บทที่ 20 ความแค้นจอมปลอม
เหตุการณ์ในห้องหนังสือเมื่อช่วงกลางวันจบลงด้วยความอาฆาตแค้นของเหล่าศิษย์สำนักยุทธ์เล่าว่า...เจ้ามารตนนั้นสังหารคนเสร็จก็หลบหนีไปทันทีเจ้าสำนักยุทธ์ถูกวิชามารสังหารสิ้น คุณชายซือได้รับไอมารพิษยังไม่ฟื้นคืนสติคุณหนูจื่อญาติห่างๆ ของนายท่านซือถูกทำร้ายจนหมดสติเช่นกันนี่ยังไม่นับรวมบ่าวอารักขาของซือหม่าตั๋วที่ถูกมารตนนั้นเล่นงานอีกหลายคน
ใครที่ได้ยินได้ฟังข่าวนี้ล้วนทุบโต๊ะลุกขึ้นยืนด้วยความเดือดดาลพ่นถ้อยคำบริภาษมารตนนั้นไปหลายประโยค ล้วนไม่พ้นเรื่องเลวทรามที่มันทำ
ส่วนจื่อเหวินนางไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น กระทั่งเวลานี้นางยังไม่เข้าใจเหตุการณ์ฟื้นขึ้นมาฟ้าก็มืดแล้วยิ่งสาวใช้สองนางที่ไม่ใช่เสี่ยวหลันมาคอยปรนนิบัติอย่างเอาใจ นางยิ่งตกใจใหญ่กว่าจะกระจ่างในเรื่องที่เกิดขึ้นก็ถูกจับมานั่งทานข้าวเย็นร่วมโต๊ะกับสมาชิกในครอบครัวสกุลซือแล้ว
ซือหม่าตั๋วกระแอมเบาๆ
"ฮูหยิน นางคือญาติห่างๆ ทางฝั่งข้าเพิ่งเดินทางขึ้นเหนือมาจากภาคใต้จากนี้เรื่องความเป็นอยู่ของนางก็ฝากไว้กับเจ้าแล้วกัน"ซือหม่าตั๋วฝากฝังเพียงส่งๆเงยหน้าจากโต๊ะอาหารขึ้นมาก็เห็นหลินหลานหรูยืนยิ้มเหี้ยมเกรียมห่างออกไปทางฝั่งตรงข้าม
ซือหม่าตั๋วมีบุตรชายคนเดียวคือซือจีซงที่เกิดจากอี๋เหนียง[1] และเวลานี้จีซงก็ได้นอนเป็นผักติดเตียงเป็นที่เรียบร้อยแล้วเนื่องจากถูกไอมารที่เปลี่ยนเป็นพิษของหลินหลานหรูซือหม่าตั๋วจะทำอะไรยังต้องเกรงใจนาง
ส่วนบุตรสาวสกุลซือมีทั้งหมดสามคนพวกนางล้วนเป็นบุตรที่เกิดจากภรรยาเอก อยู่ในวัยพร้อมออกเรือนแล้วสองนางส่วนอีกนางปีหน้าก็ถึงวัยปักปิ่นดังนั้นบรรยากาศในเรือนหลังจึงเป็นไปอย่างสงบร่มเย็น ต่างคนต่างอยู่อีกทั้งซือหม่าตั๋วนั้นไม่ใช่คนมักมากอะไร
"เหวินเอ๋อร์หน้าตางดงามมากนายท่านวางใจ ข้าจะดูแลนางเป็นอย่างดี ว่าแต่จะอยู่นานเพียงใดรึข้าจะได้วางแผนจัดการเรื่องต่างๆ เตรียมไว้เผื่อเจ้า"ฮูหยินกล่าวด้วยความใจกว้าง น้ำเสียงเปี่ยมความเมตตาไม่เสแสร้งหากจื่อเหวินวางตัวดีหน่อย ย่อมอาศัยอยู่ในคฤหาสน์สกุลซือได้อย่างสงบ
