เดิมทีควรเป็สถานที่จัดงานเลี้ยงรื่นเริงทว่าพริบตาเดียวกลับมีเืซัดสาดไปไกลถึงสามฉื่อ[1] ความเคร่งเครียดแฝงอยู่ในทุกอณูของบรรยากาศโดยรอบทุกคนต่างอกสั่นขวัญแขวน
ผู้ใดในสถานที่แห่งนี้บ้างที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงขุนนางมานานหลายปีไม่นานก็สามารถเรียกสติกันกลับมาได้ เห็นได้ชัดว่านี่เป็การเชือดไก่ให้ลิงดูส่วนผู้ใดเป็ลิงนั้น...คนเหล่านี้เกี่ยวโยงกับเื่ที่องค์รัชทายาทตกจากหลังม้าองค์ชายที่เหลือก็คือลิง รวมไปถึงพรรคพวกที่ติดตามเหล่าองค์ชายด้วย
ตอนที่ทุกคนมองไปยังซ่งิเจิง ท่านอ๋องผู้ที่ใช้คนละแซ่กับราชวงศ์สีหน้าก็ยิ่งฉายแววฉงนมากยิ่งขึ้น
ไม่นานซ่งิเจิงก็ลงดาบสังหารไปถึงคนที่สี่แล้ว จ้าวอวี้หร่านส่งสัญญาณทางสายตาให้ทหารที่อยู่ด้านหลัง ทหารคนนั้นพลันโบกมือโห่ร้องทันที“พวกไม่จงรักภักดี ต้องฆ่า!”
เมื่อมีหนึ่งคนร้องะโอึดใจเดียว ทหารที่อยู่รอบงานเลี้ยงก็ะโคำว่า ‘ฆ่า’ ออกมาเสียงก้องกังวานไปทั่วผืนป่า ถึงขนาดทำให้นกที่บินอยู่ใกลัวจนตัวสั่น
ผู้ติดตามขององค์ชายใหญ่ต่างพากันหน้าซีดเผือดเพราะหวาดกลัวความฮึกเหิมของเหล่าทหารบรรดาขุนนางที่ทำงานรับใช้องค์รัชทายาทต่างพากันลอบยิ้ม รู้สึกสุขใจอย่างยากหาสิ่งใดเปรียบ
‘ผู้ใดบังอาจสั่นคลอนตำแหน่งองค์รัชทายาทต้องฆ่า!’
‘สร้างบารมีแก่องค์รัชทายาท คือการสร้างบารมีแก่พวกเขา!’
ขณะที่โห่ร้องเสียงดังกึกก้องเซวียนเหวินฮ่องเต้ก็ย่างกรายเข้ามา เมื่อฮ่องเต้เสด็จมาถึง ภาพความปั่นป่วนจึงสงบลงทุกคนคุกเข่าลงเปล่งเสียงออกมาว่า ‘ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นๆปี’
เซวียนเหวินฮ่องเต้สาวเท้าไปยังเก้าอี้ประทับด้านหน้าผายมือเป็เชิงว่าไม่ต้องมากพิธี เมื่อเสียงเงียบลงจึงตรัสว่า “ิเจิง จัดการต่อได้ข้าอยากเห็นด้วยตาตนเอง ว่าพวกจิตใจต่ำทรามจะมีจุดจบเช่นไร”
ฮ่องเต้ไม่แสดงท่าทีโกรธเคือง ยังคงไว้ด้วยความสง่างาม น้ำเสียงเรียบเฉยแต่กลับทำให้ทุกคนในที่นี้รู้สึกเย็นเยียบไปถึงขั้วหัวใจ
เซวียนเหวินฮ่องเต้ทรงกำลังหนุนหลังองค์รัชทายาทไม่อาจฝืนทนให้ผู้ใดมาก้าวก่ายได้
ฮ่องเต้ก็เป็เสมือนใบพัดสำหรับเหล่าขุนนางทุกคน ณ ที่นี้ ไม่ว่าจะวางตัวเป็กลาง หรือจะอยู่ฝ่ายองค์ชายองค์อื่น ตอนนี้ทุกคนล้วนคุกเข่าสรรเสริญพระปรีชาสามารถ
เมื่อซ่งิเจิงเห็นว่าบรรลุผลลัพธ์ที่้าแล้วจึงไม่รีรออีก ปลิดชีวิตผู้กระทำผิดทั้งหมดทันที
มีทหารใช้น้ำเปล่าขัดล้างคราบเืที่เจิ่งนองเต็มพื้นแล้วนำดินทรายมากลบทับ จากนั้นปูพรมแดง สถานที่จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ดูราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อนเหลือเพียงกลิ่นคาวเืในอากาศที่ไม่จางหาย เป็การย้ำเตือนทุกคนว่าที่แห่งนี้เพิ่งถูกใช้เป็ลานปะา
