ลู่อวิ๋นชย่ายุ่งอยู่กับการเรียนวิชาปรุงยาและวิชาฝังเข็มคืนิญญา รวมถึงการรักษาผู้ป่วยที่โรงหมอก็มากมายเสียจนทำให้นางหลงลืมสองสามีภรรยาหยางจิ่นและหงอิงไปเสียแล้ว
“อาผิง เ้าก็มีฝีมือเหมือนกันนะเนี่ย ข้าอ่านสูตรอาหารให้เ้าฟังแค่ไม่กี่ครั้งเ้าก็ทำอาหารออกมาได้อร่อยมาก” ลู่อวิ๋นชย่ากินสปาเกตตีซอสเนื้ออยู่อย่างเอร็ดอร่อย โดยวัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารเหล่านี้นางก็เป็คนเอาออกมาจากมิติให้หนิงผิงทั้งนั้น ทั้งยังอ่านสูตรการทำสปาเกตตีให้กับสาวใช้ฟังด้วยตัวเองอีกด้วย ซึ่งหนิงผิงก็เรียนรู้ได้ว่างว่องไว อาหารที่นางทำออกมาล้วนแต่ถูกปากลู่อวิ๋นชย่าอย่างยิ่ง
“ก็เพราะคุณหนูบอกสูตรอาหารกับข้าอย่างละเอียดอย่างไรเ้าคะ อีกทั้งวัตถุดิบที่คุณหนูหามาก็ล้วนเป็วัตถุดิบคุณภาพดี แม้แต่คนที่ไม่มีฝีมืออย่างข้าทำยังทำให้อาหารอร่อยเพียงนี้ หากเป็คนมีฝีมืออย่างพี่หงอิงมาทำก็ไม่รู้ว่าอาหารจะออกมาอร่อยขนาดไหนนะเ้าคะ”
“หงอิงหรือ? ตายแล้ว! ข้าลืมพวกเขาไปได้ยังไงกัน”
ลู่อวิ๋นชย่า หนิงผิง และฝูเกาต่างก็รีบออกจากบ้านเพื่อไปยังร้านน้ำชาของหยางจิ่นและหงอิงทันที โดยมีเซียวฟ่งและเซียวเฟยตามไปอารักขาว่าที่พระชายาของพวกเขาด้วย
“พี่หยางจิ่น พี่หงอิง ข้าต้องขออภัยพวกท่านด้วยนะเ้าคะ ก่อนหน้านี้เกิดเื่ที่บ้านขึ้นน่ะเ้าค่ะ ข้าก็ไม่เลยลืมพวกท่านไปเสียสนิท” ลู่อวิ๋นชย่าพูดขึ้นอย่างรู้สึกผิด
หยางจิ่นและหงอิงที่ก่อนหน้านี้นั่งหมดอาลัยอยู่ที่ร้านอยู่หลายวัน เดิมทีพวกเขาคิดว่าลู่อวิ๋นชย่าจะส่งคนเข้ามาปรับปรุงร้านและสอนพวกเขาทำอาหารและขนมสูตรใหม่ แต่รอแล้วรอเล่าก็ยังไม่เห็นมีใครมาพบ สุดท้ายสองสามีภรรยาก็สิ้นหวังกับการรอคอย และยังคิดที่จะขายร้านค้าเพื่อเอาเงินทั้งหมดเก็บไว้เป็ค่าใช้จ่ายให้หยางจิ่นใช้เตรียมตัวเข้าสอบจวี่เหรินในปีหน้านี้ด้วยซ้ำ
“น้องชย่าเอ๋อ!” หงอิงรีบวิ่งเข้าไปจับมือลู่อวิ๋นชย่าไว้อย่างดีใจ “ข้านึกว่าข้าจะไม่ได้เจอเ้าเสียแล้ว หากภายในวันสองวันนี้เ้ายังไม่มาหาพวกเรา ข้ากับพี่หยางจิ่นคงขายร้านนี้แล้วย้ายไปอยู่ที่อื่นกันแล้ว”
“ที่บ้านข้าเกิดเื่ขึ้นน่ะเ้าคะ ทำให้่นี้ข้ายุ่งมากจริงๆ”
