บทที่ 111 งานเลี้ยงต้อนรับ
รถม้าของสกุลหลี่ตรงไปยังพระราชวังอันเป็นสถานที่จัดงาน วันนี้ที่พระราชวังส่วนนอกถูกจัดแต่งอย่างงดงามยิ่ง ราวกับว่าเป็นงานเทศกาลประจำปี ไม่สิ! ต้องบอกว่ามันเป็นงานเทศกาลที่ต่อให้จัด 10 ปี 1 ครั้ง ก็ยังไม่จัดยิ่งใหญ่ขนาดนี้เลย คนตัวเล็กได้ซึมซับบรรยากาศอย่างมีความสุข เขาหันไปสนใจสิ่งต่างๆรอบตัวเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน ขนาดบิดาและพี่ชายของเขาก็ยังทำเช่นนั้นด้วยเลย
ตระกูลหลี่ถูกพาไปนั่งในตำแหน่งที่ดี หลี่ชิงหมินถูกแยกตัวกับครอบครัวเพราะเขาถือว่าเป็นผู้มีพระคุณต่อเจ้ากรมพิธีการ ดังนั้นจึงถูกจัดให้นั่งอยู่ไม่ไกลกันนัก เหตุผลที่เขาแจงต่อทุกคนก็คือ..เผื่อว่าขนมหวานที่แนะนำโดยหลี่ชิงหมินจะมีบางอย่างผิดปกติ แน่นอนว่ามันเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น
องค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินีได้ลองลิ้มรสชาติมันด้วยตนเองแล้ว ทั้งสองพระองค์ยังให้ห้องเครื่องนำรายการอาหารนี้เข้าสู่รายการขนมหวานหลักของสำรับด้วย เผื่อวันไหนอยากจะกินขึ้นมาอีก จะได้เลือกขนมหวานนี้ได้เลย เท่ากับว่านางกำนัลในห้องเครื่องชั้นต้นจะต้องทำขนมหวานนี้ได้
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าขนมหวานนี้ดีมากขนาดไหน ต่อให้มันจะไม่ใช่ “ขนมหวานหนอนแสนอร่อย” ของกลุ่มการค้าสกุลทง แต่มันจะเป็นขนมหวานหนอนที่อร่อยยิ่งกว่าขนมหวานหนอนที่กลุ่มการค้าสกุลทงเคยกินอย่างแน่นอน
เจ้ากรมพิธีการนั่งอยู่ไม่ไกลจากเชื้อพระวงศ์เนื่องจากเขาเป็นผู้จัดงานโดยตรง หากมีรับสั่งใดๆจะได้สะดวกและรวดเร็ว ทว่า...สิ่งนี้ทำให้หลี่ชิงหมินต้องนั่งอยู่ไม่ไกลจากพวกองค์ชายทั้งหลายด้วย
วันนี้ที่นั่งขององค์รัชทายาทมีเพียงพระองค์เท่านั้น ตำแหน่งพระชายาที่ถูกทำให้หายไปยังว่างอยู่ ดูแล้วเงียบเหงาจากคนอื่นๆอยู่บ้าง พระองค์เพิ่งผ่านมรสุมใหญ่โตมา ไม่แปลกที่จะทำให้หลายคนมองเป็นครั้งที่สองที่สาม แต่...ชิงหมินรู้ดีว่าสายตาเช่นนี้ไม่ใช่สายตาสงสารหรือสมเพช กลับกัน...มันเป็นสายตาที่กระหายอยากเสียมากกว่า!!
ตำแหน่งพระชายาว่างอยู่หรือ? เช่นนั้นบุตรหลานของพวกเขาก็มีโอกาสแล้วน่ะสิ! จะได้เป็นถึงมารดาของแผ่นดินในอนาคต ผู้ใดบ้างที่ไม่ต้องการ
ดังนั้นองค์รัชทายาทจึงไม่ได้เงียบเหงาเสียทีเดียว ยังมีขุนนางหลายคนที่แวะเวียนมาทำความเคารพเขาอย่างต่อเนื่อง สำหรับชิงหมิน...นอกจากองค์รัชทายาทที่เขาให้ความสนใจแล้ว สายตาขององค์ชายสามก็ยังทำให้เขาอึดอัดใจอยู่ไม่น้อยด้วย
คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องออกไปหลายตำแหน่งนั้นกำลังมองมาที่เขาพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์บางอย่าง คราแรกหลี่ชิงหมินไม่ทันระวังเผลอไปสบตากับเขา จำเป็นต้องรีบส่งมือทำความเคารพให้อีกฝ่าย ทางนั้นก็ส่งยิ้มกลับมาให้ตามมารยาท เขาคิดว่าควรจะจบเพียงเท่านั้น คิดไม่ถึงเลยว่าหางตาของเขาจะเห็นอีกฝ่ายมองอยู่ตลอดเวลา!!