หลายปีที่ซ่งิเจิงไม่ได้ปรากฏตัวในราชสำนักเมื่อได้ออกโรงก็ทำให้คนพากันอกสั่นขวัญแขวน เซวียนเหวินฮ่องเต้ยกจอกให้เขาหลายครั้งในงานวันนี้เป็การแสดงออกว่าจากนี้จะจัดวางให้เขาอยู่ในตำแหน่งสำคัญของราชวงศ์
ในฐานะผู้ที่ได้รับความจงรักภักดีจากเขาจ้าวอวี้หร่านก็รู้สึกเป็เกียรติ แม้จะใช้ชาแทนเหล้าในการดื่มแสดงความเคารพซ่งิเจิงก็ยังคงยินดีอยู่ภายในใจ
ความยินดีนี้ ทำให้เขาคลายความกังวลใจลงไปมากจึงผละจากที่นั่งของตนเอง แล้วลงไปนั่งเบียดกับจ้าวอวี้หร่าน
เมื่อวานเซวียนเหวินฮ่องเต้ทรงออกล่ากวางตั้งใจให้คนนำไปย่างไฟสำหรับเลี้ยงต้อนรับของซ่งิเจิงในวันนี้โดยเฉพาะ เพราะเนื้อกวางมีสรรพคุณช่วยบำรุงกำลังเขาเบียดเสียดอยู่ข้างกายจ้าวอวี้หร่าน เอาเนื้อกวางทั้งหมดของตนวางไว้ตรงหน้านาง
“องค์ชายทรงเสียขวัญจะได้ผ่อนคลายความตระหนกลงสักหน่อย”
จ้าวอวี้หร่านทนแล้วทนเล่ากับการได้คืบจะเอาศอกของเขาใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเจื่อน นั่งกินเนื้อไปเงียบๆ กินเสร็จแล้วเขาคงไสหัวไปเอง
ไม่ง่ายเลยที่จะได้รับเกียรติให้เข้าใกล้นางซ่งิเจิงไหนเลยจะปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปง่ายๆจึงติดหนึบอยู่ที่โต๊ะนางตลอดทั้งงานเลี้ยงคู่อาหลานต่างตกอยู่ในห้วงความคิดอันปั่นป่วนของตนเอง แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตาผู้อื่นกลับเป็การหัวเราะและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
หลังงานเลี้ยงเลิกราในที่สุดจ้าวอวี้หร่านก็สะบัดคนที่ติดหนึบไม่ยอมห่างหลุดสักที พอกลับถึงกระโจมหัวถึงหมอนก็หลับไป การรับมือกับซ่งิเจิงดูเหมือนจะทำให้กลับมาปวดแผลที่ด้านหลังศีรษะอีกครั้ง
เมื่อบรรดาเสด็จพี่ของนางกลับมาถึงที่พักกลับไม่มีผู้ใดหลับลงเลยแม้แต่ผู้เดียว
พอองค์ชายรองมู่อ๋องกลับมาถึงที่พักก็รินน้ำชาไม่หยุดหวังจะยับยั้งความหวาดหวั่นที่ยังตกค้างอยู่
ที่งานเลี้ยงเมื่อครู่ซ่งิเจิงเพียงตัดสินลงโทษฏคิดคดทั้งแปดคน ทว่าไม่ได้แจกแจงรายละเอียดคดีที่องค์รัชทายาทตกจากหลังม้าอย่างชัดเจนดังนั้นนี่จึงเป็เพียงแค่การประกาศศักดา ภายหลังยังต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดแต่ครานั้นเป็ลูกธนูของเขาที่ทำให้ม้าขององค์รัชทายาทเตลิด
หากท้ายที่สุดแล้วตรวจไม่พบว่าเป็ฝีมือผู้ใดก็ต้องเป็เขาที่จะได้รับการลงโทษใช่หรือไม่ บางทีอาจเป็เหมือนทั้งแปดคนนั้นที่ถูกบั่นคอในวันนี้กลายเป็หินรองเท้าปูทางให้อีกฝ่ายสั่งสมบารมี!
