ถนนที่ทอดยาวจากเมืองกรุงสู่นอกเมืองชนบท สองข้างทางถูกล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าที่เขียวชอุ่ม ดูร่มรื่นสดใหม่เหมือนกับเพิ่งงอกแตกกิ่งก้าน มีรถสปอร์ตหรูคันหนึ่งกำลังวิ่งแล่นด้วยความเร็วปานกลาง
ภายในรถปรากฏใบหน้าคนขับ ซึ่งเป็หญิงสาววัย 32 ปี ที่มีใบขาวผ่องหน้ากลมมนสวยได้รูป ผมยาวรวบตึงไว้ทางหน้าหลัง ทำให้เห็นผิวหน้าที่เนียนขาวละเอียดแต่มีจุดเด่นที่ไฝเล็ก ๆ ข้างจมูกและแก้มทำให้ดูมีเสน่ห์เป็เอกลักษณ์เมื่อมองเพียงแว๊บแรกเท่านั้น และเธอคนนี้ก็มีชื่อว่าเจมมาเรีย วอลล์ หรือ เจมม่า
ปลายทางข้างหน้ามุ่งสู่หมู่บ้านเคอมูส หมู่บ้านในชนบทที่มีตำนานเล่าขานว่าเป็ถิ่นที่อยู่เดิมของบรรพบุรุษกวางมูสกว่า1 แสนตัวในอดีต จึงเป็ที่มาของชื่อหมู่บ้านนี้แม้ว่าฝูงกวางมูสจะอพยพย้ายถิ่นฐานไปนานแล้วจนไม่เหลือสักตัวเลยก็ตามชาวบ้านก็เริ่มทำการเกษตรมากขึ้นและมีผลผลิตส่งออกในเมืองทุกสัปดาห์ จนเมืองใกล้เคียงแถบนี้รู้ดีกันทั้งนั้นว่าพืชสมุนไพร หรือดอกไม้จากหมู่บ้านนี้ เป็วัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพจนได้ฉายาว่าหมู่บ้านพืชเกรดเอ+ และเรียกกันจนติดปากจนลืมเรียกชื่อ “เคอมูส”แต่ก็ยังไม่มีใครที่ขอลงนามให้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านเลยสักคน
“เฮ้ออ….” เจมม่า ถอนหายใจแบบรู้สึกโล่งปนผ่อนคลายเหมือนได้หยุดพักร้อนในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา ทั้งที่เหตุผลที่ต้องเดินทางมาหมู่บ้านเคอมูสในครั้งนี้ก็เพราะเื่งานล้วนๆ
“ถึงจะมาเพราะเื่งาน แต่ก็ยังดีกว่าอุดอู้อยู่ในห้องวิจัยแถมแอร์ก็ยังเย็นอีก” เธอบ่นเบา ๆ พร้อมกับมีรอยยิ้มที่มุมปากรู้สึกดีใจเล็กน้อยเหมือนกับเด็กที่ได้หยุดเรียน
เจมม่าเธอทำงานเป็นักวิจัยเกี่ยวกับสารสังเคราะห์ของพืชสมุนไพรเฉพาะทางเพื่อค้นหาตัวอย่างสารสกัดที่มีประสิทธิภาพดีเลิศและมีสรรพคุณทางการแพทย์ที่จะนำไปพัฒนาเป็ตัวยารักษาคนไข้ในอนาคตและที่ต้องวิจัยกันอย่างนี้ก็เพราะร่างกายของมนุษย์เรามีการพัฒนาเซลที่ต่างกันบางคนมีอาการตอบสนองต่อยารักษาไม่เหมือนกัน การรักษาโดยเคมีในปัจจุบันก็ใช้ไม่ได้ผลกับคนไข้บางรายการใช้ยาบางตัวเพียงแค่บรรเทาอาการชั่วครู่เท่านั้น ทำให้โรคไม่หายขาดแล้วกลับมาป่วยซ้ำเรื้อรังอีกภายใน 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน
แต่การใช้สารสกัดจากสมุนไพรทางธรรมชาติแม้เพียง 80% กลับมีผลดีต่อร่างกายผู้ป่วย แถมบางเคสยังหายขาดสุขภาพกลับมาแข็งแรงเหมือนกลับมาเป็วัยหนุ่มสาวอีกครั้ง ทางศูนย์วิจัยจึงพยายามค้นหาสมุนไพรจากตำราโบราณเพื่อนำมาสกัดและทดลองใช้จนได้ตัวยาอย่างต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว
ในครั้งนี้เองก็เช่นกัน เมื่อชาวบ้านเคอมูสที่เป็กลุ่มค้นหาสมุนไพรหายากที่ขึ้นตามในป่าติดต่อมาที่ทางศูนย์วิจัยว่าพบ “เมอซาพี” สมุนไพรป่าหายากที่เคยติดต่อชาวบ้านไปเมื่อ1 ที่แล้ว นานจนเกือบลืมแต่จู่ ๆก็ได้รับแจ้งว่าได้พบแล้วและต้องรีบนำตัวอย่างนี้มาที่ศูนย์วิจัยเพื่อตรวจหาส่วนประกอบที่สามารถนำไปผลิตตัวยารักษาคนไข้ได้
และหน้าที่หลักนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน ต้องเป็เจมม่าคนเดียวเท่านั้นเพราะเธอเป็ผู้เชี่ยวชาญและเป็รองหัวหน้าแผนกนี้โดยตรงเธอศึกษาทั้งรูปทรงลักษณ์สมุนไพรนี้กับทีมมานานจนสามารถแยกออกว่าสิ่งที่ชาวบ้านค้นพบนั้น คือ “เมอซาพี” หรือไม่
วันนี้เป็วันที่รีบเร่งที่สุดงานที่ค้างจากการวิจัยมากมาย้าผลตรวจสอบกว่าจะเสร็จเรียบร้อยทุกอย่างก็ทำให้เสียเวลาไปจากแพลนมากมายจากที่ตั้งใจว่าจะขับรถออกจากเมืองมาเมื่อตอน 11 โมงเช้า กลับได้ออกมา่บ่าย 3แทน และต้องใช้เวลากว่าจะถึงที่พักตั้ง 5 ชั่วโมง ทั้งที่ระยะทางจากที่บ้านเธอกับหมู่บ้านเคอมูสเพียง369 กิโลเมตรเท่านั้น แต่เพราะเป็พื้นที่ป่าเขาไปเสียเยอะทางโค้งนี้ไม่ต้องพูดถึงแทบนับไม่ถ้วนกันเลยทีเดียวจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมถึงทำความเร็วไม่ได้และต้องเผื่อเวลาไว้มากมายขนาดนี้
แต่เอาเถอะในเมื่อมันผิดเวลามาแบบนี้แล้วก็ต้องยอมรับมันเจมม่าทำใจไว้แล้ว และคงต้องฟังเพลงในไดร์ฟที่อัปโหลดมาทั้งอัลบั้มวนซ้ำไปมาเป็แน่