"คงอีกสักพักใหญ่เจ้าค่ะท่านป้าสะใภ้ข้าอยากเที่ยวชมเมืองเป่ยชางจนกว่าจะพ้นฤดูใบไม้ผลิ จากนั้นค่อยกลับฟูโจวจริงสิเจ้าคะ อาหารบนโต๊ะแปลกตานัก อีกทั้งรสชาติยังต่างออกไปจากที่ข้าเคยทานระหว่างนี้ข้าทำอาหารทางใต้ให้พวกท่านชิมดีหรือไม่เจ้าคะ"
หญิงงามไม่ว่าพูดสิ่งใดก็อ่อนหวานดูดีไปหมดซือฮูหยินจึงเกิดความรู้สึกรักและเอ็นดูได้ไม่ยาก นับว่าจื่อเหวินยังฉลาดในเรื่องการประจบเอาใจคนแต่สายตาริษยาจากบุตรสาวสามนางของซือหม่าตั๋ว ชักจะนำภัยมาให้หญิงงามเสียแล้ว
คุณหนูซือทั้งสามคนหน้าตากลับพื้นๆเดิมทีก็ไม่ได้งดงามโดดเด่นสะดุดตา เพราะแบบนี้ถึงยังไม่ออกเรือนเสียทีมาตอนนี้มีจื่อเหวินที่งามหยาดเยิ้มมาเทียบเคียงพวกนางยิ่งถูกมองข้ามไปอย่างง่ายดาย กลายเป็นต้นไม้ใบหญ้าในฤดูใบไม้ร่วงเลยทีเดียว
"ท่านแม่อย่าว่าแต่น้องจื่อเหวินงดงามเลยเจ้าค่ะสาวใช้ของนางหากไม่มีรอยแผลเป็นไม่ใช่ว่าจะงดงามกว่าอีกหรือเจ้าคะ"
หางคิ้วหลินหลานหรูพลันกระตุกคุณหนูซือคนพี่เริ่มแผลงฤทธิ์แล้ว คิดกระทบกระเทียบหญิงงามเพื่อลดปมด้อยของตนขณะเดียวกันก็ยกระดับตัวเองให้สูงขึ้นด้วยการทำให้ผู้อื่นรู้สึกตกต่ำคุณหนูซือฉลาดพูดไม่น้อย
จื่อเหวินไม่อิจฉาพวกเดียวกันขณะที่ศัตรูนั่งพ่นคำถากถางตรงหน้า"ข้าเป็นคนฉลาดเลือก สาวใช้ย่อมงดงามเพื่อให้คู่ควรและส่งเสริมบารมีข้า"
หลินหลานหรูเกือบหลุดขำขณะที่สาวใช้สองคนด้านข้างได้หลุดปากออกไปแล้วเล็กน้อยส่วนคุณหนูซือคนพี่นั้นยิ้มแข็งๆ จนฟันแห้งลม ในดวงตาเจือแววโทสะคุกรุ่นจางๆ
หลังเห็นบุตรสาวขายหน้าซือหม่าตั๋วจึงกระแอมเบาๆ ก่อนเอ่ยปากเร่งให้ทุกคนทานข้าวกันต่อมีใครบ้างมองไม่รู้ว่าสาวใช้ในคฤหาสน์นี้หน้าตาเป็นรองบุตรสาวทั้งสามคนของเขาทั้งนั้น...เข้าขั้นอัปลักษณ์เลยละ
นายท่านซือผู้นี้เป็นคนเข้มงวดทั้งยังเคร่งขรึมดุดันจนน่ากลัว ภรรยาทั้งสองของเขาจึงสงบเสงี่ยมเชื่อฟังกระทั่งบุตรสาวยังวางตัวดี เสียแต่บุตรชายถูกตามใจมากไปหน่อยจนมีนิสัยเอาแต่ใจกระนั้นเรื่องการค้าขายก็เก่งกาจใช่ย่อย...
