เพราะมองเห็นทุกอย่างชัดเจนเกินไปจ้าวเสี่ยวชุ่ยจึงรู้สึกเจ็บปวด นางไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า สามีของตนรวมถึงบุตรชายที่คลอดออกมาจากท้องของนาง กลับมองข้ามความสำคัญของนางถึงเพียงนี้
ในสายตาของบิดาและบุตรเหล่านั้นนางเป็นตัวอะไรกันแน่?
คนรับใช้แก่ๆที่ทำงานเยี่ยงวัวเยี่ยงม้า?
จ้าวเสี่ยวชุ่ยรู้สึกราวกับหัวใจถูกแช่แข็งและมิอาจใส่ใจใคร่ครวญว่าเหตุใดซูฉงกวงจึงเอ่ยถามเช่นนั้นในใจนางมีเพียงความผิดหวังที่มีต่อครอบครัวนี้เท่านั้น
อย่างไรก็ตามซูฉงกวงกลับราวกับมองไม่เห็นอารมณ์ของจ้าวเสี่ยวชุ่ย หรือบางทีเขาอาจจะล่วงรู้แต่กลับมิได้นำพา เพียงแต่ในใจกลับไม่สบอารมณ์กับท่าทีของนาง
"นางแก่นี่ เป็นแม่บ้านได้ไม่กี่วันคิดว่าตัวเองเป็นหัวหน้าครอบครัวไปแล้วหรือ?"
หากเป็นเมื่อก่อนซูฉงกวงอาจไม่กล้าแสดงท่าทีเช่นนี้ต่อจ้าวเสี่ยวชุ่ยเพราะครอบครัวของพวกเขาจนเสียยิ่งกว่าจน บุตรชายของเขาก็ถึงวัยแต่กลับแต่งภรรยาไม่ได้ เขาที่เป็นพ่อจึงยิ่งไม่มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนภรรยา
ถึงแม้ว่าจ้าวเสี่ยวชุ่ยในวันนี้จะแก่ชราสีหน้าหมองคล้ำ ผิวพรรณซีดเหลือง บนใบหน้าก็มีรอยเหี่ยวย่นมากมายแต่ท้ายที่สุดก็ยังเป็นสตรี การซักผ้าทำอาหารย่อมขาดนางไปไม่ได้
กระนั้นทันทีที่ได้ยินข่าวคราวของพวกบ้านรอง ซูฉงกวงก็เก็บซ่อนความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ในหัวคิดแต่เพียงว่าจะเข้าเมืองไปพึ่งใบบุญบ้านรองให้ได้ เพื่อชีวิตที่สุขสบายเมื่อคิดได้เช่นนั้นความอดทนที่มีต่อจ้าวเสี่ยวชุ่ยที่เขาไม่ชอบหน้าอยู่แล้วลดก็น้อยลง
แต่เงินยี่สิบอีแปะนั้นไม่เพียงพอต่อค่าเข้าเมืองหากคนเหล่านั้นไม่เต็มใจจะออกค่าใช้จ่ายนี้ให้พวกเขาก็คงต้องหาวิธีหาเงินด้วยตนเองแล้ว
แต่การหาเงินนั้นมิใช่เรื่องง่ายดายนักพวกเขาทำงานจิปาถะให้กับบ้านเรือนอื่นๆ ในหมู่บ้านค่าตอบแทนที่ได้ก็ส่วนใหญ่เป็นข้าวสารอาหารแห้ง เพราะถึงแม้ว่าธัญพืชจะล้ำค่าแต่ก็เป็นสิ่งที่ผลิตขึ้นเองในบ้าน หากให้ผู้คนนำเงินออกมาให้ก็นับว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้ว
ครัวเรือนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านมิได้มีที่ดินมากนักงานในไร่นาก็อาศัยคนในครอบครัวดูแลกันเองแต่ช่วงหลังมานี้ชาวบ้านเริ่มมีเงินมีทองกันบ้างยิ่งพวกเขาตระกูลซูยินดีรับค่าจ้างเป็นข้าวเพียงน้อยนิดผู้คนจึงเต็มใจว่าจ้างพวกเขาไปทำงาน
ส่วนคหบดีที่ดินในหมู่บ้านถึงแม้ว่าจะมีที่ดินมากมาย แต่พวกเขาก็มีคนงานประจำอยู่แล้วงานจิปาถะทั้งหลายจึงไม่มาถึงพวกเขาสักที
ถึงแม้ว่าจ้าวเสี่ยวชุ่ยจะไม่รู้ว่าซูฉงกวงกำลังคิดสิ่งใดอยู่แต่ท่าทีของเขาก็ทำให้จ้าวเสี่ยวชุ่ยรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก
หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกๆจ้าวเสี่ยวชุ่ยใช้หลังมือที่ผ่ายผอมเช็ดหางตาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือด้วยความขุ่นเคือง "ซูฉงกวงข้าแต่งงานกับเจ้ามาสามสิบปี ให้กำเนิดบุตรเลี้ยงดูบุตรีทำงานเยี่ยงวัวเยี่ยงม้าปรนนิบัติพวกเจ้า แต่เจ้ากลับปฏิบัติต่อข้าเช่นนี้หรือ?"
