บทที่ 11 จัดการข้ารับใช้ผู้จองหอง
เหล่านางกำนัลหวาดกลัวจนคุกเข่าลงกับพื้น ไหล่สั่นสะท้านไม่กล้าพูดจา ส่วนนางกำนัลที่ถูกเรียกชื่อรีบไปรายงานตัว
อวิ๋นพิ่นถิงเห็นเช่นนั้น ก็ถลึงตาใส่อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวอย่างไม่พอใจ “พอแล้ว เ้ามาแสดงอำนาจอะไรที่ข้านี่ เมื่อครู่เ้าก็หวาดกลัวจนหมอบอยู่กับพื้นไม่กล้าลุกขึ้นมาเช่นกันไม่ใช่หรือ?”
“ใครกลัวกัน ข้าเพียงแต่ขาเจ็บลุกไม่ขึ้นเท่านั้น” แม้ปากของอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวจะกล่าวเช่นนั้น แต่เมื่อคิดถึงสายตาเมื่อครู่ของอวิ๋นอินอิน ในใจนางก็ยังคงขยาดกลัว นางเขยิบเข้าไปใกล้อวิ๋นพิ่นถิงกล่าวเสียงเบาว่า “พี่หญิง นังโง่นั่นเหตุใดจู่ ๆ จึงเปลี่ยนเป็คนละคนได้ นาง… ถูกของปีศาจเข้าสิงหรือไม่?”
อวิ๋นพิ่นถิงเองก็มีความงงงงวยอยู่เต็มใบหน้าเช่นกัน นางคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นกล่าวว่า “ถ้าถูกปีศาจเข้าสิงก็คงดี ข้ากลัวแต่ว่านี่จะเป็ใบหน้าที่แท้จริงของนางนี่สิ”
“ท่านกำลังบอกว่าหลายปีมานี้นางเสแสร้งมาโดยตลอดหรือเพคะ? เป็ไปไม่ได้ ั้แ่เด็กจนโต นางจะแสร้งทำเป็คนโง่ได้อย่างไร?” อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวปัดตกการคาดเดาของอวิ๋นพิ่นถิงไปทันที จากนั้นจับมือของอีกฝ่ายแล้วกล่าวว่า “ไม่ว่าจะเป็อย่างไร พวกเราไปหาเสด็จแม่กันก่อนเถิด”
อวิ๋นพิ่นถิงพยักหน้า สองพี่น้องรีบเดินไปยังตำหนักของสนมเหมย
หลังจากอวิ๋นอินอินเดินออกมาจากอวิ๋นพิ่นถิงด้วยสีหน้าเ็าจนน่าขนลุก นางก็รีบถอนหายใจทันที จากนั้นสาวเท้าวิ่งไปตลอดจนถึงสถานที่ไร้ผู้คนจึงหยุดฝีเท้าลง
“โชคดีที่เมื่อครู่ข้าไหวพริบดี ขู่พวกนางไว้ได้ ไม่อย่างนั้นตอนนี้หนังหน้าข้าคงไม่เหลือแล้ว” อวิ๋นอินอินกุมหัวใจ หอบหายใจหนักหน่วง อารมณ์บนใบหน้ามีความสะใจอยู่เล็กน้อย ที่แท้การได้เห็นพวกนางถูกบีบให้ยอมแพ้ก็รู้สึกดีขนาดนี้นี่เอง!
“ครั้งนี้สนมเหมยคงจะรู้ว่าข้าเป็คนปกติแล้ว ในไม่ช้านางคงจะมาหาข้าด้วยตัวเอง ไม่ได้การ ก่อนถึงเวลานั้น ข้าจะต้องสานสัมพันธ์กับเสด็จอาให้จงได้ ต่อให้เขาไม่คุ้มครองข้า แต่ขอเพียงสนมเหมยคิดว่าเขาดูแลข้าอยู่ ก็คงไม่กล้าแตะต้องข้าเป็แน่”
อวิ๋นอินอินลูบคางพลางใช้ความคิด ข้าไม่ไปรบกวนเขาคงดีเสียกว่า แค่นั่งอยู่ในตำหนักเซ่อเจิ้งหวาง แบบนี้คงไม่ทำให้เขาโมโหกระมัง?
อีกทั้งในราชวังที่กว้างใหญ่แห่งนี้ จะยังมีที่ไหนที่ปลอดภัยยิ่งกว่าตำหนักของเซ่อเจิ้งหวางอีกเล่า!
