[อ้อแอ้อู้โอ้ว!] พ่อของข้าคือผู้กล้าอันดับหนึ่ง!

    บทที่ 8 เมย์ ผู้กล้านักพยากรณ์


    error loaded
    “สวัสดี เพตรา ปล่อยให้ข้ารออยู่นานเสียเหลือเกิน” หญิงร่างเล็กนอนอยู่บนเตียง เจ้าของเรือนผมและดวงตาสีน้ำตาลเข้มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใสผู้ที่อยู่ตรงหน้าฉันก็คือ เมย์ ผู้นำนิกายดวงตาดาราเวียนว่าย หนึ่งในเจ็ดผู้กล้าที่ร่วมกันช่วยปราบจอมมารเช่นเดียวกันแม้ว่าเธอจะทำสีหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ตัวฉันก็สังเกตเห็นว่าใบหน้าและร่างกายที่เคยผุดผ่องกลับดูซูบลงไปเธอดูผอมมากกว่าวันแรกที่เธอเดินทางมาหาฉันที่นี่ และเลือกพำนักในอาศรมพยากรณ์แห่งนครเวริส แม้ฉันจะเคยออกปากเชิญมายังปราสาทก็ตาม...error loaded
    “เมย์ เกิดอะไรขึ้น? ได้ยินว่าเจ้ามีเรื่องด่วน เรื่องอะไรหรือ?”“อืม เรื่องไหนก่อนดีนะ เรื่องที่อยากเห็นหน้าเจ้า หรือเรื่องอยากผูกเปียมัดผมสวยสีแดงของเจ้าดี อืม...นั่งก่อนๆ ดื่มน้ำอุ่นๆก่อน” เมย์พูดทีเล่นทีจริง เหมือนนิสัยขี้เล่นของเจ้าตัว ก่อนหยิบชุดเครื่องดื่ม ซึ่งไม่รู้ว่าซ่อนจากหลังหมอนได้อย่างไรออกมา“ฮี่ เช่นนั้นเอาเรื่องของส่วนตัวข้าก่อนดีกว่า”เธอพูดต่อพร้อมยิ้มนิดหน่อย หลังข้ารับเครื่องดื่มเอาไว้ในมือตัวเองแล้ว“ได้ซิ ว่ามาได้เลย”เมื่อฉันตอบ ดวงตาน้ำตาลเข้มก็จ้องหน้านิ่งๆ และในขณะที่กำลังดื่มน้ำอยู่ เมย์ก็ให้คำตอบ“ข้า...กำลังจะตาย” “พรูดดด” คำพูดราบเรียบของนาง ทำให้ข้าสำลักน้ำที่เพิ่งดื่มออกมาทั้งปากกับจมูก ฉับพลันเสียงหัวเราะคิกคักดังลั่นออกมาจากร่างบนเตียง“ว้าว ผู้กล้าสาวสวยของเรา หลุดมาดเข้มออกมาแล้ว ไหนขอดูให้เต็มตาหน่อยซิ ฮี่ฮี่”ร่างเล็กในชุดนักบวชสีฟ้าปรบมือรัวบนเตียงด้วยความสะใจ“เมย์ --แค่ก—เจ้าหมายความว่า-แค่ก--อะไรกัน? อย่าล้อข้าเล่นนะ!” "โธ่! เพื่อนสาวคนดี หนุ่มที่ไหนมาเห็นเจ้าตอนนี้ จะขอแต่งงานกับเจ้าไหมนะ""เกี่ยวอะไรกับการแต่งงานย่ะ!"ตอบพลางเช็ดหน้าเช็ดตาตัวเอง"เจ้าอย่าเอาเรื่องความเป็นความตายมาล้อเล่นซิ!"“ก็ได้ ต่อไปข้าจะไม่ล้อเจ้าเล่นแล้ว ข้าสัญญา”นางพูดแล้วกำมือทุบอก“เจ้าเคยสัญญาแบบนี้แล้วเมย์ สมัยที่อยู่ในกลุ่มกับทุกคน แต่เจ้าก็ยังแกล้งพวกเราอยู่ดี” เมย์เป็นนักบวชที่มีความสามารถมองเห็นอนาคตที่เก่งกาจมาก ...