เสียงประตูบานเลื่อนกระจกเปิดออกเบาๆ นัยเดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยท่าทางเกร็งๆ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนส์สบาย ๆ ดูเรียบง่าย ทว่าสีหน้ากลับเคร่งขรึมและเต็มไปด้วยความอึดอัดใจบางอย่าง
ภายในห้องสี่เหลี่ยมนั้น มีชายวัยกลางคนในชุดกาวน์สะอาดสะอ้านนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน บนโต๊ะมีป้ายชื่อตั้งไว้อย่างเป็ทางการว่า "นพ. ปราชญ์ (จิตแพทย์เฉพาะทางด้านสุขภาวะทางเพศ)"
“เชิญนั่งครับคุณ… คุณนัย ที่นัดไว้ใช่ไหมครับ?” หมอปราชญ์เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เป็กันเอง พลางผึ่งแผ่นชาร์ตคนไข้ที่ยังว่างเปล่า “วันนี้มีปัญหาสุขภาพด้านไหนครับ หรือ้าปรึกษาเื่อะไรเป็พิเศษ?”
นัยทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลางประสานมือเข้าหากันแน่น ก่อนจะถอนหายใจยาว “หมอครับ... ผมไม่ได้ป่วยกายหรอก แต่ผมมีเื่คาใจ เื่ที่ผมไม่กล้าพูดกับใครที่ไหน แม้แต่เพื่อนสนิทในที่ทำงานก็พูดไม่ได้”
หมอปราชญ์วางปากกาลง มองคนไข้ตรงหน้าอย่างตั้งใจ “เชิญเลยครับที่นี่คือพื้นที่ปลอดภัย สิ่งที่เราคุยกันจะจบลงแค่ในห้องนี้”
นัยเม้มปากครู่หนึ่งก่อนจะโพล่งออกมา “คุณหมอ... ผมเป็โรคจิตไหมครับ? คือ... ผมชอบดูแฟนตัวเองโดนคนอื่นเอา ยิ่งเห็นเขาโดนจัดหนักๆ ต่อหน้าต่อตา หรือเห็นเขามอบความสุขให้ผู้ชายคนอื่น ผมกลับยิ่งมีอารมณ์ ยิ่งเสียว ยิ่งอยากจะะโเข้าไปร่วมวง หรือบางทีก็แค่อยากนั่งมอง หรือแม้แต่แอบดู...”
เขาเว้นจังหวะพลางลูบหน้าตัวเอง “มันผิดปกติมากไหมครับ? รสนิยมแบบนี้เขามีชื่อเรียกไหม หรือผมแค่หื่นกามจนบ้าไปแล้ว?”
หมอปราชญ์พยักหน้าช้าๆ ยิ้มอย่างรู้ใจ “อ้อ... สิ่งที่คุณเป็น่ะ ในทางการแพทย์และจิตวิทยาเรามีชื่อเรียกเฉพาะครับคุณนัย รสนิยมแบบนี้เรียกว่า Cuckoldry หรือ คักโคลด์ หรือถ้าเป็ผู้หญิงที่มีอารมณ์แบบนี้เราจะเรียก Hotwife มันไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่มันมีมานานแล้วครับ”
“แต่มัน... มันดูไม่ดีเลยนะครับหมอ ใครเขาอยากเห็นเมียตัวเองโดนคนอื่นเอา?” นัยถามกลับทันควันด้วยความสับสนในใจ
“นั่นแหละครับคือจุดที่น่าสนใจ” หมอปราชญ์ขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้ขึ้น “คุณนัยรู้ไหมว่าทำไมสมองคุณถึงสั่งให้เสียวในจังหวะที่ควรจะโกรธ? มันมีกลไกทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก ไม่ใช่แค่คุณคนเดียวหรอกครับที่สงสัย และรสนิยมในโลกนี้มีเป็ร้อยเป็พันแบบ ั้แ่เบาๆ ไปจนถึงขั้นที่คุณอาจจะนึกไม่ถึง...”
นัยเริ่มผ่อนคลายลง ความอยากรู้เริ่มเข้ามาแทนที่ความอาย “งั้นหมอช่วยไล่ให้ผมฟังทีละแนวเลยได้ไหม? ผมอยากรู้ว่าไอ้ที่คนเขาด่ากันว่าวิปริตเนี่ย จริงๆ แล้วมันคืออะไรกันแน่?”
“ได้ครับคุณนัย... งั้นเรามาเริ่มชำแหละความใคร่ของมนุษย์กันทีละชั้นเลย” หมอปราชญ์เปรยด้วยรอยยิ้ม
“งั้นเอาอันแรกเลยหมอ” นัยขยับนั่งตัวตรง “พวกที่ชอบล่ามโซ่ แส้ฟาดกันจนตัวลาย ใช่พวกซาดิสม์ไหมครับ? คนดีๆ ที่ไหนจะหาความสุขบนความเ็ปกัน?”
