ยามซวีท้องฟ้าค่อนข้างมืดชาวบ้านล้วนเข้านอนกันหมดแล้วเพื่อประหยัดน้ำมันตะเกียง
หลังจากมีสามีท่านหมอมักจะกลับบ้านก่อนยามซวีเสมอเพื่อกินข้าวกับสามีแต่วันนี้นางกินมื้อเย็นกับสามีเสร็จแล้วก็ยังไม่เห็นท่านหมอกลับมานางเกรงว่าสามีท่านหมอจะหิว
สองสามีภรรยาจูงมือถือตะเกียงน้ำมันคลำทางไปยังบ้านท่านหมอด้วยกัน
ปกติเพื่อไม่ให้ชื่อเสียงของท่านหมอเสื่อมเสียเฉินเหลียงที่เป็ชายไม่ไปมาหาสู่กับเรือนท่านหมอแม้ว่าจะอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกันก็ตามและมักจะเอาสัตว์ที่ล่าได้ฝากภรรยาไปส่งเป็บางครั้งเท่านั้น
แต่เมื่อ่สายเกิดเื่ขึ้นที่เรือนท่านหมออีกทั้งตอนนี้ก็ดึกมากแล้วหากภรรยาของเขาไปเรือนท่านหมอเพียงลำพังคงไม่พ้นเป็ขี้ปากชาวบ้านเขาจึงติดตามมาด้วย
จะได้ไปดูเ้าหนุ่มสามีท่านหมอเสียหน่อยเห็นว่าาเ็หนักจนไม่อาจลงจากเตียงได้ เฮ้อ... ช่างน่าสงสารนักหากช่วยได้ก็ช่วย พอภรรยาของเขาบอกว่าท่านหมอฝากดูแลเ้าหนุ่มเขาไม่แม้แต่คิดก็อนุญาตทันที
วันนี้จะได้เห็นหน้าเสียทีข้าละอยากรู้นักว่าชายแบบใดที่สามารถเอาชนะหญิงที่เก่งกาจมากความสามารถเช่นท่านหมอได้เ้าหนุ่มนี่ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
“พี่เฉินพี่สะใภ้หลินสวัสดีเ้าค่ะ”ชุนเชียงะโลงจากหลังม้าเปิดประตูรั้วอย่างคล่องแคล่วแตกต่างกับร่างอ้วนท้วนของนางนัก“พวกท่านเข้ามาก่อนสิเ้าคะ”
หลินซื่อกับเฉินเหลียงมองหน้ากันแล้วยิ้มแย้มเอ็นดู
ทั้งสองอายุมากแล้วแต่ไม่มีลูกด้วยกันสักคนพอเห็นเด็กสาวร่าเริงสดใสเช่นชุนเชียง พวกเขาก็อดที่จะเอ็นดูและชมชอบนางไม่ได้โดยเฉพาะท่าทางร่าเริงสดใสราวเด็กน้อยของนาง ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกมีชีวิตชีวาตามไปด้วย
“พวกเ้ากลับมาแล้วข้าก็หมดห่วงเสียที เช่นนั้นพวกข้าขอตัวกลับแล้ว” หลินซื่อรู้หน้าที่ขอตัวลากลับ
หลี่เจี่ยหลิงะโลงจากหลังม้าส่งสายจูงให้ชุนเชียง“พวกพี่สะใภ้หลินเกรงใจไปแล้ว พวกท่านเข้าไปดื่มน้ำข้างในเรือนก่อนเถอะเ้าค่ะ”
เฉินเหลียงมองหน้าหลินซื่อเป็เชิงให้นางตัดสินใจได้เลยหลินซื่อมีเื่จะพูดกับหลี่เจี่ยหลิงอยู่แล้วย่อมไม่เอ่ยปัด
“รบกวนเ้าแล้ว”
ชุนเชียงพาม้าทั้งสองตัวเขาคอกปลดไก่ตัวอ้วนกลมในมือชูให้ทั้งสองดู
“ดูสิเ้าคะข้ากับหลิงเอ๋อร์ได้ไก่กลับมาด้วยตัวหนึ่ง ตั้งใจจะเอาไปต้มทำน้ำแกงบำรุงท่านเขยเสียหน่อย”
หลินซื่อนึกถึงสภาพเ้าหนุ่มที่ผอมแห้งราวสตรีก็ยิ้มอ่อนใจ“ดีแล้ว เสี่ยวหลินนะดีทุกอย่าง เสียแต่ผอมบางเกินไปหน่อยแล้ว”
จ้าวห่าวหลินได้ยินเสียงดังจากลานบ้านเขาค้ำไม้เท้าเดินออกมาเห็นคนมากมายในลานบ้านก็แปลกใจเล็กน้อย