หญิงงามถูกจัดให้พักในเรือนเล็กทิศตะวันออกสภาพไม่เลว ไม่ใหญ่ไม่เล็กเกินไป หากยังหายใจสะดวกก็นับว่าดีมากแล้วเรือนหลังนี้เงียบสงบและร่มรื่น มีไม้ใหญ่ขนาดเท่าหนึ่งคนโอบสามต้นซึ่งยื่นกิ่งพ้นกำแพงเข้ามาในเขตเรือนสภาพภายในเรือนสะอาดสะอ้าน มีสาวใช้สองคนที่ซือฮูหยินส่งมาจากนั้นเรื่องเงินและสิ่งของเครื่องใช้ทุกอย่างคุณหนูจื่อสามารถเรียกรับจากพ่อบ้านได้ตามสะดวก
แต่ซือหม่าตั๋วยังมีข้อต่อรองเป็นข้อต่อรองหยุมหยิมที่หลินหลานหรูฟังแล้วไม่อยากจะใส่ใจขอเพียงหญิงงามปลอดภัยเป็นพอส่วนเรื่องของจีซงที่ถูกไอมารพิษก็ปล่อยไปเช่นนั้นก่อนไอมารที่เปลี่ยนเป็นพิษนี้หากไม่ใช่อู่เทียนไฉ่หรือตัวนางผู้ใดก็ไม่สามารถถอนพิษออกได้อย่างปลอดภัย
เช่นกันซือหม่าตั๋วย่อมไม่เอาชีวิตบุตรชายไปเสี่ยง จึงยอมลงให้หลินหลานหรูทั้งที่หัวยังแข็งไม่เปลี่ยน
"หลายวันก่อนข้ารับปากท่านเจ้าเมืองจัดงานเลี้ยงรับรองทูตจากแคว้นตู๋ฝางและองค์ชายรองขึ้นที่จวนยังมีองค์ชายสาม จากนี้อีกห้าวันข้าไม่อยากให้พวกเจ้าลงมือโดยพลการยิ่งไม่ต้องการให้เกิดการนองเลือดขึ้นที่จวนของข้า สิ่งใดที่จะโยงใยมาถึงตัวข้าห้ามกระทำอย่างเด็ดขาดไม่เช่นนั้นข้าจะรายงานเรื่องนี้ต่อทูตมารซ้ายมารขวาของท่านประมุข"ซือหม่าตั๋วเอ่ยขึ้นหลังอยู่ในห้องหนังสือกับสายลับทั้งสองนางตามลำพัง
เดิมภารกิจนี้เป็นของจื่อเหวินหลินหลานหรูไม่แทรกแซงตามกฎ ตราบใดที่ไม่ลากอิสระของนางเข้าไปเกี่ยวข้องอยากทำอะไรก็ล้วนตามสบาย
"ข้าไม่รับปาก"หญิงงามก็มีศักดิ์ศรีของนาง ยิ่งภารกิจจบเร็วเท่าไรนางก็รักษานิ้วเท้าไว้ได้เร็วขึ้นเท่านั้น
"เหตุใด?!" ซือหม่าตั๋วตบโต๊ะลุกขึ้นยืนคิดคุกคามหญิงงาม แต่ถูกห้ามไว้ก่อน
"ท่านซือท่านทำเกินที่ตกลงกันไว้แล้วกระมัง" หลินหลานหรูเปิดปากทัดทาน"หากท่านเข้าใกล้นางมากกว่านี้จนเป็นเหตุให้นางได้รับอันตรายข้าไม่รับประกันชีวิตบุตรชายของท่านนะ"
จื่อเหวินยิ้มอย่างลำพองนางมีเสี่ยวหลันที่เก่งกาจถึงขั้นนี้ ยังต้องกลัวสิ่งใดอีก "ท่านวางใจข้าไม่ทำสิ่งใดให้เรื่องเดือดร้อนมาถึงครอบครัวของท่านอย่างแน่นอนจากนี้ท่านมีหน้าที่จัดงานเลี้ยงก็เชิญทำตามหน้าที่ของท่านให้ดีก็พอ"
ซือหม่าตั๋วแม้นไม่พอใจแต่ต้องคำนึงถึงชีวิตบุตรชายเป็นสำคัญเดินกลับไปนั่งที่เดิมแล้วเอ่ยเรื่องหนึ่งขึ้นมา"คืนนี้องค์ชายสามจะขนย้ายเงินและวัตถุดิบในการก่อสร้างโดยเคลื่อนออกจากคลังหลวงของเมืองเป่ยชางระหว่างนั้นเขาต้องการคลังเก็บสินค้าของสกุลซือในแถบแม่น้ำเป่ยโหวเพื่อเก็บวัตถุดิบก่อสร้างเขื่อน..."