หมอปราชญ์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ท่าทางผ่อนคลาย “แนวนี้เรียกว่า BDSM ครับ ในทางจิตวิทยาเราเรียกมันว่า Psychological Release หรือการปลดปล่อยทางจิตใจ คุณรู้ไหมว่าความเ็ปในระดับที่คุมได้และตกลงกันไว้ก่อนเนี่ย มันจะไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งเอ็นดอร์ฟินกับอะดรีนาลีนออกมาพร้อมกัน ผลคือมันจะเกิดอาการเคลิ้มขั้นสุดเหมือนคนเล่นเครื่องเล่นหวาดเสียว”
หมอเว้นจังหวะ หยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบเล็กน้อยก่อนพูดต่อ
“แล้วที่น่าสนใจคือ พวกที่ชอบสยบยอมหรือชอบโดนสั่ง ที่เรามีศัพท์เรียกว่า Submissive เนี่ย ส่วนใหญ่ในชีวิตจริงเป็ระดับเ้าของธุรกิจหรือพวกที่ต้องแบกความรับผิดชอบหนักๆ ทั้งนั้นแหละครับ ในห้องนอนพวกเขาแค่อยากพักสมอง ไม่ต้องคิด ไม่ต้องตัดสินใจ แค่ทำตามคำสั่งแล้วปล่อยใจไปกับความเสียว มันคือการบำบัดความเครียดที่ได้ผลชะงัดนักแล”
นัยพยักหน้าหงึกๆ “อืม... ฟังหมอพูดแล้วเห็นภาพเลย แล้วอย่างที่ผมเป็ล่ะ Cuckold กับพวก Swinger ที่เขาแลกเมียกันเนี่ย มันเหมือนหรือต่างกันยังไง? แล้วทำไมสมองคนเรามันถึงก้าวข้ามความหึงหวงขนาดนั้นไปได้”
“ต่างกันตรงบทบาทและอำนาจในเกมครับ” หมอปราชญ์ขยับแว่นสายตา “พวก Swinger หรือแลกคู่เนี่ย มันคือการหาความบันเทิงแบบเท่าเทียม เน้นเปิดโลกใหม่ร่วมกันเพื่อให้ชีวิตคู่ไม่จืดชืด แต่แนว Cuckold แบบคุณ มันลึกซึ้งกว่านั้น... มันมีเื่ของสัญชาตญาณดิบที่เรียกว่า Sperm Competition หรือการแข่งขันทางพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยว”
“การแข่งขันเหรอครับหมอ?” นัยเลิกคิ้ว
“ใช่ครับ พอสมองคุณเห็นผู้ชายคนอื่นมายุ่งกับเมีย แทนที่มันจะโกรธแบบคนทั่วไป มันกลับแปรเปลี่ยนความหึงหวงนั้นเป็อาการหวงผสมอยากเอาชนะ มันสลับสวิตช์กลายเป็อารมณ์ใคร่ที่รุนแรงกว่าปกติหลายเท่า มันคือการพิสูจน์ความเป็เ้าของที่ลึกซึ้งผ่านการยอมแบ่งปัน... แปลกไหมล่ะครับ”
“โหหมอ... ตรงใจเป๊ะ! อารมณ์ผมมันสับสนแบบนั้นจริงๆ” นัยตบเข่าฉาด รู้สึกเหมือนมีคนมานั่งกลางใจ
“แล้วพวกชอบโชว์ หรือชอบแอบดูล่ะครับ? แบบนั้นตื่นเต้นเพราะอยากแข่งขันด้วยเหรอ”
หมอปราชญ์หัวเราะเบาๆ “รายนั้นไม่ใช่เื่แข่งขันครับนัย แต่งานนี้มันคือเื่ของ Risk-Taking Reward หรือการเสพติดความเสี่ยง สมองคนกลุ่มนี้ตอบสนองต่อเื่ธรรมดาไม่ไหวแล้ว การร่วมเพศเฉยๆ มันจืดชืดเกินไป แต่พอมีความเสี่ยงว่าจะโดนจับได้ หรือมีความตื่นเต้นว่ามีคนแอบมอง สารเคมีในสมองจะพุ่งปรี๊ดเหมือนคนเล่นพนันหรือะโร่มเลยครับ เขาไม่ได้อยากโชว์อนาจารเพราะอยากอวดของดีเสมอไปหรอก เขาแค่เสพติดความลุ้นจนตัวสั่นต่างหาก”
“อ๋อ... ยิ่งเสี่ยงยิ่งเสียวว่างั้นเถอะ” นัยพึมพำพลางทอดสายตาคิดตาม “งั้นขยับมาพวกเฉพาะทางหน่อยหมอ อย่างพวกชอบเลียเท้า หรือชอบเล่นฉี่เนี่ย... อันนี้มีเหตุผลรองรับไหม หรือแค่รสนิยมสกปรกเฉยๆ”
