ภายในร้านขายสินค้า เซิ่งซัวคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้นอยู่หลายครั้ง สร้างความงุนงงและสับสนให้กับใครหลายคน
พวกเขาไม่รู้ว่าแผ่นป้ายที่โม่เฟิงหยิบออกมานั้น คือแผ่นป้ายอะไรกันแน่ พวกเขาเห็นเพียงว่ามันมีตัวอักษร ‘เฉียน’ ถูกสลักเอาไว้
เมื่อเห็นคำว่าเฉียนถูกสลักอยู่บนแผ่นป้าย ปิงหยุนเหมือนจะนึกอะไรออก
แผ่นป้าย! กับตัวอักษรของตระกูลเฉียน หรือว่าจะเป็…? “ป้ายประจำตัวของคนในตระกูลเฉียน!”
“ป้ายประจำตัว?” เสี่ยวฟ่านไม่รู้จักแผ่นป้ายดังกล่าว จึงไม่เข้าใจถึงความสำคัญของแผ่นป้ายที่โม่เฟิงถืออยู่
“คนที่ไม่ได้อยู่ในห้าตระกูลใหญ่ อาจจะไม่คุ้นเคยกับแผ่นป้ายพวกนี้” ปิงหยุนได้เล่าถึงความสำคัญของแผ่นป้ายประจำตัว
“ไม่ว่าจะเป็บ่าวรับใช้หรือใครก็ตาม หากอยู่ภายใต้นามของห้าตระกูลใหญ่แห่งเมืองตะวันดับแล้ว ทุกคนจะได้รับแผ่นป้ายประจำตัวเป็ของตนเอง โดยแผ่นป้ายพวกนี้จะบ่งบอกสถานะของแต่ละคน บ่าวรับใช้จะมีแผ่นป้ายสีทองแดง ลูกหลานหรือข้ารับใช้ที่ทำงานมาหลายสิบปีจนเป็ที่ยอมรับของตระกูล จะได้รับแผ่นป้ายสีเงินเหมือนกับข้าและพ่อบ้านหนี่”
“ส่วนผู้นำตระกูล รวมไปถึงผู้าุโของตระกูล พวกเขาจะมีแผ่นป้ายประจำตัวที่เป็สีทอง นอกจากนั้น..ผู้ที่ถือครองแผ่นป้ายพวกนี้ จะได้รับสถานะเดียวกับผู้เป็เ้าของแผ่นป้าย ดังนั้น..โม่เฟิงที่ถือแผ่นป้ายสีทองนี้อยู่ จึงมีอำนาจเทียบเท่ากับผู้นำหรือผู้าุโของตระกูลเฉียน”
ปิงหยุนแอบคิดในใจ เขาไม่รู้ว่าโม่เฟิงไปได้ป้ายแผ่นนั้นมาได้อย่างไร แต่การที่เขามีป้ายแผ่นป้ายอยู่กับตัว โม่เฟิงในเวลานี้ มีอำนาจในการชี้เป็หรือสั่งตาย ให้กับร้านค้าทุกแห่งที่เปิดกิจการอยู่ในเมืองตะวันดับ แม้แต่อำนาจของตระกูลเฟิงที่ว่ายิ่งใหญ่แล้ว หากเป็เื่ของธุรกิจการค้าขายภายในเมือง พวกเขายังไม่กล้ายื่นมือเข้าไปสอด
เซิ่งซัวลุกขึ้นยืน รีบเดินไปหยิบชุดเกราะปฐีแดงในตู้กระจกออกมาอย่างรีบเร่ง ยื่นมันให้กับโม่เฟิงด้วยสีหน้าที่อ้อนวอน “นายน้อยผู้มีเมตตา ข้าจะยกชุดเกราะตัวนี้ให้กับท่าน ดังนั้นขอนายน้อยได้โปรด ยกโทษให้กับความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของข้าด้วย!”