หลินหลานหรูยืดหลังตรงเล็กน้อยกำลังฟังว่าซือหม่าตั๋วต้องการสิ่งใดถึงได้เอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาทว่าคนหัวแข็งอย่างซือหม่าตั๋วหรือจะยอมยกคลังเก็บสินค้าให้ราชสำนักใช้ประโยชน์ในทางก่อสร้างเมื่องานแล้วเสร็จส่งมอบคืน เชื่อว่าความชื้นจากวัตถุดิบที่ใช้สร้างเขื่อนคงทำให้เก็บสินค้าอย่างพวกเมล็ดข้าวและพันธุ์พืชไม่ได้อีกแล้วจำเป็นต้องทุ่มเงินบำรุงซ่อมแซมใหม่ทั้งหมด
มิหนำซ้ำสินค้ามากมายที่อยู่ในคลังจะนำไปเก็บไว้ที่ใดหากจำหน่ายออกในฤดูกาลนี้ ราคาจะตกต่ำอย่างมากของหากเก็บไว้ช่วงสงครามราคาถึงจะพุ่งสูงมหาศาล เพราะอย่างนี้ซือหม่าตั๋วไม่มีความจำเป็นต้องทำตามรับสั่งขององค์ชายสามยกคลังให้เป็นผลประโยชน์ต่อทางราชสำนักโดยมิได้สิ่งใดตอบแทน
ยิ่งกว่านั้นซือหม่าตั๋วยังซุกซ่อนอาวุธผิดกฎหมายที่กรรมสิทธิ์ในการผลิตและค้าขายเป็นของแผ่นดินความผิดนี้มีโทษประหารชีวิตถึงสามรุ่น
"...ดังนั้นข้าจึงพยายามติดต่อกับองค์ชายรองก่อนหน้านั้นแต่ไม่เป็นผลสำเร็จที่ข้าเอ่ยเรื่องนี้เพราะต้องการเพิ่มข้อเสนอ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนคืนนี้การขนย้ายคงไม่ราบรื่นนัก เจ้าออกไปก่อกวนให้ข้าทีส่วนข้อเสนอที่จะให้ย่อมมีค่ามากไม่น้อย" ซือหม่าตั๋วเห็นว่าฝีมือระดับหลินหลานหรูน่าจะทำงานนี้ได้ไม่อยาก
อีกอย่างไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่หากนางพลาดจะต้องถูกทางการตามล่าหัว จากนี้ถ้าไม่ถูกจับก็คงไม่กล้าทำอะไรเหิมเกริมยิ่งกว่านั้นใต้เท้าที่รับผิดชอบเรื่องก่อสร้างเขื่อนร่วมกับองค์ชายสามค่อนข้างซื่อสัตย์เถรตรง มากด้วยฝีมือและสติปัญญา ขณะเดียวกันก็เป็นคนโหดเหี้ยมเด็ดขาดไม่น้อยไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ให้ประโยชน์ต่อเขาทั้งนั้น
ทว่าหลินหลานหรูไม่รู้ถึงแผนการนี้ของซือหม่าตั๋วดังนั้นจึงได้เอ่ยออกไป "ต้องดูก่อนว่าข้อเสนอที่เจ้านำมาแลกเปลี่ยนคืออะไรบอกไว้ก่อนว่าเงินทองล่อให้ข้าทำอะไรพวกนี้ไม่ได้ ถ้าข้าไม่อยากทำ"
