...หรือนี่จะเป็คราวเคราะห์ของข้า...
บัดนี้ฤกษ์งามยามดีขึ้นสิบห้าค่ำเดือนสี่สายลมบูรพาค่อยๆ พัดรวยรื่น งานสมรสระหว่าง ‘จื่อหยางชินอ๋อง’ แห่งดินแดนเทียนจินกับเ้าสาวคือองค์หญิงของเผ่าเจี๋ยนามว่า ‘เหออิ่งลั่ว’ ก็พลันอุบัติขึ้นยังกลางมหานครเฉิงอานใน่ก้าวเข้ายามเฉินที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่นาน
และผ่านไปราวครึ่งก้านธูปยามนี้ยังท้องถนนมุ่งหน้าไปยังตำหนักจื่อหยางชินอ๋องพลันบังเกิดเสียงเครื่องสายบรรเลงก้องเสียงผู้คนเริ่มโจษขานเซ็งแซ่ก่อนสายตาหลายคู่จะเริ่มแลเห็นถึงหัวขบวนที่กำลังเคลื่อนช้าๆ มาตามท้องถนนโดยมีเกี้ยวเ้าสาวหลังใหญ่และงดงามวิจิตรเริ่มปรากฏขึ้นตรงหน้าเหล่าชาวบ้านจำนวนมากยังสองฟากฝั่งถนนเริ่มเคลื่อนผ่านจากตลาดแห่งนี้ซึ่งนับได้ว่าเป็ขบวนรับตัวเ้าสาวอันใหญ่ยิ่งตระการตาเป็อย่างมากด้วยว่า ริ้วขบวนนั้นช่างยาวจนยามทุกผู้ได้แลเห็นส่วนหัวขบวนนั้นกลับแลเห็นมิสุดไปถึงยังท้ายขบวนกะดูด้วยสายตาเช่นไรพวกชาวบ้านต่างก็คาดเดากันว่าคงจะยาวเกินร้อยลี้เสียเป็แน่
เช่นนี้จึงมีเสียงเล่าขานตามติดว่าวิวาห์ช่างยิ่งใหญ่เกินไปแล้ว และย่อมแน่นอนว่าปากชาวบ้านนั้นต่างถกกันด้วยเื่พิธีแต่งงานของจื่อหยางชินอ๋อง กันอย่างสนุกสนานจากหนึ่งเป็สองและจากสองก็แผ่กระจายไปจนทั่วเฉิงอานในเวลาอันสั้นเกรงว่าบางที เกี้ยวเ้าสาวหลังใหญ่คงยังมิทันถึงตำหนักไป๋เสวี่ยเสียด้วยซ้ำไป
และเมื่อได้กล่าวกันถึงเื่งานตกแต่งยิ่งใหญ่ก็มักจะต่อขยายไปอีกหลายเื่ของตัวตนของจื่อหยางชินอ๋องผู้เป็เ้าบ่าวของวันนี้ไปในที่สุดซึ่งเื่ราวของจื่อหยางอ๋องนั้นก็มีมากเสียยิ่งกว่าองค์จักรพรรดิผู้เป็น้องชายเสียอีก
จื่อหยางชินอ๋องหรือที่ทุกผู้ล้วนคุ้นชินต่อสมญานามว่า ‘อ๋องปีศาจแห่งราชวงศ์หยวน’ นั้นนับว่าเขาผู้นี้สำคัญยิ่งในยุคหนึ่งจักรพรรดิปกครองหลายแคว้นยามนี้อาณาจักรเทียนจินนั้นมีองค์จักรพรรดิคือหลี่ไท่เผิง พระนามเดิมว่า ‘หยวนเจี่ยนเหยา’ ซึ่งขึ้นปกครองทั้งสิบเจ็ดแคว้นั้แ่มีวัยเพียงสิบห้าหนาวจวบจนยามนี้เขานั่งยังบัลลังก์ัทองได้ถึงแปดหนาวผ่านพ้นซึ่งต้องแน่นอนว่าเื้ัฐานรากอันมั่นคงต้องมีผู้คอยเกื้อหนุนที่ต้องแข็งแกร่งเป็อย่างมาก
