หลี่ชงมองนางหลี่หวังด้วยสายตาเย็นเฉียบ “ข้าจำได้ว่าหนึ่งเดือนก่อนครอบครัวของเสี่ยวิเยว่ตัดขาดกับบ้านสามสกุลหลี่ของพวกเ้าไปแล้วนี่! ทั้งยังเขียนสัญญาลงชื่อกันเรียบร้อยว่านับแต่วันนั้นสองครอบครัวจะไม่เกี่ยวข้องกันอีก เ้ายังจำได้อยู่หรือไม่! หากเ้าความจำสั้น ข้าก็ยังมีบันทึกไว้อยู่ หรือต่อให้เ้ายังจะดื้อดึงบอกว่าไม่ใช่ ที่อำเภอเองก็มีฉบับสำรองอยู่!”
เพียงประโยคเดียวก็ทำให้เหล่าผู้คนถกเถียงกันขึ้นมาทันที …หมายความว่าบ้านสามสกุลหลี่ให้ครอบครัวหลี่หงแยกบ้านออกไปแล้วอย่างนั้นหรือ? แถมพวกเขายังถึงขั้นตัดความสัมพันธ์กันเสียด้วยซ้ำ เื่มันเป็มาอย่างไรกันแน่?…
หลี่ิเยว่ดึงพี่ชายทั้งสองที่อยู่ด้านข้างเข้ามา และโค้งคำนับให้กับผู้คน จากนั้นจึงเอ่ยว่า “ลุงป้าน้าอาทั้งหลาย ในเมื่อเื่ในวันนี้ถูกเปิดเผยออกไปแล้ว เช่นนั้นพวกข้าเองก็อยากจะอธิบายให้ชัดเจน ขอให้ทุกท่านโปรดเป็พยานให้พวกข้าด้วยนะเ้าคะ พี่ใหญ่ พี่สาม พวกพี่ช่วยเล่าเื่ให้ทุกคนฟังด้วย”
หลี่อวิ๋นห้าวผู้เป็พี่ชายก้าวไปคำนับทุกคน และเล่าเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งเดือนก่อน โดยเน้นเสียงว่าหลี่หงนั้นไม่ใช่บุตรชายแท้ ๆ ของสกุลหลี่ ทั้งยังเล่าอีกว่าในตอนนั้นสกุลหลี่ได้รับเงินหนึ่งพันตำลึงเป็ค่าเลี้ยงดูทารกหลี่หงด้วย ดังนั้นในตอนนี้พวกเขาทั้งหมดกับบ้านสามสกุลหลี่จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับแม้แต่นิดเดียว
ขณะนั้นเอง ฟู่เหวินชิงก็เดินออกมาจากห้องพอดี เมื่อเห็นคนในลานบ้าน เขาก็พยักหน้าให้ผู้นำตระกูลหลี่พร้อมเอ่ยเสียงแ่เบา “แม่นางซูถูกผลักจนล้มทำให้กระทบกับครรภ์ ครั้งนี้อย่างน้อยก็ต้องนอนพักไปหนึ่งเดือน แย่จริง ๆ ร่างกายคนท้องถูกทำให้าเ็ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากคราวนี้บำรุงให้ฟื้นฟูไม่ได้ล่ะก็ เกรงว่าไม่อาจจะคลอดบุตรได้”
เขาหยุดพูดไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยต่อว่า “ยังดีที่ก่อนหน้านี้ร่างกายของแม่นางซูได้รับการดูแลจากลูกศิษย์ตัวน้อยของข้า แต่เพื่อจะบำรุงร่างกายของมารดาของนางแล้ว ข้าให้ของดี ๆ กับิเยว่ไปไม่น้อย เ้าเองก็รู้ว่าภรรยาข้าเองก็้ายาบำรุงเช่นกัน เพื่อที่จะช่วยเหลือลูกศิษย์ของข้า ข้าถึงได้ส่งไก่ป่าไปให้พวกนางทุก ๆ สองสามวัน แต่แย่จริง ๆ เื่ที่ควรจะดีขึ้นกลับกลายเป็เลวร้ายไปเช่นนี้เสียได้!”