ซือหม่าตั๋วมองออกว่าหลินหลานหรูเป็นคนขี้เกียจผู้หนึ่งแต่นางมีความสามารถร้ายกาจให้ขี้เกียจได้จริงๆ "เรือนเล็กๆ ของสกุลซือตั้งอยู่ทางเหนือสุดของเมือง ด้านหลังมีทะเลสาบ ห้อมล้อมด้วยภูเขาสามลูกเงียบสงบไร้คนพบเห็น อากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี"
"พร้อมโฉนดที่ดิน"ดวงตาหลินหลานหรูเป็นประกายยามเอ่ยต่อท้ายข้อเสนอของซือหม่าตั๋ว ชัดแล้วว่านางตกลง
แต่ใครจะรู้ว่าเรือนหลังนั้นห่างไกลตัวเมืองทั้งยังไม่ค่อยสะดวกต่อการเดินทางและสภาพรกร้างเนื่องจากไม่ได้อยู่อาศัยมานานร่วมสิบปีที่แห่งนั้นเป็นเพียงมรดกตกทอดส่งรุ่นต่อรุ่นของสกุลซือ แทบไม่ให้ประโยชน์อันใดมิเช่นนั้นคนอย่างซือหม่าตั๋วหรือจะยกให้ผู้อื่นง่ายๆ เขาหาโอกาสจะขายนานแล้ว
ถึงอย่างนั้นหลินหลานหรูก็ไม่ใส่ใจบางทีนางอาจได้ใช้ประโยชน์จากมันสักวันจะอย่างไรก็ได้มาโดยไม่ต้องเสียสักตำลึงมิใช่หรือ
จื่อเหวินเค้นเสียงฮึในใจนัยน์ตาคู่สวยฉายแววดูแคลนอย่างชัดเจน บังเอิญที่ซือหม่าตั๋วเห็นเข้าจึงมีรอยยิ้มบางอย่างขึ้นมาภายใต้หนวดเคราที่ถูกตัดแต่งให้น่ายำเกรง
ทันทีที่ได้โฉนดบ้านและที่ดินมาอยู่ในมือหลินหลานหรูพลันรู้สึกว่าแข้งขาเบาขึ้นเยอะ ก่อนออกมาเดินเล่นบนหลังคาเรือนผู้อื่น
คืนนี้ฟ้ามืด เมฆหนาคล้ายจะมีฝนมิหนำซ้ำยังลมสงบก่อนจะมีพายุใหญ่ นี่คือลางบอกเหตุที่ไม่ค่อยน่าไว้วางใจนัก
หลินหลานหรูเดินตามขบวนขนหีบเงินสามคันรถและวัตถุดิบในการก่อสร้างอีกแปดคันรถ เป็นขบวนที่ไม่เล็กเลยแต่แล้วเหตุใดเมื่อเข้าไปในตรอกผีสิง ทั้งคนทั้งรถม้าเป็นขบวนจึงหายไปราวกับผีลักพานางแค่กะพริบตาแวบเดียวเองมิใช่หรือ
เดิมทีหลินหลานหรูรอจังหวะหาพื้นที่เปลี่ยวร้างและไร้บ้านเรือนคนอาศัยจากนั้นค่อยลงมือก่อกวนทำให้เหมือนเป็นการปล้นชิง แต่คาดไม่ถึงว่าจะหายไปเช่นนี้ดังนั้นจากเดิมที่เดินอยู่บนหลังคาจึงเปลี่ยนเป็นวิ่งเพื่อหาขบวนขนเงินให้เจอโดยเร็ว
เสียงฟ้าร้องครืนมาพร้อมกับลมที่โหมกระโชกหลินหลานหรูแหงนหน้ามองฟ้าที่อีกสักพักอาจสร้างความลำบากให้นาง
เด็กสาวถึงกับสบถในใจไปหนึ่งคำรบ