บางครั้งเหมือนกับว่าเธอรู้เรื่องราวอยู่ก่อนแล้ว ส่งผลให้เธอชอบแกล้งทุกคนเสมอทั้งตอนรักษาบาดแผลให้กาลิค ทั้งทำหน้าพิลึกใส่ข้า เหมือนไปโผล่ทุกที่ก่อนเราจะเดินไปถึง…เธอมักให้เหตุผลว่าเป็นความสนุกสนาน ที่เทพเจ้าอันเป็นที่รักมอบให้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่แย่มาก…“ครั้งนี้ขอสัญญา...สาบานต่อทวยเทพเลย”เมย์ตอบน้ำเสียงราบเรียบ ไม่รู้ว่าครั้งนี้เธอพูดจริงหรือเปล่า“ให้ตายซิ”นักพยากรณ์กล่าวต่อ“แต่ก็นะ นอกจากเจ้ากับอาซือแล้ว แกล้งใครก็ไม่สนุกเท่า ฮี่ฮี่ ยิ่งรายหลังนี้ซื่อสุด!” "ไม่ต้องพูดถึงเขาเลย" ฉันหันหน้าไปอีกทางด้วยความหัวเสียเมย์ทำเสียงยียวนถามทันที“อะไรจ๊ะ? สาวน้อยเจ้ายังโกรธอาซืออยู่อีกเหรอ?”นอกจากพยากรณ์ นางยังอ่านใจข้าได้ด้วยหรือเนี่ย?“เปล่า ข้าไม่ได้นึกถึงเขา ไม่ได้โกรธเขาด้วย”“ปากเจ้ามันไม่ตรงกับใจเพตรา หลอกพี่ไม่ได้หรอกน้อง กับข้าซือหลินเหมือนเพื่อนสมัยเด็ก ส่วนเจ้าก็เหมือนน้องสาวแท้ๆ...เวลาพวกเจ้าอยู่ด้วยกัน มันเหมือนคู่พ่อแง่แม่งอน สำหรับข้า...มันดูน่ารักดีนะ”“พอที ข้าไม่อยากพูดถึงเรื่องเขา!”เจ้าคนที่เมื่อสงครามจบลง ก็หายตัวไปเลยไม่ติดต่อมา ไม่รู้ข่าวคราวว่าเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง ไม่มีจดหมายเขียนมาหาสักฉบับ…พอนึกถึงก็มีแต่เรื่องน่าโมโห ช่างน่าโมโห ...น่าโมโหนัก!ทั้งที่พวกเราก็ร่วมผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันแท้ๆระหว่างที่นึกอยู่เช่นนั้น ก็มีสายตาแปลกๆ พร้อมรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย ประหนึ่งแมวเจ้าเล่ห์ออกมาจากเตียง“อัยหยะ! แก้มป่องเชียว เป็นสาวเป็นนางวัยออกเรือน ก็ควรจะพูดถึงคนที่เหมาะสมได้แล้วนี่เนอะ”เมย์พูดขึ้น“หา!? พูดถึงซือหลินแล้ววกกลับมาเรื่องแต่งงานทำไมกัน! เมย์! เจ้าจะสื่ออะไร”ฉันพูดด้วยใบหน้าร้อนผ่าว ถึงอายุตอนนี้จะยี่สิบสี่และถูกท่านพ่อพูดถึงเรื่องนี้อยู่ก็ตามเถอะแต่ก็ไม่มีใครที่ชอบ...หรอกนะ“ใจเย็นเพื่อนสาว! ข้าแค่เปรยลอยๆ เจ้าจับมาเชื่อมโยงกันเอาเองนะสาวน้อยเพตรา”“อึก อุ…”ตอบโต้อะไรไม่ได้เลย...นี่แหละ เมย์ ผู้กล้าพยากรณ์จอมขี้แกล้ง...“ช่างน่ารักเสียจริง ผู้กล้ากับความรัก แต่กับอาซือเนี่ยคง...”