“เอาล่ะ เสร็จภารกิจนี้ฉันจะไปสมัครรายการแข่งขันร้องเพลงซักช่องหนึ่ง เพราะวันนี้ฉันจะซ้อมอย่างเต็มที่”เธอพลางบ่นปนขำในใจ เพราะมันต้องเป็แบบนั้นจริง ๆ ขับรถคนเดียวไม่มีเพื่อนคุยมีแต่เสียงเพลงคลอไปตลอดทางนี้แหล่ะที่จะทำให้ไม่ง่วงและรู้สึกผ่อนคลายได้บ้าง
ก่อนหน้านี้เจมม่าได้แจ้งทางหมู่บ้านไว้แล้วว่าอาจจะไปถึงค่ำ ๆ หน่อยแต่ทางนั้นแนะนำว่าให้เดินทางใน่เวลากลางวันจะดีกว่า เพราะกลางคืนอันตรายไม่ค่อยมีใครเดินทางกัน และเส้นทางดูเปลี่ยวมากแต่เธอไม่อยากจะเลื่อนเวลาไปอีกแล้ว จึงรั้นที่จะไปวันนี้ให้ได้และรับปากว่าจะไปให้ถึงหมู่บ้านให้เร็วที่สุด
ตลอด 3 ชั่วโมงที่ขับรถแบบไม่หยุดพัก เส้นทางไปหมู่บ้านเคอมูสนี้หากใครได้ขับผ่านเส้นทางนี้เชื่อเลยว่าจะต้องรู้สึกประทับใจเพราะทึ่งในความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ กับหมู่แมกไม้นานาพรรณหลากหลายชนิดแม้จะเติบโตขึ้นปะปนกัน แต่กลับถูกจัดวางเรียงรายเหมือนมีใครได้มาหยิบวางไว้มันจึงทำให้เจมม่ารู้สึกตื่นเต้น และรู้สึกเพลินตา อาจจะด้วยเพราะใช้ชีวิตในเมืองหลวงมาทั้งชีวิตถึงจะย้ายมาทำงานที่อีกเมืองหนึ่งแต่ก็ยังมีความเจริญอยู่ดีและด้วยแต่ละวันมีภาระงานเยอะ จึงทำให้เวลาส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตขลุกอยู่แต่ในห้องวิจัยร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอร์มาเก็ต และนอนดูหนังกับแมวสองตัวที่บ้านมากกว่า
ขับมาได้สักพักก็เห็นป้ายบอกทางข้างหน้าบอกจุดพักรถ มีปั้มน้ำมันเล็กๆ ให้แวะพร้อมมินิมาร์ทและ Coffee Shop เจมม่าถือโอกาสแวะเติมน้ำมันและจอดพักทันที เพราะจะได้ยืดเส้นยืดสายหาไรทานสักหน่อย ยิ่งขับรถนานยิ่งรู้สึกปวดเกร็งที่หัวเข่ามาก
“พักสักครึ่งชั่วโมงดีกว่า ชาร์จแบตให้ทั้งคนทั้งรถด้วย” เจมม่าซึ่งเป็คอกาแฟตัวยงเริ่มง่วงและอยากลองชิมกาแฟแถวนี้ดูบ้างว่าจะเข้มข้น หอมกรุ่นแค่ไหน
หลังจากที่บอกให้พนักงานเติมน้ำมันรถให้เต็มถังแล้วเธอเลยเดินเข้าไปที่ร้านกาแฟ แล้วสั่งเอสเพรสโซ่ 2 ช็อต พร้อมเค้กส้ม 1 ชิ้น
ร้านกาแฟในปั้มนี้ เป็ร้านไม้เล็ก ๆมีเพียงเ้าของร้านที่เป็คู่สามี-ภรรยาวัยกลางคน เท่านั้นที่ช่วยกันบดกาแฟและชงพร้อมเสิร์ฟให้กับลูกค้าด้วยตัวเอง ทั้งที่ดูแล้วลูกค้าสัญจรไม่น่าจะเยอะแต่กลับได้กลิ่นหอมของกาแฟสดอบอวลไปทั่วร้านทันทีที่เปิดประตูเข้ามา