เสียงทอดถอนหายใจกับวาจาของหมอฟู่ทำให้คนสกุลหลี่คนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ในลานบ้านอดไม่ได้ที่จะซึ้งใจ หลี่ชงหันไปมองนางหลี่หวัง ก่อนจะเอ่ยกับชาวบ้านที่มาดูชมความบันเทิงอยู่นอกประตู “ใครก็ได้ไปเรียกหลี่ต้าชวนมาที แล้วก็เรียกพวกหลี่เจียงมาด้วย หากพวกเขาไม่ยอมมา ก็บอกไปว่ารอถูกขับไล่ออกจากตระกูลหลี่ได้เลย!”
ครอบครัวของหลี่ต้าชวนมาถึงอย่างรวดเร็ว ระหว่างทางที่มาพวกเขาได้รู้คร่าว ๆ ว่าเกิดเื่อะไรขึ้น ในใจเริ่มนึกเกลียดชังแม่ผัวลูกสะใภ้เหล่านี้ที่ทำเื่อะไรล้วนไม่ประสบความสำเร็จ อยากได้ของแต่กลับก่อเื่ใหญ่โตงามหน้าเช่นนี้ เหตุใดไม่แอบย่องเข้าไปหยิบมาเงียบ ๆ …สุดท้ายคนที่ไม่ใช่พวกเดียวกับก็ไม่อาจสุมหัวอยู่ด้วยกันได้จริง ๆ
ทันทีที่หลี่ต้าชวนเข้ามาในบ้าน เขาก็ยิ้มประจบประแจงหลี่ชง “ผู้นำตระกูล เื่นี้เป็เื่ของครอบครัวข้า แม่เฒ่าคิดถึงพวกเด็ก ๆ ขึ้นมาน่ะ เลยมาเยี่ยมเยียนดูว่าเด็ก ๆ เป็เช่นไรบ้าง”
หลี่ชงมองหลี่ต้าชวนอย่างเ็า ก่อนจะสบถเสียงใส่เขา “ถุย! เ้าคิดว่าข้าโง่รึ? พูดออกมาได้ว่ามาเยี่ยมเด็ก ๆ หรือเ้าคิดว่าสัญญาที่เขียนไปก่อนหน้านี้เป็เื่ล้อเล่น? ถึงได้ทำเื่โง่ ๆ แบบนี้ สัญญานั่นข้าไปเอาลงบันทึกที่อำเภอแล้ว ตอนนี้เด็ก ๆ บ้านหลี่หงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกเ้าแล้ว”
หลี่ต้าชวนที่ได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกอับอายเล็กน้อย เขาลืมเลือนข้อตกลงนั้นไปแล้วจริง ๆ ในตอนนี้เมื่อถูกหลี่ชงพูดย้ำเตือนถึงเพิ่งนึกขึ้นมาได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ไม่นึกเลยว่าผู้นำตระกูลจะนำสัญญานั่นไปลงบันทึกไว้กับทางการแล้ว!
หลี่ชงเองก็ไม่อยากเปลืองน้ำลายพูดกับหลี่ต้าชวนอีก จึงหันไปถามฟู่เหวินชิง “หมอฟู่ ท่านคิดว่าสภาพร่างกายของนางซูในตอนนี้ต้องบำรุงอย่างไรบ้าง แล้วต้องใช้เงินประมาณเท่าใด?”