การกระทำของเซิ่งซัวที่เปลี่ยนไปอย่างง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ ทำให้ฮัวเจี่ยััถึงความต้อยต่ำ เขาไม่เคยถูกฉีกหน้าแบบนี้มาก่อนในชีวิต แน่นอนว่าเขาย่อมไม่มีทางยอมให้ผู้ใดมา่ชิงสิ่งของที่ตนได้หมายตาเอาไว้แล้วเป็อันขาด
“ชุดเกราะตัวนั้นมันเป็ของข้า อย่าได้บังอาจแตะต้องมัน!” ฮัวเจี่ยะโเข้าใส่โม่เฟิงด้วยน้ำเสียงที่โกรธเกี้ยว
โม่เฟิงหาได้สนใจถ้อยคำของฮัวเจี่ย เขาหยิบชุดเกราะปฐีแดงมาจากเซิ่งซัว ยื่นมันให้กับเสี่ยวฟ่าน ไม่ได้แยแสกับสายตาที่มองมาอย่างเกรี้ยวกราด
การกระทำที่ไม่ไว้หน้าใครของโม่เฟิง ยิ่งทำให้ฮัวเจี่ยนั้นโกรธจัด แขนขวาของเขาเต็มไปด้วยเปลวอัคคีสีแดงชาด สาวเท้าก้าวเข้าหาโม่เฟิงเฉกเช่นคนเสียสติ
โม่เฟิงคาดการณ์ทุกอย่างเอาไว้แล้ว เรียกบันทึกอสูรออกมารอไว้ล่วงหน้า เมื่อฮัวเจี่ยพุ่งเข้ามาหา ปรากฏร่างของเสือโคร่งเนตรอัคคีพุ่งออกมาจากหน้าหนังสือ กระโจนผ่านไหล่ข้างขวาของโม่เฟิง ใช้อุ้งเท้าตะปบเข้าไปที่บริเวณศีรษะของฮัวเจี่ย
ขณะฮัวเจี่ยพุ่งเข้าหาโม่เฟิง เขาไม่ทันได้ระแวดระวังตัว กว่าจะเห็นเสือโคร่งเนตรอัคคีก็ช้าไปเสียแล้ว โดนมันตะปบเข้าใส่ ร่างปลิวกระเด็น ชนเข้ากับกำแพงของร้านจนสลบไป
ตู้มมม!
สิ่งที่เกิดขึ้นถือว่ารวดเร็วมาก ต้าถงรวมถึงลูกน้องอีกสองคนที่ยืนอยู่ต่างก็มีสีหน้าใ พวกเขาไม่รู้เลยว่า เสือโคร่งเนตรอัคคีตัวนั้นมันโผล่ขึ้นมาได้อย่างไร พอตะปบเข้าใส่ฮัวเจี่ยก็สลายตัวไปกลางอากาศ
สิ่งที่ต้าถงพอจะนึกออกตอนนี้ คือเสื้อโคร่งเนตรอัคคีตัวนั้นต้องเป็สัตว์อสูรอัญเชิญของใครสักคน แต่เป็ของใครกันละ...? ระดับพลังสูงสุดของเ้าพวกนั้น ก็แค่ขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่หก แต่เสือโคร่งเนตรอัคคีอยู่ระดับที่สิบ ไม่มีทางที่หนึ่งในพวกนั้นจะอัญเชิญมันออกมาได้
“ใครกัน..ใครมันกล้าทำกับนายน้อยฮัวเจี่ยถึงขนาดนี้?” ต้าถงคิดหนัก หันมองไปรอบ ๆ เมื่อมั่นใจว่าไม่มีเสือโคร่งเนตรอัคคีอยู่แล้ว จึงรีบวิ่งเข้าไปดูอาการของฮัวเจี่ย ก่อนจะหันไปหาลูกน้องอีกสองคนที่กำลังยืนอึ้งอยู่
“พวกเ้ามัวรีรออะไร ยังไม่รีบมาพาน้อยกลับไปรักษา”
ต้าถงประคองร่างของฮัวเจี่ยออกไปจากร้านด้วยสภาพที่ทุลักทุเล เสี่ยวฟ่านและผู้คนที่เคยถูกฮัวเจี่ยเอารัดเอาเปรียบ ไม่อาจเก็บสีหน้า ท่าทางและกลั้นเสียงหัวเราะของตนเอาไว้ได้
“หึ ๆ ๆ สมน้ำหน้า ชอบรังควานผู้อื่นไปทั่วดีนัก โดนเองเสียบ้างจะได้เข็ด!”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฮัวเจี่ย ทำให้ปิงหยุนและลู่หานต้องประเมินความสามารถของโม่เฟิงใหม่อีกครั้ง เสือโคร่งเนตรอัคคีตัวเมื่อกี้ พุ่งออกมาจากหนังสือที่โม่เฟิงเรียกออกมาแน่ ๆ โม่เฟิงที่อยู่ระดับหก สามารถควบคุมสัตว์อสูรระดับสิบได้เลยหรือนี่ เขาทำได้ยังไงกัน..?
หลังฮัวเจี่ยถูกหามออกไป เหตุการณ์ในร้านกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง โม่เฟิงจึงสั่งชุดเกราะปฐีแดงเพิ่มอีกสี่ตัว สร้างความแตกตื่นให้กับใครหลายคนจนพวกเขาต้องพูดออกมาว่า
“ทำไมเ้านั่นถึงมีเงินมากมายขนาดนี้?”