ขณะที่มู่อ๋องกำลังขวัญเสียนั้นก็มีคนผู้หนึ่งสวมใส่ชุดขันทีมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขาแต่เมื่อมองอย่างละเอียดก็พบว่าคนผู้นั้นกลับยังมีไรหนวดอยู่
“เหตุใดท่านจึงมาในยามนี้” มู่อ๋องลุกลี้ลุกลนไปปิดม่าน ซ้ำยังกำชับผู้ที่ไว้ใจได้ให้คอยเฝ้าระวังแล้วเอ่ยกับคนผู้นั้นด้วยความวิตกกังวล “ท่านไม่กลัวว่าจะมีคนจำท่านได้รึ”
“หากเื่นี้ไม่เร่งด่วนกระหม่อมคงไม่รีบมาในเวลานี้” คนผู้นั้นถอดเสื้อคลุมออก เผยให้เห็นใบหน้าแก่ชรา
ผู้นี้คือหลี่ิเซิ่น ท่านตาขององค์ชายรองตอนนี้ดำรงตำแหน่งผู้าุโแห่งราชวิทยาลัย หนึ่งในห้าปราชญ์มหาสำนักแห่งสภาขุนนาง
มู่อ๋องประคองเขาลงนั่งยิ่งร้อนใจมากขึ้น “มาเพราะเื่ซู่อ๋องในวันนี้หรือ”
“ถูกต้องแล้ว” หลี่ิเซิ่นเอ่ยตอบ“เดิมทีเรายังคิดจะฉวยโอกาสนี้ดึงซู่อ๋องมาเป็พวกนึกไม่ถึงว่าเขาจะแสดงออกอย่างชัดเจนว่า้าอยู่ฝั่งองค์รัชทายาทวันนี้ฮ่องเต้ก็ให้ซู่อ๋องมาข่มขวัญ แต่องค์ชายรองดันมาพัวพันกับคดีที่องค์รัชทายาทตกจากหลังม้า...”
หลี่ิเซิ่นทอดถอนใจ คิดเช่นเดียวกันกับมู่อ๋อง
หลังจากมู่อ๋องฟังจบสีหน้าพลันเปลี่ยนไปในคำพูดเจือความฉุนเฉียว “เื่ที่องค์รัชทายาทตกจากหลังม้าไม่เกี่ยวกับข้าสักนิดข้าเป็คนจิตใจกว้างขวาง หากผู้ใดกล้าใส่ร้ายป้ายสีข้า ข้าจะกัดกินเืเนื้อพวกมันเสีย”
“นี่ล้วนเป็คำพูดยามเกิดโทสะ ที่จริงแล้วตอนนั้นองค์ชายยิงลูกธนูดอกนั้นออกไปเพราะเหตุใดกันแน่!”