“พอที! เจ้าบอกว่ามีเรื่องด่วนไม่ใช่เหรอ บอกข้าทีว่าเรื่องอะไร”ฉันพูดห้ามทัพ ตัดประเด็นของอีกฝ่ายก่อนทันทีเมย์หยักไหล่ก่อนพูด“ถ้าลดเรื่องหยุมหยิมลงไปบ้าง ชีวิตเจ้าจะมีความสุขขึ้นนะ”“เมื่อครู่เจ้าจะออกไปกำจัดปีศาจมา อย่างนั้นหรือ?”สาวนักพยากรณ์ซักถาม“เป็นสัตว์อสูรคล้ายหนอน มันฝ่ายันต์ปิดผนึกของเจ้าเข้ามาในไร่เกษตรกร ดีที่มันดูอ่อนแอ่ ไม่ได้ร้ายกาจอะไร แต่ว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมพวกมันเข้ามาได้ล่ะ...”นักบวชนิ่งไม่โต้ตอบ มาถึงตรงนี้ ข้าก็เข้าใจ… ว่าการป่วยของเมย์ต้องเป็นสาเหตุหลักแน่นักบวชหญิงผู้นิ่งไปชั่วขณะก็เอ่ยปากพูด…“มันคือเค้าลาง... ดูเหมือนสิ่งที่ข้าเห็น ภาพในนิมิตกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว”“กำลังจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นอย่างนั้นเหรอ?” ฉันถามด้วยความอยากรู้ ก่อนที่จะเดินเข้าไปตรงเตียง และนั่งคุกเข่าข้างเมย์ที่นอนอยู่“มีเรื่องอะไร ที่นอกจากการมาขอรักษาตัวของเจ้าในเวริส ที่ข้าไม่รู้อีกหรือเปล่า”''..."ความเงียบคือคำตอบของนักบวช“อีกแล้วหรือ มันเป็นเรื่องที่ข้ายังไม่ถึงเวลาที่จะต้องรู้ เป็นเรื่องนิมิตของเจ้าใช่ไหม?”ฉันรู้สึกไม่ชอบนิมิตของเทพเจ้าแม้แต่น้อย… ในสมัยตอนที่ออกสนามรบ ถ้าใช้พลังนี้ได้ล่ะก็อาจจะช่วยชีวิตคนได้มากมายแท้ๆซึ่งเมย์ มักให้คำตอบว่าเทพเจ้า เป็นผู้กำหนดว่าจะบอกหรือไม่บอกเรื่องใด ..เป็นเทพเจ้าที่ไร้เหตุผลและเอาแต่ใจยิ่งนัก มันทำให้ฉันรู้สึกหงุดหงิดที่ไม่รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น“ถูกต้อง ถ้าข้าบอกนิมิตของข้าตอนนี้ มันจะเปลี่ยนอนาคตได้ อีกไม่นานเจ้าก็จะรู้”“บอกข้าไม่ได้เชียวหรือ ว่าเป็นลางดีหรือร้าย อย่างน้อยมันก็น่าจะทำให้เรา แก้ไขสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้นะ”“เค้าลาง ไม่มีดีหรือร้ายหรอก ส่วนเรื่องยันต์ผนึกปีศาจ มันเสื่อมไปตามพลังของข้า เป็นความผิดของข้าเอง”“พลังของเจ้า?...มันเสื่อมลง?” เมื่อยินคำพูดนี้ ฉันก็มั่นใจว่าการป่วยทรุดหนักลงจริงๆ“ข้าจะไปตามหมอ”แต่ทว่าเมย์รั้งแขนฉันเอาไว้แน่น“เพตราคนดี ตรงหน้าของเจ้าไง ข้าเป็นหมอนะ ข้ารู้อาการตัวเองดี…”“...อาจจะมีวิธีอื่นที่สามารถรักษาได้”ฉันแย้ง"เจ้าบอกข้าว่าจะมาหาวิธีรักษาตัวไม่ใช่หรือ?"