้นเข่าข้างซ้ายก็ทรุดลงไปกับพื้นทันที สติของหยางเฟยกำลังจะดับลง ตาทั้งสองข้างค่อยๆ ปิดลง
“ไอหนูตื่น ไอหนูเ้า้าแก้แค้นมิใช่รึ เ้าจะยอมให้มันจบแบบนี้รึ ลุกขึ้นมา ไอหนู”กิเลนทมิฬเป็ห่วงความปลอดภัยของหยางเฟยทันทีถึงแม้ว่าพลังงานของมันเหือดแห้งเหมือนกันแต่หากมันได้พักสัก สองชั่วยามพลังของมันก็จะกลับมาทันที
“ข้ายังตายไม่ได้ ข้าจะต้องแก้แค้น” ดวงตาของหยางเฟยแดงกล่ำขึ้นมาทันที ถึงแม้ว่าตัวเขาสติจะหายไปแล้วก็ตามแต่จิตใต้สำนึกของเขาบอกกับเขาว่าเขาจะต้องแก้แค้น เขาจะทำลายทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับตระกูลหยาง
ครืนนนนน พลังที่อยู่ในปราณอสูรลุกโชติ่อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ ไม่ใช้พลังที่ออกมาจากปราณของกิเลนทมิฬ เปลวเพลิงที่สว่างไสวกำลังลุกโชติ่ออกมาจากร่างของหยางเฟย เพราะมันคือพลังของปราณอสูรตนที่สาม วิหค์ เนื่องด้วยมันเป็ถึงวิหค์ผู้รักในศักดิ์ศรี การที่มันจำต้องทนเห็นร่างที่มันอาศัยอยู่ต้องคุกเข่ากับอำนาจเพียงกระจ้อยร่อยจึงเป็สิ่งที่มันรับไม่ได้
ว๊ากกก!!! ออร่ามหาศาลกระจายออกมาหยางเฟยทันที แรงกดดันต่างๆหายไปในทันที ร่างกายของหยางเฟยเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้งแต่ครั้งนี้มิได้อยู่ในร่างของครึ่งอสูรกิเลนทมิฬ แต่ร่างกายของเขามีออร่าของสิ่งศักดิ์สิทธิที่หลังนั้นมีปีกที่เสมือนเปลวเพลิง เปลวเพลิงที่สว่างสไวราวกับเป็ไฟที่มาจาก์ ดวงตาของเขาเป็สีแดง ราวกับดูถูกดูแคลนทุกๆสิ่งที่อยู่บนโลกใบนี้
หืม........ ตงฟางเก้อหลาน ต้องขมวดคิ้วทันทีเนื่องจากสามารถรับรู้ได้ถึงพลังศักสิทธิ์ที่แผ่ออกมาจากตัวของหยางเฟย
“นอกจากจะมีปราณอสูรกิเลนทมิฬแล้ว นี่....เขายังมีปราณอสูรวิหค์อีกรึนี่ มันเป็ไปได้ด้วยรึที่ร่างของมนุษย์จะมีอสูรศักสิทธิ์ ถึงสองตนมันไม่น่าจะเป็ไปได้นี่ แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่สามารถควบคุมปราณอสูรตนนี้ได้สินะ” จิติญญาของตงฟางเก้อหลานนั้นยังคงพึมพำอยู่ ก่อนที่จะคิดอะไรบางอย่างและลอยมาอยู่ด้านหน้าของหยางเฟยในร่างวิหค์
“เป็แค่ ิญญาชั้นต่ำแต่กล้ามายืนต่อหน้าข้าเช่นนี้รึ” ดวงตาสีแดงกล่ำมองไปยังจิติญญาของตงฟางเก้อหลานด้วยโทสะอันรุนแรง
