เทวะโอสถกลืนสวรรค์

    ออกเดินทางสู่หุบเขาโอสถ

    แสงสว่างที่กำลังสาดส่องพลังงานแห่งรุ่งอรุณเพื่อเป็นสิ่งย้ำเตือนให้ทุกสิ่งมีชีวิตบนโลกได้รับรู้ และเตรียมตัวเริ่มต้นชีวิตในวันใหม่อีกครั้ง ..“ ยาปลุกพลังระดับ 5 ถูกเผาเสียจนเกลี้ยง  ” เสียงของชายแก่ที่มีน้ำเสียงดูอิดโรย หาใช่ใครที่ไหนหากแต่เป็น ตี้เทียนเฒ่าแก่ประจำสมาคมกระต่ายขาวนั่นเอง  พวกเขาใช้เวลาทั้งคืนในการดับไฟ และต้นเหตุของเพลิงไหม้ก็คงมิใช่ใครที่ไหนหากแต่เป็นชายปริศนาคนนั้น โชคไม่ดีที่มันสามารถหลบดีไปได้ในอาการปางตาย ไม่แน่ว่าคงมีผู้ที่อยู่เบื้องหลังคอยช่วยให้มันรอดพ้นออกมาได้แน่นอน“ มันจงใจมาเพื่อเผาสินค้าอย่างนั้นสินะ แสดงว่า มันต้องเป็นคู่แข่งทางการค้าของเราอย่างแน่นอน แต่เหตุใดมันถึงล็อกตัวเองไว้บนห้องนอนของข้าด้วย ” ตี้เฉินเริ่มวิเคราะห์การวางแผนของขายปริศนา ก่อนที่จะฉุกคิดบางอย่างที่พอจะแก้ปัญหาเรื่องสินค้าได้“ ข้าอาจจะต้องทำโอสถออกมาให้ดีกว่าระดับ 5….มันจะต้องเยอะกว่าเดิม….เพื่อที่จะใช้เป็นแผนล่อพวกมันออกมา ” ในการทำโอสถให้ออกมาดีในปริมาณมากเป็นสิ่งที่ยากมาก จะต้องมีอุปกรณ์เข้ามาช่วยเสริม และจะต้องมีความรู้ ประสบการณ์พอตัว ราวกับการปรุงอาหารปริมาณมากในคราวเดียวแต่จะต้องปรุงออกมาให้อร่อยเหมือนทำอาหารจานเดียว เครื่องปรุงต้องเข้าถึงทุกอณูของวัตถุดิบ ไม่เช่นนั้นอาหารที่ทำออกมา จะเสียรสชาติ เฉกเช่นเดียวกับการปรุงโอสถที่จะต้องทำออกมาอย่างปราณีต ไร้ที่ติ โอสถจึงจะออกมามีคุณภาพอย่างสูงที่สุด ไม่เช่นนั้นแล้วโอสถนั้นก็จะกลายเป็นยาพิษทันทีตี้เฉินนึกขึ้นได้ว่าถ้าหากเขาต้องการจะทำโอสถในปริมาณมาก เขาจะต้องมีหม้อปรุงโอสถผู้บำเพ็ญเพียร และต่างหูมิติเซียน ที่เขาเคยเก็บซ่อนเอาไว้ที่ หุบเขาโอสถ ครั้งเมื่อได้มาฝึกวิชาการปรุงโอสถจากเหล่าเทพแห่งการปรุงโอสถเมื่อหนึ่งพันปีก่อน  เมื่อคิดได้เช่นนั้นพลันหันไปบอกตี้เทียนบิดาของเขา“ ท่านพ่อ ข้าจะขอออกไปดูนอกเมือง…ข้าจะไปสำรวจดูว่าเมืองระแวกนี้จะพอมีโอสถปลุกพลังที่มีคุณภาพไล่เรียงกัน ราคาไม่สูงมากนักจนสามารถพอทำกำไรให้กับสมาคมของเราได้หรือไม่ ” เขารู้ตัวว่ากำลังโกหกตี้เทียนอยู่ แต่อุปกรณ์เหล่านั้น เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สามารถทะลวงจุดลมปราณทั้งแปด ให้ขึ้นไปสู่ชั้นวิถีเซียนได้ ตอนนี้ลมปราณของเขาอยู่ที่ระดับ ปราณเปิดโลก ขั้นสูง เท่านั้น  การที่จะทะลวงลมปราณเพื่อเข้าสู่ลมปราณชั้นวิถีเซียนอย่างรวดเร็วนั้นมีอยู่หลายวิธี