“ข้าแค่เห็นสัตว์ที่จะล่าวิ่งไปข้างหน้าใครจะไปรู้ว่าองค์รัชทายาทจะอยู่ตรงนั้น”
“องค์ชายใหญ่สามารถเป็พยานให้ท่านได้หรือไม่”
ประโยคนี้ของหลี่ิเซิ่นทำเอามู่อ๋องเงียบลงทันที
หลังจากองค์รัชทายาทตกลงมาจากหลังม้าเสด็จพ่อกล่าวโทษเขา ตอนนั้นองค์ชายใหญ่กำลังทำอันใด ได้ช่วยแก้ต่างให้เขาหรือไม่
ในหัวของมู่อ๋องมีเพียงความว่างเปล่านึกเื่ราวที่เกิดขึ้นในกระโจมขององค์รัชทายาทขึ้นมาไม่ออกฉับพลัน เมื่อหลี่ิเซิ่นเห็นเขาสับสนสีหน้าพลันดำมืดลง เอ่ยเสียงเย็น “เกรงว่าองค์ชายใหญ่คงกำลังรอดูความครึกครื้นอยู่”
คำพูดนี้ทำให้มู่อ๋องเนื้อตัวสั่นสะท้านนึกขึ้นมาได้อีกเื่หนึ่ง “แต่ว่าองค์รัชทายาทเองก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงแต่อย่างใดเป็เขาที่ช่วยพูดกับเสด็จพ่อ เมื่อวานเสด็จพ่อจึงไม่ได้ลงโทษข้าหรือบางทีองค์รัชทายาท...”
“องค์ชาย!”
หลี่ิเซิ่นเอ็ดเสียงดังทันควัน
“องค์ชายเริ่มเหลวไหลอีกแล้ว กระหม่อมบอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าองค์รัชทายาทต่อหน้าเป็คนอ่อนโยนทุกคำพูดเปี่ยมด้วยเมตตากรุณา แต่หากพระองค์ขึ้นครองราชย์เมื่อไรเพื่ออำนาจที่มั่นคงแล้ว พระองค์จะยอมละเว้นพี่ชายอย่างพวกท่านหรือ”
“แต่เขาไม่มีหลักฐาน แล้วจะไม่ปล่อยข้าไปได้อย่างไรข้าว่าเป็ท่านตาที่คิดมากไปแล้ว หลายปีมานี้องค์รัชทายาทนอกจากจะต่อกรกับเ้าสามอย่างหนักหน่วงแล้วเบื้องหน้าก็ไม่ได้มีเื่บาดหมางกับพี่น้องคนอื่นๆ เสด็จแม่ของเ้าสามได้รับตำแหน่งฮองเฮาก็เป็ธรรมดาที่เสด็จพ่อจะโปรดปรานเขามากกว่าพี่น้องคนอื่น ดังนั้นจึงหยิ่งผยองกระทั่งองค์รัชทายาทยังไม่อยู่ในสายตา”
“แต่วันนี้องค์ชายสามไม่อยู่!ซ่งิเจิงอวดฤทธิ์อวดเดช ก็เพื่อให้พวกท่านดู!” หลี่ิเซิ่นเอ่ยตำหนิด้วยความผิดหวัง“ท่านอย่าลืมว่าองค์ชายสามถูกลงโทษกักบริเวณได้อย่างไร เพียงเพราะทาสรับใช้ิ่พระเกียรติองค์รัชทายาทก็สามารถทำให้เขาและฮองเฮาพลอยถูกลงโทษไปด้วยกระทั่งออกล่าสัตว์ยังไม่อาจมาร่วมได้ องค์รัชทายาทช่างจิตใจร้ายกาจนัก”
มู่อ๋องก็นึกขึ้นมาได้ว่าก่อนออกจากวังทาสรับใช้ของเ้าสามปฏิบัติตัวไม่ดีต่อองค์รัชทายาทวันต่อมาเ้าสามก็ถูกเหยียนกวาน[2]เขียนหนังสือรายงานต่อฮ่องเต้ แล้วต่อด้วยการเปิดโปงเื่ที่แอบลักลอบหักงบประมาณของตำหนักบูรพา