หลินหลานหรูในชุดอำพรางสีดำวิ่งทะยานไปบนหลังคาประหนึ่งสายลมที่พัดผ่านเวลานี้หางตาเหลือบเห็นขบวนถูกแบ่งออกเป็นสองก่อนค่อยๆ แยกย้ายกันไปหลินหลานหรูประเมินความสำคัญของทั้งสองขบวนเพียงแวบเดียวแล้วเลือกขบวนที่มีคนคุ้มกันมากที่สุด
สุดท้ายนางเผลอเล็กน้อยขบวนขนหีบเงินสามคันรถที่นางเลือกก็หายไปอีกเป็นครั้งที่สองนี่ถือว่าไม่ปกติเอาเสียแล้ว จากนั้นเสียงของมีคมปะทะกันก็ดังขึ้นให้ได้ยินไม่ใกล้ไม่ไกลแต่จับทิศลำบากมาก!
ตรอกผีสิง...
"คืนนี้โชคไม่ดีเสียเลยนะท่าน"บุรุษบนหลังม้ายิ้มเอ่ย แววตามีประกายโหดเหี้ยมและเด็ดขาดในนั้นพร้อมกับที่นิ้วโป้งขยับหมุนแหวนหยกครามบนนิ้วชี้ อากัปกิริยาดูเกียจคร้านแต่แฝงอำนาจในทุกการเคลื่อนไหว
เบื้องหลังเขาผู้นี้ยังมีกองทหารรักษาเมืองพร้อมอาวุธในมืออีกยี่สิบนายพลธนูดักซุ่มยิงอีกสิบนายบนหลังคาทั้งสองฝั่งมองอย่างไรก็คล้ายเป็นหลุมพรางที่วางแผนมาอย่างดี
ทว่า...
"ใต้เท้าจ้าวขออภัยล่วงหน้าที่ทำให้เจ้าต้องเสียเวลานอนในคืนนี้" บุรุษชุดดำรัดกุมปิดบังใบหน้าไว้ครึ่งล่าง เผยดวงตาคมกริบดุดันดุจเหยี่ยวอันตรายในทุ่งหญ้าองอาจห้าวหาญดั่งพยัคฆ์
แต่เขาผู้นี้กลับไม่พกกระบี่?
"ไม่เป็นไร... ไม่เป็นไร"จ้าวมู่อวิ๋นไม่ใส่ใจ ครั้งนี้เขาได้รับพระบัญชาจากฮ่องเต้ให้ควบคุมดูแลเงินอันมากมหาศาลที่เทียบได้กับเสบียงกองทัพทหารเรือนแสนนายกินใช้ตลอดทั้งปี"ขอแค่คืนนี้ข้าสามารถจับตัวท่านกลับไปได้พรุ่งนี้จะนอนทั้งวันย่อมไม่มีปัญหา"
จ้าวมู่อวิ๋นกล่าวจบก็หุบยิ้มลงใบหน้าตึงเขม็งมองจ้องบุรุษตรงหน้าอย่างจริงจังกิตติศัพท์จอมวายร้ายแห่งเมืองหลวงขององค์ชายหก เขาเคยได้ยินมาไม่น้อยด้วยลักษณะที่ซ่อนความร้ายกาจไว้ใต้ความเงียบเชียบ ก่อนออกจากเมืองหลวงฮ่องเต้ได้เตือนเขาเกี่ยวกับความเจ้าเล่ห์ขององค์ชายผู้นี้แล้วอย่าได้เห็นว่ายังเยาว์เลยสร้างปัญหาเพราะยังขาดความเป็นผู้ใหญ่เชียว
เสวี่ยเฟิ่งกระตุกยิ้มในดวงตาปรากฏเงาดำมืดแต่ลุ่มลึกยากคาดเดา