“ตำราการแพทย์ทุกเล่มในศวาติ ข้าศึกษาจนแตกฉานหมดแล้ว ตั้งแต่ก่อนสงครามมนุษย์กับจอมมารจะเริ่มเสียอีก มันรักษาโรคที่ข้าเป็นมาตั้งแต่เกิดไม่ได้หรอกนะ ข้ามาที่นี่เพราะอยากเจอเจ้าตั้งหาก...”เมย์อธิบาย ซึ่งข้าทราบดีว่าน้อยคนนักในจักรวรรดิศวาติจะมีความสามารถเทียบเท่าเมย์ แต่กลับไม่ทันเฉลียวใจถึงเหตุผลแท้จริงของนาง ที่มาขออยู่ที่นี่ ในนครวาริส ในบ้านเกิดข้า...ต้องเป็นเรื่องนิมิตของเธอ...เพราะนางเป็นพวกพ้อง จึงไม่ทันเฉลียวใจอะไร...เมื่อคิดแบบนั้น ฉันก็รู้สึกเจ็บใจตัวเองในทันที“ข้าจะไปหาท่านพ่อ...หรือกลุ่มแพทย์ประจำตัว อย่างน้อยน่าจะมีวิธีรักษาเจ้าได้”“เจ้าจะทิ้งข้าไปหาท่านเจ้าครองนคร โดยให้ข้าอยู่ที่นี่ เพียงลำพังคนเดียวในวาระสุดท้ายอย่างนั้นเหรอ?”ช่างฟังแล้วเป็นคำพูดที่เจ็บปวดเหลือเกิน ฉันไม่อาจจะปฏิเสธได้ฉันจึงกลับมานั่งคุกเข่าข้างๆ“เจ้าเหลือเวลาเท่าไหร่?”ถามด้วยเสียงสั่นเครือ ซึ่งพยายามสะกดอารมณ์เจ็บปวดเอาไว้“ในนิมิต ข้าไม่เคยเห็นตัวเองออกไปเกินกว่าราตรีคืนนี้...”ฉันกัดฟันก่อนตวาดเสียงดัง“ทำไมเจ้าไม่บอกให้ข้ารู้ตั้งแต่แรก!?”ถ้ารู้เสียก่อน อาจจะช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ได้ถ้ารู้ก่อน ก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้!"มันเป็นชะตากำหนดไว้แล้ว"เมย์พูดพลางลูบหัวของฉัน“ถ้าข้าบอกคนอื่น มันอาจจะเปลี่ยนอนาคตที่ข้ามองเห็นได้”“มีอนาคตอะไรที่สำคัญกว่าชีวิตของตัวเองด้วยเหรอ?”“มีสิ มันเป็นอนาคตที่มีสันติและความสงบสุขยังไงล่ะ เป็นอนาคตของเอซิเรีย เพื่อคนรุ่นหลัง เพื่อพวกเราทุกคน เพื่อตัวเจ้าด้วยนะ...เพตรา”น้ำเสียงของเมย์เมื่อพูด ราวกับการวาดความฝันเด็กๆ บนอากาศที่ไม่อาจเป็นจริงกระนั้นฉันก็รับฟังสิ่งที่นางพูดอย่างตั้งใจ“ถึงอย่างนั้นข้าก็ไม่เข้าใจ ทำไมเจ้าต้องตาย”นักพยากรณ์หรี่ตาก่อนพูด“เจ้าช่างอ่อนโยน แต่มีเรื่องสำคัญกว่าชีวิตข้า เพตรา ข้าต้องการให้เจ้าช่วยเป็นครั้งสุดท้าย”“ช่วยอะไร...?”“อยากให้เจ้าสัญญากับข้าสองเรื่อง เรื่องแรกหลังจากที่ข้าไม่อยู่ เจ้าจะต้องปิดบังความจริงว่าข้าตายไปแล้ว”เมย์กุมมือฉันแล้วบอกเช่นนี้"คิดว่าข้าจะปิดบังทุกคนงั้นหรอ ปิดบังว่าเจ้าตายไปแล้วเนี่ยนะ?""