เฉินเหลียงมองไปยังชายหนุ่มที่ออกมาใหม่หน้าตาขาวสะอาดหล่อเหลา เสียดายที่รูปร่างบอบบางเช่นสตรีไปหน่อย
หลินซื่อแย้มยิ้มเป็มิตรทักทายเขา“ข้าเห็นว่าดึกแล้วแต่ท่านหมอยังไม่กลับ กลัวเ้าหิวเลยจะมาต้มโจ๊กให้ทานแต่ที่ไหนได้ท่านหมอกลับมาพอดีเสียนี่”
“ห่าวหลินนี่พี่เฉินที่อยู่ข้างบ้านส่วนพี่เฉินเ้าคะ นี่สามีข้าห่าวหลิน”หลี่เจี่ยหลิงแนะนำชายหนุ่มให้เฉินเหลียงรู้จัก
จ้าวห่าวหลินก้มหัวลงเล็กน้อยทักทาย“พี่ใหญ่เฉิน”
เฉินเหลียงได้ยินคำเรียกก็ถูกใจนัก“ฮ่า ๆ เสี่ยวหลิน น้องชายข้า พี่ใหญ่คิดว่าเ้าผอมเกินไปแล้ว ไว้ข้าจะล่าสัตว์มาฝากเ้าเยอะๆ ดีไหม”
“ย่อมดีขอรับ”
หลินซื่อมองสามีทีห่าวหลินทีไม่นานสองคนนี้ก็เรียกพี่เรียกน้องกันเสียแล้วหรือนี่เสี่ยวหลินเข้ากับคนง่ายดีขนาดนี้เชียว
หลี่เจี่ยหลิงมองชายหนุ่มอย่างแปลกใจเล็กน้อยนางเคยคิดว่าเขาเป็คุณชายที่ทะนงในตัวเองแต่ยามอ่อนน้อมเขาก็สามารถทำได้ดีเช่นกันดูเหมือนว่าเขาจะไม่ค่อยอยากเปิดเผยตัวตนสักเท่าไร
หลี่เจี่ยหลิงมองสำรวจสีหน้าชายหนุ่มเหมือนจะดีขึ้นกว่าเมื่อเช้าไม่น้อย“หิวหรือยัง ข้าจะให้ชุนเชียงรีบไปทำมื้อเย็นให้เ้า”
“ข้ากินข้าวได้แล้ว?”
หลี่เจี่ยหลิงแย้มยิ้มหยอกเย้า“ขึ้นอยู่กับเ้าถ่ายหนักบ้างหรือยัง?”
นางรู้ว่าที่ผ่านมาชายหนุ่มไม่ยอมถ่ายหนักถ่ายเบาในกระโถนเพราะอายที่พี่สะใภ้หลินกับชุนเชียงนำของเสียของเขาออกไปทิ้งให้เลยอดที่จะหยอกเย้าไม่ได้
“ถ่ายแล้ว”สีหน้าของชายหนุ่มเข้มขึ้น
เฉินเหลียงหัวเราะตบบ่าน้องชายคนใหม่“ถ่ายก็ดีแล้ว ถ่ายก็ดีแล้ว”
“ก่อนหน้านี้เ้าลงจากเตียงไม่ได้ร่างกายไม่ค่อยได้ขยับตัว อีกทั้งยังไม่ยอมถ่ายหนักหากกินอาหารย่อยยากจะทำให้ร่างกายรับไม่ไหว ตอนนี้ร่างกายของเ้าฟื้นฟูแล้วนอกจากนี้เ้ายังเดินออกกำลัง ถ่ายหนัก อาหารที่กินต้องปรับเปลี่ยนใหม่ให้เหมาะสม”
ชุนเชียงยิ้มดีใจแทน“เช่นนั้นดีเลย วันนี้ข้าได้ไก่ตัวใหญ่กลับมา ข้าจะต้มน้ำแกงไก่ให้ท่านนะเ้าคะ”
หลินซื่อส่งสายตาบอกสามีเฉินเหลียงรีบแย่งไก่จากมือชุนเชียงทันที “ในเมื่อวันนี้เสี่ยวหลินกินเนื้อได้แล้วข้าจะเชือดไก่ตัวนี้ให้พวกเ้าต้มน้ำแกงบำรุงเสี่ยวหลินเอง” เขาตบอกตัวเอง“เื่อื่นข้าไม่กล้าพูด แต่เื่เชือดไก่นี่ข้าถนัดเชียว”
“เช่นนั้นพี่เฉินช่วยจัดการเชือดทำไก่ตุ๋นโสมหน่อยนะเ้าคะ”ชุนเชียงเลียริมฝีปากนึกถึงไก่ตุ๋นโสมหอม ๆ แล้วน้ำลายไหล
“ไว้ใจข้าได้เลย”เฉินเหลียงคว้าไหล่จ้าวห่าวหลินเข้าอ้อมแขนเดินไปลานหลังบ้านพรางพูดไปด้วย“เดี๋ยวพี่ใหญ่ของเ้าจะสอนเ้าเชือดไก่เอง ต่อไปเ้าอยากกินไก่ก็จะได้ทำเป็ดีหรือไม่?”