แผ่นดินใต้บารมีขององค์จักรพรรดิวัยยี่สิบสามหนาวผู้นี้จึงสงบร่มเย็นไร้ทั้งศัตรูภายนอกและภายในให้ต้องได้ว้าวุ่น ซึ่งข่าวลือหนาหูกล่าวกันว่าเพราะองค์จักรพรรดิหยวนเจี่ยนเหยาผู้นี้นั้นได้รับความช่วยเหลือเกื้อหนุนจากผู้เป็พี่ชายร่วมบิดามารดาเดียวกันนามว่า ‘หยวนจื่อหยาง’ ซึ่งก็คือชินอ๋องผู้โเี้ด้วยศึกปราบฏยังแถบชายฝังแคว้นไห่โจวเมื่อราวสิบสามหนาวที่ผ่านมายามนั้นเขายังคงเป็เพียงองค์ชายสิบเจ็ดในวัยสิบห้าหนาวแค่เพียงคิดข่มขวัญแม่ทัพเอกฝ่ายศัตรูเขาถึงกับดื่มเืซื่อจือโจวอิ๋งเพ่ยหลังลงมือตัดคออีกฝ่ายยังกลางสนามรบ และหากกาลนั้นจะยาวไกลไปสักหน่อยจะกล่าวถึงที่ใกล้เข้ามาจนผู้คนทั่วทั้งเฉิงอาน มหานครหลวงแห่งเทียนจิน ได้สะพรึงกลัวกันถ้วนหน้าก็คงเป็เมื่อราวเก้าหนาวก่อนยามนั้นราชบัลลังก์สั่นคลอนด้วยเพิ่งสิ้นองค์จักรพรรดิหลี่ไท่หยวนผู้บิดาองค์ชายต่างๆ ทั้งสามสิบหกคนจึงพยายามที่จะเข้ายึดอำนาจขององค์ไท่จื่อที่ยังมีวัยเพียงสิบห้าหนาวซึ่งยังอ่อนแอแถมยังขาดฐานอำนาจที่มั่นคง
ทว่ามิคาดหลังพิธีฝังพระศพสิ้นสุดในค่ำคืนนั้นทั่ววังหลวงกลับเต็มไปด้วยซากศพและกลิ่นคาวเืของเหล่าองค์ชาย รวมถึงพระชายาและคนใต้อาณัติทั้งสิ้นรวมได้คงเกินเก้าพันชีวิตมิละเว้นแม้แต่เด็กแรกเกิด จบสิ้นปัญหาแย่งชิงราชบัลลังก์ลงภายในค่ำคืนเดียวนั่นเองจึงเป็ที่มาของสมญานาม อ๋องปีศาจแห่งราชวงศ์หยวนอันร่ำลือไกลนับจากนั้นต่อมาตราบเท่าทุกวันนี้...
เป็เช่นนี้ต่อให้ศัตรูใดมีใจหาญกล้า แต่ก็เกรงว่าไม่มีกำลังจะต่อกรกับอ๋องปีศาจผู้พิทักษ์ราชบัลลังก์แห่งองค์จักรพรรดิ หลี่ไท่เผิง ซึ่งกุมกำลังทหารอยู่ในมือถึงเก้าแสนนาย ซ้ำยังมีข่าวลือว่าหยวนจื่อหยางผู้นี้นั้นภายนอกด้านหน้าเขาคือชินอ๋องแห่งราชวงศ์หยวนทว่าอีกด้านหนึ่งนั้นเขากลับอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าพรรคเสวี่ยคงหรือจะกล่าวให้แจ่มชัดบุรุษวัยยี่สิบแปดหนาวผู้นั้นก็คือประมุขของพรรคมารนั่นเอง
ส่วนสาเหตุนั้นต่างมิแน่ชัดบ้างก็กล่าวกันว่าเพียงเพราะเขาในวัยเยาว์นั้นมีใบหน้าสวยเกินสตรีรูปกายนั้นก็อรชรจนเหล่าสตรีวังหลังต่างริษยา จึงมักถูกข่มเหงอีกทั้งยามนั้นพระมารดายังเป็เพียงพระสนมไร้อันดับแต่เพราะเขานั้นถือกำเนิดมามีปราณธาตุบริสุทธิ์เพื่อจะแลกกับทั้งกำลังพลและวรยุทธ์ซึ่งยากจะทัดเทียมในวัยเพียงเจ็ดหนาวองค์ชายสิบเจ็ดจึงมุ่งหน้าสู่เส้นทางของพรรคมารในท้ายที่สุด ทว่าทั้งหลายก็เป็เพียงคำกล่าวเล่าอ้างยังหาความเป็จริงได้ยากยิ่ง
ดังนั้นข่าวลือจึงยังคงเป็ข่าวลืออยู่วันยังค่ำ