แต่หนทางที่เร็วที่สุดนั่นก็คือการทำโอสถขนานหนึ่งขึ้นมา โดยใช้อุปกรณ์เหล่านั้นเป็นตัวช่วย เขาจึงจะสามารถผลิตโอสถที่มีปริมาณมากๆ ได้พร้อมกัน และโอสถที่จะผลิตออกมาหลังจากตี้เฉินผ่านเข้าสู่ลมปราณชั้นวิถีเซียนแล้วนั้นจะมีคุณภาพที่ดีมากขึ้นอีกด้วย พูดง่าย ๆ ว่าเมื่อตี้เฉินเข้าสู่ วิถีเซียน เขาจะทำทุกอย่างได้รวดเร็ว แม่นยำ และคล่องแคล้วขึ้น “ ข้าก็กำลังคิดเช่นนั้นอยู่เหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นให้หลินเซียวไปเป็นเพื่อนเจ้าสิ ” ตี้เทียนพูดเสร็จหันไปชี้ที่หญิงรับใช้นางหนึ่ง ใบหน้าของนางงดงามราวกับพระจันทร์์ในคืนพระจันทร์เต็มดวง สีผมสวยดำขลับเหมือนดั่งปีกแมลงภู่ ใบหูว่างามดั่งกลีบดอกบัว คิ้วงามดั่งคันศร หากตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยตะลึงให้กับความงามของผู้ใดมาตลอด ผิดเพียงแต่ ชาติตระกูลของนางเป็นเพียงหญิงสาวรับใช้ แต่ทว่าในตอนนี้ ตี้เฉินไม่สามารถพาใครไปด้วยเพราะมิฉะนั้นความจริงที่ตี้เฉินคนนี้ไม่ใช่ตี้เฉินคนเดิมจะถูกเปิดเผย“ ไม่เป็นไรหรอกท่านพ่อข้าดูแลตัวเองได้ ” ตี้เฉินส่า่ยหน้าปฏิเสธ แต่สายตาของเขาก็ยังไม่สามารถที่จะละออกจากความงามของหลินเสียวได้อยู่ดี “ ถ้าอย่างนั้นข้าก็คงต้องขอฝากความหวังไว้ที่เจ้าแล้วกัน ”  ตี้เทียนพูดพลางเดินเข้ามาใช้มือทั้งสองข้างตบลงที่ไหล่ตี้เฉินเบา ๆ  ก่อนที่หลินเสียวจะยิ้มให้ตี้เฉินและเดินเข้าห้องครัวไปเส้นทางสู่หุบเขาโอสถ เต็มไปด้วยสัตว์ร้าย นานาชนิดเช่น งูเขียวหางพิษ เสือเขี้ยวเพชร เหยี่ยวสามตา แมลงป่องไฟฟ้า พวกมันคือสัตว์ร้ายที่ลือกันว่าเป็นสัตว์ที่คอยเฝ้าดูแล  สมบัติแห่งหุบเขาโอสถ อีกทั้งยังไม่รวมพวกโจร ที่คอยดักปล้นผู้คนที่สัญจรเข้าไปใกล้เส้นทางเหล่านั้นอีกด้วย แต่สำหรับตี้เฉินผู้เคยเป็นทั้งเจ้าของและผู้อยู่อาศัยที่นั่นมาก่อน ทุกซอกทุกมุมของหุบเขาแห่งนั้นเป็นดั่งบ้านของเขาเอง อีกทั้งสัตว์ร้ายพวกนั้นก็คือสัตว์เลี้ยงของเหล่าทวยเทพที่ถูกทิ้งไว้มานานนับพันปี จนพวกมันออกลูกออกหลานไปทั่วหุบเขา บ้างก็กลายพันธ์ และวิวัฒนาการตัวมันเองเพื่อความอยู่รอด “ ในที่สุดข้าก็มีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมบ้านเสียที ” ตี้เฉินคิดในใจพลันเขาเผลอยิ้มออกมา จนพ่อของมันสังเกตเห็นจึงนึกถามขึ้นมา“ ยิ้มอะไรอย่างนั้นรึ ตี้เฉิน ” ตี้เทียนถามขึ้นด้วยความสงสัย   และพลันนึกถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เขารู้สึกว่าตี้เฉินนั้นเปลี่ยนไปอย่างมากหลังจากที่เขาหายตัวไปจากบ้านหลายวัน “ ข้าว่า…ตั้งแต่เจ้ากลับมาเจ้าดูประหลาดไปนะ…ข้าว่าก่อนเจ้าจะออกเดินทางข้าจะให้หมอมาตรวจดูร่างกายเจ้าเสียหน่อยดีกว่า ” “อะ..