ฟู่เหวินชิงคิดคำนวณอยู่ในใจสักพัก ก่อนพูดเสียงเรียบนิ่ง “ครั้งนี้ร่างกายของนางได้รับาเ็ค่อนข้างรุนแรง ไม่ต้องพูดถึงเลยว่า่นี้จะทำงานในทุ่งได้ล่าช้าเพียงใด แค่ลุกขึ้นเดินเหินไปมาก็ต้องใช้เวลาบ้างแล้ว สำหรับการรักษา เฉพาะค่ายาต้องใช้เงินอย่างน้อยสามสิบตำลึง เงินจำนวนนี้ข้าไม่ได้กล่าวเกินจริง และที่ข้าบอกว่าสามสิบตำลึงนี่ก็เป็แค่ราคาต้นทุนเท่านั้น เพราะิเยว่เป็ลูกศิษย์ของข้า ข้าถึงยอมให้ราคาต้นทุนกับค่ารักษามารดาของนาง เื่นี้หากพวกท่านไม่เชื่อก็ไปเชิญหมอจากในเมืองมาตรวจดูได้ ถึงตอนนั้นเกรงว่าสามสิบตำลึงก็คงไม่พอแน่นอน”
เดิมทีฟู่เหวินชิงไม่อยากพูดอะไรมาก แต่เมื่อเห็นท่าทีของหลี่ต้าชวนเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง เขาจึงเอ่ยอธิบายออกไปตรง ๆ และคำพูดเช่นนั้นของหมอฟู่ก็ทำให้หลี่ต้าชวนต้องกลืนสิ่งที่ตนอยากเอ่ยลงท้องไป
หลี่ชงหันไปพูดกับหลี่ต้าชวนด้วยน้ำเสียงเย็นะเื “เ้าเลิกอ้างถึงความเป็ครอบครัวเดียวกันอะไรนั่นซะ ตอนนี้นางซูกับลูก ๆ ไม่ใช่คนในครอบครัวพวกเ้าแล้ว ข้าจะไม่พูดอะไรมาก เ้าคงจะรู้ว่าเ้าต้องออกเงินสามสิบตำลึงเป็ค่ารักษาให้นางซู ไม่เช่นนั้นพวกข้าจะเปิดโถงบรรพบุรุษ แล้วหารือเื่นี้กันอย่างจริงจัง!”
ทันทีที่เขาพูดจบ นางหลี่หวังก็ะโขึ้นมาเสียงแหลม “ได้อย่างไร! นางซูคิดจะเอาเงินจากพวกข้า! นางคู่ควรหรือ? บ้านพวกข้าเลี้ยงพวกมันให้มีกินมีดื่มมาตั้งหลายปี ทำไมจะอยากได้ความกตัญญูจากพวกมันไม่ได้? ใครจะไปนึกว่านังเด็กน่าตายนี่จะกล้าลงไม้ลงมือกับพวกข้าเช่นนี้ ผู้นำตระกูล เ้าต้องให้ความเป็ธรรมกับพวกข้านะ!”
ในขณะนั้นนางเสี่ยวหลี่หวังก็ยืนขึ้นและเริ่มเปิดปากฟ้อง “ยังจะต้องให้เงินพวกมันอีก? ท่านผู้นำตระกูล เด็กิเยว่ลงมือกับพวกข้าจนกลายเป็เช่นนี้ไปแล้ว หากมีผู้ใดต้องจ่ายเงินชดเชย ก็ควรเป็นางซูกับลูกที่ต้องจ่ายให้พวกข้า ท่านดูแผลบนร่างของข้าสิ”
ขณะที่พูดนางก็ถกแขนเสื้อให้ทุกคนดู แต่เมื่อถกแขนเสื้อขึ้นแล้วนางกลับชะงักไปในทันทีเช่นเดียวกันกับผู้คนที่มองนางอยู่ เพราะในตอนนั้นแขนของนางเสี่ยวหลี่หวังไม่มีรอยแผล รอยแดงแม้แต่นิดเดียวก็ไม่มี นางหลี่ลู่ก็รีบสำรวจร่างกายของตนบ้าง นางจำได้ว่าเมื่อครู่นี้นางถูกไม้ตีที่ต้นแขน ตีจนเจ็บขนาดนั้นมันจะต้องมีรอยช้ำให้เห็นอย่างแน่นอน แต่เมื่อถกแขนเสื้อดูแล้วนางก็ต้องตื่นตะลึง ทั้ง ๆ ที่ตรงนี้เจ็บมาก แต่ทำไมถึงไม่มีรอยอะไรแม้แต่นิดเดียวเลยเล่า?