ถ้าข่าวการตายของข้ารั่วไหลออกไป พวกปีศาจมารอสูรทั้งหลายก็จะได้ใจ กำลังใจฝ่ายเราจะลดลงไปอย่างมาก ดังนั้นจึงอยากให้มีเพียงคนในนิกายของข้ารู้เท่านั้น ว่าข้าตายแล้ว พวกเขาเท่านั้นที่ข้าไว้ใจ ให้จัดพิธีเรียบง่ายก็พอ จากนั้นให้พวกเขารับช่วงต่อ คอยดูแลยันต์ในที่ต่างๆ ไม่ให้ชาวบ้านเดือดร้อน""แล้วเรื่องที่สองล่ะ?""พอข้าจากไป ความช่วยเหลือจะมาถึงเจ้าในไม่ช้า อาจมีเรื่องที่ทำให้เจ้าสงสัยและน่าตกใจมากมาย ข้าขอให้เจ้าตั้งสติ ให้เรื่องร้ายผ่านไปก่อน แล้วเจ้าจะเข้าใจความหมายที่ข้าพูด เจ้าเพียงแค่ช่วยและให้ความร่วมมือกับพวกเขาอย่างเต็มที่ก็พอ""พวกเขาเหรอ? ใครกัน?""คนกันเองที่ต้องสาป อยากอยู่เห็นตอนนั้นจริง! อ้อ! สัญญากับข้าอีกเรื่องที ว่าอย่าโกรธข้าก็แล้วกัน ฮี่ๆ"เมย์ยิ้มให้ข้า ก่อนจะเอ่ย"ความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอะไรหรอก สำหรับข้า มันคือการออกผจญภัยครั้งใหม่ของผู้กล้าเมย์ ที่แม้แต่เทพเจ้าก็ยังไม่รู้…ดังนั้นสัญญานะ ว่าจะไม่ร้องไห้..."แล้วเราก็กุมมือเมย์เอาไว้แน่น ก่อนที่เธอจะหลับตาลง ...และไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลยฉันรู้สึกจุกอยู่ในอก...น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว...ฉันร้องไห้ต่อการจากไปของเมย์ รู้ดีว่าสิ่งที่นางทำต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่าง แต่ฉันก็โกรธอยู่ดี โกรธที่นางไม่บอกตั้งแต่แรก ตอนนั้นเองที่ปล่อยโฮออกมาโดยไม่รู้ตัว “เมย์ ข้าขอโทษ ข้าทำตามสัญญาไม่ได้จริงๆ...”


    ท่ามกลางเช้ายามรุ่งสางของหมู่บ้านหยาดหิมะ ขณะที่เวทินกำลังเก็บข้าวของชิ้นสุดท้ายขึ้นเกวียน ในตอนนั้นเอง อาจารย์หลี่ ท่านผู้กล้าซือหลินพร้อมฟานซึ่งอยู่บนหลัง ก็กำลังบอกลาท่านผู้กล้ากาลิคอยู่หน้าที่พัก"ขอบคุณที่แนะนำเส้นทางนะกาลิค พวกข้าจะรีบไปตามทางของเจ้าทันทีเลย"ซือหลินกล่าว"ไม่เป็นไรสหายขอให้โชคดี เจ้าผู้กล้าพ่อลูกอ่อน เดินทางปลอดภัยล่ะ ฝากทักทายเมย์ที อย่าให้นางแกล้งได้ ส่วนกับเพตราฝากบอกว่าข้าคิดถึงด้วยนะ!"กาลิคกล่าว"แล้วเจอกันอีกนะครับท่านหญิงหลี่ ฝากดูแลตาแก่หัวหงอกมันด้วยครับ ถ้าท่านมีปัญหาอะไร เรียกข้าได้เสมอนะครับ"นักบวชหลี่ยิ้มแห้งก่อนพูดตอบ"ขอให้ท่านโชคดีเจ้าค่ะ""โชคดีนะพ่อหนุ่มเวทิน แล้วเจอกันใหม่!""