เจมม่ารู้สึกสดชื่นทันทีที่ได้กลิ่นกาแฟและเชื่อมั่นว่าร้านนี้ต้องทำกาแฟออกมาดีแน่ ๆ
ภายในร้านตกแต่งด้วยของน้อยชิ้นมีภาพแขวนของกวางมูสทั้งภาพถ่ายขาวดำที่แสดงให้เห็นว่ามีกวางมูสอาศัยอยู่แถวนี้จริงสมัยอดีตและภาพวาดตามจินตนาการของผู้เขียนอีก 2-3 ภาพ ที่บรรจงวาดอย่างประณีตจนได้ภาพสวยงามหากนำประเมินราคาประมูลแล้ว คงไม่ต่ำกว่าหลักล้านเป็แน่
เจมม่าจ้องภาพกวางมูสที่เป็ภาพขาวดำอยู่นานจนคุณลุงเ้าของร้านยกกาแฟเข้ามาเสิร์ฟให้และบอกว่า .. “ภาพถ่ายนั้นลุงเป็คนถ่ายเองแหล่ะแม่หนู”
“โห…. คุณลุงถ่ายรูปเก่งมากเลยค่ะ มันเป็ภาพที่เหมือนมีชีวิตเลยค่ะสายตาของกวางตัวนี้ที่หันมามองเลนส์พอดี ทำเหมือนกับว่าเต็มใจให้ถ่ายยังงั้นเลยค่ะ”เจมม่าเอ่ยชมจากใจ
“เมื่อก่อน ถ้าได้เข้าป่าก็จะเจอทุกครั้ง บางทีก็อยู่เป็คู่บางทีก็อยู่ตัวเดียว ไม่มีใครในหมู่บ้านล่าหรือรังแกพวกมันสักคน ต่างคนต่างอยู่ต่างใช้ชีวิต แต่อยู่ ๆ พวกมันก็ย้าย อพยพกันเองไปอยู่ที่อื่น”
คุณลุงอธิบายโต้ตอบ
เจมม่า : ทั้ง ๆ ที่ป่ายังอุดมสมบูรณ์ มีอาหารให้พวกเขาเหมือนเดิมใช่มั้ยคะ..
คุณลุง : ใช่ มีอาหาร ต้นไม้ น้ำดื่ม ถ้ำให้นอนเหมือนเดิม น่าแปลกจริงๆ
อ่ะลุงชวนหนูคุยเยอะไป รีบชิมกาแฟร้านของเราดีกว่า เดี๋ยวกาแฟจะเย็นพลาดความอร่อยของกาแฟสดไปนะ
เจมม่า : อ้อ โอเคค่ะคุณลุง หนูซดหมดแน่นอนค่ะ
ว่าแล้วคุณลุงก็หันหลังกลับไปนั่งที่บาร์ชงกาแฟ ชวนคุณป้าที่เป็ภรรยานั่งคุยกันต่อ
เจมม่าเลือกนั่งโต๊ะริมหน้าต่าง นั่งชมวิวดูผู้คนที่แวะเวียนเข้ามาซื้อของที่ปั้มคนเริ่มบางตาลงจากตอนที่ขับรถเข้ามาตอนแรกมาก อาจจะเป็เพราะอยู่นอกเมืองเวลานี้ก็หกโมงเย็นแล้ว อีกสักพักปั้มน้ำมันและร้านกาแฟคงปิดแล้วล่ะเจมม่าคิดพลางเหลือบไปเห็นคุณยายคนหนึ่งที่เพิ่งหิ้วของพะรุงพะรังออกมาจากมินิมาร์ทซึ่งดูแก่มากแล้ว แต่ยังเดินเหินคล่องแคล่วเหมือนคนหนุ่มสาว
“หืม… แก่ยังไงให้ดูยี่สิบก็เพิ่งเคยเห็นนี้แหล่ะ ดูแลตัวเองดีจริง ๆ”เจมม่าอดที่จะเอ่ยปากชมไม่ได้แล้วนั่งมองคุณยายเก็บของขึ้นรถแล้วขับออกไปจนลับสายตา