“นอกจากเฉียนเป่ยแห่งตระกูลเฉียนแล้ว ข้าคิดไม่ออกเลย ว่าจะมีใครอื่น ที่สามารถใช้เงินคราเดียวถึง ยี่สิบเหรียญทองเช่นนี้มาก่อน!”
เสียงพูดคุยของผู้คนภายในร้านถึงกับทำให้เสี่ยวฟ่านต้องกระซิบถาม “โม่เฟิงเ้าไปหาเงินมาจากไหน? บอกข้าบ้างสิ...ข้าอยากจะร่ำรวยเหมือนกับเ้าบ้าง!”
นอกจากเสี่ยวฟ่านแล้ว ตงห่าวก็ถามออกมาเช่นกัน “บอกข้าด้วยก็ดี ข้าจะได้เอาไปซื้อขนมเพิ่ม!”
คำถามของเสี่ยวฟ่านและตงห่าว ทำให้โม่เฟิงและทุกคนในกลุ่มถึงกับะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างขบขัน หากสบโอกาส เสี่ยวฟ่านนั้นไม่ลืมที่จะทำทุกวิธีทางเพื่อให้ตนเองร่ำรวยขึ้น ถึงวิธีการออกจะดูเถรตรงจนน่าเวทนาไปบ้าง แต่ก็ไม่ถือว่าน่ารังเกียจเสียทีเดียว ส่วนตงห่าวก็คิดแต่เื่กินไม่เคยเปลี่ยน...น่าปวดหัวเสียจริง!
เซิ่งซัวผู้เป็เ้าของร้านยิ้มกว้าง ทำทุกอย่างเพียงเพื่อให้โม่เฟิงนั้นลืมสิ่งที่ตนได้กระทำไว้ ถึงขนาดขายชุดเกราะที่โม่เฟิงอยากได้ในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุน “หากคุณชาย้าสิ่งไหนอีก เซิ่งซัวผู้นี้จะรีบไปหามาให้”
โม่เฟิงเดินดูของที่วางขายอยู่ภายในร้าน สังเกตเห็นแหวนมิติที่สามารถเก็บสิ่งของเอาไว้ภายในได้ จึงได้บอกกับเซิ่งซัวไปว่า “ข้า้าซื้อแหวนมิติห้าวง เอาอันที่มีความจุมากที่สุดในร้าน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เซิ่งซัวรีบวิ่งไปหยิบแหวนมิติออกมาจากตู้กระจก “แหวนมิติหยกธารา วัตถุวิเศษระดับสองขั้นต้น ความกว้างของช่องมิติ คือ หนึ่งคูณหนึ่งเมตร ราคาขายของมันอยู่ที่วงละแปดเหรียญทอง แต่สำหรับนายน้อย ข้าคิดเพียงแค่หกเหรียญทองเท่านั้น”
ได้ยินเถ้าแก่ร้านบอกราคาของแหวน เสี่ยวฟ่านแทบจะเป็ลม เขาไม่เคยเห็นแหวนวงไหนที่มีราคาสูงถึงขนาดนี้มาก่อน แม้อีกฝ่ายจะลดราคาให้แล้ว ก็ยังถือว่าแพงอยู่ดี
โม่เฟิงไม่ได้ใส่ใจกับราคาของแหวน ยื่นเงินจำนวนห้าสิบเหรียญทองให้กับเซิงซัวไปอย่างไม่คิดอะไร พร้อมกับพาทุกคนเดินออกนอกร้าน
โม่เฟิงเก็บชุดเกราะและแหวนมิติไว้กับตนเองหนึ่งชุด นอกนั้นมอบให้กับสหายทั้งสี่ไปคนละชุด “ในงานล่าจิตอสูร ชุดเกราะพวกนี้จะช่วยให้พวกเ้าไม่ถูกสัตว์ในขอบเขตหลอมกายาฆ่าตาย ดังนั้น..วันงานก็อย่าได้ลืม สวมมาด้วยล่ะ”
ปิงหยุน ตงห่าว เสี่ยวฟ่านและลู่หานต่างก็รู้สึกซาบซึ้ง แม้ไม่รู้ว่าโม่เฟิงไปเอาเงินจำนวนมากมายขนาดนี้มาจากไหน แต่อีกฝ่ายกลับนำเงินที่หามาได้ นำมาซื้อชุดเกราะให้กับทุกคน ที่มาที่ไปของเงินพวกนี้จึงไม่ได้สำคัญเลยสักนิด
นอกจากชุดเกราะกับแหวนมิติหยกธาราแล้ว โม่เฟิงยังพาทุกคนไปซื้อของอีกหลายอย่างที่จำเป็ต้องใช้ เพราะระดับพลังของทุกคนในตอนนี้ ยังไม่อาจแข่งขันกับทุกคนในงานล่าจิตอสูรได้อย่างสูสี หากไม่มีแผนการที่แยบยล พวกเขาคงไม่มีโอกาสที่จะชนะใครได้เลย