เมื่อตัดสินใจได้ อวิ๋นอินอินก็หมุนกาย มุ่งหน้าใหม่ไปยังตำหนักของเซ่อเจิ้งหวางด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นไปตลอดทาง เพราะเกรงว่าสนมเหมยจะส่งคนมาจับตน
รอจนถึงตำหนักเซ่อเจิ้งหวาง นางก็ถูกองครักษ์ที่หน้าประตูขวางไว้
เนื่องจากผ่านประตูนี้มาสองครั้ง ยามนี้องครักษ์จึงรู้จักหน้าค่าตาองค์หญิงเก้าเป็อย่างดี
“องค์หญิงเก้า โปรดทรงรอสักครู่พ่ะย่ะค่ะ ให้ข้าได้เข้าไปรายงานก่อน”
นางคิดไปถึงว่า เมื่อเช้าตอนที่อวิ๋นพิ่นถิงมา ก็ต้องรายงานก่อนเช่นกัน และรอจนมีการเรียกตัวจึงเข้าไปได้ อวิ๋นอินอินไม่มีทางอื่น ได้แต่ยืนอยู่หน้าประตู ในใจคาดหวังว่าเสด็จอาจะยอมให้ตนเข้าไป
ผ่านไปสักพัก ผู้ดูแลฉีก็ออกมา
“องค์หญิงเก้า ทรงเสด็จมาไม่ได้จังหวะพอดี นายท่านออกจากตำหนักไปยังไม่กลับมาพ่ะย่ะค่ะ”
ท่าทีที่ผู้ดูแลฉีปฏิบัติต่ออวิ๋นอินอินยังถือว่าใช้ได้ คงเป็เพราะความเข้าใจผิดก่อนหน้านี้ทำให้เขารู้สึกผิดในใจ และยิ่งเห็นนายของตนเมตตาต่อองค์หญิงเก้าผู้นี้เป็พิเศษถึงสองครั้ง
ไม่อยู่อย่างนั้น แบบนี้ก็ดีสิ
อวิ๋นอินอินยิ้มแย้ม กล่าวกับผู้ดูแลฉีว่า “ผู้ดูแลฉี ท่านให้ข้าเข้าไปรอเสด็จอาข้างในได้หรือไม่ ท่านวางใจได้ ข้าจะนั่งเฉย ๆ เป็เด็กดี ไม่วิ่งเล่นไปทั่ว”
“ไอ้หยา องค์หญิงเก้าทรงอย่าได้สร้างความลำบากใจให้ข้าเลยพ่ะย่ะค่ะ ข้าไม่กล้าตัดสินใจจริง ๆ” ผู้ดูแลฉีดูจะลำบากใจ “องค์หญิงเก้า พระองค์เสด็จกลับไปก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้น ก็ได้”
สีหน้าอวิ๋นอินอินดูเป็ทุกข์ นางค่อย ๆ ย้อนกลับไปด้วยความเร็วของหอยทาก รอจนผู้ดูแลฉีกลับไปแล้ว จึงรีบกลับย้อนกลับมาที่ประตูตำหนักทันที
เมื่อเห็นองครักษ์มองมาที่ตนอย่างระมัดระวัง อวิ๋นอินอินก็ฝืนหัวเราะพร้อมกล่าวว่า “ไม่มีอะไร ข้าแค่นั่งตรงนี้สักครู่ เ้าไม่ต้องห่วง สบาย ๆ”
จากนั้น ภายใต้สายตาตกตะลึงขององครักษ์ อวิ๋นอินอินก็นั่งลงที่ขั้นบันไดหน้าประตูของตำหนัก
นางนั่งอยู่เกือบสองชั่วยาม จนอวิ๋นอินอินรู้สึกว่าบั้นท้ายของตนใกล้จะถลอก ส่วนข้าวต้มใสกับซาลาเปาลูกเล็กนั่นได้หมดไปนานแล้ว ในตอนที่อวิ๋นอินอินลุกขึ้นเตรียมจากไปนั่นเอง เสด็จอาผู้งดงามก็ปรากฏตัวพร้อมรัศมีที่เจิดจ้า
อวิ๋นอินอินยินดีอย่างมาก ทว่ายามที่นางกำลังจะลุกขึ้นกลับพบว่าขาชาเสียแล้ว จึงได้แต่ทำหน้าเป็ทุกข์ ตาละห้อยมองดูเสด็จอาผู้งดงามค่อย ๆ เดินเข้ามาหาตนทีละก้าว
ในใจนางคิดเรียบร้อยแล้วว่า จะอธิบายอย่างไรที่ตนมานั่งอยู่ตรงนี้ แต่คิดไม่ถึงว่าเสด็จอาผู้งดงามไม่แม้แต่จะเหลือบมองนางสักนิด แล้วก้าวผ่านบันไดเข้าสู่ตัวตำหนักด้วยใบหน้าเ็านั้น
“เสด็จอา…”
เสียงเรียกอ่อนโยนร้องเรียกตามหลังดังมา ดวงตาของเซวียนเหยียนฟู่สั่นไหวเล็กน้อย แต่เขาก็มิได้หยุดฝีเท้าเพื่อนาง
การรอคอยอยู่ครึ่งวัน ผลลัพธ์ที่ได้คือความเงียบงัน!