แล้วพบกันใหม่ครับ โชคดีครับท่านกาลิค"เวทินกล่าวหลังจากนั้นคณะเดินทางของซือหลินก็มุ่งหน้าออกไป กาลิคยืนมองดูอย่างเงียบๆ กระทั้งพวกเขาลับสายตาออกไป รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายจารชนเจ้าซือหลินถึงจะดูแก่ลงไป แต่ก็ดูเป็นกันเองพูดมากขึ้นตั้งเยอะ...เมื่อก่อนชอบทำหน้าจริงจังตลอดเวลา พอกลายเป็นพ่อ มีลูก มีครอบครัวแล้วดูแตกต่างไปนะ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของเจ้าตัวล่ะมั้ง โชคดีจริงที่ได้เจอพรรคพวก ยิ่งเห็นพวกเขาก็นึกถึงความหลังดีๆจะว่าไปเมย์กำลังป่วยอยู่ที่ศวาติ คงอยู่กับเพตรา...หรือจะตามพวกซือหลินไปเจอพวกนางก่อนดีนะ?"ท่านกาลิคใช่หรือเปล่าครับ?"เสียงหนึ่งเอ่ยจากด้านหลังกาลิค เขาหันไปเห็นชายในชุดนักบวชสีฟ้า รวบผมสุภาพ ดวงตาแฝงความเศร้าอยู่ตรงหน้ากาลิคพิจารณาดูถ้วนถี่แล้วจึงทักตอบ"นักบวชนิกายดวงตาดาราเวียนว่าย? เจ้ามีธุระอะไรกับข้าหรือ?""ข้าน้อยนำสารของอาจารย์เมย์มาให้ท่านครับ""สาร? สารถึงข้าเหรอ?""ครับ ท่านกำชับว่าให้ส่งถึงมือท่าน เพราะท่านจะอยู่ที่หมู่บ้านนี้ในตอนนี้ก่อนออกเดินทางเท่านั้น"ทำไมถึงส่งให้เราคนเดียวล่ะ? เพิ่งคลาดกับอาซือไปเอง ว่าแล้วจึงอ่านสารที่ถูกส่งมา
    error loaded
    ถึง กาลิค ข้าขอโทษที่ไม่สามารถพบหน้าเจ้าได้อีกแล้ว เมื่อเจ้าอ่านจดหมายฉบับนี้ ข้าคงไม่มีชีิวิตอยู่แล้ว ไม่ช้าก็เร็วเจ้าคงได้ข่าวการตายของข้า เจ้าไม่ต้องกังวลไป เพตราจะจัดการงานศพของข้า ข้าหวังว่าเจ้าจะเดินทางไปที่จักรวรรดิอาคเนย์ เพื่อตามหาพวกพ้องของเราเสียก่อน มันเป็นภารกิจที่มีเพียงเจ้าเท่านั้น ที่จะทำได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เจ้าต้องเดินทางต่อ อย่าหันหลังกลับ จงทำหน้าที่ของผู้กล้าให้ดีที่สุด นี่เป็นคำร้องสุดท้ายของเพื่อนรักคนนี้ ขอให้เจ้าเดินทางปลอดภัย เลิกดื่มเลิกเมาได้แล้ว ไม่ช้าจะเจอคนดีๆ ที่รักในตัวตนเจ้าอย่างแน่นอน...จากคนขี้แกล้งที่รักและคิดถึงเจ้าเสมอ เมย์
    "อะไร อะไรกันเนี่ย?"กาลิคพูดด้วยเสียงสั่นเครือ กำสารไว้แน่นลายมือของเมย์...มันเป็นของแท้ ทั้งสำนวน ทั้งเรื่องขี้แกล้งที่รู้เพียงสมาชิกผู้กล้า..."...ช่างใจร้ายต่อข้านัก เมย์ จดหมายที่เขียนให้ข้ากลับบอกเรื่องการตายของตัวเองเนี่ยนะ! ช่างใจร้าย...ใจร้ายจริงๆ"กาลิคพูด โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ว่าน้ำตาไหลออกมาเมื่อไร