"นายท่าน"ชายชุดดำอำพรางใบหน้าทั้งหมดสิบคนทุกคนล้วนประจำตำแหน่งบนที่นั่งรถขนเงินทั้งสามคัน และยืนคุ้มกันนายท่านอีกห้าคนพวกเขากำลังรอคำสั่งให้โจมตีขณะที่จ้าวมู่อวิ๋นให้ทหารนับยี่สิบนายขวางทางไว้ตรงหน้าบนหลังคายังมีพลธนูเตรียมพร้อมยิงได้ทุกเมื่อ
แต่แล้วกลับได้ยินประโยคนี้
"ส่งกระบี่ให้ข้า"เสวี่ยเฟิ่งยืนมือไปรับกระบี่
ชายชุดดำมองมือนายท่านที่ยื่นมาตรงหน้า"นายท่าน ไม่ได้นะขอรับ!"เขารับปากกับติงเกาไว้แล้วว่าจะปกป้องนายท่านให้ถึงที่สุดยามนี้นายท่านไม่มีแม้แต่องครักษ์ลับคุ้มกัน มิหนำซ้ำใบหน้ายังซีดเซียวมือข้างหนึ่งที่ไม่ได้ยื่นมาตรงหน้าเขากำหมัดซ่อนไว้ด้านหลังราวกับข่มกลั้นความรู้สึกบางอย่างที่กำลังฝืนทน
พิษร้ายในร่างเสวี่ยเฟิ่งกำลังกำเริบเสวี่ยเฟิ่งเองก็ไม่มั่นใจนักว่าจะฝืนทนได้นานเท่าใดจึงกดเสียงต่ำเอ่ยด้วยความเย็นเยียบยิ่งกว่าความเย็นในร่างตอนนี้เสียอีก"นี่คือคำสั่งของข้า"
ชายชุดดำตระหนกในใจพวกเขาพร้อมพลีชีพเพื่อนายท่าน ทว่าขณะเดียวกันก็ไม่อาจขัดคำสั่ง ดังนั้นจึงยกกระบี่ส่งให้นายท่านแล้วนำคนชุดดำที่เหลือสละรถม้าบรรทุกหีบเงินก่อนหายออกจากตรอกผีสิงไปอย่างรวดเร็ว
เสียงฟ้าร้องครืนดังขึ้นต่อเนื่องพร้อมกับลมพายุที่ก่อตัวรุนแรงตามมา
เสวี่ยเฟิ่งยืนขวางกลางถนนด้านหลังมีหีบเงินสามคันรถ ประกาศชัดว่าไม่หวั่นเกรงต่อความตาย ใครก็อย่าได้แตะหีบเงินด้านหลัง
นายกองซ้ายข้างกายจ้าวมู่อวิ๋นเห็นผู้ร้ายจากไปจึงคิดเปิดปากสั่งให้ทหารตามจับเสียแต่จ้าวมู่อวิ๋นห้ามไว้ "ปลาตัวใหญ่อยู่ตรงหน้าพวกปลาซิวปลาสร้อยไว้ตามจับทีหลังก็ยังทัน"
กล่าวจบจ้าวมู่อวิ๋นให้สัญญาณมือแก่ทหารด้านหลังเสียงฝีเท้าสิบคู่เคลื่อนไหวมาอย่างฮึกเหิมชักอาวุธเข้าล้อมบุรุษชุดดำที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวในที่แห่งนี้
"หากท่านตามข้ากลับไปดีๆจากนี้ยังได้นอนหลับสุขสบายก่อนถึงเมืองหลวง มีอาหารเลิศรสรับรองดีกว่าได้รับบาดแผลเต็มตัวแล้วถูกล่ามโซ่พากลับไปอย่างทรมานนะท่าน"
"ข้ายังต้องให้สามัญชนต่ำต้อยเช่นเจ้าบอกด้วยเรอะอะไรคือดีไม่ดี"
จ้าวมู่อวิ๋นคิ้วขมวดกดหัวแม่มือลงบนแหวนหยกจนเกิดรอยร้าว ก่อนตวาดสั่งเสียงต่ำแต่ดังสุดตรอก"จับเป็นมาให้ข้า!"