ฮองเฮานึกว่าตนเองใช้ข้ออ้างเื่การแก้ไขภัยธรรมชาติในปีที่แล้วมาเป็เหตุผลในการหักงบประมาณของแต่ละตำหนักเพื่อลอบกลั่นแกล้งองค์รัชทายาทอย่างเจ็บแสบ ประสงค์ให้เขาไม่อาจโต้แย้งได้ กระทั่งแท่นฝนหมึกสักอันก็ไม่ยอมให้ผลคือองค์รัชทายาทรักษาท่าทีสงบเยือกเย็น ใช้แท่นฝนหมึกจวนเจียนทะลุออกมา จนทำให้ตกตะลึงกันทั้งราชสำนัก
องค์รัชทายาทผู้ยิ่งใหญ่ อัตคัดจนไม่อาจเปลี่ยนแท่นฝนหมึกใหม่ได้หากแพร่งพรายออกไปคงต้องถูกเยาะเย้ย เป็ผลให้ฮ่องเต้กริ้วโกรธ เพิ่งเริ่มต้นปี ฮองเฮาและองค์ชายสามก็ถูกองค์รัชทายาทจัดการเสียแล้ว
ที่จริงแล้วองค์รัชทายาทไม่ใช่คนจิตใจดี
ทว่า...มู่อ๋องยังคงมีความคิดมุ่งมั่น“ข้าคิดว่าเื่นี้ข้าควรยืนหยัดต่อองค์ราชทายาทอีกครั้งตอนนี้ท่านอย่าเพิ่งผลีผลาม เื่ตกจากหลังม้ามันบังเอิญเกินไป หากพวกเราก้าวเท้าพลาดอาจตกหลุมพรางผู้อื่นก็เป็ได้ เื่พวกนี้ไว้ค่อยคุยกันอีกที”
หลี่ิเซิ่นเห็นเช่นนี้ก็รู้ว่าตนมาเสียเที่ยวแล้วอย่างน้อยเขาก็นึกว่าหลานชายจะถือโอกาสโยนความผิดให้องค์ชายใหญ่ หลานคนนี้ช่างเป็คนไม่เด็ดเดี่ยวจิตใจไม่หนักแน่นเอาเสียเลย!
พอพูดถึงตรงนี้ หลี่ิเซิ่นก็เอ่ยตักเตือนต่อไม่ได้แล้วไม่เช่นนั้นอาจทำให้ความสัมพันธ์ของสองตาหลานมีช่องว่างเสียเปล่าๆ ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่อาจอยู่ที่นี่ได้นาน
หลี่ิเซิ่นประสานมือคำนับ แล้วรีบร้อนจากไป
จ้าวอวี้หร่านหลับไปนานมากพอลืมตาขึ้น แสงอาทิตย์ที่ลอดเข้ามาในกระโจมก็เบนไปทางตะวันตกแล้ว
นางบิดี้เีอย่างพึงพอใจ รู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาก
ค่อยๆ สวมใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยนางเรียกมหาดเล็กให้ตระเตรียมน้ำเข้ามาเพื่อล้างหน้าล้างตา ‘เฉิงสี่’ ขันทีน้อยที่คอยรับใช้นางก็เข้ามารายงานอย่างร่าเริง“องค์ชาย องครักษ์เสื้อแพรระดับผู้บังคับกองพันรอพระองค์อยู่ด้านนอกพักใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
กู่เทียนรุ่ยรึ
“รีบเชิญเข้ามาเร็ว เหตุใดก่อนหน้านี้ไม่ปลุกข้าเล่ามาถึงั้แ่เมื่อไร”
เฉิงสี่รีบแจกแจง “เป็เพราะผู้บังคับบัญชากองพันกู่ห้ามไม่ให้พวกกระหม่อมรบกวนองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ”เมื่อพูดจบแล้วเห็นว่านางไม่คิดกล่าวโทษ จึงยิ้มตาหยีอีกหนแล้วออกไปเชิญเขาเข้ามา
กู่เทียนรุ่ยสวมชุดเฟยอวี๋[3] เหน็บดาบซิ่วชุน[4]ไว้ข้างเอวแลดูห้าวหาญมาก
“องค์ชาย” เขาคารวะจ้าวอวี้หร่าน