ลองดูสตรีที่มีอายุใกล้เคียงกับนางในหมู่บ้านชีวิตของพวกนางสุขสบายกว่ามากนัก หลายคนนั่งๆ นอนๆอยู่ที่บ้านรอการรับใช้จากลูกสะใภ้ หรือไม่ก็อุ้มหลานอย่างน้อยที่สุดก็ซักผ้าทำอาหารอยู่ที่บ้าน
มีที่ไหนที่ต้องกินไม่อิ่มนอนไม่อุ่นสละทุกอย่างให้สามีและบุตร แต่สุดท้ายกลับได้รับการตอบแทนเช่นนี้
จ้าวเสี่ยวชุ่ยเพียงแค่คิดก็รู้สึกเศร้าจับใจ
อย่างไรก็ตามความเศร้าและความผิดหวังของนาง ในสายตาของซูฉงกวง กลับไร้ค่าเขาเพียงแต่รู้สึกรำคาญ จึงตวาดออกไปว่า "ร้องห่มร้องไห้อยู่ทั้งวันทั้งคืนน่าสมเพชสิ้นดี หน้าตาอมทุกข์เหมือนคนใกล้ตายข้าไม่ได้ติดหนี้บุญคุณเจ้าเสียหน่อย!"
จิตใจกำลังว้าวุ่นซูฉงกวงไม่มีแก่ใจจะสนใจว่าจ้าวเสี่ยวชุ่ยกำลังรู้สึกเช่นไรครุ่นคิดแล้วก็ยังวางเรื่องราวของบ้านรองไม่ลง
มองไปยังจ้าวเสี่ยวชุ่ยที่กำลังร้องไห้หนักกว่าเดิมเขาขมวดคิ้วข่มความโกรธถามว่า "เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้บ้านรองร่ำรวยแล้วเปิดร้านอาหารในเมือง การค้าขายเจริญรุ่งเรืองมากบัดนี้ครอบครัวของพวกเขากินดีอยู่ดี กลายเป็นคนร่ำรวยไปแล้ว!"
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้จ้าวเสี่ยวชุ่ยจึงค่อยๆ กดข่มอารมณ์ในใจลงไปทีละน้อย ค่อยๆ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงพยักหน้า "เรื่องนี้มิใช่แพร่หลายไปทั่วแล้วหรือ?สองสามีภรรยาตระกูลหลี่อาศัยรับซื้อผักตามหมู่บ้านใกล้เคียงก็ร่ำรวยขึ้นมาแล้ว!"
เท่าที่นางรู้ผู้ที่วานให้สองสามีภรรยาตระกูลหลี่รับซื้อผักนั้น น่าจะเป็นคนจากบ้านรอง
มิแปลกใจเลยว่าเมื่อครั้งก่อนที่นางบังเอิญพบพวกเขาในหมู่บ้าน เห็นทีว่าในครั้งนั้นพวกเขากำลังเดินทางไปยังบ้านตระกูลหลี่พอดี
เมื่อคิดถึงตรงนี้จ้าวเสี่ยวชุ่ยก็รู้สึกขมขื่นขึ้นมาบ้าง บ้านรองในวันนี้มีชีวิตที่ดีขึ้นแล้วกลับไม่สนใจไยดีครอบครัวของพวกนางมิได้เอ่ยปากชวนพวกนางเข้าเมืองไปด้วยกันเลยแม้แต่น้อย
จ้าวเสี่ยวชุ่ยก็เข้าใจดีว่าเมื่อก่อนยามที่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเกิด บ้านรองก็ได้รับความอยุติธรรมมาไม่น้อยรวมถึงก่อนหน้านี้ ซูไท่ไท่ก็คิดที่จะขายซูอี้โจวและซูอี้หว่าน สองพี่น้องบ้านรองย่อมต้องมีความขุ่นเคืองอยู่ในใจ
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรท้ายที่สุดพวกเขาก็ยังเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน!