“ถูกต้องในตอนนี้ข้าเป็เพียงจิติญญาชั้นต่ำ แต่เ้าในสภาพนี้ก็มิอาจต่อกรกับข้าได้หรอกนะ เ้าวิหค” ตงฟางเก้อหลานพูดน้ำเสียงโทนต่ำ เพราะหลังจากได้ยินคำว่าิญญาชั้นต่ำเขาก็หงุดหงุดขึ้นมาเพราะในอดีตตัวเขานั้นเป็ถึงแม่ทัพแนวหน้าของกองกำลังมนุษย์ในการบุกสู้กับเหล่าปีศาจและจอมมารซึ่งสังหารจอมมารระดับสูงไปกว่ายี่สิบตัวการได้ยินว่าตัวเองเป็แค่ิญญาชั้นต่ำก็หงุดหงิดเล็กน้อย แต่ก็ต้องพยายามข่มโทสะนั้นเอาไว้
“โฮกกกก!!!” เสียงคำรามของหยางเฟยดังลั่นภายใต้ โบราณสถานใต้ดิน วิหค์โกรธมากเมื่อได้ยินดังนั้นมันควบคุมร่างหยางเฟยพุ่งเข้าไปโจมตีตงฟางเกอหลานทันที
ฮึ่ม! ตงฟางเก้อหลานแค่นเสียงเล็กน้อยก่อนที่จะเรียกอาวุธที่ติดอยู่กับศพของตนออกมา พร้อมกับพุ่งไปเผชิญกับวิหค์ในร่างของหยางเฟยทันที
เพลิง์วิหค ขั้นที่ หนึ่ง เพลิง์มอดไหม้ !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
เพลิงสีสว่างสดสดพุ่งออกมาจากตัวของหยางเฟยทันทีและพุ่งเข้าไปโจมตีตงฟางเก้อหลานแม้ว่าจะดูเหมือนเพลิงปกติทั่วๆไป แต่พลังของมันที่ปล่อยออกมาช่างรุนแรงราวกับว่าเป็ต้นกำเนิดของเปลวเพลิงทั้งหมดและพร้อมที่จะเผาทุกอย่างที่ขวางหน้า
“กระบี่ภูติอุดร ขั้นที่ห้า หมื่นฟ้าทลาย์” กระบี่จำนวนนับหมื่นถูกปล่อยออกมาจากกระบี่ของตงฟางเก้อหลานทันทีและพุ่งเข้าไปหาเพลิง์วิหค
ตูมมมม!!! พลังงานของทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรง จนพลังทำให้เกิดกลุ่มควันจำนวนมากคลุกฟุ้งไปทั่วบริเวณ จนไม่สามารถมองเห็นผลการปะทะครั้งแรกของทั้งสองได้
แฮ่กๆ ** เสียงหอบอย่างรุนแรงเนื่องจากวิ่งมาด้วยระยะไกล เสียงนั้นไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็ซูหนิงนางเป็คนแรกที่มาถึงสถานที่แห่งนี้เพราะนางอยากรู้ทักษะของหยางเฟยมากที่สุด แต่เมื่อนางมาถึงนางก็ต้องแปลกใจเพราะที่ๆนางมาพบเพียงหมู่บ้านร้างแต่เพียงเท่านั้น ทั้งๆที่แรงกดดันแปลกๆและพลังของหยางเฟยน่าจะอยู่ที่นี่ นางแปลกใจมากและรีบสำรวจรอบๆทันที
หลังจากที่ควันและฟุ่นหายไปก็ต้องพบกับ ดาบของตงฟางเก้อหลานนั้นกำลังปะทะกับดาบของวิหค์ในร่างของหยางเฟยที่ถูกสร้างขึ้นจากปราณเพลิง์ก่อนที่ทั้งสองจะผลักออกจากกัน
“ไม่เลวๆ เ้าจิติญญาแต่มันยังไม่จบหรอกนะ”วิหคสวรค์กระพือปีกอย่างองค์อาจและยิ้มอย่างมีความสุข เพราะ มันกำลังสนุก
“ฮ่าๆ สนุกไม่เลวข้าตงฟางเก้อหลานหลังจากสิ้นขัยไปแล้วก็ ไม่ได้ สนุกเช่นนี้มานานแล้ว มาต่อกันเถอะ ”ตงฟางเก้อหลานกุมกระบี่ไว้อย่างแน่หนาก่อนที่จะพุ่งออกไปอีกครั้งวิหค์เมื่อเห็นเช่นนั้นก็พุ่งไปอีกเช่นกัน