จ้าวอวี้หร่านเพิ่งล้างหน้าเสร็จที่คางยังมีหยดน้ำเหลืออยู่สองหยด นางเช็ดออกอย่างลวกๆ แล้วให้เขานั่งลงพูดคุยกู่เทียนรุ่ยพลันเห็นหยดน้ำที่อยู่บนหลังมือนางกลิ้งตกลงมา
เขาชะงักไปชั่วขณะ
มือคู่นั้นต้องเนียนละเอียดมากขนาดไหนจึงทำให้หยดน้ำไหลลื่นลงมาได้ไม่หยุดเขาค่อยๆ กะพริบตา สายตาเริ่มจดจ้องจากคางแล้วค่อยๆ เลื่อนขึ้นไปด้านบน ริมฝีปากแดงอวบอิ่มชุ่มฉ่ำของนาง สีปากนั้นดูดึงดูดใจเสียจนกระทั่งหญิงสาวยังไม่อาจเทียบได้
กู่เทียนรุ่ยหัวใจกระตุกไม่กล้ามองต่อ เป็ที่รู้ทั่วกันว่าองค์รัชทายาทมีรูปโฉมงดงามละเมียดละไม ทั่วทั้งราชอาณาจักรล้วนกล่าวขานว่าเขาเป็องค์ชายที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก
“เทียนรุ่ย มาได้อย่างไรกัน”
จ้าวอวี้หร่านไม่ทันสังเกตว่าสายตาของเขาแอบสำรวจนางอยู่นางยิ้มพลางถาม กู่เทียนรุ่ยรีบคุมสติ เล่าเื่ที่ไปสืบมา “เรียนองค์ชายหลังจากงานเลี้ยงจบลง ผู้เฒ่าหลี่แห่งสภาขุนนางปลอมตัวเป็ขันทีไปที่กระโจมองค์ชายรองพ่ะย่ะค่ะ”
“ปลอมเป็ขันทีรึ เ้าแก่นี่ปลอมตัวเพื่ออะไรกัน”
จ้าวอวี้หร่านไม่ได้รู้สึกประทับใจต่อหลี่ิเซิ่นนัก ชาติที่แล้วตาเฒ่าคนนี้มักจะสร้างปัญหาอยู่เื้ัตลอด ยุแยงให้นางกับองค์ชายรองแตกคอกันจนเป็เหมือนน้ำกับไฟ
“องค์ชาย กระหม่อมคิดว่าเื่นี้จะต้องเกี่ยวข้องกับเื่ที่องค์ชายตกจากหลังม้าเป็แน่พ่ะย่ะค่ะทางด้านองค์ชายรองน่าสงสัยมากที่สุด...”
“น่าสงสัยมากหรือไม่ ผู้บังคับกองพันกู่รู้ได้อย่างไรข้าจำได้ว่าคดีนี้ฝ่าามอบหมายให้ข้ารับผิดชอบ ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่”
น้ำเสียงที่ทั้งเยือกเย็นและดุดันดังทะลุด้านหลังฉากบังลมเข้ามาจ้าวอวี้หร่านขมวดคิ้วมุ่น ไม่นานก็มองเห็นร่างซ่งิเจิงในชุดเสวียน[5] สาวเท้ามายังเบื้องหน้าสีหน้าของนางพลันย่ำแย่
...ซู่อ๋องเข้ามา เหตุใดจึงไม่มีคนรายงานคนข้างนอกตายกันหมดแล้วหรือ!
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/479f65d0cc66d3c61f0eb371be8d3ccd
[1] หน่วยวัดความยาวของจีนโบราณ 1 ฉื่อ เท่ากับ 10 นิ้ว
[2] ขุนนางที่รับผิดชอบดูแลและให้คำแนะนำฮ่องเต้
[3] ชุดปลาบิน เครื่องแบบขององครักษ์เสื้อแพร
[4]อาวุธประจำกายขององครักษ์เสื้อแพรที่ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่
[5] ชุดสีดำแดงหม่นที่สวมใส่ในการประกอบพิธีกรรมโบราณ