อวิ๋นอินอินกัดฟันแน่น อดทนต่อความรู้สึกชา ลุกขึ้นมาจากบันได หันศีรษะไปมองตำหนักที่สูงใหญ่ที่เหมือนเซวียนเหยียนฟู่ จากนั้นจากไปอย่างเศร้าสร้อย
ด้านผู้ดูแลฉีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายยังคงเดินไปยังข้างกายของเซวียนเหยียนฟู่
“นายท่านพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงเก้าทรงเสด็จมาที่นี่ั้แ่่เช้า นางนั่งรออยู่บนบันไดตลอด บ่าวคิดว่านางคงมีเื่้าจะกล่าวกับนายท่าน...”
มือที่ถือถ้วยชาของเซวียนเหยียนฟู่ชะงักเล็กน้อย ใบหน้าอมทุกข์เมื่อครู่ของนางฉายซ้ำเข้ามาในหัว นั่นคงเป็เพราะขาเป็เหน็บกระมัง
เขาดื่มชาในถ้วยจนหมด เห็นผู้ดูแลฉียังยืนรออยู่ เซวียนหยวนฟูก็ผ่อนคลายลง “ดูท่าเ้าจะใส่ใจองค์หญิงเก้าผู้นี้มาก?”
ผู้ดูแลฉีรีบก้มหน้าลง กล่าวอย่างหวาดหวั่น “บ่าวมิกล้า บ่าวขอทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”
ในตำหนักเต็มไปด้วยความเงียบสงัด เซวียนเหยียนฟู่หันศีรษะไปมองดอกกุหลาบที่เบ่งบานบริเวณริมหน้าต่างด้วยดวงตาลึกซึ้ง
ด้านอวิ๋นอินอินมองนางกำนัลสองสามคนที่ยืนอยู่ตรงปากทางเข้าตำหนักเย็น ในใจก็โหวงเหวง เป็อย่างที่คิด สนมเหมยคงทนรอไม่ไหว ทว่า เมื่อเป็แบบนี้แล้ว ถ้าอย่างนั้นก็แตกหักกันไปเลยแล้วกัน อย่างมากที่สุดก็แค่ตายไปด้วยกัน
นางยกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน ใบหน้าเล็กขนาดฝ่ามือฉายความเด็ดเดี่ยว
“องค์หญิงเก้า ไปกับพวกเราเถิดเพคะ”
ผู้ที่กล่าววาจาคือนางกำนัลที่กรอกยาในตอนนั้น สายตาที่นางมองอวิ๋นอินอินเต็มไปด้วยความประสงค์ร้าย คิดถึงการโบยที่ถูกสนมเหมยลงโทษเมื่อวาน ดังนั้นในตอนที่จับแขนของอวิ๋นอินอิน นางจึงได้ออกแรงอย่างเต็มกำลัง
อวิ๋นอินอินเองก็ออกแรงดึงแขนของตนออกมา จากนั้นตบนางกำนัลนางนั้นกลับอย่างสุดแรง
“ช่างเป็บ่าวรับใช้ที่โอหังนัก คิดว่าร่างกายของข้า องค์หญิงเก้าเป็สิ่งที่เ้าจะแตะต้องได้หรือ?”
นางกำนัลผู้นั้นคือนางกำนัลจาง นางกำนัลผู้ดูแลตำหนักของสนมเหมย ยามปกติข่มเหงนางจนเคยชิน หากแต่ยามนี้ถูกองค์หญิงเก้าที่ตนดูแคลนตบปาก นางกำนัลจางย่อมไม่ยินยอม เบิกตากว้าง แสยะยิ้มเดินเข้ามา
นางกำนัลจางหัวเราะราวกับได้ยินเื่ตลกขบขัน “องค์หญิง? เหอะ อย่างนั้นท่านคงโชคร้ายแล้วกระมัง”
ในยามนี้ นางคิดว่าทักษะการป้องกันตัวที่เมื่อก่อนเล่าเรียนไว้ยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง
“เ้า เ้าปล่อยข้า…” นางกำนัลจางร้องเสียงหลงเหมือนหมูถูกเชือด
อวิ๋นอินอินเหลือบมองร่องระบายน้ำสกปรกด้านหลัง แล้วยกยิ้มเย็น “เ้าบอกให้ข้าปล่อยเองนะ”
เด็กสาวสะบัดมือออกแรงผลักไปทีหนึ่ง จนนางกำนัลจางซวนเซลงไปพาดอยู่ในร่องระบายน้ำ น้ำโคลนเปรอะเปื้อนไปทั่วตัวของนาง นางกำนัลที่อยู่ด้านข้างรีบก้าวเข้าไปช่วยขึ้นมาจากร่องระบายน้ำ
“ไอ้หยา ป้าจาง เหตุใดเ้าจึงไม่ระวังเช่นนี้เล่า!”
เมื่อมองดูสีหน้ามีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นของอวิ๋นอินอิน นางกำนัลจางก็โมโหจนอยากกัดคน ใบหน้านางถมึงทึง แต่กลับไม่กล้าก้าวเข้ามาอีก เพียงพูดกับสามคนนั้นว่า “จับนางไว้ แล้วส่งไปหาพระสนมเหมย”