“เช่นนั้นข้าต้องขออภัยเ้าด้วย อย่าได้ถือสาว่าพี่สาวเห็นแก่ตัวเลยนะ” หงอิงขออภัยอย่างรู้สึกผิดที่ตนมัวแต่สนใจเื่ของตัวเอง ทั้งที่อีกฝ่ายก็พยายามบอกแล้วว่าก่อนหน้านี้นางมีธุระยุ่งจนปลีกตัวมาหาตนกับสามีไม่ได้ “ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าจะไปติดต่อเ้าที่ไหน พอเห็นเ้าหายไปพวกเราก็เลยร้อนใจไปหน่อย”
“จะขอโทษอะไรกันเ้าคะ เป็ข้าที่ให้พวกท่านรอโดยไม่มาแจ้งข่าวต่างหาก พวกท่านไม่ถือโทษข้า เท่านี้ข้าก็สบายใจแล้วเ้าค่ะ” ลู่อวิ๋นชย่าพยักหน้าให้หงอิงไปนำของในรถม้าออกมา
ไม่นานหนิงผิงก็นำขนมชุดใหญ่ออกมาวางไว้บนโต๊ะ ขนมแต่ละอย่างล้วนแล้วแต่น่ารับประทานทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็ขนมโมจิแป้งใสสีหวานหลากสีไส้ถั่วแดงกวน ขนมปังรูปปลาไส้คัสตาร์ดวานิลลา ขนมเปี๊ยะสายรุ้งทั้งไส้ถั่วเหลืองกวนและไส้เนื้อ และขนมไข่ไส้ลูกเกดอบเตาถ่าน
“พี่ทั้งสองลองชิมขนมพวกนี้ดูก่อนเ้าค่ะ แล้วก็ลองดื่มชามัทฉะที่ข้าชงมานี้ด้วยว่ารสชาติเป็อย่างไร” ลู่อวิ๋นชย่าให้หนิงผิงตักแบ่งขนมใส่จาน และนางก็เอาผงมัทฉะชงในกาน้ำร้อน แล้วเทให้สองสามีภรรยาได้ลองชิม
หยางจิ่นเป็บัณฑิตจึงนิยมการดื่มชาอยู่แล้ว เขาลองจิบชามัทฉะที่ลู่อวิ่นชย่าชงให้ก็รู้สึกถูกใจมาก
“ชาของเ้ามีรสเข้มข้นและหอมมาก ไม่เหมือนกับชาทั่วไปที่จะมีรสฝาดแฝงอยู่ด้วย” หยางจิ่นจิบน้ำชาลงไปอีกอึกหนึ่ง
“ชาชนิดนี้เรียกว่าชามัทฉะเ้าค่ะ ชงง่ายและสะดวกมาก เพียงใช้ผงชาสีเขียวนี้ชงลงในน้ำร้อน แต่น้ำจะต้องไม่ร้อนจนเกินไป เพราะมันอาจจะทำให้ชาขมและฝาดได้”
จากนั้นลู่อวิ๋นชย่าก็ลองใช้นมร้อนชงชาให้สองสามีภรรยาได้ลองชิมอีก ซึ่งชามัทฉะใส่นมมีรสชาติถูกใจหงอิงเป็อย่างมาก
“น้องชย่าเอ๋อ ผงชาของเ้าเอามาชงกับน้ำนมก็อร่อยมากเช่นกัน รสชาติแบบนี้ต้องถูกใจเด็กๆ และบรรดาหญิงสาวมากแน่ๆ” หงอิงยังถือถ้วยชาอยู่ไม่ยอมวาง พร้อมทั้งจิบชาไปอย่างถูกใจ
“ชามัทฉะยังทำเป็เครื่องดื่มสำหรับหน้าร้อนได้ด้วยนะเ้าคะ ไม่ว่าจะเป็แบบที่ใส่นมหรือไม่ใส่นม แค่ท่านเติมน้ำตาลหรือน้ำผึ้งลงไป กะให้รสชาติหวานขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง จากนั้นท่านก็เติมน้ำแข็งลงไปได้ หรือจะใส่เม็ดไข่มุกลงไปด้วยก็ได้ แบบนั้นก็จะอร่อยและเหมาะกับหน้าร้อนอย่างยิ่งเลยเ้าค่ะ” ลู่อวิ๋นชย่าอธิบาย