ยิ่งกว่านั้นตอนที่อยู่บ้านเดิม นางเองก็ยังนับว่าดูแลเอาใจใส่บ้านรองเป็นอย่างดี เมื่อตักโจ๊กนางมักจะแอบแบ่งข้าวสารให้บ้านรองบ้างเล็กน้อย โดยหลีกเลี่ยงสายตาของซูไท่ไท่
ไม่น่าเชื่อเลยว่าพวกบ้านรองจะใจดำ ลืมความหลังครั้งที่เคยอยู่ร่วมกันมาแม้จะมีรอยร้าวจากเรื่องราวเก่าก่อน ไม่อยากใช้ชีวิตร่วมกับบ้านใหญ่แล้วก็ตามเมื่อมีเงินทองแล้ว อย่างไรเสียก็ควรเหลียวแลญาติพี่น้องกันบ้างมิใช่หรือ?
บ้านใหญ่ของพวกเขามีแรงงานชายมากกว่างานรับซื้อผักเหล่านั้น หากให้ครอบครัวของพวกนางทำจะไม่ดีกว่าผัวเมียตระกูลหลี่หรือ?
ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาก็สายเลือดเดียวกัน จะมิให้เชื่อใจกันเอง แล้วจะไปเชื่อใจใคร?
บัดนี้จ้าวเสี่ยวชุ่ยลืมเลือนไปจนหมดสิ้นว่าก่อนหน้านี้สามีและลูกชายได้กระทำต่อนางอย่างไรในอกนางเต็มไปด้วยความรู้สึกว่าการกระทำของบ้านรองนั้นแสนจะโหดร้าย
เมื่อเห็นว่าจ้าวเสี่ยวชุ่ยไม่โวยวาย และเห็นพ้องกับตนเอง อารมณ์ของซูฉงกวงจึงสงบลงบ้างทว่าพอได้ฟังประโยคนั้น ใบหน้าของเขากลับยิ่งดูมืดมนลง
เขาเห็นพ้องกับจ้าวเสี่ยวชุ่ยว่าทั้งที่มีธุรกิจดีเช่นนี้ บ้านรองกลับเมินเฉยต่อพวกเขา ไปพึ่งพาคนนอกเสียนี่นี่มันจงใจมองข้ามหัวบ้านใหญ่อย่างพวกเขาไปไม่ใช่หรือ!
เมื่อคิดถึงตรงนี้เขาก็พลันได้สติขึ้นมา "เจ้าไปพบพวกเขามาเมื่อใด?"
เมื่อสบกับสีหน้าที่มืดครึ้มของซูฉงกวงจ้าวเสี่ยวชุ่ยก็ถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว "ปะ... ประมาณหนึ่งถึงสองเดือนก่อนหน้านี้..."
นางกุมมือที่ผ่ายผอมทั้งสองข้างไว้อยู่ด้านหน้า"ตอนนั้นข้าถามข่าวคราวของท่านแม่และอี้ฉินจากน้องสะใภ้นางบอกว่าไม่รู้ ข้าจึงวานให้นางช่วยตามหา จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ข่าว..."
"เจ้าว่าอะไรนะ?"
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ซูฉงกวงก็ลุกขึ้นจากเตียงทันที ถลึงตามองจ้าวเสี่ยวชุ่ย"มีเรื่องเช่นนี้ เหตุใดเจ้าไม่เคยบอกข้า?"
เขาคิดมาตลอดว่าซูไท่ไท่และอี้ฉิน เด็กคนนั้นต้องกำลังกินดีอยู่ดีกับบ้านรอง จึงลืมพวกเขาไปเสียแล้วผลปรากฏว่า คนจากบ้านรองกลับบอกว่าไม่เคยพบพวกเขา?
เป็นไปได้หรือไม่ว่าคนจากบ้านรองจงใจโกหก?
หากมิใช่เช่นนั้นก็แสดงว่าซูไท่ไท่และซูอี้ฉินก็มิได้พบเจอสิ่งที่ดีเช่นกัน หากเป็นเช่นนั้นพวกเขาจะยังไม่กลับมาได้อย่างไร?
ถึงแม้ว่าสภาพความเป็นอยู่ที่บ้านจะไม่ดีแต่ก็ไม่ถึงกับอดตาย แล้วพวกเขาทั้งคนแก่และเด็ก จะอาศัยอะไรกินในเมือง?
เป็นไปได้หรือไม่ว่าท่านย่าขายเด็กคนนั้นให้กับบ้านคหบดีไปแล้ว?
เมื่อคิดได้ดังนี้ซูฉงกวงก็พลันร้อนใจ ตบขอบเตียงเสียงดังแล้วลุกขึ้นยืน