หลี่เจี่ยหลิงหันมายิ้มให้หลินซื่อที่เหลือกันอยู่สองคน“เช่นนั้นพวกเราสองคนไปรอที่ห้องโถงกลางกันเถอะเ้าค่ะ”
หลินซื่อนั่งอยู่บนเตียงเตามองหลี่เจี่ยหลิงจุดโคมไฟรอบห้องเสียจนสว่างไปทั่วภายในใจรู้สึกปวดใจไม่น้อย
สำหรับชาวบ้านยากจนอย่างนางแค่จุดน้ำมันตะเกียงแสงน้อยนิดยังรู้สึกปวดใจจนแทบไม่อยากจุดแต่หลี่เจี่ยหลิงจุดเทียนไขราคาแพงเหล่านี้ได้โดยไม่กระพริบตาด้วยซ้ำ
ชุนเชียงจุดเตาไฟต้มน้ำก่อนเป็อย่างแรกไม่นานน้ำเดือดก็นำไปให้หลี่เจี่ยหลิงล้างมือล้างหน้าอีกส่วนแบ่งใส่กาน้ำต้มชาเก๊กฮวยที่ตากแห้ง นำไปส่งให้หลินซื่อที่ห้องโถงกลาง
หลินซื่อมองถ้วยชากระเบื้องตรงหน้าถ้วยชากระเบื้องเคลือบชั้นดีงดงามเสียจนนางไม่กล้าหยิบ...ถ้วยชากระเบื้องราคาถูกยังสิบอีแปะแม้แต่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านยังใช้ยามรับแขกสูงส่งเท่านั้นเลย
หลี่เจี่ยหลิงเพียงปรายตามองก็รู้ว่าหลินซื่อคิดอะไรนางยิ้มรินชาให้หลินซื่อถ้วยหนึ่งแล้วส่งให้“นี่คือเก๊กฮวยป่าที่ชุนเชียงเก็บมาตากแห้งเ้าค่ะ รสชาติค่อนข้างดีทีเดียวลองดูนะเ้าคะ”
“ชาเก๊กฮวย?”เก๊กฮวยทำชาได้ด้วยหรือ เหตุใดนางไม่เคยรู้มาก่อน
“เ้าค่ะนอกจากจะช่วยคลายร้อนในหน้าร้อนได้แล้ว ยังช่วยได้หลายอย่างเชียว ทั้งบำรุงสายตาขับลม ป้องกันโรคหัวใจ แก้ร้อนใน ชุ่มคอ แก้ไข้หวัด อีกทั้งยังช่วยให้ขับถ่ายง่ายด้วยเ้าค่ะ”
“เฮ้อ...ข้าไม่คิดเลยว่าเก๊กฮวยป่าที่บานอยู่บนเขาเ่าั้จะมีประโยชน์เช่นนี้ด้วย”
“่เก๊กฮวยบานพี่สะใภ้หลินก็ให้พี่เฉินเก็บกลับมาตากแห้งไว้ต้มชาแบบนี้ดื่มก็ได้เ้าค่ะนอกจากอร่อยแล้วยังมีประโยชน์ด้วย”
หลี่เจี่ยหลิงจิบชาพอเห็นท่าทางผ่อนคลายลงแล้วของหลินซื่อนางก็เอ่ยทันที“พี่สะใภ้หลินมีอะไรจะพูดกับข้าก็พูดมาเถอะเ้าคะ”
หลินซื่อจิบชาเก๊กฮวยให้ชุ่มคออีกหน่อยถอนหายใจอย่างหนักใจ “เมื่อยามสาย หลังจากที่พวกเ้าออกไปแล้ว เ้าหยางก็มาที่นี่”
จบคำสีหน้าของหลี่เจี่ยหลิงก็มืดทะมึนไม่พอใจขึ้นมาทันที