หมอปราชญ์ขยับยิ้มอย่างเข้าใจ “ในทางประสาทวิทยา เรามีทฤษฎีที่เรียกว่า Somatosensory Map ครับ แผนผังสมองส่วนที่รับความรู้สึกจากเท้า กับส่วนที่รับความรู้สึกจากอวัยวะเพศเนี่ย มันดันวางอยู่ติดกันเป๊ะๆ ในสมองมนุษย์ บางคนเกิดมาแล้วเส้นประสาทสองส่วนนี้มันเชื่อมถึงกันจนทำให้การโดนเลียเท้าเสียวเท่ากับการโดนร่วมเพศเลยครับ”
“แล้วเื่ฉี่ล่ะครับ?” นัยซักต่อ
“เื่ฉี่หรือ Golden Shower มันคือเื่ของ Total Submission หรือการสยบยอมขั้นสุดครับ การยอมให้อีกฝ่ายพ่นสิ่งปฏิกูลใส่ร่างกาย มันคือการทลายกำแพงความรังเกียจเพื่อพิสูจน์ว่า 'ฉันยอมรับทุกอย่างในตัวเธอได้' มันเป็ความใกล้ชิดที่คนวงนอกไม่มีวันเข้าใจหรอกครับ”
นัยนิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง ก่อนจะถามต่อเสียงแ่ลงด้วยความจริงจัง “งั้นมาถึงของหนักครับคุณหมอ... พวก Taboo หรือความสัมพันธ์ต้องห้ามในครอบครัวล่ะครับ ทำไมยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ? ทำไมคนบางกลุ่มถึงยอมถลำลึกไปขนาดนั้น”
หมอปราชญ์สบตานัย แววตาเปลี่ยนเป็จริงจังขึ้น “นี่คือจุดสูงสุดของความท้าทายในจิตใจมนุษย์เลยครับนัย จิตวิทยาเรียกมันว่า The Lure of the Forbidden มนุษย์เราถูกโปรแกรมมาั้แ่ยุคโบราณให้สงสัยในสิ่งที่ห้ามทำ ยิ่งสังคมขีดเส้นใต้หนาๆ ว่า “ห้ามเด็ดขาด” สมองบางคนจะมองว่านั่นคือรางวัลใหญ่ที่สุดถ้าก้าวข้ามไปได้ มันคือการพิสูจน์อำนาจเหนือศีลธรรม เป็การขบถต่อกฎเกณฑ์โลกเพื่อให้ได้ความเสียวซ่านที่ไม่มีใครหน้าไหนจะหามาเทียบได้...”
“แล้วพวกที่ชอบหลงรักสิ่งของ ตุ๊กตายาง หรือพวกใส่ชุดมาสคอตสัตว์เอากันล่ะหมอ พวกนี้หลุดโลกไปหรือยัง?” นัยถามด้วยความสงสัย
“มันคือเื่ของ Escapism หรือการหลีกหนีจากความจริงครับมนุษย์เราบางคนเบื่อหน่ายกับความเป็คนที่มีเงื่อนไขเยอะ การใส่ชุดสัตว์มันช่วยปลดล็อกสัญชาตญาณดิบที่ตอนเป็มนุษย์ทำไม่ได้ ส่วนพวกที่รักสิ่งของ ส่วนใหญ่คือคนที่เคยผิดหวังจากมนุษย์ด้วยกันจนเกิดแผลเป็ครับ สิ่งของมันไม่ทรยศ ไม่เถียง มันคือความมั่นคงทางอารมณ์ในรูปแบบหนึ่งที่คนนอกอาจมองว่าแปลก แต่สำหรับเขามันคือที่พึ่งพาสุดท้ายครับ”
“แล้วพวกที่สมมติบทบาทเป็เด็กน้อย เป็พ่อลูก หรือเป็ครูกับนักเรียน ที่เขาแนว Age Play ล่ะครับ มันเข้าข่ายพรากผู้เยาว์ในจินตนาการไหม?”
“คืองี้ครับคุณนัย... ถ้าทุกคนเป็ผู้ใหญ่ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว มันคือ Roleplay เพื่อจัดการกับความเปราะบางในใจครับ บางคนตอนเด็กขาดความรัก พอโตมาเลยอยากกลับไปอยู่ในสภาวะที่มีคนดูแล หรือบางคนอยากใช้อำนาจเพื่อชดเชยปมด้อยในชีวิตจริง มันคือละครโรงเล็กที่มีแค่คนสองคนเล่นเพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปในจิตใจครับ ตราบใดที่ไม่ใช่เด็กจริง ๆ มันก็คือกิจกรรมสันทนาการรูปแบบหนึ่ง”
นัยพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะนึกภาพสิ่งที่เคยเห็นผ่านหูผ่านตา “แล้วพวกแนวที่ดูรุนแรง หรือสยองขึ้นมาอีกนิดอย่างพวกเล่นมีด หรือพวกที่ชอบแนวเล่นเืล่ะครับ? การเอาของมีคมมาจ่อคอ หรือทำให้เืออกซิบๆ ระหว่างมีเซ็กส์เนี่ย สมองเขากลัวความตายบ้างไหม?”
