บทที่ 9 จัดการยากจริง ๆ
หลีเกอตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ในที่สุดเธอก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงมองที่ท้องของเธอแบบนั้น เธอรู้สึกอายจนหน้าแดง “ท่านประธานฟู่ ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะคะ ฉันแค่กินเยอะไปหน่อย แล้วก็รู้สึกไม่สบายท้องเฉย ๆ ค่ะ”
ฟู่ซือเหยียนก้มลงมอง ตอนนี้เขามีเวลาสำรวจหลีเกออย่างละเอียด
เธอต่างไปจากตอนที่เจอกันที่บาร์ เธอใส่ชุดกระโปรงสายเดี่ยว เมาจนเซไปมา แถมยังมีเสน่ห์เย้ายวนและกล้าโถมตัวเข้ามากอดเขา
แต่ตอนนี้เธอใส่ชุดสูทสีเทาตัวเก่ง สวมรองเท้าส้นสูงสีอ่อน มัดผมเป็ทรงหางม้าดูคล้ายสาวมั่น
เธอก้มหน้าต่ำไม่กล้าสบตาเขา กลิ่นหอมโชยมาแตะจมูกเขาเป็ระยะ ๆ
ชายหนุ่มรู้สึกหน่วง ๆ ที่ท้องน้อยอีกครั้ง
ผู้หญิงคนนี้ช่างมีเสน่ห์จริง ๆ คืนนั้นในโรงแรมเขารู้ดี
“ฟู่อวิ๋นจือ เป็หลานชายของผม คุณควรเรียกผมว่าคุณอาไม่ใช่เหรอ?” ชายหนุ่มหัวเราะเยาะพลางก้าวเข้ามาหาหลีเกอ “เหมือนตอนนั้นที่อยู่ในบาร์ไง จำไม่ได้แล้วเหรอ?”
หลีเกอรู้สึกมึนงงไปหมด
คืนนั้นเธอถูกฟู่อวิ๋นจือ และแม่สามีกดดันจนจนมุม จึงสติแตกไปที่บาร์ เธอตั้งใจจะแก้แค้นฟู่อวิ๋นจือก็จริงอยู่ แต่เธอก็รู้สึกผิดมากเหมือนกัน และไม่อยากเกี่ยวข้องกับฟู่ซือเหยียนอีก
เธอคิดว่าผ่านมาครึ่งเดือนแล้วฟู่ซือเหยียนคงลืมเื่นั้นไปแล้ว
“ฉันต้องขอโทษคุณอาฟู่ด้วยค่ะ” หลีเกอถอยหลังออกไปสองสามก้าว ขาของเธอสั่นไปหมด “ตอนนั้น ฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าเป็คุณ แค่เห็นคุณหล่อมาก แล้วก็เผลอไปมันเป็อารมณ์ชั่ววูบค่ะ”
ฟู่ซือเหยียนไม่พูดอะไรเพียงแค่จ้องเขม็งมาที่เธอ
บรรยากาศตอนนี้ตึงเครียดไม่น้อย
หลีเกอรู้สึกใจคอไม่ดี
เมื่อนิ้วของฟู่ซือเหยียนชักกลับไป เธอก็โล่งใจ
วินาทีต่อมาก็ได้ยินฟู่ซือเหยียนพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่แยแส “ผมได้ยินมาว่า คุณกับฟู่อวิ๋นจือแต่งงานกันมาปีกว่าแล้ว”
หลีเกอรู้ความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของเขา
‘ทำไมคุณยังเวอร์จิ้นอยู่ล่ะ? ทั้ง ๆ ที่แต่งงานกับฟู่อวิ๋นจือมาปีกว่าแล้ว’
หลีเกอนึกถึงเื่ราวต่าง ๆ ของฟู่อวิ๋นจือ จึงพึมพำเบา ๆ พร้อมกับหัวเราะฝืน ๆ แล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไป
“ท่านประธานฟู่ ฉันมีของจะให้คุณด้วยค่ะ”
หลีเกอรื้อกระเป๋าของเธอ คิดว่าจะคืนกระดุมเม็ดนั้นให้ฟู่ซือเหยียน แต่ก็มีโทรศัพท์โทรเข้ามาพอดี
เป็สายจากน้องสาวของเธอเอง กวนรั่วหลิง
หลีเกอขอโทษฟู่ซือเหยียน แล้วเดินออกไปรับโทรศัพท์ พูดเสียงเบาลง “เกิดอะไรขึ้น?”