เอ่อ…” ตี้เฉินหุบยิ้มทันทีก่อนที่เขาจะทำสีหน้าอ้ำ ๆ อึ้ง ๆตี้เฉินไม่ทันพูดเสร็จ ตี้เทียนรีบหันไปสั่งลูกน้องให้ไปตามหมอมาโดยเร็ว“ พวกเจ้าไปตามหมอมา !!! ” ในตอนนี้ระดับลมปราณของตี้เฉินนั้นถือว่าอยู่ในระดับที่สูงเกินกว่าตี้เฉินคนก่อนนั้นจะสามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น แถมตี้เฉินคนก่อนยังไม่ค่อยใส่ใจกับเรื่องการฝึกยุทธเสียเท่าไหร่ นั่นจึงทำให้ตี้เทียนเริ่มคิดสงสัยเข้าไปอีก ตี้เฉินจึงต้องคิดเพทุบายที่จะทำให้พ่อของเขาเชื่อว่า นี่คือตี้เฉินคนเดิม ..“ หมอมาแล้วขอรับนายท่าน ” เสียงคนรับใช้วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาที่สมาคมพร้อมกับชายวัยกลางคนคนหนึ่ง มือซ้ายถือห่อผ้า ดูแล้วน่าจะใส่อุปกรณ์สำหรับการตรวจ การวิ่งการเดินของเขาดูแล้วเป็นคนมีชาติตระกูล คงไม่ผิดแน่ที่ชายคนนี้จะเป็นหมอหมอวางห่อผ้าลงที่ข้าง ๆ ตัวตี้เฉินก่อนที่เขาจะวางสองนิ้วลงบนจุดชีพจรบริเวณข้อมือซ้ายอย่างนุ่มนวล เขาปล่อยลมปราณออกมาอ่อน ๆ จนทำให้ตี้เฉินรู้สึกสบาย เขาทาบนิ้วไว้อย่างนั้นครู่หนึ่งก่อนที่จะมีอาการตาเบิกโพลงโตด้วยความตกใจราวกับมีเรื่องอัศจรรย์ใจเกิดขึ้นสักอย่าง “ ครั้งก่อนที่ข้ามาตรวจสุขภาพของคุณชาย ระดับลมปราณที่หมุนเวียนในร่างกายของคุณชายนั้นถือว่าอ่อนแอมาก เพียงแค่ข้าได้ทาบนิ้วลงบนจุดชีพจรคุณชายก็มีอาการเจ็บปวดเล็กน้อยแล้ว แต่มาคราวนี้ ลมปราณที่กำลังไหลเวียนอยู่ในตัวคุณชายนั้น กลับแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมสิบเท่า หนำซ้ำคุณชายกลับดูดเอาลมปราณของหมอไปด้วย นั่นก็แปลว่าคุณชายในตอนนี้ แข็งแรงขึ้นอย่างมาก ” หมอได้อธิบายให้ตี้เทียนฟัง ด้วยน้ำเสียงที่ยังคงประหลาดใจไม่หาย“ คุณชายทำสิ่งใดมาอย่างนั้นหรือ ?” หมอซักถามตี้เฉินต่อด้วยความอยากรู้อยากเห็นและเขาดูรู้สึกต้องการที่จะรู้ว่ามีหนทางใดกันที่ทำให้ลมปราณของตี้เฉินแข็งแกร่งขึ้นเพียงนี้  “ ….เอ่อ” ตี้เฉินอ้ำอึ้งอยู่สักครั้ง “ บอกข้าได้นะคุณชาย ” หมอพยายามซักถาม“..เอ่อ..คือ..ยะ” ตี้เฉินพยายามพูดออกมาแต่ตี้เทียนกลับโพล่งขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยจนทั้งสองคนเงยหน้าไปมอง“ ยาปลุกพลังระดับ 9 ของเพื่อนเจ้าแน่เลย !!