“นั่นคือ Peak Physiological Arousal ครับนัย” หมออธิบายอย่างฉะฉาน “เมื่อร่างกายเผชิญกับอันตราย สัญชาตญาณการเอาตัวรอดจะทำงาน สารอะดรีนาลีนจะพุ่งทะลุเพดาน ซึ่งในภาวะนั้น ขีดจำกัดของความเสียวจะขยายตัวตามไปด้วย คนกลุ่มนี้เขาเสพติดวินาทีที่เฉียดตาย เพราะมันทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตอยู่จริงๆ เราเรียกมันว่า Sense of Aliveness แน่นอนว่าต้องอาศัยทักษะและความเชื่อใจกันอย่างรุนแรง”
“แล้วพวกที่ชอบลักหลับแฟนตอนนอน หรือคนที่ชอบแกล้งทำเป็โดนข่มขืนล่ะหมอ? อันนี้มันดูิ่เหม่กับอาชญากรรมมากเลยนะ” นัยขมวดคิ้ว
“มันคือ CNC หรือ Consensual Non-Consent ครับ คำสำคัญอยู่ตรงคำว่ายินยอมล่วงหน้า ในทางวิชาการมันคือการสำรวจอำนาจในใจ ผู้หญิงบางคนชอบบทบาทที่ตัวเองไร้อำนาจ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดกับการมีความใคร่ การสมมติว่าตัวเองถูกบังคับทำให้เธอปลดปล่อยอารมณ์ได้เต็มที่โดยไม่ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้กระทำ ส่วนฝ่ายชายก็ได้ระบายสัญชาตญาณนักล่าออกมาในพื้นที่ปลอดภัย มันคือละครกามที่มีการเซ็ตระบบความปลอดภัยไว้อย่างดีครับ”
นัยนิ่งคิดตามพลางขยับตัว “หมอครับ... แล้วถ้าเกิดมันหนักหนาสาหัสกว่านั้นล่ะ แบบ... พวกที่มีอารมณ์กับศพ ยุ่งกับสัตว์ หรือยุ่งกับเด็กน้อยที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจริงๆ อันนี้หมอจะบอกว่ามันปกติด้วยไหม?”
หมอปราชญ์ถอนหายใจยาว สีหน้าและแววตาเปลี่ยนเป็โหมดวิชาการที่เข้มข้นและจริงจังขึ้นทันที
“นั่นคือ Necrophilia การสมสู่กับศพ รวมถึงการยุ่งกับสัตว์และเด็กครับ... นี่แหละคือเส้นแบ่งสำคัญเลยคุณนัย สิ่งนี้แหละที่ต้องยับยั้งและต้องรักษา!” หมอเน้นเสียงหนัก
“สิ่งที่เราคุยกันมาทั้งหมดก่อนหน้านี้ คือรสนิยมที่อยู่บนพื้นฐานของ "ความยินยอมพร้อมใจระหว่างมนุษย์ที่มีชีวิตและบรรลุนิติภาวะแล้ว" แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มันก้าวข้ามไปสู่การละเมิดผู้อื่น การทำลายศพ การทารุณสัตว์ หรือการเบียดเบียนเด็ก... ในทางจิตเวชเราถือเป็ Paraphilic Disorders หรือโรคกามวิปริตทั้งหมดครับ เพราะมันไม่ใช่ความยินยอมที่แท้จริง และสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง สิ่งเหล่านี้คือจุดที่หมอต้องรักษา เพราะมันสร้างความเดือดร้อนให้สังคมและตัวคนไข้เองครับ”
นัยพยักหน้าอย่างเห็นด้วยและเข้าใจแจ่มแจ้ง “สรุปคือ... รสนิยมจะแปลกหลุดโลกแค่ไหนก็ได้ ตราบใดที่ไม่ละเมิดคนอื่น ไม่บังคับขู่เข็ญ ไม่ผิดกฎหมาย และไม่เบียดเบียนใครใช่ไหมครับ?”