“พี่ ฉันโทรหาพี่ตั้งหลายครั้งแล้ว ทำไมเพิ่งมารับสายเอาป่านนี้ล่ะ?”
“วันนี้ฉันมีธุระ ก็เลยตั้งโทรศัพท์เป็โหมดสั่น มีอะไรก็รีบพูดมาเถอะ”
“พี่รู้ไหมว่าแม่ขาหัก?” กวนรั่วหลิงบ่นมาจากปลายสาย “วันนี้ฉันควรจะได้ไปออดิชั่นบทสำคัญ แต่ฉันต้องกลับมาดูแลแม่ ฉันเลยต้องทิ้งบทนั้นไป!”
กวนรั่วหลิงบอกให้หลีเกอรีบมาโรงพยาบาล และเตรียมเงินสดมาให้เยอะ ๆ ด้วย
หลีเกอวางสายหลังจากพูดคุยกันสั้น ๆ
“ท่านประธานฟู่ ขอโทษด้วยนะคะ พอดีฉันมีธุระด่วนต้องไปก่อน” ด้วยความเป็ห่วงแม่ หลีเกอจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่เร่งรีบ “คนในครอบครัวฉันประสบอุบัติเหตุเล็กน้อยค่ะ”
เมื่อกี้ฟู่ซือเหยียนก็ได้ยินที่เธอคุยโทรศัพท์ด้วย
เห็นหลีเกอกังวลใจขนาดนี้ เขาก็เลยเปลี่ยนใจไม่ถามเื่ทั้งหมดแล้ว พยักหน้าตอบว่า “ไปเถอะ”
“ขอบคุณค่ะท่านประธานฟู่” หลีเกอรีบออกไป จึงลืมเอากระดุมข้อมือคืนให้ฟู่ซือเหยียน
ผู้ช่วยจางทำงานได้รวดเร็วมาก
พอฟู่ซือเหยียนออกมา เขาก็ได้ส่งตัวแทนชาวสวิสออกไปแล้ว
“ท่านประธานฟู่ ผลการตรวจสอบพืชชนิดนั้นออกมาแล้วครับ” ผู้ช่วยจาง ยื่นเอกสารในมือให้ฟู่ซือเหยียนพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นจนกลั้นไม่อยู่ “อย่างที่ท่านคาดการณ์ไว้เลยครับ”
ฟู่ซือเหยียนเปิดแฟ้มเอกสารและไล่อ่านลงมาเรื่อย ๆ
พอเห็นตัวเลขผลการตรวจสอบที่สำคัญ เขาก็ไม่ได้ตื่นเต้นเหมือนผู้ช่วยจาง แค่พูดว่า “เมื่อเราหาเจอ คนอื่นก็หาเจอได้เหมือนกัน ไปจัดการอย่างลับ ๆ แล้วหาล่ามไปต่างประเทศกับผมโดยเร็วที่สุด เราต้องรีบไปเซ็นสัญญาก่อนคนอื่น”
ผู้ช่วยจางไม่ได้ตอบอะไร แต่มีสีหน้าที่ดูลำบากใจ
ฟู่ซือเหยียนเหลือบมองแล้วขมวดคิ้ว “ทำไม? เื่ง่าย ๆ แค่นี้ทำไม่ได้หรือไง?”
“ท่านประธานฟู่ เื่นี้ทำได้ยากจริง ๆ ครับ” สีหน้าของผู้ช่วยจางหนักใจ “ชาวบ้านแถวนั้นพูดได้แค่ภาษาอุยกูร์ และภาษานี้ก็ไม่มีอยู่ในตำราเรียนทั่วไป ไม่มีใครในโลกนี้แปลภาษาชนิดนี้ได้เลยครับ”
สีหน้าฟู่ซือเหยียนจึงตึงเครียดขึ้น
เขาลืมไปว่าถ้าชาวบ้านในหมู่บ้านเล็ก ๆ นั้นพูดภาษาอื่นได้ พืชชนิดนั้นคงถูกคนอื่นซื้อไปนานแล้ว
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งฟู่ซือเหยียนจึงเอ่ยปาก “นายแอบไปถามอาจารย์และนักศึกษาคณะอักษรศาสตร์หน่อย ถ้ามีภาษาแบบนี้จริง ๆ ในหนังสือเรียนน่าจะมีร่องรอยอะไรบ้าง”
“ได้ครับ ผมจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้” ผู้ช่วยจางพยักหน้าตอบ