นับั้แ่สืบเท้าก้าวแรกออกจากบริเวณที่พักแรมริมลำธาร จนบัดนี้ ที่ดวงตะวันเคลื่อนมาทำมุมเก้าสิบองศาพอดิบพอดี ทว่าบรรยากาศรอบข้างกลับไม่มีสิ่งใดแตกต่างจากเดิม ทุกทิศทางยังคงปกคลุมด้วยต้นไผ่น้อยใหญ่ เรียงรายเป็ทิวแถวสุดลูกหูลูกตา บางต้นเขียวขจี แต่ก็มีไม่น้อยเช่นกันที่เริ่มแห้งกรอบ
หนึ่งสิ่งที่ต่างจากเดิมคือจังหวะการหายใจของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่เครื่องแต่งกายไม่เอื้ออำนวยกับการเดินป่าเท่าไรนัก สภาพในยามนี้คล้ายลูกสุนัขตกน้ำก็ไม่ปาน เหงื่อใสชโลมทั่วกายจนเสื้อเชิ้ตผ้าไหมอิตาเลี่ยนเปียกชุ่ม ผมเผ้าที่ถูกจัดแต่งเรียบเนี้ยบกลายเป็กระเซอะกระเซิง
“แฮ่ก…นี่เราเดินมาไกลแค่ไหนแล้ว ข้าว่าหยุดพักสักครู่เถอะ” อเล็กซ์ถามไปหอบไป จนบุรุษในชุดคลุมที่เดินอยู่เคียงข้างอดไม่ได้ที่จะหันมามอง แววตามีความอ่อนใจผสมอยู่หลายส่วน ก่อนกล่าวตอบยิ้ม ๆ
“ข้าจินตนาการไม่ออกจริง ๆ ว่าแคลิฟอร์เนียที่เ้าจากมาเป็สถานที่แบบไหนกัน ต้องสุขสบายเพียงใดนะ เ้าถึงจะเป็จะตายกับการเดินเท้าระยะสิบห้าลี้”
“เ้าพูดถูก ไกลขนาดนี้ไม่มีใครที่เดินเท้าหรอก ทุกคนนั่งรถกันทั้งนั้น…แฮ่ก”
“รถ?” อีกครั้งที่จางเหว่ยเลิกคิ้วสงสัยในคำศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย
“ช่างมันเสียเถอะ เอาเป็ว่าที่ที่ข้าจากมามีวิธีการเดินทางที่สะดวกกว่านี้ก็แล้วกัน” และก็เป็อีกครั้งเช่นกันที่อเล็กซ์เลือกที่จะตัดบทห้วน ๆ เขายังไม่เห็นความจำเป็ที่จะต้องเสียเวลาอธิบายยืดยาว อีกทั้งสำหรับมนุษย์ในโลกที่อาจไม่รู้จักกระทั่งไฟฟ้า การจะให้พวกเขาเข้าใจว่ารถยนต์คืออะไรคงยากไม่ต่างจากสอนสุนัขให้ร้องเพลง
“ข้ามีเื่สงสัยอีกอย่าง”
ทว่า คราวนี้จางเหว่ยไม่ยอมให้ถูกตัดบทโดยง่าย เขายังกระเซ้าถามต่อราวไม่สนใจท่าทีเหนื่อยแทบขาดใจของอีกฝ่าย ส่วนอเล็กซ์ เขาไม่ใช่คนที่จะสะบั้นน้ำใจใครง่าย ๆ อยู่แล้ว ยิ่งเป็สหายใหม่ที่น่าจะพอพึ่งพาอาศัยได้ในโลกที่เขายังมืดแปดด้าน หากไม่น่ารำคาญเกินอัตราจริง ๆ ก็ยินดีที่จะตอบคำถาม
“ว่ามา?”