หลี่เจี่ยหลิงไม่ชอบเฉินหยางครั้งก่อนเ้าบ้านั่นก็กล้าปีนรั้วเข้ามาในบ้านนางไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเ้าชั่วนั่นหมายสิ่งใด ถึงได้ปีนเข้าบ้านนางยามวิกาล
หากไม่ใช่เพราะว่านางต้องพักที่นี่สัก่หนึ่งนางคงไม่มีทางยอมจบเื่ง่าย ๆ แค่ให้ชุนเชียงหักขานอนพักสิบวันหรอกนางคงฆ่าแล้วเอาไปทิ้งในูเาสักแห่งนานแล้ว
หลินซื่อเองก็รู้เื่นี้นางรู้จักเฉิงหยางั้แ่เด็ก เ้าเด็กคนนี้โดนเลี้ยงตามใจจนเสียคนวันวันไม่ทำงานทำการเตร่ไปนู่นทีตรงนี้ทีหากไม่ใช่เฉินกานพ่อของเขาเป็มือปราบมีหน้ามีตา มีหรือคนในหมู่บ้านจะสนใจ
“พวกชาวบ้านแค่กังวลว่าเสี่ยวหลินอาจเป็คนไม่ดีมาหลอกลวงเ้าเลยพากันมาที่นี่เพื่อจะดูหน้าเสี่ยวหลิน แต่เ้าไม่ต้องกังวลหรอกข้าบอกพวกเขาไปแล้วว่าเสี่ยวหลินเป็สามีเ้าต่อไปคงไม่มีใครกล้ามาวุ่นวายที่นี่แล้วละ”
สามีข้าต้องให้พวกเขากังวล!
หลินซื่อหน้าเจือนความจริงเื่นี้จะว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่เพียงแต่พวกชาวบ้านว่างงานกลุ่มหนึ่งที่อยากรู้อยากเห็นเลยพากันบุกมาบ้านท่านหมอเพื่อดูหน้าสามีของนางเท่านั้นเอง
แม้จะไม่พอใจเท่าไรนักกับการกระทำของชาวบ้านแต่ก็เข้าใจได้ว่าชาวบ้านชนบทพวกนี้มักเป็เช่นนี้
ความสนุกของชาวบ้านเหล่านี้จะมีอะไรหากไม่ใช่พูดถึงบ้านนู้นทีบ้านนี้ทีอาจเพราะที่ผ่านมานางกับชุนเชียงไม่ค่อยอยู่เรือนเลยไม่ค่อยพบเื่เช่นนี้แต่พอนางแบกห่าวหลินกลับมาโดยไม่บอกกล่าวพวกเขาจะอยากรู้อยากเห็นก็ไม่นับเป็เื่แปลก
“พี่สะใภ้จัดการได้ถูกต้องแล้วเ้าค่ะเป็ข้าเองที่ไม่รอบคอบ”
“เสี่ยวหลินเป็สามีเ้าย่อมไม่ใช่คนไม่ดีข้าเชื่อสายตาเ้า”
เท่าที่นางสังเกตห่าวหลินคนนี้ไม่ค่อยพูดนักแต่นับว่ามารยาท ไม่ใช่คนไม่ดีอะไรแทนที่จะให้พวกชาวบ้านอยากรู้อยากเห็นมาส่องบ้านท่านหมอทุกวันสู้บอกไปเสียดีกว่าจะได้รู้จักยับยั้งชั่งใจกันเสียบ้างและบางทีอาจจะไม่มายุ่งวุ่นวายที่นี่อีก
หลินซื่อกุมมือหลี่เจี่ยหลิงตบเบาๆ ให้กำลังใจ “เมื่อก่อนเสี่ยวหลินทำอะไรมาก่อนอย่างนั้นหรือ”
หลี่เจี่ยหลิงแย้มยิ้ม“เขาเป็บัณฑิตในตัวเมืองนะเ้าค่ะ เวลาส่วนใหญ่ร่ำเรียนศึกษาตำรา”
นางไม่ได้โกหกนะ!
