ตอนเย็นระหว่างที่กำลังนวดแป้งจะทำเส้นบะหมี่อยู่นั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นชายหนุ่มวางงานในมือลงแล้วก็เดินโขยกเขยกไปเปิดประตู
เจี้ยนกั๋วมองสหายรักที่ยังคงอยู่ดีสบายทั้งสีหน้าก็ดีขึ้นกว่าหลายวันก่อนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก“ฉันยังคิดว่านายจะไม่เปิดประตูเสียแล้วเหล่าโจว ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ”
“โทษทีเจี้ยนกั๋วฝนตกตลอดเวลาแบบนี้ฉันขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้ก็เลยเอาแต่นอนอยู่บนเตียงเตาตอนที่พวกนายมาเคาะประตูฉันคงจะหลับอยู่น่ะ”
“มิน่าล่ะถึงไม่ได้ยินเสียงเคาะประตูนายไม่เป็อะไรก็ดีแล้วล่ะ” ได้ยินสหายรักพูดแบบนี้เขาก็เบาใจลงได้หลายส่วนเพราะไม่อยากให้โจวซิงเฉินกลับไปเป็เหมือนเมื่อก่อนอีก
“อืม นายจะเข้าบ้านไหม”ว่าพลางก็เบี่ยงตัวออกแล้วเปิดประตูให้กว้างขึ้นเล็กน้อย
“ไม่ล่ะแค่แวะมาดูนายกับเอาเนื้อหมูป่ารมควันมาให้นายเท่านั้นวันก่อนฉันกับสหายในหมู่บ้านขึ้นเขาไปโชคดีได้หมู่ป่าตัวใหญ่มาหนึ่งตัวแบ่งกันทั้งหมู่บ้าน เลยเอามาแบ่งนายด้วย”เนื้อนี่ผ่านการรมควันมาแล้วเพราะตอนที่เขาเอาเป็เนื้อสดมาสหายไม่ได้เปิดประตูจึงเอากลับไปให้ภรรยารมควัน
โจวซิงเฉิงมองเนื้อรมควันสามชิ้นใหญ่ที่น่าจะมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่าสองชั่งแล้วก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดีเมื่อก่อนเหมือนว่าอาหารการกินของทุกคนไม่ได้ดีขนาดนี้นี่ แต่เขาก็คร้านจะหาคำตอบรับเนื้อหมูป่ารมควันมาได้แล้วก็ยืนส่งสหายรักเดินกลับไป
“ทำบะหมี่เนื้อหมูป่าตุ๋นน่าจะเข้าท่า”ว่าแล้วก็หมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านไปอย่างช้าๆ
เมื่อเข้าครัวมาได้เขาก็เริ่มทำบะหมี่ของเขาอีกครั้งพร้อมกันนั้นก็เริ่มนำเอาหม้อและเครื่องครัวบางอย่างออกมาจากพื้นที่ลึกลับเครื่องปรุงที่ลุงใหญ่นำมาให้วันนี้ถูกใช้ทันที
ชายหนุ่มเริ่มต้มน้ำซุปอย่างจริงจังน้ำจากบ่อในพื้นที่ลึกลับถูกเติมลงไปในหม้อ หัวผักกาดถูกนำมาหั่นใส่ลงไปในหม้อน้ำซุป
“ถึงไม่มีเงินก็ยังมีของกินล่ะนะ”ชายหนุ่มพูดปลอบใจตัวเองเพราะสำหรับเงินเพียงที่มีเก็บเอาไว้ตอนนี้ไม่ได้ถือว่ามากมายอันใด
และเขาก็ยังมีเป้าหมายในการใช้ชีวิตและก็หวังว่าอาหารการกินในพื้นที่ลึกลับที่มีอยู่มากมายจะช่วยทำเงินให้เขาในวันข้างหน้านั่นเอง
เมื่อเตรียมเส้นเสร็จแล้วยังต้องรอน้ำซุปอยู่เขาจึงได้กลับเข้าพื้นที่ลึกลับของตัวเองอีกครั้งคราวนี้เขาขับรถบรรทุกไปที่สวนผลไม้ซึ่งตอนนี้กำลังสุกงอมได้ที่ เขาเก็บแอปเปิลท้อ สาลี่ ส้มและลูกพลับออกมาอย่างละหนึ่งตะกร้าเก็บเอาไว้ที่กระท่อมดินและก็แบ่งใส่จานสำหรับเอาออกมากินเพียงหนึ่งจานเท่านั้น