นี่มัน...น่าอึดอัดใจเกินไปแล้ว
“คุณชายหลี่ ก่อนหน้านี้ข้ายังไม่ได้ไปขอบคุณเจ้าด้วยตนเอง วันนี้ได้มานั่งข้างกันแล้ว ขอใช้โอกาสนี้เพื่อขอบคุณเจ้าด้วย...” ราวกับรับรู้ถึงความกระอักกระอ่วนของหลี่ชิงหมิน เจ้ากรมพิธีการเรียกให้ชิงหมินหันมาพูดคุยกับตนเองทันที
ชายชราคลี่ยิ้มใจดี การที่เขาชวนให้ชิงหมินคุย ก็เพื่อให้องค์ชายสามไม่สามารถตำหนิหลี่ชิงหมินที่ไม่ยอมสนใจสายตาของพระองค์ได้ ก็นะ...คนไม่รู้ไม่ถือว่าผิดใช่ไหม? อีกอย่าง...คุณชายหลี่ยังเด็กเกินไป เขาอาจจะไม่รู้เล่ห์กลเหล่านี้ องค์ชายสามต้องการกดดันให้หลี่ชิงหมินเข้าไปทักทายและพูดคุยด้วย ทั้งๆที่อีกฝ่ายกำลังจะเป็นคนของแม่ทัพใหญ่
ถ้าเขาสามารถแสดงให้ทุกคนเห็นได้ว่าเขากับคุณชายหลี่เป็นพันธมิตรต่อกัน อย่างนั้นหลังแต่งงานไปแล้ว..ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองก็จะเชื่อมโยงไปถึงแม่ทัพใหญ่ด้วยหรือไม่?
ชายชราผู้นี้ฉลาดและมีไหวพริบ หลี่ชิงหมินรีบหันมาส่งสายตาขอบคุณให้เขาทันที ลำพังฐานะของ “หลี่” อย่างเดียวนั้นไม่ทำให้คนสนใจมากขนาดนี้หรอก แต่เพราะต่อ “หวง” ที่กำลังจะมาในอนาคต หลี่ชิงหมินต้องระวังตัวให้มากขึ้นจริงๆ
“ท่านเจ้ากรมพิธีการไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้าหรอกขอรับ อย่างไรข้าก็ได้รับชมการแสดงที่ยอดเยี่ยมของเขาด้วย ถือว่าเป็นการได้ประโยชน์จากทั้งสองฝ่ายดีกว่า”
“ฮ่าๆ เป็นอย่างนั้นหรือ? คุณชายหลี่ใจกว้างจริงๆ รุ่นเยาว์ที่ฉลาดและจริงใจเช่นนี้หาได้น้อยมาก จงกวนเฮ่ากล่าวว่าเขาต้องการเป็นสหายของท่าน เพียงแต่ช่วงนี้เจ้าเด็กคนนั้นไม่มีเวลาจริงๆ เขาคร่ำเคร่งฝึกฝนเสียจนข้ายังเป็นห่วง”
“เขาได้ทำในสิ่งที่ชอบ ย่อมไม่มีอะไรให้ต้องกังวลหรอกขอรับ” ชิงหมินคลี่ยิ้มออกมา
พวกเขาพูดถึงจงกวนเฮ่ากันอยู่พักใหญ่ ชิงหมินได้ยินว่าชายคนนั้นได้เก็บตัวฝึกฝนเพื่อร่ายรำ แถมยังจ้างนักดนตรีมาเป็นนักดนตรีประจำอยู่ในจวนเพื่อช่วยเขาฝึกซ้อมด้วย เหล่านักดนตรีพวกนั้นต่างก็พากันชื่นชมคุณชายจงกันยกใหญ่ กล่าวว่าเป็นการ่ายรำที่งดงามที่สุดที่พวกเขาเคยเห็นมาเลย
ผู้นำตระกูลจงไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความตั้งใจของบุตรชายมากนัก แต่เขาก็ยังแอบสอบถามความเป็นไปอยู่เสมอ รอจนกว่าจงกวนเฮ่าจะพร้อมแล้วมาแสดงให้พวกเขาในตระกูลดูก็เท่านั้น...