ส่วนตัวเ้าสาวจากต่างแดนผู้อยู่บนเกี้ยวหลังโอฬารนั้นก็ต่างนึกย้อนไปเมื่อสองหนาวที่ผ่านมาอาณาจักร'หนานจิ้ง'ซึ่งก็คือดินแดนยังฝ่ายอดีตไทเฮาผู้ลาจากและภายหลังน้องชายแท้ๆ ของพระนางได้ขึ้นเป็องค์จักรพรรดิซึ่งแน่นอนว่าย่อมเกี่ยวดองแแ่มีสัมพันธ์อันดีต่อองค์จักรพรรดิและชินอ๋องของเทียนจินเพราะนับไปก็คือน้าชายร่วมสายเืซึ่งยามนั้นได้เปิดศึกต่อชนเผา'เจี๋ย'ต่อสู้ทำศึกกันยาวนานต่อเนื่องอยู่ราวสองหนาวทั้งทหารและประชาชนติดชายแดนไม่ว่าจะเป็ของเทียนจินหรือหนานจิ้งรวมถึงชนเผ่าทะเลทรายเช่นเผ่าเจี๋ยเองต่างล้มตายหาน้อยไม่แถมแผ่นดินภายในของชาวหนานจิ้งในยามนั้นก็เพิ่งจะผลัดเปลี่ยนแผ่นดินความมั่นคงยังน้อยเมื่อศึกนอกและในลุ่มเล่าสุดท้ายองค์จักรพรรดิเกาเฉินเซินในวัยสามสิบสี่หนาวก็จำต้องเจรจาทำสัญญาสงบศึกและเพื่อสัมพันธไมตรีอันแแ่
จึงสู่ขอองค์หญิงน้อยวัยสิบแปดหนาวนามว่า ‘เหอชิงลู่’ แห่งดินแดนทะเลทรายตกแต่งเข้าวังหลวงไปเป็เหอกุ้ยเฟยให้กับพระองค์เองผ่านไปเพียงสามเดือนนางก็ล้มป่วยสิ้นใจตายลงเสียแล้ว เมื่อทางฝ่ายองค์ข่านของเผ่าเจี๋ยได้ทราบความเช่นนั้นก็โกรธมากจึงเตรียมยกทัพเข้าบดขยี้ยังหนานจิ้งเพื่อทวงแค้นให้แก่น้องสาวคนโตของตน แน่นอนว่าได้สู้รบกันมาก็พอสมควรทางฝ่ายหนานจิ้งจึงรู้แจ้งกำลังตนมิอาจต้านทานทหารชาวทะเลทรายได้
สุดท้าย เกาเฉินเซินจึงต้องขอความช่วยเหลือจากหลานรักยังดินแดนเทียนจินซึ่งในใต้หล้าต่างรู้แจ้งว่าเป็อาณาจักรที่กล้าแกร่งที่สุดทั้งกำลังทหารและกำลังทางปัญญา สุดท้ายเจรจากันอยู่หกครั้ง จึงลงตัวที่ส่งองค์หญิงเหออิ่งลั่วน้องสาวคนเล็กของท่านข่านแห่งชนเผ่าเจี๋ยถูกตกแต่งให้แก่จื่อหยางชินอ๋อง ด้วยเหตุผลที่ว่าทางฝ่ายชนเผ่าเจี๋ยวางใจต่อเทียนจิน
ทว่าเบื่องลึกกว่านั้นทุกผู้ต่างรู้กันดี ว่าท่านข่านผู้นั้น้าตัดไม้ข่มนามไว้แต่เพียงนี้เพราะต่อให้ภายหน้ากำลังแห่งชาวเผ่าเจี๋ยอ่อนลงแล้วฝ่ายหนานจิ้งกลับกล้าแกร่งขึ้นสุดท้ายด้วยสัมพันธ์ของเครือญาติอีกทั้งกำลังทางเทียนจินยังแข็งแกร่งเช่นไรหนานจิ้งสุดท้ายคงมิกล้าลุกล้ำชนเผ่าเจี๋ยได้อีกอย่างน้อยก็ชั่วหนึ่งอายุคนเลยทีเดียว
ส่วนทางฝ่ายหนานจิ้งเองยามนี้กำลังแสนอ่อนแอ อย่างไรน้องสาวที่ท่านข่านรักดังแก้วตาถูกตกแต่งให้แก่หลานชายที่ได้ประโยชน์ย่อมล้วนเป็เขาเพราะหนึ่งชนเผ่าเจี๋ยย่อมไม่รุกรานชายแดนตนและสองอีกหลายอาณาจักรย่อมต้องคิดให้หนักหากหวังจู่โจมหนานจิ้งเพราะเขาเกี่ยวดองถึงสองดินแดนที่มีนักรบกล้าแกร่ง การวิวาห์นี้จึงมีแต่ผู้ที่ได้ผลประโยชน์เพราะแม้แต่เทียนจินเอง ยามนี้ดองแก่ชนเผ่าเจี๋ยแล้วการค้าทางแถบทะเลทรายย่อมผูกขาดทั้งสิ้น จึงกล่าวได้สวยงามว่าการค้านี้ทุกผู้ต่างยินดี ซึ่งจะมีก็เพียงหนึ่งที่มิเคยปริปากออกความเห็นว่าตนนั้นพึงใจหรือไม่คนผู้นั้นก็คือ
...หยวนจื่อหยางเ้าบ่าวของวันนี้นั่นเอง...