“ถูกต้องที่สุดครับคุณนัย ความเป็มนุษย์มันซับซ้อนเกินกว่าจะใช้ไม้บรรทัดอันเดียวมาวัดได้ทุกคน ใครที่เที่ยวไปชี้หน้าคนอื่นว่าสกปรก เพียงเพราะเขาชอบสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ คนคนนั้นแหละคือคนที่มีทัศนคติคับแคบและเป็อันตรายต่อสังคม ยิ่งกว่าคนชอบโชว์หรือคนชอบแอบดูเสียอีก”
“วันนี้ผมอิ่มมากเลยครับ...” นัยระบายยิ้มกว้าง แววตาเป็ประกายโล่งอก “อิ่มทั้งความรู้ อิ่มทั้งความเข้าใจชีวิต ต่อไปนี้ผมคงเดินยืดอกใช้ชีวิตในแบบที่ผมชอบได้เต็มที่ โดยไม่ต้องไปแคร์เสียงนกเสียงกาที่ไหนอีกแล้ว”
“ยินดีด้วยครับนัย” หมอปราชญ์น้ำเสียงนุ่มนวล “โลกภายนอกอาจจะตัดสินคุณ แต่ในคลินิกนี้... ผมเห็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่กล้าหาญพอจะยอมรับความจริงในใจตัวเอง ไปเถอะครับ ชีวิตที่เหลือคือ์ที่คุณเลือกสร้างเองได้แล้ว”
นัยพยักหน้าพลางครุ่นคิด “อืม... พลิกมุมมองผมไปเลยแฮะ ว่าแต่ที่หมอเล่ามาทั้งหมดนี่มันครบหรือยังครับ? โลกนี้มันยังมีอะไรที่แปลกและลึกไปกว่านี้อีกไหมครับ?”
หมอปราชญ์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สบตาคนไข้แล้วเอ่ยช้าๆ
“คุณนัยครับ... รสนิยมของมนุษย์เรามันหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ปัจจุบันโลกเราขยับไปไกลจนมีกระทั่ง Technophilia หรือกลุ่มคนที่มีอารมณ์ทางเพศกับ AI และหุ่นยนต์ขั้นสูง รวมถึง Digital Sex ในโลกเสมือนจริง สิ่งเหล่านี้มันจะเกิดขึ้นและพัฒนาไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่มนุษย์ยังมีความเหงาและความกระหายในสิ่งใหม่ แต่ไม่ว่าโลกจะหมุนไปไกลแค่ไหน แก่นแท้มันมีอยู่แค่เื่เดียว...”
หมอเว้นจังหวะสบตาคนไข้ “นั่นคือ ความสุขที่มาจากเนื้อแท้ของตัวเอง และจงซื่อตรงต่อมันครับ”
“หมอพูดเหมือนจะสรุปรวบยอดให้ผมเลยนะ” นัยหัวเราะเบาๆ
“ใช่ครับ ผมอยากให้คุณนัยจำไว้ให้ขึ้นใจเลยนะ...” จิตแพทย์หนุ่มใหญ่เน้นเสียง “การที่คุณชอบดูเมียโดนคนอื่นจัดหนัก หรือรสนิยมอื่นๆ ที่เราไล่มาทั้งหมดเนี่ย มันคือรสนิยมส่วนตัวครับไม่ใช่สันดาน คุณยังเป็หัวหน้างานที่เก่งของลูกน้องได้ ยังเป็เพื่อนที่ดีได้ และยังเป็มนุษย์ที่มีคุณค่าในตัวเองได้เต็มเปี่ยม”
หมอปราชญ์สบตานัยอย่างจริงใจ “อย่าให้ใครที่มองโลกแค่ด้านเดียวมาบอกว่าคุณผิดปกติ เพียงเพราะเขาไม่กล้าที่จะแตกต่าง... เหมือนที่คุณเป็”
“ฟังหมอไล่มาทั้งหมดเนี่ย...” นัยพึมพำ น้ำเสียงดูผ่อนคลายขึ้นมาก “ผมเริ่มรู้สึกว่าโลกนี้มันไม่มีคำว่าปกติที่แท้จริงเลยนะ ทุกคนมีช่องว่าง มีรอยรั่วที่อยากให้คนอื่นมาเติมเต็มทั้งนั้น”
“ถูกครับ คำว่าปกติ มันเป็แค่เส้นรอบวงที่สังคมขีดไว้เพื่อคุมคนหมู่มาก แต่ในโลกส่วนตัว... ทุกคนคือหัวขบถครับ คนที่กล้าเดินเข้ามาคุยกับผมแบบคุณเนี่ย คือคนที่สุขภาพจิตดี ดีกว่าคนที่เที่ยวไปด่าคนอื่นตามโซเชียลเสียอีก เพราะคุณกล้าเผชิญหน้ากับตัณหาของตัวเอง ไม่ได้ซ่อนมันไว้จนมันเน่าหนอนอยู่ข้างใน”
“แล้วหมอคิดยังไงกับพวกที่ชอบมาค่อนขอด หรือพวกที่ชอบด่ารสนิยมคนอื่นครับ?”