กระบี่ภูติอุดร ขั้นที่เก้า เทพกระบี่กำราบั !!!!!!!!! ร่างของตงฟางเก้อหลานเปลี่ยนไปทันทีเขามิได้อยู่ในร่างของจิติญญาของมนุษย์แต่อยู่ในร่างของจิติญญาของเทพกระบี่ออร่าอันสง่างามถูกปล่อยออกมาพร้อมกับฟาดตรงไปที่วิหค์
เพลิง์วิหค ขั้นที่ห้า เพลิงเทพลงทัณฑ์ !!!!!!! เพลิงสีแดงสดถูกปล่อยออกมาและรวมตัวกันจนเป็กระบี่เพลิงขนาดั์และพุ่งตรงไปหาตงฟางเก้อหลาน
พลังทั้งสองเข้าปะทะกันทันที ตูม!!! ตงฟางเก้อหลานถอยร่นออกไปทันทีถึงสามก้าว
ในทางตรงกันข้ามวิหค์ถอยออกไปถึงสิบก้าว
“ชิ ร่างกายไอเด็กนี่ยังอ่อนแอนัก มิเช่นนั้นข้าคงมิต้องถอยมากเช่นนี้” วิหคเพลิง์ดูไม่ค่อยสบอารมณ์สักเท่าไรเพราะมันใช้พลังได้ไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์เนื่องจากข้อจำกัดทางร่างกายของหยางเฟย
“เห้ ดูเ้าจะรู้สึกไม่ดีน่ะ ฮ่าๆ” ตงฟางเก้อหลานมองไปทางวิหค์และขำเล็กน้อย
“มันจะเป็เช่นนั้นแน่รึ” วิหค์โกรธอย่างเห็นได้ชัดมันเพิ่มพลังปราณจนมาถึงขีดสุด จนทำให้โบราณสถานเริ่มสั่นะเื ราวกับว่าเกิดแผ่นดืนไหวอย่างรุนแรงถึงแปดริกเตอร์ อักขระรอบๆโบราณสถานเริ่มเกิดรอยร้าวทันที
“ซวยละ ดูเหมือนข้าจะหยอกมันแรงไปนิด หากเป็แบบนี้ไปอีกสักระยะ มีหวังพลังงานที่ข้าคลุมไว้พังแน่ๆ และอาจจะทำให้ภายนอกได้รับความเดือดร้อน ดูเหมือนต้องใช้วิธีนี้ จริงๆสินะ” ตงฟางเก้อหลานพุ่งออกไปพร้อมกับกระบี่คู่ใจของเขาและเร่งพลังสุดท้ายที่มีอยู่ภายในจิติญญา
เพลิง์วิหค ขั้นที่เจ็ด เพลิงดาราวิหค !!!!!! เพลิงสีฟ้าจำนวนมากพลันปรากฎออกมาจากหยางเฟย เป็เพลิงที่ทำลายกฎของไฟทั้งหมดทันที เพราะมันหาซึ่งได้มีความร้อนไม่ เพลิงสีฟ้านั้นมีไอเย็นที่แผ่ออกมาจำนวนมาก เพลิงที่เย็นจนอากาศรอบข้างเย็นจนแทบจะกลายเป็น้ำแข็ง
“ทางนี้ก็ไม่เกรงใจบ้างละนะ เหล่าจิติญญากองทัพของข้าจงนำพลังของพวกเ้ามาให้กับข้า” ตงฟางเก้อหลางพูดขณะที่แกว่งกระบี่ในมือเพื่อเตรียมที่จะใช้ทักษะที่แรงที่สุดของเขา
“ขอรับท่านตงฟาง” เหล่าบรรพชนที่อยู่ที่นี่ต่างกลายเป็แสงสีเหลืองขาวพุ่งเข้ามาหากระบี่ที่อยู่ในมือตงฟางเก้อหลาน
“จงรับนี่ไป ทักษะที่แรงที่สุดของข้า เทพกระบี่พิชิต์ขั้นสุดท้าย เพลงกระบี่สังหารราชันย์” ปราณกระบี่จำนวนหนึ่งแสนเล่มถูกก่อขึ้นมาและพุ่งออกไปหาวิหค์ แรงกดดันจำนวนมหาศาลถูกปล่อยออกมากจากกระบี่ของตงฟางเก้อหลาน