สดับเช่นนี้ จางเหว่ยฉายแววลิงโลดในแววตาเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเริงร่ายิ่งกว่าเดิม “ที่บ้านเกิดของเ้า กับที่จักรวรรดิเหลียนหยางแห่งนี้ ใช้ภาษาเดียวกันหรืออย่างไร เหตุใดเ้ากับข้าจึงพูดคุยกันเข้าใจไหลลื่น ไม่ติดขัดแม้แต่น้อย”
สำหรับคำถามนี้ อเล็กซ์ไม่ปิดบังแววตาหน่ายใจที่จะอธิบายอีกต่อไป รถยนต์ว่ายากแล้ว เครื่องช่วยสื่อสารควอนตัมอัลกอริทึ่ม เทคโนโลยีสุดซับซ้อนที่ตัวเขาประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาเอง กลับทวีความยากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
“จางเหว่ย ไม่ใช่ว่าข้ามีสิ่งใดปิดบังเ้าหรอกนะ แต่มันการจะอธิบายให้กระจ่างเป็เื่ยากจริงๆ และตอนนี้ข้าก็เหนื่อยใจจะขาดอยู่แล้ว หยุดพักสักครู่เถอะ”
สุดท้าย ชายหนุ่มจึงเลือกที่ตอบอย่างจริงใจที่สุด ก่อนตบท้ายด้วยขอร้องเสียงแ่
ใจหนึ่งก็สงสาร แต่ก็อดขบขันไม่ได้ สดับดังนั้นจางเหว่ยหัวเราะร่วนเล็กน้อย ก่อนกล่าวปลอบใจ
“ข้าเชื่อว่าเ้าเหนื่อยเจียนขาดใจจริง ๆ แต่ภูมิศาสตร์ตรงนี้เกรงว่าจะไม่เหมาะเป็จุดพักเท่าไรนัก อดทนต่ออีกสักนิดเหอะ ถึงจุดพักเมื่อไร เ้าจะต้องนึกขอบคุณข้าแน่”
ว่าแล้วจางเหว่ยก็เร่งฝีเท้าตัวเองนำหน้าอเล็กซ์ออกไป ด้วยรู้ดีว่าอีกฝ่ายน่าจะไม่เลิกโวยวายขอร้องง่าย ๆ เป็แน่
แล้วก็เป็ดั่งเช่นจางเหว่ยว่าไว้จริง ๆ หลังจากที่เดินลัดเลาะไปมาในป่าไผ่ที่คดเคี้ยวปานเขาวงกต กระทั่งเวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามบ่าย บุรุษทั้งสองก็ก้าวพ้นภูมิทัศน์เขียวขจี
วินาทีนั้นราวกับทะลุจากโลกหนึ่งไปอีกโลกหนึ่ง เนื่องจากสิ่งแรกที่ปรากฏในครรลองสายตาอเล็กซ์คือสีฟ้าครามของน้ำทะเลที่ยั่วล้อกับแสงแดดเจิดจ้าส่องสะท้อนประกายระยิบระยับ กว้างใหญ่ไพศาล กับเส้นขอบฟ้าที่สุดปลายตา
ถัดจากห้วงสมุทรคือหาดทรายขาวเนียนที่ทอดตัวคู่ขนานกัน ทว่า ขนาดความกว้างหากเทียบกับหาดมาลิบูที่อเล็กซ์คุ้นเคยถือว่ายังเล็กกว่ามาก และจากจุดที่เขายืนอยู่ การจะก้าวเดินลงไปบนหาดทรายคงเหลือบ่ากว่าแรง เนื่องจากสิ่งที่คั่นอยู่คือหน้าผา คะเนความสูงชันจากสายตาไม่ต่ำกว่ายี่สิบเมตร
หากเบนสายตาจากความงดงามแห่งท้องทะเลมาชำเลืองมองเส้นทางเบื้องหน้า ก็จะพบว่ามันคือทางสัญจรแคบ ๆ ความกว้างไม่เกินสามเมตร ทอดตรงสลับคดเคี้ยว ลัดเลาะไปตามช่องูเา เบื้องซ้ายคือหน้าผาหินตระหง่านสูงขึ้นไปอีกนับหลายสิบเมตร มีพุ่มไม้งอกออกมาตามแง่งหินบ้างประปราย
“อย่างไรบ้าง อึ้งไปเลยใช่ไหม ถึงจะเป็นักยุทธ์พเนจร แต่คำพูดข้าเชื่อถือได้” เห็นสายตาที่ตะลึงงันของอเล็กซ์ จางเหว่ยได้ทียืดอกภูมิใจ