หมอปราชญ์ขยับแว่นเบาๆ ยิ้มที่มุมปาก “คุณนัยครับ... ผมถามคุณคำหนึ่ง เวลาคุณเข้าร้านอาหาร คุณสั่งกะเพราเผ็ดระดับไหน?”
“อ้าว... ผมก็ชอบเผ็ดหูดับสิครับหมอ กินจืดๆ มันจะไปอร่อยอะไร” นัยตอบทันควัน
“นั่นแหละครับ... รสนิยมทางเพศก็เหมือนระดับความเผ็ดของอาหารนั่นแหละ บางคนกินจืดแค่ไข่เจียวเขาก็มีความสุข แต่บางคนเขา้าพริกสิบเม็ดเพื่อให้ลิ้นมันรับรสได้ถึงใจ ถามว่าคนกินเผ็ดวิปริตไหม? ก็เปล่า... เขาก็แค่้าแรงกระตุ้นที่มากกว่าคนอื่นเพื่อให้ถึงจุดที่เรียกว่า อร่อย เหมือนกัน”
“แล้วหมอจะบอกพวกที่เข้าไม่ถึงรสนิยมคนอื่น แล้วเสร่อมากระแนะกระแหนยังไงครับ… ”
หมอปราชญ์เน้นเสียงหนักแน่นขึ้น "ผมก็จะบอกเขาว่า... 'ถ้าบ้านคุณชอบกินแกงจืด ก็จงกินให้มีความสุขเถอะครับ แต่อย่าเดินไปว่าคนที่ซดต้มยำเผ็ด ๆ ที่อยู่โต๊ะข้าง ๆ เพียงเพราะเขาชอบกินเผ็ดกว่าคุณ เพราะสุดท้าย... เขาก็อิ่มและมีความสุขในแบบของเขา และที่สำคัญ เขาไม่ได้บังคับให้คุณต้องมากินคำเดียวกับเขาเสียหน่อย' จริงไหมครับคุณนัย?"
นัยหัวเราะร่าลั่นห้องตรวจ รู้สึกเหมือนยกูเาออกจากอก “ขอบคุณครับคุณหมอ ผมมาวันนี้เหมือนมาปลดล็อกกุญแจที่ล่ามใจตัวเองไว้มานาน ผมได้รู้จักกลไกทุกอย่าง... ต่อไปนี้ผมจะเอากับเมีย หรือจะดูเมียโดนใครเอา ผมคงไม่ต้องมานั่งนึกละว่าผมเป็โรคจิตไหม”
“ยินดีด้วยครับนัย จำไว้นะ... ความใคร่คือภาษาที่ไม่มีตัวอักษร ใครจะสื่อสารกันแบบไหนก็เื่ของเขา ตราบใดที่คุณกับเมียมีความสุขและยินยอมพร้อมใจกัน หน้าที่ของผมในฐานะหมอก็ถือว่าจบลงแล้ว”
หมอปราชญ์หัวเราะเบา ๆ แววตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจในผลงานการบำบัดของตัวเอง
“ต่อไปนี้ก็ขอให้สนุกและมีความสุขกับเซ็กส์ในแบบของคุณนะ” หมอเอ่ยอวยพรด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“ถ้าวันไหนเกิดรู้สึกสับสนขึ้นมาอีก หรือวันไหนที่ภรรยาของคุณอยากเข้ามานั่งพูดคุยปรึกษาด้วย ก็พาเธอมาได้เลย... คลินิกนี้ยินดีต้อนรับหัวขบถทุกคนเสมอครับ”
นัยนิ่งไปนิดหนึ่ง เหมือนกำลังเรียบเรียงคำพูดในหัว “สุดท้ายครับคุณหมอ ... ถามเป็ความรู้หน่อย ผู้ชายที่ชอบไปมีอะไรกับเมียคนอื่นต่อหน้าผัวเขาเนี่ย ในวงการเขามีชื่อเรียกไหม?”
หมอปราชญ์กลับเข้าสู่โหมดวิชาการทันที “มีครับนัย เราเรียกว่า Bull หรือพ่อพันธุ์ครับ ในทางจิตวิทยา Bull คือสัญลักษณ์ของพลังอำนาจและการ เป็ตัวละครสำคัญที่เข้ามาทำให้วงจรความเสียวของคู่รักแบบ Cuckold สมบูรณ์แบบที่สุด”
“อ๋อครับ... แล้วพวก Bull ที่ว่าเนี่ย ในทางสถิติหรือในคนไข้ที่หมอเจอมา... มีเยอะไหมครับ?”