“ใส่เม็ดไข่มุกด้วยอย่างนั้นหรือ มันกินได้ด้วยหรือน้องชย่าเอ๋อ โดยปกติไข่มุกเขาจะเอามาทำเครื่องประดับกันไม่ใช่หรือ จริงหรือไม่เ้าคะท่านพี่” หงอิงหันไปถามสามี ซึ่งหยางจิ่นก็พยักหน้าเห็นด้วย
ลู่อวิ๋นชย่าหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ นางลืมไปได้อย่างไรว่าคนในยุคนี้ยังไม่รู้จักเครื่องดื่มยอดฮิตอย่างชาไข่มุก นางจึงรีบอธิบาย “ที่ข้าเรียกว่าเม็ดไข่มุกนั้นมันทำมาจากแป้งมันสำปะหลังและน้ำตาลทรายเ้าค่ะ มันจะมีสีขาวใสคล้ายไข่มุก หรือบางทีก็อาจจะทำเป็เม็ดสีดำออกมาได้เหมือนกัน รสชาติอร่อยมาก เอาไว้วันหลังข้าจะทำมาให้พวกท่านได้ลองชิมนะเ้าคะ”
หงอิงทำสีหน้าทุกข์ใจ “ขนมและน้ำชาที่เ้าเอามาล้วนแต่อร่อยและสวยงาม ข้าเกรงว่าข้าจะทำไม่เป็เสียแล้ว หากเป็เช่นนี้ความร่วมมือของเรายังจะมีอยู่หรือไม่”
“นั่นสิน้องชย่าเอ๋อ ฮูหยินของข้าทำขนมเป็แค่ไม่กี่อย่าง และขนมที่สวยงามเช่นนี้พวกเราก็เพิ่งเคยเห็นเป็ครั้งแรกเสียด้วย” หยางจิ่นจับมือภรรยาเอาไว้ “ครอบครัวของเราไม่ได้ร่ำรวย ฉะนั้นขนมเช่นนี้พวกเราไม่เคยได้กินมาก่อนจริงๆ”
“ความร่วมมืออย่างไรก็ต้องมีอยู่แล้วเ้าค่ะ ขนมที่จะนำมาขายที่ร้าน ข้าจะเป็คนทำและส่งมาให้พวกท่านทุกวัน หรือหากดูแล้วขนมในแต่ละวันจะไม่พอขาย ท่านก็ให้คนไปแจ้งกับข้าที่บ้านได้ ข้าจะรีบทำมาเติมให้ทันที แต่พี่ทั้งสองยังต้องรับผิดชอบเื่เครื่องดื่ม ซึ่งเครื่องดื่มแต่ละอย่าง ข้าจะเขียนสูตรไว้ให้เ้าค่ะ” ลู่อวิ๋นชย่าตอบยิ้ม “ส่วนเื่การแบ่งผลกำไร ข้าขอกำไรแค่สี่ส่วนก็แล้วกัน พวกท่านอย่าเพิ่งรีบปฏิเสธเลยนะเ้าคะ จริงอยู่ว่าขนมทั้งหมดเป็ข้ารับผิดชอบ แต่พวกท่านก็ต้องรับผิดชอบเื่ทำเครื่องดื่มด้วยเหมือนกัน อีกทั้งข้าก็ไม่ได้เข้ามาดูแลร้านช่วยพวกท่านด้วย ที่ข้าขอสี่ส่วนนี้ก็ถือว่าเอาเปรียบพวกท่านมากแล้ว”
“จะได้อย่างไรกัน ถึงแม้พวกเราจะรับผิดชอบดูแลร้านและจัดเตรียมเครื่องดื่ม แต่ขนมและวัตถุดิบทั้งหมดก็ล้วนเป็เ้าที่หามา กำไรสี่ส่วนที่เ้าจะขอ มันออกจะน้อยเกินไป พวกเราไม่อาจเอาเปรียบเ้าได้” หยางจิ่นรีบปฏิเสธ