ถึงระหว่างทางที่เดินเท้ามาจะเหนื่อยแทบขาดใจ แต่อเล็กซ์ก็ปฏิเสธความจริงนี้ไม่ลง เขาไม่คาดคิดแม้แต่น้อยว่าในโลกคู่ขนานยุทธภพเซี่ยงชานจะมีทิวทัศน์เช่นนี้อยู่ด้วย แม้ความสวยงามจะยังเป็รองแคลิฟอร์เนียหรือทะเลอันดามันอยู่บ้าง ทว่าเท่านี้ก็เพียงพอที่จะบันดาลให้จิตใจของชายหนุ่มแจ่มใสขึ้นได้
สายลมเย็นผสมกลิ่นเกลือธรรมชาติพัดชโลมร่างสูงโปร่ง ผ่านไปเพียงครู่เดียว เหงื่อกาฬที่ท่วมกายจนเปียกโชกพลันเหือดแห้งหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“เมืองไคชุนเป็เกาะที่แยกตัวออกมาจากแผ่นดินใหญ่จักรวรรดิเหลียนหยาง ตั้งอยู่ทางใต้สุด แม้อากาศจะร้อนแทบคลั่งเกือบตลอดทั้งปี แต่ก็แลกมาด้วยทิวทัศน์ท้องทะเลงดงามเช่นนี้ แง่หนึ่งมันจึงกลายเป็เมืองแห่งการท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของจักรวรรดิ”
ทอดสายตามองเกลียวคลื่นน้อยใหญ่ จางเหว่ยโพล่งอธิบายขึ้นราวกับอ่านความใคร่รู้ในใจของอีกฝ่ายได้ อเล็กซ์พยักหน้ารับทราบ เก็บข้อมูลอันเป็ประโยชน์อีกชุดเข้าคลังสมอง ก่อนที่ฝ่ายเ้าบ้านจะเอ่ยต่อ
“เดินไปอีกครึ่งลี้ก็จะถึงที่แวะพักแล้ว”
“หวังว่าจะเป็เช่นนั้น” เช่นเดียวกับเหงื่อ อาการหอบเหนื่อยของอเล็กซ์ก็หายเป็ปลิดทิ้งเช่นกัน น้ำเสียงคราวนี้จึงสดใสกว่าที่เคย
บทสนทนาจบลงเพียงไม่กี่อึดใจ ขณะที่อเล็กซ์กำลังทอดน่องอย่างสบายอารมณ์ อยู่ ๆ จางเหว่ยก็หันขวับกลับมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พร้อมทำสัญญาณมือสื่อความหมายห้ามส่งเสียง
“เกิดอะไรขึ้น?” อดไม่ได้ที่จะสงสัยกับสถานการณ์ตรงหน้า อเล็กซ์กระซิบถามด้วยเสียงแ่เบา
สีหน้าที่ประทับยิ้มอยู่ตลอดเวลา พลันแปรเปลี่ยนเป็เคร่งเครียด แววตาจริงจังหันมองสลับหน้าทีหลังที จางเหว่ยกล่าวตอบอย่างระแวดระวัง “ห่างออกไปไม่ไกล ข้าััได้ถึงพลังปราณกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวมาทางนี้”
“พลังปราณ?”
ไม่ต่างจากจางเหว่ย คราวนี้เป็อเล็กซ์ที่เลิกคิ้วกับคำศัพท์ที่ไม่คุ้นเคยบ้าง
“ข้าเข้าใจเ้าแล้วว่าการคร้านอธิบายที่เ้ารู้สึกเป็อย่างไร แต่ตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมเท่าไร”
อเล็กซ์พยักหน้าเป็เชิงเข้าใจ จางเหว่ยจึงกล่าวต่อ “เอาเป็ว่าจากรูปแบบพลังปราณกลุ่มนี้ ข้าค่อนข้างมั่นใจว่าจะต้องเป็หน่วยลาดตระเวนย่อยเมืองไคชุน สังกัดกองทัพหลวงเป็แน่”
อเล็กซ์ยังคงขมวดคิ้ว แสดงออกว่าไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
“อย่าเพิ่งสงสัยอะไรตอนนี้เลย เอาเป็ว่าหาที่ซ่อนตัวก่อนดีกว่า”
“เหตุใดต้องซ่อน พวกเราทำผิดประการใด?”