พอกินกาแฟกับเค้กหมดแล้ว เจมม่าก็รีบไปจ่ายตังค์เพราะต้องขับรถอีกไกลกว่าจะถึงห้องพักที่ชาวบ้านเตรียมไว้ให้เพราะก่อนหน้านี้ทางทีมค้นหาสมุนไพรได้ย้ำนักย้ำหนาให้เจมม่ารีบมาถึงหมู่บ้านก่อนพระอาทิตย์ตกดิน
เจมม่า : กาแฟหอมอร่อยมากค่ะ ขากลับเดี๋ยวหนูแวะมาอีก และจะซื้อเค้กกลับไปด้วยนะคะ
คุณลุง : ขอบคุณมากนะหนูลูกสาวของพวกเราเป็คนทำเค้กเอง ไม่ได้ไปสั่งซื้อจากร้านเบเกอรี่
นอกเมืองหรอกเห็นหนูทานอร่อย พวกเราสองคนก็ดีใจมากแล้วล่ะ
เจมม่า : นี้ค่ะ ไม่ต้องทอนนะคะ เล็กๆ น้อย ๆ พอดีหนูไม่มีเหรียญกับแบงก์ย่อย แล้วก็หนูไม่อยาก
โอนจ่ายด้วยค่ะหนูอยากให้ทิปจริง ๆ ค่ะ
คุณลุง : โอ้ว ขอบคุณมากนะเอาเป็ว่าแวะมาอีกครั้งเราจะแถมเค้กฟักทองให้
เจมม่า : ว้าววว …. ได้เลยค่ะ หนูจะกลับมารับแน่นอน
เมื่อจ่ายเงินกันเรียบร้อยแล้ว เจมม่าที่กำลังจะผลักประตูออกไปลุงเ้าของร้านก็ะโถามขึ้นมาอีกครั้ง “แล้วนี้มันค่ำแล้วหนูมาจากไหนและกำลังจะไปไหนละ”
เจมม่า : อ๋อ หนูจะไปหมู่บ้านเคอมูสน่ะค่ะพอดีมาธุระเื่งานสักสองสามวันน่ะค่ะ
คุณลุง : อืมม… กว่าจะถึงมันก็มืดแล้วทางหมู่บ้านเขาไม่ได้บอกหนูไว้ก่อนหรอกหรอ ว่ามัน
อันตรายมันมีแต่ป่าและมืดมากนะ
เจมม่า :ทางนั้นก็พูดอยู่เหมือนกันค่ะ หนูก็กังวลเล็กน้อย แต่คงถึงสักประมาน 2 ทุ่มไม่น่าจะมีอะไร
นะคะ
คุณลุง : พักแถวนี้ก่อนสักคืนหนึ่งไหมปั้มน้ำมันนี้ของลุงเอง และที่ร้านกาแฟนี้ก็มีห้องพักให้ด้วย
เส้นทางนั้นไม่ค่อยมีรถวิ่งตอนกลางคืนเลยนะมัน….. เอ่ออ
ชายแก่นิ่งไป เหมือนจะพูดอะไรออกมา แต่เจมม่าก็รีบตัดบทก่อน
เจมม่า : ไม่เป็ไรค่ะตอนนี้ยังไม่มืดเลย หนูรีบขับไปดีกว่าค่ะ ไว้ขากลับหนูจะแวะมานะคะ
ขอบคุณนะคะที่เป็ห่วงหนู
คุณลุง : ถ้าเกิดอะไรขึ้น ห้ามลงจากรถนะ โทรแจ้งตำรวจแล้วรออยู่ในรถนั่นแหล่ะ
เจมม่ายิ้มรับแล้วโบกมือลา พร้อมกับความฉงนเล็กน้อย แต่ด้วยเพราะมองว่าในชนบทแบบนี้ หากจะมีอันตรายเกิดขึ้นก็คงเป็พวกสัตว์ป่าหรือเพราะความมืดมากกว่า
เจมม่าออกเดินทางและขับมาตาม GPS แต่ด้วยความมืด ไม่มีไฟส่องถนน แถมข้างทางยังเป็ป่าทึบและทางโค้งเยอะจึงทำให้เธอต้องขับรถช้าอย่างระมัดระวัง จนเวลานี้ก็ใกล้จะ 2 ทุ่มแล้ว