นางหลี่หวังมองดูสองลูกสะใภ้อยู่ เมื่อเห็นว่าบนร่างกายของพวกนางไม่มีรอยแผลปรากฏให้เห็นเลยสักนิดจึงร้อนรนขึ้นมา เดิมทีนางตั้งใจว่าจะรอให้ทุกคนได้เห็นรอยแผลชัด ๆ จากนั้นจะได้ไปถามเอาเงินชดเชยจากนางซู! แต่ทำไมตอนนี้บนร่างของพวกนางถึงไม่มีาแได้เล่า!
ด้วยความร้อนใจอย่างหนักทำให้หญิงชราหน้ามืด ลืมสิ้นทุกสิ่งอย่าง และพุ่งเข้าไปถกแขนเสื้อของทั้งสองคนทันที เมื่อเห็นว่าบนผิวไม่มีรอยอะไรเลยก็คิดจะเข้าไปถอดชุดของสองสะใภ้ออก การกระทำอุกอาจอย่างลืมอายทำให้ผู้คนที่อยู่รอบ ๆ ต่างอ้าปากค้าง
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่ต้าเจียงกับหลี่ต้าเหอจึงรับเข้าไปขวางไว้ “ท่านแม่ นี่มันนอกบ้านนะ!” / “ท่านแม่ ท่านทำเช่นนี้ไม่ได้ ท่านรีบหยุดมือเสีย!”
นางเสี่ยวหลี่หวังกับนางหลี่ลู่เองก็ใกลัวเช่นกัน พวกนางจับกระโปรงของตนเองพลางกรีดร้องเสียงแหลม “ท่านแม่ ท่านทำเช่นนี้ไม่ได้นะ ท่านแม่รีบปล่อยมือสิเ้าคะ!” / “ท่านแม่หยุดมือก่อน ท่านทำเช่นนี้แล้วจะให้พวกข้าเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
เมื่อบุตรชายเข้ามาขวางไว้ นางหลี่หวังจึงฟื้นคืนสติ และเห็นชาวบ้านที่ห้อมล้อมอยู่กระซิบกระซาบกัน “ช่างไร้ยางอายจริง ๆ เลย! มาฉีกเสื้อผ้าของลูกสะใภ้กลางวันแสก ๆ ต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ ต้องเป็คนแบบไหนกัน!” “นั่นน่ะสิ! นั่นน่ะสิ! หากวันนี้ปล่อยให้นางทำสำเร็จ แล้วลูกสะใภ้ทั้งสองคนจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เป็ข้าคงโดดน้ำตาย”
เสียงกระซิบกระซาบของผู้คนที่อยู่รอบ ๆ ทำให้นางเสี่ยวหลี่หวังกับนางหลี่ลู่อับอายจนแทบจะมุดหน้าแทรกแผ่นดินหนี ทั้งสองคนซ่อนตัวอยู่ข้างหลังสามีของตัวเองโดยไม่กล้าเอ่ยคำใด และก้มหน้าหลั่งน้ำตาจนแทบหน้าติดพื้น
ขณะที่หลี่ิเยว่กำลังชมความวุ่นวายของครอบครัวนี้ ดวงตาก็พลันสว่างวาบเมื่อในหัวคิดอะไรขึ้นมาได้ นางจ้องมองสองสะใภ้ที่หลบอยู่ข้างหลังสามีของพวกนาง “หากพวกเ้าอยากถอดเสื้อผ้าก็กลับไปถอดที่บ้าน มาถอดในบ้านข้าเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? บ้านพวกข้ามีเด็กอยู่ตั้งมากมายนะ! พวกเ้าจะสอนอะไรผิด ๆ ให้กับเด็กน้อยงั้นหรือ?”
ลำดับพี่น้องครอบครัวหลี่หง