    หลังจากเดินทางฝ่าช่องทางลัดเพียงสามสี่วัน คณะเดินทางซือหลินก็เข้าเขตเมือง ถึงปากอ่าว อ่าวแห่งนี้ถูกเรียกว่าอ่าวแสงตะวัน อยู่ในการปกครองของเมืองหลิวชาน หัวเมืองชายแดนตอนเหนือ อ่าวแสงตะวันจัดเป็นที่ตั้งของท่าเรือแดนเหนือที่สำคัญแห่งหนึ่ง ซึ่งมีข้อตกลงสามารถเดินเรือข้ามจักรวรรดิได้ด้วยเรือเดินสมุทรติดอาวุธ มันเป็นท่าเรือที่ใหญ่กว่าในเขตหมู่บ้านป่าเหมันต์ ที่ซึ่งซือหลินเคยไปช่วยฟานจากโจรลักพาตัวอย่างเทียบไม่ติด สายน้ำแห่งนี้อุดมไปด้วยเรือประมง เรือพ่อค้าวาณิชย์ อีกทั้งยังมีเรือข้ามฟากซึ่งสามารถขนสัมภาระทั้งเกวียน รถเทียมม้า อีกด้วยสถาปัตยกรรมสร้างย่านนี้ บ้านเรือนถูกสร้างด้วยไม้ขนาดใหญ่โต ซึ่งทนทั้งน้ำ แดด สายลมและความหนาวเป็นอย่างดี ซึ่งตามเสาอาคารทั้งหลาย จะมีการทาสีฉูดฉาดอย่างสวยงาม เอกลักษณ์โดดเด่นจะเป็นสีแดงและสีทอง อันเป็นสีสัญลักษณ์ตามธงจักรวรรดิต้าจิน ชาวบ้านจะเรียกว่าธงต้าจิน ซึ่งเป็นผืนเป็นธงสีแดงเข้มและมีรูปมังกรสีทองอร่ามเด่นชัด อาจกล่าวได้ว่าเป็นครั้งแรกของฟานที่ได้เห็นที่นี้ เจ้าตัวดูตื่นเต้นเมื่อได้เห็นเมืองใหญ่เป็นครั้งแรก จึงร้องอ้อแอ้ไม่หยุด"อ้อแอ้! ""โอ๋เอ๋ ลูกฟานคนดีที่หนึ่งในใจพ่อ ใจเย็นนะลูก เรากำลังจะนั่งเรือเดินสมุทรแล้วนะลูก เรากำลังไปที่จักรวรรดิศวาติกัน"ซือหลินพูดกับลูกน้อยก่อนดูเงินในกระเป๋า"ราคาเดินทางไปนครเวริสสี่คน มีม้าสองตัว มีล่อหนึ่งตัว มีรถเทียมม้าหนึ่ง เกวียนหนึ่งรวม...โอ้โหแฮะ เอาเรื่องนะเนี่ย""ค่าเดินทางข้ามจักรวรรดิคนละสิบเหรียญทอง สัตว์พาหนะคิดสามเหรียญทองสามสิบเหรีญเงินต่อตัว รถเทียบม้าคิดห้าเหรียญ เกวียนที่ไม่ใช่เกวียนพ่อค้าคิดอีกห้าเหรียญทอง เกือบประมาณห้าสิบห้าเหรียญทองเลยนะครับ"ซือหลินเหลียวมองเด็กชายนักบวชฝึกหัด"คิดเลขไวดีแท้เวทิน""สมัยก่อนในสลัม ต้องฝึกนับเงินให้ไวน่ะครับ ถึงจะทำงานใหญ่ได้..."เป็นเด็กเก่งจังเลยนะ...แต่ฟังดูน่าสงสัยชอบกล"ตั้งแต่สะเดาะกุญแจล่ะ ข้าชักสงสัยในงานเก่าในสลัมของเจ้าแล้วซิ""แอ้! อ๊อ! แอ๊!"เมื่อได้ยินเสียงลูกน้อยตะเบงเสียง ซือหลินจึงโอบเด็กน้อยมาตรงหน้า"ใจเย็นลูกพ่อที่รัก เกิดอะไรขึ้นหรือ?"error loaded"อู้วโอ้ว! ! "ฟานตะโกนด้วยเสียงดัง ก่อนจะมีเสียงตะโกนดังขึ้นตามมา

    "สัตว์อสูรบุก! สัตว์อสูรโจมตีท่าเรือ! ทุกคนรีบถอยออกจากท่าเรือเร็ว!"