ผ่านไปเกือบชั่วโมงโจวซิงเฉิงก็ได้นั่งกินบะหมี่หน้าเนื้อหมูป่าตุ๋นอย่างเอร็ดอร่อยและเขาก็กินมันไปถึงสองชามใหญ่ๆ
จากนั้นก็นั่งกินผลไม้ผลผลิตที่ปลูกเองกับมือด้วยสีหน้าภาคภูมิใจทุกอย่างล้วนแต่รสชาติดีกินแล้วรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
จากนั้นก็เก็บกวาดข้าวของทั้งหมดที่มีเข้าไปในพื้นที่ลึกลับเมื่อเดินเหินได้สะดวกกว่าตอนอยู่โลกภายนอกเขาก็จัดการล้างทำความสะอาดเครื่องครัวชามและตะเกียบเอาไว้อย่างเรียบร้อย
เสร็จแล้วจึงเดินไปดูที่แปลงปลูกสตรอเบอร์รี่ก็ได้เห็นว่ามีให้เก็บเพิ่มเพราะมันออกผลมาเรื่อยๆครั้งนี้ก็เก็บไปได้เกือบเต็มตะกร้า
เขาเริ่มทำแยมสตรอเบอร์รี่โดยไม่ได้ใส่น้ำตาลเพราะน้ำตาลมีไม่มากเท่าไหร่แต่รสชาติของสตรอเบอร์รี่ที่เขาปลูกมันหวานอยู่แล้ว
อีกส่วนก็ผ่าและเฉือนเป็แผ่นขนาดพอดีใส่กระด้งนำไปตากที่ลานดินหน้ากระท่อม
เสร็จแล้วก็ขับรถบรรทุกออกไปที่ป่าไผ่ตัดไม้ไผ่หลากหลายสายพันธุ์มาจนเต็มรถ แล้วก็ขับกลับมาที่กระท่อมดินอีกครั้ง
คราวนี้เขาเริ่มทำงานจักสานอย่างจริงจังเพราะไม่ว่าจะเป็ตะกร้าหรือกระด้งกระจาดก็ไม่เหลือให้เขาใช้แล้ว
การได้ทำงานพวกนี้มันทำให้เขาทั้งเศร้าใจและสุขใจไปในเวลาเดียวกันเศร้าใจเพราะคนที่ถ่ายทอดภูมิปัญญาเหล่านี้ไม่อยู่กับเขาแล้วส่วนสุขใจก็เพราะเวลาที่ทำงานเหล่านี้มันเหมือนกับว่าเขาได้ย้อนกลับไปใน่เวลาที่ได้อยู่กับคุณปู่คุณย่านั่นเอง
ทำตะกร้าไปได้เกือบสิบใบชายหนุ่มก็ออกไปดูข้างนอกว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้วเขาก็ได้เห็นว่ามันเป็เวลาเช้าของวันต่อมาจึงได้กลับเข้าไปอาบน้ำอุ่นข้างในพื้นที่ลึกลับผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วถึงออกมาข้างนอก
วันนี้อากาศแจ่มใสกว่าเมื่อวานน่าจะเป็วันที่ดีสำหรับเขา พอกินข้าวเช้าอย่างง่ายๆเรียบร้อยแล้วก็เดินออกจากบ้านเดินโขยกเขยกเข้าไปในหมู่บ้าน
ใช้เวลาอยู่เกือบชั่วโมงจึงมาถึงบ้านของลุงเฉินหมอเท้าเปล่าประจำหมู่บ้านหนิงสุ่ยแห่งนี้
“สวัสดีครับลุงเฉิน”ชายหนุ่มเอ่ยทักทายพร้อมกับค้อมศีรษะให้อีกฝ่ายอย่างนอบน้อมต่อผู้าุโ
“นึกว่าเธอจะไม่มาเสียแล้วนะซิงเฉิงนั่งรอก่อนนะขอฉันตรวจชีพจรลุงฟางก่อน”
“ได้ครับลุงเฉิง” ชายหนุ่มเดินกะโผลกกะเผลกหาที่นั่งอย่างไม่ได้คิดอะไรมากจากนั้นก็นั่งมองลุงเฉินตรวจชีพจรคุณตาฟาง แล้วก็ตามมาด้วยการฝังเข็มอย่างชำนาญเขาที่เป็จิติญญามาจากต่างยุคสมัยมองการฝังเข็มอย่างสนใจเพราะไม่ค่อยมีโอกาสได้รับการรักษาแบบแพทย์แผนจีนสักเท่าไหร่นั่นก็เพราะว่าเขาไม่ค่อยเจ็บป่วยเลยนั่นเอง
ผ่านไปอีกครู่ใหญ่จึงถึงคิวของเขา“ลุงช่วยตรวจให้ผมหน่อยนะครับเพราะดูเหมือนว่าขาข้างนี้ของผมมันเริ่มจะดีขึ้นมานิดหน่อยผมไม่แน่ใจว่าคิดไปเองหรือเปล่าเลยอยากให้ลุงช่วยตรวจดูให้หน่อย”