สิ้นเสียงจ้าวมู่อวิ๋นก็ตามมาด้วยเสียงฟ้าคำรามลั่นพร้อมกับที่ทหารสิบนายเงื้อดาบพุ่งเข้าฟาดฟัน เสวี่ยเฟิ่งตั้งรับได้อย่างว่องไวเพลงกระบี่ดุดันและร้ายกาจแม้ในสภาพที่ร่างกายไม่ปกติเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อก็ปลิดชีพทหารไปเจ็ดนายแต่เป็นเจ็ดนายในหนึ่งเค่อที่ดึงเรี่ยวแรงของเขาไปมากด้วยเช่นกัน
หยาดฝนเม็ดเล็กเริ่มโปรยปรายเร่งให้ร่างกายที่เยียบเย็นเพราะพิษอยู่แล้ว ยิ่งทวีความหนาวสะท้านขึ้นเท่าตัวเดิมทีเสวี่ยเฟิ่งคิดว่าตนเองจะทนได้นานกว่านี้แต่ดูเหมือนว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะแลกมาด้วยบาดแผลน้อยใหญ่ที่กรีดแทงลงไปถึงกระดูกพิษเย็นตัดกำลังของเขาไปจนหมดสิ้น วรยุทธ์ที่ใช้ออกไปจริงๆ มีเพียงไม่ถึงหนึ่ง
ทว่าเขายังต้องมีชีวิตกลับไปเขาต้องกลับไปพบนางให้ได้!
ความผิดปกตินี้จ้าวมู่อวิ๋นย่อมสังเกตเห็นแต่เขาคร้านจะใส่ใจไม่ว่าก่อนหน้านั้นองค์ชายหกจะได้รับบาดเจ็บมาหรือไม่ก็ตามตอนนี้เขาต้องการแค่ตัวคนกลับไปรับโทษ
คิดไปแล้วจ้าวมู่อวิ๋นก็ให้สัญญาณมือสั่งทหารอีกสิบนายที่เหลือด้านหลังเข้าปะทะก่อนอาศัยจังหวะที่เสวี่ยเฟิ่งจดจ่ออยู่ที่การต่อสู้รอบทิศแล้วหยิบธนูขึ้นมา
บางทีเขาควรสังหารองค์ชายชั่วช้าผู้นี้เสียมีผู้บริสุทธิ์กี่คนแล้วที่ต้องสังเวยชีวิตเพราะความเอาแต่ใจของคนผู้นี้ว่าแล้วก็น้าวสายธนู เล็งยังเป้าหมายที่กำลังต่อสู้ติดพันอย่างทุลักทุเลอยู่ยิ่งดิ้นรนต่อสู้ กำลังภายในยิ่งถดถอย
จ้าวมู่อวิ๋นเล็งเพียงครู่เดียวก็ปล่อยลูกธนูในมือ
ทางด้านหนึ่งหลินหลานหรูเห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นร่างบุรุษนั้นที่ถูกห้อมล้อมตวัดกระบี่ฟาดฟันรอบด้านทำเอาใจนางบีบรัดอย่างไม่เคยเกิดขึ้น เพียงแต่เบื้องหน้าเป็นคลองน้ำขนาดใหญ่ขวางกั้นกว่านางจะอ้อมไปถึง ธนูดอกนั้นก็พุ่งออกไปแล้ว
บัดซบ!
__________________________________
[1] อี๋เหนียงเป็นคำที่ใช้เรียกอนุภรรยา