ต่งเสี่ยวเสี่ยวรู้สึกว่าถ้าเธอยังคงฟังต่อไป มันคงเป็การเสียมารยาท
เธอจึงกระแอมเบาๆจากนั้นก็เดินเข้าไปในลานของโรงงาน มองไปยังฉินซู่แล้วพูดว่า“ฉันเอาข้าวมาให้ นายไม่ต้องกลับไปกินที่บ้านแล้ว นายกินเถอะเดี๋ยวฉันจะกลับแล้ว”
เพื่อนร่วมงานสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉินซู่ไม่คิดว่าจะถูกเ้าของชื่อที่ตนกำลังนินทาอยู่จับได้เช่นนี้พวกเขาจึงมีสีหน้าลำบากใจมาก ทุกคนก้มหน้าก้มตาทำงานในมือต่อไม่กล้าเงยหน้ามองต่งเสี่ยวเสี่ยว
“พวกเธอกินข้าวกันแล้วเหรอ? ไม่ต้องเอามาให้ฉันหรอก ถ้าหิวฉันจะกลับไปกินที่บ้านเอง” ฉินซู่พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“รีบกินเถอะ ที่บ้านยังมีอีก” ต่งเสี่ยวเสี่ยวเปิดกล่องข้าวออก กลิ่นหอมของน้ำแกงไก่ก็โชยออกมาในทันทีหอมจนเพื่อนร่วมงานที่อยู่ข้างๆ ยังได้กลิ่น
ทั้งสองเงยหน้าขึ้นมองข้าวสวยที่หุงจนเรียงเม็ดสวย ผักใบเขียวที่ดูน่าทาน และน้ำแกงไก่สีเหลืองทองไหนจะเนื้อไก่ที่อัดแน่นเต็มกล่อง แค่ดูก็รู้แล้วว่าต้องอร่อยแน่ๆ!
ใครกันที่ว่าเธอไม่รู้จักใช้ชีวิต!ฝีมือแบบนี้นับว่าใช้ได้เลยทีเดียว!
ใครกันที่บอกว่าเธอจะต้องกินผักป่า!เห็นได้ชัดว่าข่าวลือนั้นไม่น่าเชื่อเลยสักนิด!
พอมองแบบนี้แล้ว ภรรยาของฉินซู่ก็ดีไม่น้อย!จับไก่มาเชือด แล้วยังแบ่งให้เขาอีกตั้งครึ่งตัว
“ให้เนื้อไก่ฉันมาเยอะขนาดนี้แล้วพวกเธอจะกินอะไรกัน?” ฉินซู่ถึงกับชะงัก “อีกอย่างไก่ตัวนี้ดูเหมือนจะเป็ไก่ป่า…”
“ใช่ มันเป็ไก่ป่า ฉันจับได้ตอนขึ้นเขาแล้วก็ยังจับลูกหมูป่าได้ตัวหนึ่ง ฉันเอาไปขายได้เงินมาห้าสิบหยวนนายเอาไปซื้อแป้งสาลี ข้าวสาร แล้วก็ไข่ไก่ตอนกลับบ้านด้วยนะ” ต่งเสี่ยวเสี่ยวกำชับฉินซู่ พลางหยิบเงินห้าสิบหยวนที่ยังอุ่นๆในกระเป๋าส่งให้เขา
ในยุคนี้ เงินยังคงมีค่ามากแป้งสาลีกิโลกรัมละไม่กี่เหมา ข้าวสารก็เช่นกัน
ไข่ไก่ก็ราคาฟองละหนึ่งเหมา
เงินห้าสิบหยวนนี้พอจะซื้อของให้พวกเขามีข้าวกินไปได้สักพัก
เมื่อฉินซู่เห็นต่งเสี่ยวเสี่ยวยื่นเงินมาให้สีหน้าของเขาก็ดูลำบากเล็กน้อย
เขาเป็ผู้ชายการเลี้ยงดูครอบครัวเป็หน้าที่ของเขา
แต่เงินเดือนนี้ยังไม่ออกทำให้ถังข้าวสารที่บ้านว่างเปล่า…
“เงินนี้เธอเก็บไว้เถอะ ฉันยังพอมีฉันซื้อเองก็ได้” ฉินซู่กล่าวเสียงต่ำ
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นทันใดนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนด้วยความเ็ปดังมาจากข้างใน
เสียงนั้นทำให้ฉินซู่และเพื่อนร่วมงานอีกสองคนใ