ลุงเฉินหมอเท้าเปล่าที่มีความเชี่ยวชาญด้านการรักษามานานหลายปีลูบเคราสายตาก็พิจารณาสีหน้าของโจวซิงเฉิงไปด้วยไม่นานก็ยื่นมือออกมาแมะที่ข้อมือของชายหนุ่ม
ผ่านไปอึดใจสีหน้าของลุงเฉินก็ฉายความยินดีออกมา “ดีขึ้นจริงๆซิงเฉิงนับว่าเป็โชคดีของเธอแล้ว” ั้แ่เขารักษาคนป่วยมาเกือบยี่สิบปี มีปาฏิหาริย์มากมายที่เขาเคยพบเจอแต่ก็ไม่คิดว่าจะได้พบเจออีกครั้ง ร่างกายของโจวซิงเฉิงไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยตรวจมันหมดหนทางไปนานแล้ว แต่กลับคิดไม่ถึงเลยว่ามันจะค่อยๆฟื้นฟูตัวเองเช่นนี้
ชายหนุ่มเพียงยิ้มมุมปากเล็กน้อย“ลุงช่วยฝังเข็มให้ผมได้ไหมครับ บางทีอาจจะช่วยได้มากขึ้น”
“ไม่มีปัญหาฝังเข็มแล้วก็เอายากลับไปต้มกินที่บ้านด้วยก็แล้วกัน”ว่าแล้วลุงเฉินก็ให้โจวซิงเฉิงนอนลงไปบนเตียงไม้ ต่อมาก็เริ่มฝังเข็มให้เขา
ชายหนุ่มมองเข็มที่ปักตามส่วนต่างๆของร่างกายด้วยสีหน้าเรียบนิ่งแต่ภายในจิตใจตอนนี้ไม่ได้เป็เหมือนอย่างที่แสดงออก เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมเวลาอยู่ภายในพื้นที่ลึกลับร่างกายของเขาถึงได้เคลื่อนไหวได้เกือบเหมือนคนปกติและก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเวลาออกมาภายนอกขาข้างที่พิการถึงได้ดีขึ้นเพียงเล็กน้อยแม้จะได้ดื่มกินน้ำจากบ่อในพื้นที่ลึกลับ
ที่แท้มันก็ต้องมีการฝังเข็มเปิดบางจุดที่มันอุดตันนั่นเองต่อจากนี้ก็มาดูกันว่าขาของเขาจะกลับมาเป็ปกติได้ตอนไหน
ออกจากบ้านของลุงเฉินมาพร้อมกับห่อยาสองสามห่อวันนี้เขาจ่ายเงินไปห้าเหมาเท่านั้นเพราะลุงเฉินไม่ได้คิดค่ายาแพงจนเกินไป
โจวซิงเฉิงคิดจะเดินไปที่ฝ่ายผลิตของหมู่บ้านเพื่อลงทะเบียนทำงานแลกแต้มซึ่งด้วยสภาพร่างกายตอนนี้ได้สามแต้มก็นับว่าดีไม่น้อย ดีกว่าอยู่ที่บ้านเฉยๆ
เขาเองก็จำเป็ต้องออกมาให้คนในหมู่บ้านเห็นบ่อยๆด้วยพวกเขาจะได้ไม่สงสัยถ้าหากว่าวันหนึ่งขาของเขาหายจากความพิการโดยสิ้นเชิง
ถึงตอนนั้นความดีความชอบทั้งหมดก็จะตกไปอยู่ที่ลุงเฉินหมอเท้าเปล่าประจำหมู่บ้านหนิงสุ่ยส่วนเขาก็เป็คนพิการที่ได้รับการรักษาจนหายกลับมาเป็คนปกติ
คิดมาถึงตรงนี้ั์ตาของชายหนุ่มก็เปล่งประกายอย่างมีความสุขค่อยๆเดินไปยังทิศทางที่ตั้งฝ่ายผลิตของหมู่บ้าน
อีกไม่กี่วันก็จะเริ่มการทำงานของฤดูแห่งการเพาะปลูกแล้วตอนกลางวันคงต้องทำงานให้กับหมู่บ้านส่วนตอนกลางคืนค่อยเข้าไปจัดการเื่ราวภายในพื้นที่ลึกลับ
แต่ดูเหมือนว่าความสุขของเขาจะคงอยู่ได้ไม่นานขณะที่โจวซิงเฉิงกำลังเดินมุ่งหน้าสู่ฝ่ายผลิตของหมู่บ้านและกำลังคิดอะไรเพลินๆอยู่นั้นเขาก็ได้ยินเสียงเสียดสีจากคนที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
“อาจิ้งเธอดูสิมีบางคนไม่ยอมปล่อยวางจากเธอรู้ทั้งรู้ว่าเธอมากับสามีเขาก็ยังคงคิดว่าตัวเองมีความหวัง”สหายของจางจิ้งที่ตามมาส่งอีกฝ่ายขึ้นเกวียนเทียมวัวเอ่ยออกมาเสียงดังจนทำให้หลายคนมองมาที่โจวซิงเฉิงเป็ตาเดียว