ดูจากผิวขาวที่ไม่เคยผ่านแดดร่างกายผอมบาง มือเรียวสะอาดดูเหมือนไม่เคยััน้ำเย็นดูเหมือนสามีของนางคนนี้จะต้องได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีในเรือนอย่างแน่นอน
หลินซื่อพยักหน้า“ดี เป็บัณฑิตดี คนมีความรู้ถึงจะดี” พอมีความรู้ก็สอบเคอจวี่ได้หากสอบผ่านก็สามารถรับราชการเป็ขุนนางได้แบบนี้ท่านหมอจะได้เป็ฮูหยินขุนนางไม่ต้องลำบากออกไปข้างนอกทุกวันเช่นนี้อีก
ทางด้านเฉินเหลียงเองก็กำลังอึ้งกับท่าทางการจัดการไก่อย่างชำนาญของจ้าวห่าวหลินหากเขาได้ยินเื่ที่เ้าหนุ่มตรงหน้าเป็บัณฑิตเขาคงะโไม่เชื่อเป็คนแรกเป็แน่
ในโลกก่อนตาของจ้าวห่าวหลินเป็ชาวใต้ไทยที่ชอบอาศัยอยู่ในป่าเขาอย่างสันโดษไม่ชอบใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ของที่ใช้ก็ประดิษฐ์ขึ้นมาเองเลียนแบบภูมิปัญญาสมัยก่อนครั้งยังไม่มีไฟฟ้าใช้งาน
ตอนที่เขายังเด็กนิสัยเกเรไม่เห็นใครอยู่ในสายตา พ่อของเขาทนไม่ไหวเลยโยนเขาให้กับตา
วิธีเลี้ยงหลานของตาเขาแหกทุกกฎเกณฑ์นอกจากไม่ตามใจไม่สั่งสอนแล้วยังโยนเขาไปอยู่ในเกาะร้างให้เอาชีวิตรอดด้วยตัวเองจนกว่าจะครบเวลา
่แรกก็ห้าวันเป็เจ็ดวัน จนกระทั่งเดือนหนึ่ง สูงสุดที่เคยโดนคือห้าเดือนสุดท้ายเขาจึงรู้ว่าในโลกใบนี้จะสู้กับใครก็ได้แต่ไม่ใช่ตาของเขาเขาจึงรอดพ้นเงื้อมือตาในที่สุด
แต่ต้องขอบคุณตาของเขาคนนี้ไม่เช่นนั้นเขาก็คงเป็คุณชายไม่เอาไหนที่สิบนิ้วไม่เคยแตะน้ำ เพราะต้องเอาตัวรอดเขาจึงเรียนรู้ที่จะหาของป่า จับสัตว์ ทำอาหารกินเอง พอนานวันเขาก็ชำนาญไปเอง
และเพราะโลกก่อนเต็มไปด้วยอาหารมากมายหลายประเภทหลายเชื้อชาติงานอดิเรกอย่างหนึ่งที่เขาชอบคือเดินทางไปตามที่ต่าง ๆลิ้มรสอาหารเลิศรสไม่ว่าจะเป็ในภัตตาคารหรือในตรอกซอกซอยเขาก็ล้วนไปมาหมด
สุดท้ายตอนที่ได้รับหน้าที่บริหารโรงแรมของตระกูลเขาก็ได้มีโอกาสฝากตัวเป็ศิษย์ของพ่อครัวดังระดับโลกได้เรียนรู้การทำอาหารคาวหวานหลายอย่างแม้จะบอกไม่ได้ว่ามีฝีมือแต่ก็รับรองความอร่อยได้แน่นอน
มือหนาถอนขนที่ลวกน้ำร้อนแล้วอย่างชำนาญก่อนจะใช้มีดจัดการควักเครื่องในออกมาจนหมด ตัดหัวไก่ทิ้งไป ใช้เกลือหยาบถูกทำความสะอาดดับกลิ่นคาวไก่
ใส่ไก่ลงไปในหม้อเติมสมุนไพรกับโสมลงไป กระเทียม ปรุงรสด้วยเกลือ ซีอิ๊วขาว น้ำมันพืชเติมน้ำเปล่าลงไปจนท่วมไก่
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วก็ให้เฉินเหลียงยกไปวางบนเตาไฟการตุ๋นไก่ตุ๋นโสมใช้ไฟกลางตุ๋นนานประมาณครึ่งชั่วยาม ก็จะได้ไก่ที่เนื้อเปื่อยกำลังดีเคล็ดลับของการทำไก่ตุ๋นโสมคือการควบคุมไฟไม่ให้แรงหรือเบาเกินไปปิดฝาเคี่ยวตุ๋นจนกว่าจะครบเวลาค่อยเปิดฝา
หากเป็แบบจีนจะจบเพียงเท่านี้แต่หากเป็ฝั่งเกาหลีจะกินคุ่กับน้ำจิ้มสามแบบน้ำจิ้มที่เขาเลือกทำคือซอสเปรี้ยวหวาน
ใช้ซีอิ๊วน้ำส้มสายชุ น้ำตาลผสมเข้าด้วยกัน ใส่พริกซอยผสมเข้าด้วยกันจะได้รสชาติเปรี้ยวหวานเผ็ดเล็กน้อย ตัดเลี่ยนเปลี่ยนรสชาติไก่ตุ๋นได้