“ถ้าแค่ข้าคนเดียวคงไม่เป็ไร แต่ที่ต้องซ่อนก็เพราะเ้านี่แหละ แต่งตัวผิดแผกจากคนทั่วไป กลิ่นน่าพิรุธน่าสงสัยลอยโชนขนาดนี้ เ้าพวกหน่วยลาดตระเวนคงไม่ปล่อยผ่านไปโดยสะดวกแน่ ถึงเวลานั้นเ้าจะอธิบายพวกมันว่าอย่างไร ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจ และเชื่อเื่ที่เ้าเล่าง่าย ๆ เช่นข้า”
แม้อยู่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน ทั้งยังต้องกระซิบเสียงแ่ แต่จางเหว่ยก็ยังสุขุมเยือกเย็น สามารถอธิบายเื่ราวให้อเล็กซ์เข้าใจได้โดยคร่าว ราวกับว่าเจนจัดในสถานการณ์ชี้เป็ชี้ตายอยู่ไม่น้อย
“ตรงนั้นน่าจะเหมาะที่สุด” ไม่พูดเปล่า จางเหว่ยชี้ไปยังพุ่มไม้ขนาดใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านยื่นออกมาจากแง่งผา สูงเหนือศีรษะพวกเขาขึ้นไปพอสมควร คะเนจากสายตาประมาณแปดเมตร
จางเหว่ยเหลือบเห็นอเล็กซ์ชักสีหน้าลำบากใจ เขาจึงกล่าวต่อ “เคล็ดวิชาพิสดารของเ้า ใช้แต่ละครั้งเสียงดังไกลหลาย่ป่า พวกมันต้องได้ยินแน่ เอาเป็ว่าจับตัวข้าไว้ให้แน่น ๆ ถ้าร่วงหล่นไปตายข้าไม่รับผิดชอบเด็ดขาด”
ด้วยเคยเห็นความปราดเปรียวประหนึ่งวิชาตัวเบาที่เคยอ่านในนิยายกำลังภายในครั้งะโขึ้นยอดต้นไผ่ของจางเหว่ยแล้วครั้งหนึ่ง อเล็กซ์เข้าใจทันทีว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร
เมื่อมั่นใจว่านิ้วทั้งสิบยึดเกาะแขนของจางเหว่ยแน่นแล้ว ทันใดนั้นก็ราวกับแรงโน้มถ่วงหยุดทำงานชั่วคราว ร่างสูงโปร่งสองร่างพุ่งทะยานจากพื้น พริบตาเดียวก็ร่อนลงสู่พุ่มไม้ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ สำหรับอเล็กซ์ นี่คือประสบการณ์แปลกใหม่ ความรู้สึกราวกับะโแทมโบรลีนล่องหน
“เอาล่ะ ข้าอำพรางพลังปราณตัวเองไว้มิดชิดดีแล้ว ต่อให้พวกมันจะเดินผ่านไปข้างล่างก็ไม่มีทางที่จะรู้สึกถึงพวกเราได้” หลับตาและสูดไอลมเข้าปอดเฮือกใหญ่ จางเหว่ยกระซิบกล่าว
“แล้วข้าล่ะ?” อเล็กซ์ยังไม่สิ้นสงสัย ด้วยยังไม่กระจ่างว่าสิ่งที่เรียกว่าพลังปราณคืออะไร และเขาต้องทำเช่นเดียวกับจางเหว่ยหรือไม่
“เ้าไม่ต้องทำอะไร ั้แ่พบหน้าจนบัดนี้ ข้าััพลังปราณในตัวเ้าไม่ได้เลยแม้อนูเดียว คาดว่าบ้านเกิดเ้าคงไม่มีสิ่งที่เรียกว่าพลังปราณกระมัง ฉะนั้นแค่อยู่ให้เงียบที่สุดก็พอ หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนย่อยพลังปราณอยู่ในระดับ ‘นักรบยุทธ์ขั้นกลาง’ ญาณััของเ้าพวกนี้แหลมคมไม่น้อย”
สิ้นคำอธิบายของจางเหว่ย ก็ปรากฏเงาคนกลุ่มหนึ่งเคลื่อนตัวมาทางเส้นทางสัญจนเลียบหน้าผา
ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งเห็นชัดเจนว่าอาคันตุกะมีด้วยกันสิบคน ทั้งหมดล้วนเป็บุรุษร่างกายกำยำ นั่งหลังตรงท่าทางองอาจอยู่บนหลังอาชา เก้าคนด้านหลังสวมชุดคลุมสีเทา สวมทับด้วยเกราะสีน้ำตาลที่สลักลายัทะยานฟ้า สะพายกระบี่แนบเอว
มีเพียงบุรุษที่อยู่ตำแหน่งหน้าสุดเท่านั้นที่ชุดคลุมเป็สีดำ ปักลายจันทร์เสี้ยวสีทองบริเวณอกด้านซ้าย อีกทั้งอาวุธยังผิดแผก เป็ง้าวเล่มใหญ่ ถึงขนาดสามารถใช้ค้ำยันพื้นจากบนหลังม้าได้ ชัดเจนว่าเขาคือผู้บังคับบัญชาของบุรุษอีกเก้าชีวิต
ดูเหมือนว่าผู้มาเยือนจะยังไม่สังเกตเห็นถึงความผิดปกติอันใด พวกเขายังคงเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางด้วยความเร็วคงที่ เสียงเกือกม้ากระทบกับพื้นพสุธาแว่วลอยผสานกับเสียงคลื่นกระทบฝั่ง ล่องลอยตามสายลม
สายตาจับจ้องกลุ่มบุรุษแปลกหน้าที่ดูท่าทีไม่เป็มิตรยิ่ง หัวใจของอเล็กซ์เต้นแรงขึ้นด้วยความตื่นเต้น หากอยู่ในโลกที่คุ้นเคย แม้อยู่ท่ามกลางา อเล็กซ์ก็ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้ ทว่าครั้งนี้แตกต่างออกไป ไม่ใช่เพราะกลัวโดนทหารควบอาชาเ่าั้จัดการ ตรงกันข้าม เขามั่นใจในประสิทธิภาพหุ่นยนต์จักรกลบุกทะลวงของตนว่าคงไม่พ่ายแพ้เป็แน่ แต่เหตุผลคือ เมื่อเหลือบไปเห็นท่าทีที่จากเอ้อระเหยเปลี่ยนเป็สุขุมจริงจังปานพลิกฝ่ามือของจางเหว่ย กอปรกับความไม่กระจ่างแจ้งในสถานการณ์ อเล็กซ์จึงอดไม่ได้ที่จะประหม่าเล็กน้อย
ยิ่งหน่วยลาดตระเวนเคลื่อนพลเข้าใกล้จุดที่พวกเขาซ่อนตัวอยู่ อเล็กซ์ก็ยิ่งลุ้นระทึก ขณะเดียวกันก็พยายามควบคุมลมหายใจให้แ่เบาที่สุด
หนึ่งร้อยเมตร
ห้าสิบเมตร
ยี่สิบห้าเมตร
ในที่สุดหน่วยลาดตระเวนก็มาอยู่ใต้จุดที่ทั้งคู่ซ่อนตัวพอดิบพอดี และกำลังจะเคลื่อนพลผ่านเลยไป เหมือนทุกอย่างกำลังจะจบลงอย่างราบรื่น ทว่าทันใดนั้นเอง
ติ้ด!
เสียงสัญญาณแหลมหู คล้ายแจ้งเตือนบางอย่างก็ดังออกมาจากแคปซูลจักรกลที่อยู่ในมืออเล็กซ์ แม้เสียงคลื่นกระทบฝั่งจะช่วยอำพรางได้หลายส่วน แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เพียงพอ อาชาทั้งสิบตัวพลันหยุดฝีเท้าโดยพร้อมเพรียง เช่นเดียวกับจางเหว่ยที่หันขวับมามอง ถลึงตากว้าง
‘ซวยแล้ว! สัญญาณเตือนแบตเตอรี่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์จะมาดังอะไรตอนนี้’ อเล็กซ์โวยวายในใจ วินาทีนั้นสิ่งที่เขาอยากทำที่สุดคือเขกกะโหลกตัวเองแรง ๆ สักครั้ง