เจมม่าจดจ่ออยู่กับเส้นทางข้างหน้า เพราะมันมืดและกลัวจะขับผิดเลนจนทำให้ใแทบเหยียบเบรกไม่ทัน เมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
“ฟู่วววว บ้าจริง เหมือนเราใจลอยไปเลย”
เธอหยุดรถ พร้อมกับหยิบมือถือขึ้นมาดู เป็สายจากคนในหมู่บ้านที่รอจัดห้องพักให้เธอนั่นเองเธอรีบกดรับสายทันที
“สวัสดีค่ะ”
“ตอนนี้คุณเจมมาเรีย ถึงไหนแล้วครับ” ปลายสายรีบพูดสวนโต้ตอบทันที
เจมม่า : อยู่กลางทางค่ะ คิดว่าอีกสักครึ่งชั่วโมงจะถึงแล้วค่ะ
ปลายสาย : อ่า เข้าเขตอุทยานมาแล้วสินะ งั้นรีบขับมาเลยครับอย่าหยุดพัก หรือรับสายใครนะครับ มันอันตราย ขับมาให้ถึงที่พักก่อน
เจมม่า : ค่ะ ๆ งั้นจะรีบไปนะคะ
สิ้นเสียงสนทนาเธอพอจะตีความจากน้ำเสียงของปลายสายออกว่าดูวิตกกังวลเล็กน้อย แต่ก็พยายามที่จะเก็บอาการไว้เพื่อไม่ให้เธอรู้สึกกลัวไปมากกว่านี้
“นี่ฉันเป็ภาระ ทำให้พวกเขาไม่สบายใจหรือเปล่านะ”เจมม่าบ่นเล็กน้อยพร้อมกับเคลื่อนตัวรถออกเดินทางต่ออย่างรวดเร็ว
ขับต่อมาได้ประมาณ 10 นาที ในที่สุดเจมม่าก็เห็นป้ายชื่อหมู่บ้านแล้ว เป็ป้ายที่ใหญ่ตัวหนังสือเด่นชัดมาก
“เย้….. ถึงสักที อยากอาบน้ำจะตายอยู่แล้วเนี่ย”
จากที่กลัวความมืดมาตลอดทาง เธอรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้างเล็กน้อยและยังจินตนาการภาพที่เธอถึงที่พัก ทานข้าว อาบน้ำ นอนเล่นมือถืออย่างสบายใจเพราะที่หมู่บ้านนี้สัญญาณอินเตอร์เน็ตเข้าถึง ไม่ได้ห่างไกลความเจริญอย่างที่คิด
ทันใดนั้น ก็มีอะไรบางอย่างพุ่งมาจากทางด้านขวาตัดหน้ารถอย่างรวดเร็ว
เจมม่าใมากรีบเลี้ยวชิดขอบถนนแล้วเหยียบเบรกสุดแรงจนตัวของเธอโย้ไปข้างหน้าแต่เพราะคาดเข็มขัดอยู่ จึงทำให้สายรัดกระชากกลับไปที่เบาะอย่างรวดเร็ว
“โอ๊ยยย….” เจมม่ารู้ตึงและชาที่ไหล่ด้านซ้ายจากแรงดึง
“อะไรน่ะ เมื่อกี้…. เสือหรอ หมีหรอ หรือกวาง”เธอสะดุ้งจนใจสั่นเต้นแรง และกวาดสายตาไปมองรอบ ๆ แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรโผล่มา หรือเสียงฝีเท้าวิ่งหนีของสัตว์ชนิดใด
เมื่อตั้งสติได้แล้วเธอจึงเริ่มผ่อนเท้าที่เหยียบเบรกไว้แล้วแตะคันเร่งเลี้ยวรถออกเส้นทางเพื่อไปต่อแต่……ทำไมรถไม่เคลื่อนไปข้างหน้าละ !!