พลังมหาศาลของทั้งสองเริ่มทวีความรุนแรงจนทำให้รอยร้าวของเกราะป้องกันของโบราณสถานกำลังจะแตกสลาย
ขณะเดียวกัน ด้านนอกโบราณสถานใต้ดิน
“หงเย่ หงหลี่ ข้าััได้ถึงพลังมหาศาล และแรงกดดันจำนวนมากถูกปล่อยออกมา รีบไปสำรวจที่นั่นเถอะ” หงเจียงกล่าวกับหงเย่และหงหลี่ ทั้งสองคนเป็มือขวาของหงเจียงที่ถูกพามาเพื่อตรวจสอบตามที่ท่านจ้าวประมุขสั่งการ
“แต่แรงกดดันนี่มิใช่ย่อยๆเลยนะขอรับ ท่านหงเจียง ข้าเกรงว่าเราคงมิอาจเข้าไปใกล้มากกว่านี้นะขอรับ” หงเย่และหงหลี่เริ่มมีอาการเหงื่อแตกแรงกดดันนี้ แต่สำหรับหงเจียงเขายังไม่รู้สึกมากมายนัก
“อืม.....เช่นนั้นเ้าจงออกไปสำรวจโดยรอบบริเวณนี้ ข้าจักเข้าไปสำรวจเอง” หงเจียงออกคำสั่งเสร็จก็พุ่งออกไปในทันที
“หืม...แรงกดดันนี้....ต้องเป็ระดับของเซียน์แน่นอนแต่เหตุใดจึงมาสู้กันในอาณาจักรของข้า.......เื่นั้นช่างมันก่อนหากซูหนิงอยู่ใกล้ๆ คงทนแรงกดดันนี่ไม่ได้แน่ๆคงต้องรีบแล้ว” ประมุขเมืองฟ้าครามหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยอีกครั้ง เขากำลังออกตามหาซูหนิง
“หงเย่ เมื่อกี้มันท่านประมุขมิใช่รึ” หงเจียงหันไปพูดคุยกับหงเย่ที่มองเห็นประมุขเมืองฟ้าครามได้จากระยะไกล
“เหตุใดท่านประมุขถึงได้ออกมาเองกันนะ หรือว่าองค์หญิงซูหนิงจะอยู่บริเวณนี้ ” หงเย่คิดอยู่อยู่ก่อนที่จะวิเคราะห์เื่ต่างและมองไปทางพลังงานมหาศาล
อ้าห์!!!!!
เสียงร้องครวญครางดังออกมา ณ กลางหมู่บ้านร้าง เสียงนั้นบ่งบอกได้ถึงความทรมานที่ได้รับจากแรงกดดันที่เล็ดรอดออกมา ร่างกายที่ขาวบริสุทธิ์ กลับเปื้อนไปด้วยเืนางไม่สามารถทนรับแรงกดดันจำนวนมหาศาลได้
“เสียงนั้นมัน องค์หญิงนี่......แย่แล้ว” หงเจียงที่ได้ยินเสียงอยู่ไม่ไกลรีบตรงมาทันทีพร้อมกับโยนของสิ่งหนึ่งออกจากแหวนมิติของเขา เจดีย์ขนาดเล็กถูกปล่อยออกมาวางเหนือหัวของซูหนิง
“เจดีย์ราชันย์คุ้มกายา ของสิ่งนี้.....ท่านอาเจียง” ซูหนิงรับรู้ดีถึงพลังที่คุ้มกายของนาง เพราะนางเคยเห็นมันมาครั้งหนึ่งตอนที่นางอยู่ในวังของประมุขเพราะนางคือองค์หญิงแห่งเมืองฟ้าครามบุตรสาวคนเดียวของซูชีิประมุขเมืองฟ้าคราม