เช้าตรู่ของเจ็ดวันให้หลัง พวกเด็กนักเรียนของสถาบันใบไม้เขียวต่างก็มารวมตัวกันที่ทางเข้าป่าจิตอสูร
แม้หลายคนจะไม่ได้มาเข้าร่วมงาน แต่พวกเขาก็มารอลุ้นว่ากลุ่มของใคร จะได้อันดับที่หนึ่งในปีนี้
ผู้เข้าแข่งขันต่างก็ทยอยกันเดินทางเข้ามา โดยกลุ่มที่โดดเด่นที่สุด ดูจะเป็กลุ่มของตระกูลเฟิง ที่นำโดยฮัวหนาน ผู้ที่ใครหลายคนต่างยกย่องให้เป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองตะวันดับในตอนนี้ พลังลมปราณของเขาสูงถึงขอบเขตหลมอกายาระดับที่เก้า เหนือล้ำยิ่งกว่าผู้ใด
หากไม่นับรวมฮัวเจี่ยผู้เป็น้อง ซึ่งอยู่ขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่เก้า กลุ่มของเขายังมีขอบเขตหลอมกายาระดับเจ็ดสามคนและระดับแปดอีกหนึ่งคน เรียกได้ว่ากลุ่มของพวกเขานั้นแข็งแกร่งเป็อย่างยิ่ง
ส่วนกลุ่มที่ได้รับความนิยมเป็อันดับสอง คือกลุ่มของตระกูลหลิน ที่นำโดยเด็กสาวผู้งดงามอย่างหลันหลัน ธิดาเพียงคนเดียวของผู้นำตระกูลหลิน ผู้ที่มีพร์เทียบเคียงกับฮัวหนาน ระดับพลังของนางตอนนี้อยู่ในขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่สิบ นำหน้าฮัวเจี่ยที่อยู่ชั้นปีเดียวกันอยู่หนึ่งระดับ
นอกจากหลันหลันแล้ว คนในกลุ่มต่างก็อยู่ในขอบเขตหลอมกายาระดับเจ็ดสองคน ระดับแปดอีกสองคน สูสีกับกลุ่มของฮัวหนาน
หากไม่นับรวมกลุ่มของตระกูลเฟิงและตระกูลหลิน กลุ่มที่ได้รับความสนใจลองลงมาคือกลุ่มของตระกูลเฉียนที่นำโดยเด็กนักเรียนชั้นปีที่สอง คุณชายผู้ร่ำรวยอย่างเฉียนเป่ย และตระกูลยินที่นำโดยเจียงฮุ่ย ซึ่งทั้งคู่ต่างมีพลังในขอบเขตหลอมกายาระดับที่สี่ด้วยกันทั้งคู่
ส่วนคนในกลุ่มของพวกเขานั้น อยู่ขอบเขตหลอมกายาระดับที่เจ็ดและแปด ไม่ได้ด้อยไปกว่าตระกูลหลินและตระกูลเฟิงเลย โดยเฉพาะตระกูลเฉียนที่มีขอบเขตหลอมกายาระดับแปดอยู่ถึงสี่คน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ตระกูลเฉียนนั้นมั่งคั่งและร่ำรวยมากขนาดไหน ถึงสามารถฟูมฟักยุวชนรุ่นหลังได้ถึงขนาดนี้
นอกจากกลุ่มของสี่ตระกูลใหญ่แล้ว กลุ่มอื่น ๆ ต่างประกอบไปด้วยนักเรียนชั้นปีที่สองและสาม พลังลมปราณของพวกเขามีั้แ่ขอบเขตหลอมกายาระดับห้าหรือหก บางคนอยู่ในขอบเขตหลอมกายาระดับเจ็ด และยังมีบางคนที่อยู่ในขอบเขตหลอมกายาระดับที่แปด
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
วันนี้ผมสมองตื้อๆ พยายามจะเกลาสำนวนให้ดี แต่ไม่รู้ออกมาดีได้แค่ไหน ติชมกันเข้ามาได้นะครับ T-T
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเื่นี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