บทสนทนาที่ราบรื่น พร้อมกับกลิ่นอาหารชุดแรกที่เริ่มนำมาให้ดื่มกิน ถึงแม้ว่าชิงหมินจะกินอาหารรองท้องมาแล้ว แต่กระเพาะน้อยๆของเขาก็ยังมีที่ว่างสำหรับอาหารอยู่เสมอ
ชุดแรกนี้เป็นเพียงอาหารรับแขกเหรื่อเท่านั้น ยังไม่ถือว่าเป็นอาหารชุดหลักที่จะนำขึ้นโต๊ะ เวลานี้ขุนนางมากมายมาที่นี่แล้ว ทว่ากลุ่มการค้าสกุลทงยังไม่ปรากฏตัวแม้เพียงคนเดียว ดังนั้นทางพระราชวังจึงยังไม่นำอาหารขึ้นชื่อที่พวกเขาเตรียมไว้เฉพาะสำหรับต้อนรับแขกเหรื่อออกมา
“ว่าแต่....ท่านแม่ทัพใหญ่ เหตุใดยังไม่ปรากฏตัวขึ้นอีก” เจ้ากรมพิธีการพูดคุยเรื่องบุตรชายของตนเองจนหมดเรื่องราวแล้ว เขากวาดสายตาไปมองดูรอบๆแทนหลี่ชิงหมิน และก็พบกับความผิดปกติบางอย่า
แม้ว่าแม่ทัพใหญ่หวงซีเฉิงผู้นั้นจะเป็นพวกที่ไม่ค่อยเข้าสังคมและหมกตัวอยู่แต่ในกองทัพ แต่นี่เป็นงานใหญ่ที่องค์จักรพรรดิให้ความสำคัญ ต่อให้เป็นเขาก็ไม่สามารถปฏิเสธได้
นอกจากนี้ เขาก็ยังรับปากว่าจะเข้าร่วมงานแล้ว ด้วยเงื่อนไขที่ว่าจะต้องให้หลี่ชิงหมินเข้าร่วมงานด้วย คนใหญ่คนโตรับปากแล้วไม่เสียคำพูด ยิ่งถ้าเป็นชายชาติทหารยิ่งแล้วใหญ่ แต่ว่า....จนกระทั่งงานเลี้ยงรับรองกำลังจะเริ่มขึ้น คนเป็นแม่ทัพใหญ่กลับไม่ปรากฏตัวเสียอย่างนั้น
จริงอยู่ที่ว่าการอารักขาความปลอดภัยในงานนี้จะต้องเป็นคนของสำนักพระราชวัง และทหารส่วนพระองค์ ทหารของกองทัพใหญ่ไม่สามารถเข้ามาในวังได้ตามอำเภอใจ ไม่อย่างนั้นจะสามารถรับประกันความปลอดภัยของเชื้อพระวงศ์ได้อย่างไร ทว่า...ในฐานะแม่ทัพใหญ่ เขาควรจะต้องดูแลส่วนข้างนอกให้ดี แล้วตัวเขาก็ต้องมารับพระบัญชาอยู่ที่งานเลี้ยงนี้
หลี่ชิงหมินมองตามสายตา เห็นตำแหน่งแม่ทัพใหญ่และรองแม่ทัพทั้ง 3 ยังว่างอยู่จริงๆ มีเพียงคนสกุลหวงสองสามคนเท่านั้นที่นั่งรับแขกเหรื่ออยู่ หวงซีเฉิงที่ไม่ปรากฏตัวนี้ย่อมทำให้เขาแปลกใจไปด้วย
ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้นที่สงสัยกับการหายไปของคนสำคัญทางกองทัพเช่นนี้ แต่ขุนนางคนอื่นๆก็พูดถึงเช่นเดียวกัน หลายคนตั้งใจที่จะตำหนิการกระทำของท่านแม่ทัพใหญ่และพวกสมาชิกในกองทัพหลังจากนี้ด้วย หากทำให้แขกเหรื่อต่างเมืองไม่พอใจ อีกฝ่ายจะต้องถูกลงโทษเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ผ่านไปเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ขบวนของสกุลทงก็มาถึง และพร้อมกันนั้นเอง...แม่ทัพใหญ่ที่ทุกคนกำลังมองหากับเหล่าสมาชิกของกองทัพก็ได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน โดยทงยูเดินนำหน้า ในขณะที่หวงซีเฉิงเดินอยู่เคียงข้างกัน ออร่าความยิ่งใหญ่ของทั้งสองทำให้ขุนนางที่อยู่รอบๆต้องหลุบตาลง ไม่กล้าที่จะสบตาพวกเขาด้วยซ้ำ