ทั้งสามรีบเดินเข้าไปในโรงงานก็เห็นเพื่อนร่วมงานอีกคนกำลังกุมเท้า ร้องโอดโอยด้วยความเ็ป
"ตะปูตำฝังเข้าไปในเท้าลึกมากต้องพาไปสถานีอนามัยเพื่อเอาออกก่อน” ฉินซู่มองดูก่อนจะตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
เพื่อนร่วมงานอีกสองคนช่วยกันพยุงเพื่อนที่ได้รับาเ็พากันรีบเร่งไปที่สถานีอนามัย
ในยุคนี้ การแพทย์ยังอยู่ในระดับต่ำมากอีกอย่างที่นี่คือชนบท ทรัพยากรก็ยิ่งขาดแคลน
ต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่ค่อยสบายใจนักจึงตามไปด้วย
เป็ไปตามที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวคาดเอาไว้ฉินซู่และเพื่อนร่วมงานอีกสองคนพาเพื่อนที่ได้รับาเ็ไปถึงสถานีอนามัยประจำหมู่บ้านหมอมองดูแล้วพูดว่า “ไม่ได้การแล้วตะปูฝังลึกเกินไป ต้องส่งไปโรงพยาบาลประจำตำบลถึงจะรักษาได้ ที่นี่รักษาไม่ได้”
“ถ้าแบบนั้นก็ไปขอยืมรถไถจากผู้ใหญ่บ้านพาเขาไปส่งในตำบลก่อน” ฉินซู่พูด
แต่เพื่อนร่วมงานคนนั้นกลับร้องโวยวายเสียงดังว่า“ไม่เอา! อย่าพาไปที่ตำบลนะ! โรงพยาบาลที่ตำบลแพงจะตายเมียฉันท้องแก่ใกล้คลอด ฐานะทางบ้านก็ไม่ค่อยดี ถ้าฉันเอาเงินนี้ไปใช้พอเมียจะคลอดลูกจะทำยังไง? ไม่ไป! หมอหลี่ คุณช่วยดูทีช่วยเอาออกให้ผมหน่อย ทายาอะไรก็ได้ ผมทนได้”
แต่หมอหลี่กลับบอกว่า“คุณคิดจะฆ่าตัวตายหรือไง! นี่มันตะปูเหล็กนะ แถมยังขึ้นสนิมด้วย!ปักเข้าไปลึกขนาดนี้ แผลคงจะติดเชื้อแน่นอน! ถ้ารักษาแบบส่งๆอาจจะทำให้ติดเชื้อจนตายได้! ถ้าส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลในตำบลจะปลอดภัยกว่าผมไม่กล้ารักษาให้คุณหรอก”
“พี่หวัง ไปโรงพยาบาลเถอะนะตอนนี้ชีวิตสำคัญกว่า” ฉินซู่เตือน
พี่หวังเ็ปจนเหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นเต็มหน้าสีหน้าของเขาซีดเผือด แต่ก็ยังฝืนพูดออกมาว่า “หมอหลี่ผมไม่เป็อะไรจริงๆ หนังผมหนาอยู่แล้ว ตะปูแค่นี้เอง หมอหลี่ ช่วยรักษาให้ผมเถอะ!ผมไม่มีเงินจ่ายจริงๆ ผมขอร้องล่ะ!”
พี่หวังมองไปที่หมอหลี่ด้วยสายตาอ้อนวอน
“น้องชาย ผมรับผิดชอบนี้ไม่ไหวจริงๆเงินกับชีวิตอันไหนสำคัญกว่ากัน! ถ้าคุณเป็อะไรไป เมียกับลูกคุณจะยิ่งลำบากเพราะงั้นไปโรงพยาบาลเถอะ!” หมอหลี่พูดเตือนด้วยความหวังดี
แต่พี่หวังขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “ช่างเถอะหมอหลี่ถ้าอย่างนั้นผมจะดึงตะปูออกมาเอง คุณแค่ช่วยรักษาแผลให้ผมก็พอแบบนี้คุณจะได้ไม่ต้องมารับผิดชอบอะไร”
พูดจบ พี่หวังก็ลงมือดึงตะปูด้วยตัวเองจริงๆ
ฉินซู่ที่อยู่ข้างๆ รีบห้ามเขาไว้แล้วตำหนิเขาว่า “พี่หวัง!พี่บ้าไปแล้วหรือไง!”