ความจริงหากเติมเหล้าสาเกลงไปสักเล็กน้อยจะทำให้รสชาติของไก่ตุ๋นโสมกลมกล่อมกว่านี้และจะมีกลิ่นหอมอันเป็เอกลักษณ์ยิ่งขึ้นน่าเสียดายที่นี่ไม่มีสาเก คงทำได้แค่เท่านี้
ปล่อยไก่ตุ๋นโสมตุ๋นตัวเองไปชายหนุ่มยังทำอาหารจานผักอีกสองสามจานเพิ่มอีกด้วยกลิ่นหอมของอาหารและสมุนไพรตุ๋นไก่โชยออกมาจากหม้อเป็ระยะทำให้ชุนเชียงลอบกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ด้วยความหิวโหย
ท่าทางคล่องแคล่วหยิบจับชำนาญของจ้าวห่าวหลินทำให้เฉินเหลียงอดมองตามด้วยความเพลิดเพลินไม่ได้
เขาเป็ชายชาตรีไม่ยุ่งเกี่ยวกับครัวไฟอย่างมากก็แค่ย่างเนื้อโรยเกลือกินแบบง่าย ๆ ในป่าตอนที่เสี่ยวหลินบอกจะทำไก่ตุ๋นโสมเองเขาก็ยังไม่ได้คาดหวังนักแต่พอได้กลิ่นหอมโชยออกมาจากหม้อ เขาก็แทบอยากจะถอดชุดะโลงไปแช่ในหม้อเสียเหลือเกิน
แม้แต่สองสาวในห้องโถงกลางก็ยังได้กลิ่นหอมของไก่และสมุนไพรโชยออกมาเช่นกันพวกนางพากันเดินมาทางครัวด้วยความสงสัยพร้อมกัน
“นี่มันอาหารอันใดเหตุใดหอมสดชื่นเช่นนี้เล่า” หลินซื่อแทบอยากจะเดินไปยกฝาหม้อออกดูยิ่งนักว่าภายในมีสมุนไพรอะไรใส่บ้างทำไมกลิ่นถึงได้หอมยั่วยวนนัก
หอมเสียจนนางที่กินจนอิ่มแล้วยังหิวโหย
เฉินหยางหัวเราะท่าทางหลินซื่อราวกับตัวเองไม่เคยทำท่าทางเช่นนั้นมาก่อน
“เสี่ยวหลินทำไก่ตุ๋นโสมให้ทุกคนกินด้วยตัวเองนะสินับว่าเป็ลาภปากเ้ากับข้าแล้ว ข้าก็ไม่รู้หรอกว่าเสี่ยวหลินใส่อะไรบ้าง”
พูดอย่างกับเ้ามีส่วนช่วยอย่างนั้นแหละ...
นางหันไปมองจ้าวห่าวหลินอย่างไม่อยากเชื่อเ้าหนุ่มคนนี้ไม่ใช่ว่าท่านหมอบอกว่าเป็บัณฑิตรู้จักแต่อ่านตำราหรอกหรือ
“เ้าทำอาหารเป็?”หลี่เจี่ยหลิงถามเสียงเบาด้วยความประหลาดใจ
จ้าวห่าวหลินยิ้มมองนางอย่างได้ใจ“มีอีกเยอะที่เ้ายังไม่รู้”
ชุนเชียงมองสองคนสลับไปมายิ้มกรุ่มกริ่มพอใจเบือนสายตาไปทางสองสามีเฉินเหลียงแทน “หลายวันมานี้พวกข้ารบกวนพี่สะใภ้ไม่น้อยวันนี้พวกท่านอยู่กินข้าวบ้านข้าก่อนเถิดเ้าคะ”
“ดีดี ข้าย่อมไม่พลาด วันนี้น้องชายข้าเข้าครัวเองเชียว” เฉินหลียงตอบรับทันทีแค่กลิ่นก็หอมเพียงนี้เขาจะพลาดได้อย่างไร
“เ้าตัวตะกละทำเหมือนว่าข้าไม่ได้ทำมื้อเย็นให้เ้าทานอย่างนั้นแหละ” หลินซื่ออดแขวะสามีไม่ได้
“ไก่ตัวนี้หนักสี่ห้าชั่งพวกข้าสามคนกินไม่หมดหรอกขอรับ พี่สะใภ้กับพี่ใหญ่เฉินช่วยพวกข้าด้วย”
จ้าวห่าวหลินชอบเฉินเหลียงเขารู้สึกว่าชายคนนี้ใสซื่อเรียบง่ายน่าสนใจ หากจะอยู่ที่นี่อีกสักพักเขาก็ควรจะมีคนที่ไว้ใจได้อยู่เคียงข้างสักคนด้วย
หลินซื่อมองไปทางชุนเชียงต่อให้มีไก่อีกสักสองตัวนางก็เชื่อว่าชุนเชียงกินหมดไม่เหลือให้เสียของเป็แน่
“จะให้พวกข้ากินอาหารบ้านเ้าโดยไม่ทำสิ่งใดพวกข้าก็เกรงใจ” หลินซื่ออยากกินแต่รู้สึกเกรงใจมามือเท้าเปล่าแต่กลับท้องอิ่มเช่นนี้คงไม่ค่อยเหมาะ
“พี่สะใภ้เกรงใจเกินไปแล้วพี่ใหญ่เฉินช่วยข้าจัดการไก่ตัวนี้ด้วยกัน ข้าแบ่งไก่ให้พวกท่าน นับว่าสมควร”
เฉินเหลียงหัวเราะ“เสี่ยวหลินพูดได้ดี ท่านหมอข้ามีสุรานารีแดงเก็บไว้ น้องชายข้าดื่มได้หรือไม่?”