“หลานหนิง เ้ารีบออกไปที่นี่เถิด ข้าได้รับคำสั่งจากท่านประมุขให้มาสำรวจที่นี่ เพื่อตรวจสอบภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้กับอณาจักรของเรา ด้วยพลังของเจดีย์ราชันย์คุ้มกายจะทำให้ท่านปลอดภัย เพราะมันเป็ถึงสมบัติระดับราชันย์” หงเจียงพูดกับซูหนิงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและเป็มิตร
“ค่ะ ท่านอา แต่ท่านอาต้องสัญญากับข้าก่อนหากท่านพบมนุษย์ที่สามารถจำแลงกายเป็กิเลนอสูรในตำนาน ท่านต้องเล่าให้ข้าฟัง” ซูหนิงยังไม่ลดละถึงการอยากรู้อยากเห็น( เห้อ ช่างเป็นางเอกที่สอดรู้สอดเห็นยิ่งนัก คิดถูกมั้ยเนี่ยที่วางนิสัยนางเป็แบบนี้ ขอบ่นหน่อยเถอะ แต่ก็ได้ต้นแบบนิสัยนี้มาจากแม่หญิงการะเกดละน่ะ)
“อสูรกิเลนในตำนาน.......หลานหนิง นี่เ้าพบเจอสิ่งนั้นรึ” หงเจียงใมากเมื่อรู้เช่นนั้นเขาถามซูหนิงเพื่อยืนยันอีกครั้ง
ตู้มม..... ซูหนิงยังไม่ท่านได้พูดอะไร พื้นดินที่พวกเขายืนอยู่ค่อยๆพังทลายลงทันทีและภาพที่ทั้งสองเห็นอยู่ตรงหน้าก็ต้องใสุดขีดเพราะภาพที่เห็นคือเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีปีกอยู่ด้านหลังสภาพของปีกนั้นขาดไปหนึ่งข้าง เืไหลออกมาจำนวนมากอีกด้านหนึ่งก็เป็จิติญญาที่แข็งแกร่งสามารถบ่งบอกได้ว่าเมื่อครั้งยังมีชีวิตจะต้องเป็คนที่มีชื่อเสียงอย่างแน่นอน
“นั่นมันหนิงเออร์ ฟู่........ค่อยยังชั่วดูเหมือนข้าคงไม่ต้องเป็ห่วงแล้วสินะ” ซูชีิพุ่งตรงไปหาซูหนิงทันที
“คาราวะท่านประมุข..........” หงเจียงเมื่อเห็นประมุขจึงทำความเคารพทันที
“ไม่ต้องมีพิธีรีตอง เหตุการณ์ตอนนี้สำคัญกว่า หงเจียงพาลูกสาวข้ากลับไปที่เมืองฟ้าคราม ตรงนี้ข้าจัดการเอง” ซูชีิหันไปพูดกับหงเจียงก่อนที่จะลอยขึ้นไปเหนือฟ้า
“ขอรับท่านประมุข องค์หญิงไปกันเถอะ” หงเจียงกำลังจะพาซูหนิงไปขณะนั้นเองอยู่ทั้งสองก็ไม่สามารถขยับไปไหนได้ เจดีย์ราชันย์คุ้มกายเริ่มมีปฏิกิริยามันสั่นอย่างรุนแรงราวกับกลัวพลังงานบางอย่าง
“ไม่ดีแน่ แบบนี้” จิติญญาตงฟางเก้อหลานขมวดคิ้วทันทีเนื่องจากพลังงานลึกลับบางอย่างถูกปล่อยออกมาจากร่างของหยางเฟย ปีกที่เคยขาดไปหนึ่งข้างกลับฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว ออร่าพลังมหาศาลถูกปล่อยออกมาจำนวนมากจนทำให้ประมุขเมืองฟ้าครามถอยออกไปหนึ่งก้าว ท้องฟ้ามีเมฆดำปกคลุมไปทั่วเหล่าอสูรต่างพากันหลบหนี พลังงานลึกลับค่อยๆแผ่กระจายออกไป ต้นไม้รอบถูกเพลิงสีขาวเผาวอดไม่เหลือแม้แต่ซากราวกับว่ามันเผาได้ทุกสิ่งแม้กระทั่ง์