องค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินีรออยู่ก่อนแล้ว พวกเขาเป็นเจ้าบ้านย่อมต้องรอต้อนรับแขกคนสำคัญเหล่านี้ก่อน ถึงแม้ว่าตำแหน่งของพระองค์จะเหนือกว่ามาก แต่สิ่งนี้ไม่ได้ลดทอนเกียรติของพระองค์แต่อย่างใด
ปกติ การต้อนรับคณะทูต เจ้าบ้านก็ต้องมารออยู่ก่อนแล้ว ครั้งนี้ไม่ใช่แค่คณะทูตเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ แต่กลุ่มการค้าสกุลทงถือเป็นกลุ่มการค้าที่อาจจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรในอาณาจักรเซินดีขึ้นหลังจากจบช่วงสงครามใหม่ๆ มันคือความหวังของพวกเขา จะไม่ต้อนรับให้ดีได้หรือ?
“เช่นนั้นค่อยพูดคุยกันวันหลังเถอะ”
“ได้” แม่ทัพหวงได้ยินเสียงของทงยูดังขึ้นไม่ดังแต่ก็ไม่เบา คนตัวโตรับคำในลำคออย่างไม่ได้ใส่ใจนัก เขากวาดสายตามองหาร่างเล็กที่ไม่ได้เจอกันเสียหลายวัน ก่อนจะยกยิ้มมุมปากให้กับหลี่ชิงหมินบางเบา
ถ้าไม่ได้สังเกตดีๆย่อมไม่อาจมองเห็น แต่ในที่นี่...มีใครไม่มองแม่ทัพใหญ่อยู่บ้าง? ยิ่งเดินเคียงข้างผู้นำกลุ่มการค้าสกุลทงมาเช่นนี้ ไม่ว่าอย่างไรทุกคนก็สงสัย!
ทงยูเดินยิ้มตรงไปที่ลานด้านหน้า เขาอยู่ท่ามกลางขุนนางทั้งหลายก็ยังยืนอย่างองอาจ คารวะองค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินีด้วยท่าทางสุภาพ หากแต่ก็ไม่ได้ถูกกดดันโดยตำแหน่งของทั้งสองพระองค์เลย กลับเป็นองค์จักรพรรดิเสียมากกว่าที่ต้องรีบอนุญาตให้พวกเขาไปนั่งพักได้
“ทุกท่านเชิญนั่งร่วมมื้ออาหารเถิด อย่างไรงานเลี้ยงนี้ก็เพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองอย่างพวกท่าน ตามสบายๆ” องค์จักรพรรดิหัวเราะออกมาเสียงทุ้ม
สายตาของเขาเหลือบมองหวงซีเฉิงเล็กน้อยเหมือนต้องการคำอธิบาย คราแรกเขาก็มีความคิดเหมือนขุนนางคนอื่นๆที่อยากจะลงโทษแม่ทัพใหญ่ผู้นี้ที่กล้ามาร่วมงานหลังจากที่เชื้อพระวงศ์ทั้งหมดรวมถึงตัวพระองค์เองด้วย แต่...ใครจะไปคิดว่าแม่ทัพใหญ่ไม่ได้มาที่นี่ช้า เขากลับมาที่นี่พร้อมกับกลุ่มการค้าสกุลทงต่างหาก
ดูเหมือนความสัมพันธ์ของทั้งสองจะไม่ได้แย่หรือไม่? ทั้งว่าที่ฮูหยินใหญ่ของเขาที่พระองค์มอบสมรสพระราชทาน และความสนิทสนมส่วนตัวของแม่ทัพใหญ่หวงผู้นี้ ต่อไปพระองค์จำเป็นต้องเรียกทั้งสองมาเพื่อสอบถามให้แน่ชัดแล้ว
“ขอบพระทับพะย่ะค่ะองค์จักรพรรดิ เช่นนั้นกระหม่อมในนามตัวแทนของกลุ่มการค้าสกุลทง ขอขอบพระทัยพระองค์ที่ใส่ใจดูแลพวกเราพะย่ะค่ะ” ทงยูรีบถวายคารวะ หลังจากนั้นก็ส่งสัญญาณให้ทุกคนไปนั่งประจำที่ที่นางกำนัลมากมายเตรียมพร้อมแนะนำอยู่แล้ว