“เกรงว่าพี่เฉินจะต้องผิดหวังแล้วคงต้องรอสักสองสามวันให้เขาฟื้นตัวกว่านี้ ท่านค่อยดื่มกับเขาเถอะเ้าค่ะ”หลี่เจี่ยหลิงหันไปทางชุนเชียง “เ้าต้มชาเก๊กฮวยเพิ่มให้พี่เฉินดื่มหน่อยเถิด”
ทั้งสองบ้านล้อมวงกินอาหารด้วยกันบนโต๊ะแปดเซียนมีทั้งไก่ทั้งผัก แต่ละจานล้วนมีสีและกลิ่นหน้ากินยิ่งนัก
ชาวบ้านทั่วไปมักจะกินแป้งย่างเป็จานหลักให้อิ่มท้องกินคู่กับผักป่าที่หาได้ในแต่ละวัน น้อยครั้งนักที่พวกเขาจะกินเนื้อสัตว์แม้แต่ไข่ไก่ฟองเดียวชาวบ้านยังเก็บเอาไปขายในเมืองเพื่อหาเงินเกินกว่าจะตัดใจกินได้
ถึงแม้ว่าอาหารบนโต๊ะมื้อนี้ชายหนุ่มจะลงมือเข้าครัวเองแต่ก็นับว่าเป็เพียงชาชั้นเลวและอาหารจืดชืด[1]แต่ถึงอย่างนั้นห่าวหลินสามีของนางก็ยังกินไปพูดกับเฉินเหลียงไปได้อย่างเป็กันเองไม่มีมาดของคุณชายเมืองใหญ่แม้แต่น้อย
ดูเหมือนบางทีนางจะประเมินสามีตัวเองต่ำเกินไปเสียแล้ว
หลี่เจี่ยหลิงเป็คนไวต่อัักลิ่นและรสชาตินางเลยเป็คนเลือกกิน หากไม่ถูกปากนางก็จะยอมอดเสียมากกว่าดังนั้นอาหารที่นางกินบ่อยสุดคืออาหารที่ชุนเชียงทำ แต่อาหารของห่าวหลินนับว่าดีดีมากจนนางกินไม่หยุด
“เสี่ยวหลินทำอาหารอร่อยจริงๆ หากเ้าเปิดเหลาอาหารคงขายดีไม่น้อย เอาแบบนี้ หากเ้าเปิดเหลาอาหารข้าจะส่งเนื้อให้เ้า” เฉินเหลียงบีบไหล่จ้าวห่าวหลินอย่างสนิทสนม
“ไก่เนื้อนุ่มนักน้ำแกงลื่นคอ พอจิ้มกับน้ำจิ้มยิ่งอร่อยอย่างน้อยก็น่าจะขายได้สักสองร้อยอีแปะกระมั้ง”หลินซื่อเคยกินไก่ตุ๋นในตำบลครั้งหนึ่งตอนที่ที่เฉินเหลียงนำหมีที่ล่าได้ไปขายในตัวตำบล
ไก่ตุ๋นในตัวตำบลเล็กกว่านี้และยังไม่อร่อยเท่านี้ยังราคาตั้งสองร้อยอีแปะเฮ้อ... นึกแล้วก็รู้สึกเสียดายเงิน
“พี่สะใภ้ท่านไม่รู้อะไรไก่ตุ๋นในเมืองฉางอย่างน้อยสามร้อยอีแปะ ในตัวเมืองเยี่ยนเป่ยห้าร้อยอีแปะยังไม่อร่อยเท่าท่านเขยของข้าตุ๋นเองเลยเ้าค่ะ”ชุนเชียงผู้ชำนาญด้านการกินรีบพูดขึ้นมา
จ้าวห่าวหลินหันไปมองหลี่เจี่ยหลิงทันที“เ้าเคยไปเมืองเยี่ยนเป่ย”
“ข้ายังมีอีกเยอะที่เ้าไม่รู้”
ยอกย้อน...