เมื่อเธอเห็นว่าขับไปข้างหน้าไม่ได้ จึงลองถอยรถดูแต่รถก็ไม่ขยับไปเหมือนเดิมแม้จะเหยียบคันเร่งแรงสักเท่าไร
“เกิดอะไรขึ้น ??”
“ติดก้อนหินงั้นหรอ” เจมม่าพึมพำ แต่ก็ไม่รู้จะหาคำตอบจากที่ไหนดี
ในใจพลางคิดว่าจะต้องลงไปดู แต่ก็พลันนึกถึงคำเตือนของคุณลุงร้านกาแฟ
“ถึงจะโทรหาตำรวจ หรือคนในหมู่บ้าน แต่กว่าจะมาถึงคงต้องรอนานเกือบชั่วโมงอยู่ดีลงไปดูสักแปปดีมั้ยนะ”
เจมม่ารู้สึกร้อนใจและเริ่มกลัวที่จะต้องติดอยู่กลางถนนที่แวดล้อมไปด้วยป่าคนเดียวจึงตัดสินใจหยิบไฟฉายในรถ แล้วค่อย ๆ ปลดล็อคประตูรถ
“เอาน่า ขอเช็คดูตรงล้อรถแค่แปปเดียวเอง” เธอเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหวเลยใจดีสู้เสือกัดฟันเปิดประตูให้กว้างขึ้น สาดไฟฉายไปรอบ ๆ แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติทุกอย่างเงียบ เหลือแต่เพียงเสียงเครื่องยนต์ของรถเท่านั้น
เจมม่าเดินอ้อมไปทางหน้ารถก้มลงส่องไฟฉายไปที่ล้อรถคู่หน้าแต่ก็ไม่พบอะไรแล้วจึงเดินอ้อมไปส่องที่ล้อรถคู่หลังก็ไม่เห็นว่าติดอะไร ปกติดีทุกอย่าง
“แล้วทำไมรถถึงขับไปไม่ได้ล่ะ”
“หรือว่านี่เป็กับดัก !” อยู่ ๆ เจมม่าก็นึกถึงการซุ่มโจมตีของสัตว์ป่าที่ล่อเหยื่อออกมาแล้วจัดการเหยื่อตอนทีเผลอ
แต่เมื่อนึกดูดี ๆ แล้ว หากเป็เสือหรือหมีจริงมันก็ไม่สมเหตุสมผลกับการที่รถไม่มีสิ่งกีดขวางใด ๆแล้วเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอยู่ดี เจมม่าเริ่มนึกถึงเื่ผี เื่ลี้ลับในป่า จู่ๆ ขนก็ลุกซู่
เจมม่ารู้สึกหวาดระแวง ร่างกายมันร้อน เหงื่อเริ่มจะตกเม็ด และคิดว่าต้องรีบขึ้นรถโทรหาคนในหมู่บ้านแต่ทันทีที่จะหันหลังกลับ
“อึก..ก..ก” ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เจมม่ารู้สึกเจ็บเหมือนโดนกัดที่ไหล่ด้านขวาและปวดตรงไหล่ด้านซ้าย ราวกับถูกยึดตึงไว้ มันเจ็บจนร้องไม่ออกไม่มีแรงแม้แต่จะหันกลับไปดูว่าสิ่งนั้นคืออะไร
แล้วเหมือนว่าสิ่งนั้นได้ปล่อยเธอล้มลง เธอรู้สึกปวดร้าวไปทั้งตัวพูดอะไรไม่ออก มีเพียงสายตาที่ยังมองเห็นไฟฉายที่หล่นลงพื้นแล้วกลิ้งห่างตัวออกไป
สายตาของเธอเริ่มพร่ามัว ได้แต่เห็นภาพเลือนลาง เหมือนว่ากำลังล่องลอยอยู่ในอากาศบ้างก็เหมือนวิ่งเล่นอยู่ในป่า แล้วเธอก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย…….