หมอปราชญ์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ พลางคลี่ยิ้มแบบผู้เชี่ยวชาญ
“เยอะครับ... เยอะจนคุณคาดไม่ถึงเลยล่ะ ส่วนใหญ่ผู้ชายที่มีรสนิยมแบบนี้มักจะเป็พวกที่ประสบความสำเร็จในชีวิตสูงด้วยนะ เพราะในโลกความจริงเขาต้องควบคุมทุกอย่าง พอถึงเื่บนเตียงเขาเลยอยากลองปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบ หรืออยากเอาชนะในพื้นที่หวงห้ามของชายอื่นดูบ้าง เพื่อประกาศความเป็พ่อพันธุ์ครับ”
นัยจ้องหน้าหมอนิ่ง พลางแอบพิจารณาคุณหมอหนุ่มใหญ่ตรงหน้าั้แ่หัวจรดเท้า... มาดภูมิฐาน ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน เสื้อกาวน์เรียบกริบ
“ชื่อดุดันดีครับ... Bull... พ่อพันธุ์... ฟังดูเข้าท่า” นัยเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“แล้วถ้าผมพูดตรงๆ นะครับ คนที่มีบุคลิกภูมิฐานดูสะอาดสะอ้านแบบหมอ แถมมีความรู้เื่จุดเสียวจุดใคร่ของมนุษย์ทะลุปรุโปร่งขนาดนี้เนี่ย... ถ้าหมอผันตัวไปเป็ Bull ขึ้นมาจริงๆ ผมว่าหมอต้องเป็ Bull ชั้นยอดแน่ๆ เลยล่ะ ทั้งมาดทั้งวิชาการที่มี มันคงทำให้เมียชาวบ้านสยบคาเตียงได้ไม่ยาก คุณหมอว่าจริงมั้ย?”
หมอปราชญ์ไม่ได้แสดงท่าทีใด เขาเพียงแค่กระตุกยิ้มที่มุมปากเบาๆ เป็ยิ้มที่ดูมีเลศนัยและเดาอารมณ์ยากที่สุด “คุณนัยก็ชมผมเกินไป... ผมเป็แค่คนอ่านตำราครับ จะเอาอะไรไปสู้พวกสายปฏิบัติแบบคุณได้”
“โธ่หมอ... อ่านตำราแล้วมันก็น่าลงมือทำบ้าง เพื่อพิสูจน์ว่าตรงตามตำราหรือเปล่า จริงมั้ยครับ?” นัยโน้มตัวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น ลดเสียงลงให้ได้ยินกันแค่สองคน
“บอกตรงๆ เลยนะหมอ ผมหาคนมาทำหน้าที่นี้ให้ภรรยาผมยากมาก พวกที่เจอตามเวปไซต์ ตามกลุ่มลับก็น่ากลัว ที่ผ่านๆ มาก็พูดจาหยาบคายแถมดูไม่สะอาด กลัวจะนำโรคหรือเอาความลับเราไปแฉ แต่คุณหมอ... ทั้งดูดี ทั้งสะอาด แถมเข้าใจพวกผมทุกประเด็นจนผมทึ่ง”
สายตาของนัยมองอย่างชื่นชม “ถ้าหมอมีรสนิยมแบบ Bull ที่ว่า... ผมอยากให้เป็หมอนะ ผมจะพาภรรยามาหาหมอถึงห้องตรวจนี้เลย ดีไหมครับ?”
หมอปราชญ์ชะงักไปทันที แววตาที่เคยนิ่งสงบเปล่งประกายไหววูบขึ้นมาแวบหนึ่ง ก่อนจะกระแอมไอแก้เก้อ
“คุณนัย... ขอบคุณที่ให้เกียรติ แต่คุณต้องเข้าใจนะ ผมมีจรรยาบรรณแพทย์ มีตำแหน่งหน้าที่การงานค้ำคออยู่ สิ่งที่คุณขอเนี่ยมันเสี่ยงเกินไป และผมเอง... ผมศึกษามันแค่ในตำรา ไม่เคยเอาตัวลงไปคลุกคลีกับเื่หน้าสิ่วหน้าขวานในชีวิตจริงขนาดนั้น”
นัยยิ้มมุมปาก เขาดูออกอย่างทะลุปรุโปร่งว่ากำแพงในใจของหมอเริ่มสั่นคลอน
เขารีบหยิบมือถือออกมา เปิดรูปภาพในโฟลเดอร์ที่ล็อกรหัสไว้ แล้วเลื่อนหน้าจอไปวางตรงหน้าจิตแพทย์หนุ่มใหญ่ทันที
“ผมเข้าใจครับ... แต่ก่อนจะปฏิเสธ คุณหมอลองดูภรรยาผมก่อน รูปนี้เธอใส่ชุดเดรสสั้นรัดรูป หมอดูผิวเธอสิ... ขาวเนียนเหมือนน้ำนม ตึงเป๊ะไปทุกสัดส่วน โดยเฉพาะสะโพกกลมๆที่หมอเห็นอยู่นั่นน่ะ ผมดูแลอย่างดี”
หมอปราชญ์แสร้งทำเป็หยิบแผ่นชาร์ตคนไข้ขึ้นมาบังหน้าทำทีเป็ตรวจงาน แต่สายตากลับเหลือบมองรูปหญิงสาวในจอไม่กะพริบตา ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัดและถี่กระชั้นขึ้นเมื่อเห็นความเย้ายวนระดับสิบเต็มสิบในรูปนั้น
“ภรรยาผมก็ชอบผู้ชายภูมิฐานสะอาดๆ แบบหมอนี่แหละครับ” นัยรุกต่อด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ “ยิ่งถ้าเป็หมอที่เก่งเื่วิชาการแบบนี้ด้วยนะ... หมอลองนึกภาพสิ คลินิกเงียบๆ หลังปิดไฟ ม่านสีขาวปิดสนิท เมียผมนอนอ้าขาอยู่บนเตียงตรวจนั่นในชุดที่ผมบอก แล้วหมอก็ค่อยๆ ถอดถุงมือยางออกเพื่อใช้มือเปล่าตรวจทุกจุดให้เธอ... ขณะที่ผมก็จะนั่งดูหมอตรวจอยู่ข้างเตียง...”