“ฉินซู่!บ้านฉันเป็ยังไงนายก็รู้ดีไม่ใช่เหรอ? จะเอาเงินที่ไหนมารักษา!ชีวิตฉันมันต้อยต่ำ ไม่ได้มีค่าอะไรอยู่แล้ว!”
ในตอนนั้นเอง ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็พูดขึ้นมาว่า“ให้ฉันลองรักษาดูไหม ฉันเคยเรียนวิชาแพทย์มาบ้างเผื่อจะช่วยรักษาคุณได้”
พอได้ยินแบบนั้นพี่หวังก็ดีใจราวกับได้เจอคนที่จะมาช่วยชีวิต เขาพูดว่า“น้องสะใภ้ต่ง เธอรักษาได้ใช่ไหม! งั้นฉันต้องรบกวนเธอแล้วขอแค่ไม่ต้องไปโรงพยาบาล จะทำยังไงก็ได้!”
แต่สีหน้าของฉินซู่กลับเคร่งขรึมเขาพูดเสียงต่ำว่า “ต่งเสี่ยวเสี่ยว!อย่าพูดจาเหลวไหล! นี่เป็เื่ความเป็ความตาย! ขนาดหมอหลี่ยังไม่มั่นใจเลย!”
แต่ต่งเสี่ยวเสี่ยวกลับพูดว่า“ฉันมั่นใจ แผลค่อนข้างเล็ก ยังสามารถรักษาได้ จะไม่ติดเชื้อแต่ฉันขอยืมเครื่องมือและยาของหมอหลี่หน่อยนะ”
เมื่อเห็นว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นหมอหลี่ก็แค่นเสียงเ็า “ผมให้ยืมของได้แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้น ผมจะไม่รับผิดชอบ!”
ฉินซู่รีบห้าม“ต่งเสี่ยวเสี่ยว! เธอบ้าไปแล้ว! รีบกลับบ้านไปซะ!”
แต่ต่งเสี่ยวเสี่ยวกลับเดินไปหยิบของที่เธอ้าเดินไปข้างๆ พี่หวัง แล้วพูดว่า “นอนลงค่ะพวกคุณสองคนกดตัวเขาไว้ อย่าให้ขยับนะคะ”
พูดจบ เธอก็ใช้ที่คีบดึงตะปูออกมาอย่างคล่องแคล่ว
เืพุ่งออกมามาทันที
แต่ต่งเสี่ยวเสี่ยวกลับไม่ตื่นตระหนกท่าทางของเธอยังคงสงบนิ่ง สีหน้าปกติ เธอทำความสะอาดาแอย่างรวดเร็วจากนั้นจึงทายาห้ามเื สุดท้ายก็หยิบยาแก้อักเสบให้พี่หวังเอาไปกิน
“เปลี่ยนผ้าพันแผลทุกๆ สามวันอย่าให้แผลโดนน้ำ ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ยาแก้อักเสบต้องกินให้ตรงเวลาแล้วก็กินของดีๆ บำรุงร่างกายให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม” ตลอดขั้นตอนการรักษาต่งเสี่ยวเสี่ยวใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำ
อย่าว่าแต่ฉินซู่และเพื่อนร่วมงานอีกสองคนเลยแม้แต่หมอหลี่ยังตกตะลึง
วิธีการที่ชำนาญเช่นนี้!การรักษาที่คล่องแคล่วเช่นนี้!
แล้วยังสามารถสั่งจ่ายยาเม็ดได้อีก!
ยุวชนต่งคนนี้เคยเรียนเื่การแพทย์มาจริงๆ!
“สหายต่ง! วิธีรักษาของคุณดีมากจริงๆ!รวดเร็วมาก! คุณเป็มืออาชีพจริงๆ!” หมอหลี่เปลี่ยนจากท่าทีเ็าในตอนแรกหันมาพูดกับต่งเสี่ยวเสี่ยวด้วยความท่าทางสุภาพทันที "สหายต่งตอนนี้ผมดูแลสถานีอนามัยนี้คนเดียว คุณพอจะมาช่วยผมได้หรือเปล่าครับ?”