… ท่านหมอ ข้าก็เคยได้ลิ้มลองยานั้นเช่นกัน เป็นเช่นนั้นจริงไหม ตี้เฉิน"  ตี้เฉินนิ่งเงียบไปสักพักก่อนที่จะหันไปตอบตามน้ำ“ เอ่อ ใช่ๆ เป็นยาปลุกพลังระดับ 9 ที่เพื่อนข้านำมาให้จากต่างแดนน่ะท่านหมอ ช่วงนี้ข้ารู้สึกว่าข้าต้องออกกำลังเสียบ้างดีกว่านั่งทำงานในสมาคมจนหลังขดหลังแข็งนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า  ” ตี้เฉินตอบไหลลื่นไปตามพ่อมัน หมอหยุดคิดไปสักครู่ก่อนที่จะพูดออกมาด้วยความเป็นห่วง“  ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าก็อยากจะให้เจ้าหยุดยาตัวนั้นไปก่อนมิเช่นนั้นเจ้าอาจจะเกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้นมาจนลมปราณของเจ้าจะอันตรธานหายไปเสียก่อน ” หมอพูดออกมาด้วยความห่วงใยก่อนที่จะถามตี้เฉินต่อ“ แล้วเจ้าพอจะบอกข้าได้ไหมว่าข้าจะหาเพื่อนเจ้าได้ที่ไหน ” แม้แต่หมอเองก็ยังมีความโลภที่อยากจะมีความสามารถที่เก่งกาจขึ้น นี้แหละหนอ มนุษย์“ เพื่อนข้าเอ่อ..กลับต่างแดนไปตั้งแต่วันที่ข้ากลับมาบ้านแล้วล่ะ ข้าก็ไม่แน่ใจเช่นกันว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อใด ” ตี้เฉินกุเรื่องต่อ“ เอาล่ะถ้าหากเป็นเช่นนั้นอย่างน้อยเจ้าต้องลดระดับยาปลุกพลังลงมาก่อนที่เจ้าจะเสพติดมัน ข้าว่าสมาคมของเจ้าคงมียาเหลือพอที่จะใช้นะ เดี๋ยวหมอจะเขียนตัวยาไว้ให้ แล้วเดี๋ยวหมอขอตัวลาไปก่อน พอดีต้องไปดูอีกบ้านหนึ่ง ” หมอพูดพลางเขียนตัวยาที่ตี้เฉินจะต้องใช้เอาไว้ให้ก่อนที่เด็กรับใช้จะพาเดินออกจากสมาคมไป ตี้เฉินถึงกับถอนหายใจ เฮือกใหญ่ เพราะทั้งหมอ และพ่อต่างพากันหลงเชื่อแล้วว่าที่ตี้เฉินมีระดับลมปราณที่แกร่งขึ้นขนาดนี้ได้คงเป็นเพราะยาปลุกพลังที่เขากุเรื่องขึ้นมาตั้งแต่ทีแรกแล้วนั่นเอง“ ฟู้วว” ตี้เฉินถอนหายใจอีกครั้งก่อนที่จะหันไปพูดกับตี้เทียน“ ท่านพ่อถ้าอย่างนั้นข้าจะขอออกเดินทางเลย เพื่อไม่ให้เสียเวลา แล้วข้าจะรีบกลับมา ” ตี้เฉินพูดพลางก้มตัวลงหยิบสัมภาระ ก่อนที่จะโค้งคำนับพ่อ และเริ่มออกเดินทางไปสู่หุบเขาโอสถทันที “ โชคดีลูกพ่อ ทางนี้พ่อจะรีบหาตัวคนก่อเหตุมาลงโทษซะ ” ตี้เทียนกล่าวตอบพลางอวยพรให้ลูกมันโชคดีในที่สุดตี้เฉินก็จะได้เดินทางกลับสู่สถานที่ที่จอมราชันแห่งโอสถได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อนานมาแล้วตามตำนานว่าวิญญาณของเหล่าบรรพชนยังคงสิงสถิตอยู่ ณ หุบเขาโอสถ เรื่องราวแปลกประหลาดมากมายกำลังรอเขาอยู่เบื้องหน้า ใครกันที่เป็นคนเผาสินค้าของสมาคม และเขาจะสามารถกลับมาได้ทันเวลาส่งสินค้าหรือไม่ ติดตามได้ในตอนถัดไป ถ้าหากอ่านแล้วถูกใจอย่าลืมกดติดตามและคอมเมนต์เพื่อให้กำลังใจหรือติชมกันได้นะครับ