นัยจ้องลึกเข้าไปในตาหมอ “หมอจะไม่ลองเปลี่ยนจากคนอ่านตำรา... มาเป็คนเขียนตำราบ้างเหรอครับ?”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องตรวจอยู่อึดใจใหญ่ หมอปราชญ์ปิดแฟ้มประวัติคนไข้ลงช้าๆ มือเขาเริ่มสั่นเล็กน้อยจนต้องประสานมือเก็บอาการไว้บนโต๊ะ เขาพยายามทำสีหน้าให้ดูสุขุมที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่ในใจกำลังลุกเป็ไฟ
“คุณนัย... คุณกำลังทำให้ผมอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากมากนะ” หมอพูดพลางใช้นิ้วเกี่ยวเนกไทให้คลายออกเพื่อระบายความอัดอั้น “แต่ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ... ผมเห็นว่าทฤษฎีบางอย่างมันก็ต้องมีการทดลองเพื่อที่จะพิสูจน์ความจริง และถ้าภรรยาคุณมีปัญหาเื่รสนิยม ที่้าการดูแลอย่างใกล้ชิดแบบที่ว่า...”
หมอปราชญ์สบตานัย แววตาที่เคยนิ่งเฉยบัดนี้มีประกายวาววับซ่อนอยู่หลังกรอบแว่น
“เอาเป็ว่า... พรุ่งนี้หลังหกโมงเย็น คลินิกปิดแล้ว คุณพาภรรยาคุณมาที่นี่ บอกคนเฝ้าประตูว่ามีนัดตรวจเคสพิเศษที่ค้างไว้ ผมจะสแตนด์บายรออยู่ที่ห้องตรวจนี้เพียงลำพัง... ผมจะตรวจให้ละเอียดทุกซอกทุกมุมตามที่คุณ้า เพื่อเป็การแลกเปลี่ยนความรู้ในฐานะเพื่อนร่วมรสนิยม... ตกลงไหมครับ?”
นัยคลี่ยิ้มกว้างด้วยความพอใจ “นั่นแหละครับหมอที่ผมเคารพ! พรุ่งนี้ผมจะพาเคสภรรยาผม มาส่งให้ถึงเตียงตรวจเลย!”
หมอปราชญ์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางผ่อนลมหายใจยาว สายตาจดจ้องไปที่เตียงคนไข้สีขาวสะอาดตา พลางจินตนาการถึงร่างนวลเนียนที่จะมานอนทอดกายอยู่ตรงนั้นในวันพรุ่งนี้
เสื้อกาวน์สีขาวที่เคยดูหนักแน่นมั่นคง บัดนี้ได้กลายเป็ฉากหน้าของความเร่าร้อนที่กำลังจะปะทุขึ้น... ในนามของการรักษาเคสพิเศษที่สุด!
นัยลุกขึ้นยืนด้วยความสบายใจ เขากระตุกยิ้มมุมปากพลางจับมือหมอปราชญ์แน่นแทนคำขอบคุณ ก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องตรวจด้วยฝีเท้าที่หนักแน่น แสงแดดข้างนอกคลินิกยังคงร้อนระอุ แต่ในใจของเขากลับเยือกเย็น
เขาหยิบแว่นกันแดดขึ้นมาสวม เปิดประตูก้าวขึ้นรถ พลางนึกถึงบทเรียนสุดท้ายที่คุณหมอเพิ่งทิ้งท้ายเอาไว้...
‘จงซื่อตรงกับความ้าและรสนิยมของตัวเอง’