หลังกินดื่มกันจนอิ่มหนำสำราญสองหนุ่มก็ไปเดินย่อยหน้าบ้านส่วนสองสาวช่วยกันจัดการจานชามทำความสะอาดครัวด้วยกันก่อนเฉินเหลียงจะพาภรรยากลับเรือนตน
ตอนที่จ้าวห่าวหลินกลับเข้าห้องก็ได้กลิ่นสมุนไพรโชยออกมาจากข้างในร่างบางแช่อยู่ในน้ำอย่างสบายอารมณ์
“เ้าดูไม่เหมือนคุณชายตระกูลใหญ่”
“เ้าเองก็ดูไม่เหมือนชาวบ้านธรรมดานี่”
จ้าวห่าวหลินเชื่อว่าหากนางเป็บุรุษคงสอบเข้าเป็หมอหลวงสร้างชื่อให้ตัวเองไม่น้อยอย่างแน่นอนน่าเสียดายนักที่นางเป็สตรี ...เขายิ้มบาง เอาเถอะ แค่เป็สตรีของเขาก็ดีกว่าไม่ใช่หรือ
หลี่เจี่ยหลิงพาดตัวเองขอบอ่างประสานมือสองข้างบนขอบ “หากเ้าอยากรู้เื่ของข้า ข้ายินดีบอกเ้าแต่เ้าต้องบอกเื่ของเ้าทั้งหมดให้ข้าฟังเช่นกัน ดีหรือไม่?”
จ้าวห่าวหลินพยักหน้า“ยุติธรรมดี เช่นนั้นเ้าเล่าเื่ของเ้ามาให้ข้าฟังก่อน”
หลี่เจี่ยหลิงยิ้มหวาน“ข้าอยากรู้เื่เ้าก่อน”
จ้าวห่าวหลินถอดชุดตัวนอกนั่งลงบนเตียงเตา“ข้าเหรอ...ก็สามีเ้าอย่างไง” พูดจบก็ล้มตัวลงนอนฝั่งด้านในเว้นที่ว่างด้านนอกให้หญิงสาว
หลี่เจี่ยหลิงมองแผ่นหลังของสามีนางััได้ถึงความอ้างว้างโดดเดี่ยวปิดกั้น ทำให้นางรู้สึกปวดใจตามไปด้วย
“ห่าวหลิน”
“อืม”
“อีกสองวันเ้าหายดีแล้วเ้าจะแอบหนีกลับบ้านหรือไม่?”
แม้ว่าชายหนุ่มจะสาบานแล้วแต่ก็เป็เพียงแค่สัญญาใจต่อกันเท่านั้น หากเขาจะหนีไป นางก็คงทำอะไรไม่ได้
บ้าน?
จ้าวห่าวหลินหลับตาลงบ้านคือที่ที่มีคนรอคอยต้อนรับอย่างอบอุ่น มีคนคอยเคียงข้างยามทุกข์ใจมีคนดีใจร่วมกันกับเขายามมีความสุขนะเหรอ
ข้า...มีด้วยเหรอ?
ในโลกใบนี้ข้าไม่มีบ้านอีกแล้ว
“ตอนนี้ที่นี่คือบ้านของข้า”น้ำเสียงเศร้าเปร่งออกมาสะท้านในใจของหญิงสาว คำพูดของเขาราวกับคำสัญญาที่สลักลึกในใจของนาง
สัญญาว่าเขาจะอยู่เคียงข้างนางไม่หนีหายไปไหน
หลี่เจี่ยหลิงเข้าใจและรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของเขาในยามที่พูดคำนี้ออกมานางปล่อยให้เขาจมอยู่กับความคิดโดยไม่คิดจะเปิดโปง ถอนหายใจคลายบรรยากาศแย้มยิ้มก่อนจะเอ่ยคำพูดปลอบโยนแ่เบา
“ได้เช่นนั้นข้าจะเป็บ้านให้เ้า”
จ้าวห่าวหลินชะงักแย้มยิ้มเล็กน้อยก่อนจะนอนบ้านของเขาคือนางอย่างนั้นหรือ? นางจะรู้ไหมว่าพูดสิ่งใด
--------------------------------
[1] ชาชั้นเลวและอาหารจืดชืดหมายถึงอาหารพื้น ๆ ตามแบบชีวิตชนบทเรียบง่าย