ด้วยั้แ่เริ่มเขาก็มิได้ออกความเห็นมาตลอดซึ่งผู้ที่ลงมือเืเย็นหมดจดคราวนี้ก็คือบุรุษนามว่าหยวนเจี่ยนเหยานั่นเอง ผู้ซึ่งใต้หล้ามักกล่าวหาว่าเขาไร้น้ำยา อยู่เหนือคนได้ก็เพียงบารมีของพี่ชาย หากแต่ใครเลยจะคาดเด็กหนุ่มหน้าสวยปากนิดจมูกหน่อยยามแย้มยิ้ม คล้ายดอกไม้ทั้งโลกาจะพากันโรยราหลบเร้นมิกล้าเผชิญหน้ากับรอยยิ้มสลายกระดูกนั้น แท้จริงกลับร้ายเหลือว่าผู้มีสมญานามว่าอ๋องปีศาจแห่งราชวงศ์หยวนไปอยู่สามส่วน!
...เฮือก...
“แค๊กๆๆ”
จู่ๆ กายเล็กผ่ายผอมในอาภรณ์สีแดงสดใสปักลวดลายหงส์สยายปีกโบยบินอยู่เหนือมวลหมู่เมฆก็ผวาเฮือกขึ้นมาดังกับนางตกจากที่สูงสุดท้ายแล้วจึงสำลักไอออกมาเสียชุดใหญ่ หากแต่คงเพราะเสียงโดยรอบนั้นดังเซ็งแซ่มีทั้งเสียงปี่เสียงกลอง แล้วยังเสียงผู้คนฟังดูวุ่นวาย เช่นนั้นเมื่อไอแห้งจนเหนื่อยดวงตากลมโตจึงค่อยขยับเปิดขึ้นช้าๆ และสิ่งแรกที่กระทบสายตาก็คือสีแดง...
ใช่แล้วตรงหน้าระยะกะได้คงเพียงมิถึงหนึ่งฉือนั่นคือสีแดงซึ่งมันสดใสจนต้องหลับแล้วลืมอยู่หลายครั้ง นั่นเองที่เ้าของกายผอมแห้งค่อยแจ่มชัดว่ามันคือผ้าคลุมหน้าของเ้าสาว และเพียงนางรับรู้ได้ว่าตรงหน้าคือผ้าคลุมหน้าเ้าสาวความทรงจำซึ่งยามแรกคืนสตินั้นยังมึนงงก็พุ่งจู่โจมรุนแรง จนนางต้องยกสองมือเล็กขึ้นกุมศีรษะแสนหนักอึ้งเอาไว้
นางค่อยๆ เรียบเรียงภาพในหัวอยู่ครู่ใหญ่โดยที่ภายนอกขบวนเกี้ยวยังคงดำเนินต่อไปเริ่มจากภาพขาดๆ หายๆ ยัง่วัยเด็กเรื่อยมาจนถึงเมื่อยามก่อนจากลาบ้านเมือง สุดท้ายก็คือภาพที่ตนเองก้าวขึ้นเกี้ยวเ้าสาวยังหน้าเรือนรับรองของเทียนจิน ยามนี้นางรับรู้แล้วตนเองก็คือ ‘เหออิ่งลั่ว’ องค์หญิงจากดินแดนนอกด่านของชาวเทียนจิน และวันนี้นางนั้นกำลังจะตกแต่งเข้าจวนชินอ๋องแห่งเทียนจิน
พลันนั้นเอง ที่ความเ็ปรุนแรงยังหน้าอกด้านขวาเข้าถาโถม
“แค๊กๆๆ”
เหออิ่งลั่วไอออกมาอีกครั้งจากความจุกแน่นยังหน้าอก และยามนางลดผ้าเช็ดหน้าสีอ่อนลงจึงพบว่าตนเองไอออกมาเป็เืสีแดงข้น ความเจ็บจุกและปวดร้าวยังทรวงอกด้านขวาเข้าจู่โจมจนนางนั้นหน้ามืดไปวูบสั้นๆ และเพียงวูบสั้นๆ ที่เหออิ่งลั่วหลับตาลง ภาพอีกส่วนก็พลันบังเกิด กว่าจะได้สติคืนกลับมาอีกครั้งนางก็ค่อยๆ รับรู้ว่าตนเองหลั่งน้ำตาออกมาเสียแล้ว