“หากพวกท่านไม่รับข้อเสนอของข้า” ลู่อวิ๋นชย่าทำท่าคิด “เช่นนั้นความร่วมมือของเราก็ยกเลิกไปเถิดเ้าค่ะ”
“น้องชย่าเอ๋ออย่าได้โมโห ที่ข้าพูดไปเช่นนั้นเพราะไม่อยากเอาเปรียบเ้าจริงๆ” หยางจิ่นพูดขึ้นอย่างร้อนใจ
“พี่หยางจิ่น พี่หงอิง ที่ข้าตกลงทำธุรกิจร่วมกับพวกท่านเพราะข้าเห็นถึงความจริงใจและความซื่อสัตย์ของพวกท่านนะเ้าคะ อีกทั้งข้าไม่คิดว่าร้านน้ำชาของเราจะเปิดอยู่แค่ที่นี่ที่เดียว เอาไว้หากพี่หยางจิ่นสอบจวี่เหรินผ่าน หรือแม้แต่ท่านอาจจะสอบผ่านในระดับที่สูงขึ้นกว่านี้ ถึงตอนนั้นพวกเราอาจจะได้ไปเปิดโรงน้ำชาที่เมืองหลวงด้วยกันอีกก็ได้นะเ้าคะ”
“เปิดโรงน้ำชาที่เมืองหลวงอย่างนั้นหรือ ข้าได้ยินว่าที่ดินที่นั่นแพงยิ่งกว่าทองคำ พวกเราจะหาเงินจำนวนมากเช่นนั้นไปเปิดโรงน้ำชาได้จริงๆ หรือ” หงอิงถามขึ้น
“ขอแค่พวกท่านไม่กลัวว่าจะขายหน้าที่ต้องทำการค้า เื่หลังจากนี้พวกท่านก็ไม่ต้องกังวลหรอกเ้าค่ะ”
“เอ่อ...น้องชย่าเอ๋อ ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าครอบครัวของเ้าเป็ผู้ใด” หยางจิ่นสังเกตถึงท่าทางและความมั่นใจของลู่อวิ๋นชย่าก็พบว่าหญิงสาวคนนี้คงมีสถานะไม่ธรรมดา ทั้งยังพูดเื่การค้าที่เมืองหลวงได้อย่างสบายใจ เขาจึงเริ่มอยากรู้จักนางขึ้นมาเสียแล้วว่านางคือผู้ใดกันแน่ ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะหาผลประโยชน์จากนาง แต่หากนางมีฐานะสูงศักดิ์จริง เขาก็กลัวว่าการกระทำที่ผ่านมาของตนและภรรยาจะไปสร้างความขุ่นเคืองให้กับนางเข้า
“ไม่ปิดบังพี่ทั้งสอง คนรู้จักจะเรียกข้าว่าคุณหนูใหญ่ลู่ เพราะข้าเป็บุตรสาวคนโตที่เกิดจากภรรยาเอกของท่านเสนาบดีกรมพระคลัง และคู่หมั้นของข้าคือเซียวซื่อจื่อเ้าค่ะ”
การแนะนำตัวอันยิ่งใหญ่ของลู่อวิ๋นชย่าแทบจะทำให้หยางจิ่นและหงอิงนั่งไม่ติดเก้าอี้ ถึงแม้พวกเขาจะอาศัยอยู่ในอำเภอห่างไกล แต่เสนาบดีกรมพระคลังเป็ผู้ใด เซียวซื่อจื่อเป็ผู้ใด พวกเขาจะไม่รู้จักเชียวหรือ ลู่อวิ๋นชย่าต้องให้เวลาสองสามีภรรยาปรับตัวอยู่เป็นาน กว่าที่พวกเขาจะควบคุมความตื่นเต้นเอาไว้ได้ จากนั้นทั้งหมดก็เริ่มปรึกษากันเื่ของการตกแต่งร้านและวันเปิดร้านต่ออีกสักพัก จากนั้นลู่อวิ๋นชย่าก็ขอตัวกลับ