กลุ่มการค้าสกุลทงมาวันนี้มากกว่า 50 คนเสียอีก พวกเขาขนมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแรงงานทั่วไปหรือสมาชิกกลุ่มการค้าที่มีหน้ามีตาอยู่ในอาณาจักรต่างๆ ถือว่าทุกคนทำงานหนักมาร่วมกัน ซึ่งจำนวนเหล่านี้เป็นจำนวนที่แจ้งเอาไว้แล้ว ดังนั้นจึงไม่ถือว่าเกิดเรื่องวุ่นวายอะไร
“ในเมื่อกลุ่มการค้าสกุลทงมาถึงแล้ว อย่างนั้นก็เริ่มพิธีเถิด” องค์จักรพรรดิโบกมือให้กับเจ้ากรมพิธีการ
เขารีบคำนับแล้วออกคำสั่ง เริ่มจากการนำอาหารชุดแรกที่แท้จริงออกมา ชิงหมินที่เพิ่งกินปลาตัวเล็กๆทอดกับถั่วก็ต้องมองตามสำรับนั้นอย่างเสียดาย เขาเข้าใจว่ากำลังจะมีอาหารอื่นมาตั้งโต๊ะให้ แต่อาหารรองท้องทั้งสองก็ดีเหลือเกิน
ด้วยพรสวรรค์ของนางกำนัลแล้ว แม้แต่ของทอดเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ก็ยังทำออกมาได้ดีเยี่ยม ชิงหมินไม่มีทางหาอาหารเหมือนกันแต่อร่อยมากกว่านี้ได้อีกแล้ว
“หึ” เห็นสายตาอาลัยอาวรณ์ของเด็กหนุ่ม หวงซีเฉิงที่นั่งต่อจากตำแหน่งของเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นก็หัวเราะออกมาอย่างพอใจ ท่าทางเช่นนี้ของชิงหมินเป็นอะไรที่เขาชื่นชอบและรู้สึกว่ามองเช่นไรก็ไม่เบื่อจริงๆ
ราวกับรับรู้ว่ามีคนมอง ชิงหมินเหลือบไปเห็นรอยยิ้มของหวงซีเฉิงพอดี คนตัวโตส่งรอยยิ้มขันให้กับเขา ทำให้เด็กหนุ่มตัวเล็กรู้สึกอับอาย
“อาหารชุดแรกเป็นน้ำแกงขึ้นชื่อเจ้าค่ะ เพื่ออุ่นกระเพาะของทุกท่านให้สามารถกินได้อย่างพอใจและไม่ปวดท้องในภายหลัง ในน้ำแกงนี้ยังมีสมุนไพรจำนวนมากอยู่ด้วย ขอให้ทุกท่านดื่มกินอย่างมีความสุขเจ้าค่ะ” นางกำนัลหัวหน้าห้องเครื่องรับหน้าที่แนะนำอาหารชุดแรกแก่แขกเหรื่อ
เมื่อนางพูดจบก็ถอยออกไปด้านหลัง ปรากฏเสียงดนตรีบรรเลงขึ้นราวกับรู้กัน ในขณะที่อาหารชุดแรกถูกนำขึ้นโต๊ะให้กับทุกคน การแสดงชุดแรกก็ได้เริ่มต้นขึ้นด้วยเช่นกัน
“การแสดงร่ายรำอวยพร ขอให้แขกบ้านแขกเมืองมีความสุขในอาณาจักรเซินของพวกเรา ขอเทพเจ้าช่วยปกปักษ์พวกท่านตลอดกาล...” ชื่อชุดการแสดงที่ประกาศโดยนักกวีประจำสำนักพระราชวังดังขึ้น
เสียงกลองรัวเพื่อต้อนรับเข้าสู่การแสดงชุดแรกทำเอาสมาชิกกลุ่มการค้าสกุลทงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา การต้อนรับที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ผลักดันความรู้สึกของผู้เข้าร่วมงานไปถึงจุดที่สูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ถือว่าเป็นการจัดเรียงที่เหมาะสมและสมบูรณ์แบบจริงๆ
…………………………………….