“นี่มันเกิดอันใดขึ้นกับข้ากันแน่”
ที่สุดนางก็พึมพำออกมาอย่ายากจะเข้าใจเชื่อไปได้ ด้วยภาพที่ซ้อนทับเข้ามานั้นก็คือเป็นางอีกคนอีกคนที่เป็ชาวจงหยวนมีนามว่าหวงอิ่งลั่ว บุตรสาวคนเล็กของอดีตประมุขพรรคกระบี่จูเซวี่ย วัยสิบเจ็ดหนาว ซึ่งมีรูปร่างและหน้าตาที่คล้ายกันอยู่ถึงเก้าส่วน ทว่าหวงอิ่งลั่วนั้นได้สิ้นใจไปแล้ว...สิ้นใจเพราะคมกระบี่ของพี่ชายแท้ๆ ของตนเอง...
ยามที่นางนึกมาถึงตรงนี้น้ำตากลับไหลลงมาช้าๆ อีกทั้งหน้าอกด้านขวาก็เ็ปอย่างรุนแรงจนนางต้องงอตัวลง นางหลับตาลงรวบรวมสติให้นิ่งสูดลมหายใจเข้าออกเป็จังหวะช้าๆ ที่สุดเมื่อความนิ่งสงบในหัวใจบังเกิดนางก็เริ่มแจ่มชัด
“ความจริงข้าตายนั้นล้วนจริงแท้สินะ”
มุมปากเล็กกดลงแช่มช้า ยิ้มนั้นนางเองก็ยากจะกล่าวถึงความหมายได้เช่นกัน หวงอิ่งลั่ว หรือยามนี้ก็คือองค์หญิงเหออิ่งลั่ว นั่นก็มิอาจทราบได้ว่าเหตุใดตนเองถึงแก่ความตายไปแล้ว จึงมิได้ไปยังยมโลก หรือ์ดังที่เคยได้ยินได้ฟังมา ทว่ากลับมาโผล่ยังร่างขององค์หญิงสูงศักดิ์ที่เพิ่งสิ้นใจลงเพราะป่วยจากการเดินทางรอนแรมมาไกล
หากแต่นางก็มิได้มีเวลาให้ขบคิดปัญหาทั้งหลายจนกระจ่างแจ้ง เกี้ยวเ้าสาวหลังโตกลับมาหยุดลงยังหน้าจวนขนาดใหญ่ที่มีป้ายเด่นหราว่า ‘ตำหนักไป๋เสวี่ย’ ที่เหออิ่งลั่วแลเห็นก็เพราะนางนั้นขยับเปิดผ้าคลุมหน้าออกมองดูโดยรอบ
ดะ...เดี๋ยวนะ! ...
ตำหนักไป๋เสวี่ย...
ตำหนักนี้มันเป็ของอ๋องปีศาจผู้ลือนามมิใช่หรือ?!
เพียงคิดมาถึงตรงนี้นางก็ถูกจับจูงจาก สตรีนางหนึ่งโดยมีแม่สื่อเสียงแหลมคอยบอกทุกกิริยา ที่กระทำแต่ผู้ใดกันจะมัวมีแก่ใจฟัง เพิ่งค้นพบว่าตนเองเพิ่งตายแล้วก็มาฟื้นยังร่างผู้อื่น นั่นก็ว่าชวนปวดหัวอย่าที่สุด กลับค้นพบเพียงหายใจหนึ่งเฮือกว่าตนเองนั้นกำลังจะถูกตกแต่งให้แก่บุรุษซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็อ๋องปีศาจ เป็ประมุขพรรคมาร ์ชิงชังข้าถึงเพียงใดกันจึงส่งมอบความอับโชคให้ข้าได้มากล้นจนถึงเพียงนี้!