“กลายเป็คนพิการถึงเพียงนั้นแล้วยังคิดคาดหวังอะไรได้อีกล่ะช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลยแม้แต่ตัวเองก็ยังเอาตัวไม่รอด ยังคิดจะมาทวงสิทธิ์อะไรมีปัญญาเลี้ยงดูภรรยาให้อยู่สุขสบายหรือก็เปล่ายังด้านหน้าเดินมาอีก ช่างน่าไม่อายจริงๆ”สหายอีกคนที่แต่งงานออกเรือนแล้วของจางจิ้งก็เอ่ยสมทบกับสหายคนก่อนหน้าอย่างเผ็ดร้อน
ผู้คนที่มารอขึ้นเกวียนเทียมวัวก็มองไปยังโจวซิงเฉิงกันเป็ตาเดียวจากนั้นก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกปากและส่วนมากจะบอกว่าเขานั้นเป็แค่คนพิการช่างไม่รู้จักเจียมตัวเอาเสียเลย
ดอกไม้งามแห่งหมู่บ้านหนิงสุ่ยอย่างจางจิ้งจะให้ปักลงไปบนกองมูลวัวได้ยังไงไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามูลวัวที่ผู้คนเปรียบเทียบก็คือโจวซิงเฉิงผู้ไม่เป็ที่้าของคนตระกูลโจวนั่นเอง
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มคนเหล่านี้ที่วิจารณ์เขาอย่างสนุกปากสีหน้าของเขาเย็นเยียบขึ้นสายตาไล่มองเรียงตัวอย่างไม่คิดจะปิดบังความคับแค้นของเ้าของร่างเดิมแม้แต่น้อยเพราะตอนที่จางจิ้งแต่งงานออกไปก็เป็คนพวกนี้แหละที่มาซ้ำเติมเขาส่วนจางจิ้งสำหรับเขาตอนนี้น่ะเหรอเชิญไปที่ชอบๆเถอะ
“มองแบบนี้หมายความว่ายังไงฉันพูดผิดเหรอ เฮอะ!! สภาพอย่างนายยังคิดว่าตัวเองเป็ทหารหาญมีเงินเดือนหลายสิบหยวนอยู่อีกเหรอไปๆจะไปไหนก็ไป” สหายหญิงของจางจิ้งยังคงออกโรงปกป้องสหายรักของเธออย่างถึงที่สุดและก็พร้อมกางปีกปกป้องจางจิ้งเต็มที่
“พูดอย่างกับว่าฉันโจวซิงเฉิงคนนี้เคยเป็คู่หมั้นของเธออย่างนั้นแหละสวีเจียว เฮอะ!! ต่อให้ฉันกลายเป็คนพิการก็ไม่เคยคิดจะชายตาแลผู้หญิงอย่างเธอ”ว่าแล้วเขาก็คิดจะเดินต่อไปไม่อยากจะสนใจคนกลุ่มใหญ่ที่จะขึ้นเกวียนกลุ่มนี้อีกแล้ว
“ไอ้พิการขี้แพ้อย่างแกนี่นะกล้าพูดราวกับตัวเองสูงส่ง” สวีเจียวยิ่งพูดก็ยิ่งโมโหคนพิการไร้ประโยชน์แบบนี้เธอก็ไม่คิดจะชายตาแลเขาเหมือนกัน
“ดี!!ถ้าอย่างนั้นก็ไสหัวไป” ชายหนุ่มสีหน้าทะมึนก่อนจะเชิดหน้าขึ้นแล้วก็ก้าวเดินต่อไปจุดหมายก็คืออาคารที่ตั้งของฝ่ายผลิต
จางจิ้งรีบเดินไปหลบอยู่ข้างหลังหวังเหล่ยผู้เป็สามีทันทีตาของเธอแดงเรื่อออกมาราวกับคนที่ไม่ได้รับความเป็ธรรม เธอเป็ฝ่ายถูกกระทำ
“อาเหล่ยอย่าเข้าใจฉันผิดนะคะฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะยังไม่ยอมตัดใจจากฉันถ้ารู้ฉันก็คงไม่พาคุณกลับมาที่นี่”
“วางใจเถอะอาจิ้งผมเป็สามีคุณย่อมเชื่อคุณอยู่แล้ว”หวังเหล่ยพยักหน้าพร้อมกับยิ้มปลอบใจให้กับผู้เป็ภรรยาก่อนจะเดินเข้าหาชายพิการตรงหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง