เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 43 ปลายเข็มต่อปลายเข็ม

                ข่มขู่ นี่เป็นการข่มขู่โดยซึ่งหน้า เพียงชั่วพริบตาเสียงของเมิ่งฝานที่ดังก้องไปทั้งบริเวณก็นำมาซึ่งเสียงเฮลั่นด้วยความดีใจที่ดังขึ้นทั่วทั้งลานประลอง

                เมิ่งฝานผู้นี้ไม่เพียงแต่เอาชนะตงฟางเฉิน ทั้งยังช่วงชิงจิตอสูรจากอีกฝ่ายไปไว้ในการครอบครองด้วย ขณะนี้เวลาในการประลองกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว เกรงว่าการประลองล่าสัตว์อสูรในครั้งนี้ตระกูลตงฟางจะไม่เพียงแต่ไม่อาจอยู่ในสามอันดับแรก แต่คงจะอยู่ในอันดับที่รั้งท้ายไปเลยก็ว่าได้

                “ช่างเป็นเด็กที่เหี้ยมโหดเสียจริง!”

                ตงฟางลี่ว่าพลางลุกขึ้นอย่างฉับพลัน พลังปราณดุดันแผ่ซ่านออกมาพร้อมกับใบหน้าอันร้ายกาจ

                แต่สีหน้าของเขาในยามนี้กลับทำให้ซีเหมินสยงที่อยู่ข้างกายลอบหัวเราะออกมาเสียงเบา ดูท่าผู้ที่ถูกหยามเกียรติในครั้งนี้หาได้มีเพียงเขาผู้เดียวไม่ เมื่อตงฟางเฉินพ่ายแพ้ก็ทำให้การพ่ายแพ้ของซีเหมินหานที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ดูเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลยก็ว่าได้

                แต่ในชั่วพริบตาต่อมาก็มีพลังปราณแข็งแกร่งแผ่ซ่านออกมาถึงสามขุมพลังมาจากกู่หยวนและพวกนั่นเอง

                “นี่เป็นเพียงการประลองฝีมือของผู้เยาว์เท่านั้น ผู้ใหญ่อย่างเราจะเข้าไปยุ่มย่ามได้อย่างไรเล่า!”

                สือหนานที่อยู่ไม่ไกลหรี่ตามองตงฟางลี่ด้วยรอยยิ้ม น้ำเสียงราบเรียบคล้ายดั่งว่านี่เป็นเพียงการประมือธรรมดา ทว่านัยน์ตากลับแฝงไปด้วยจิตสังหารอันเยือกเย็นเพื่อให้สัญญาณแก่ตงฟางลี่ว่าอย่าได้คิดกระทำการใดๆ อย่างใจร้อน

                “นี่ท่าน!”

                ตงฟางลี่กัดฟันแน่น แต่เขาก็รู้ดีว่าหากตนเองกระทำการอย่างบุ่มบ่ามก็ไม่มีทางสู้กู่หยวนและพวกได้เป็นแน่

                เวลาต่อมาเสียงของเหยียนหยางก็ดังขึ้นกลางอากาศ “ถูกต้อง การต่อสู้ของผู้เยาว์ก็ปล่อยให้ผู้เยาว์จัดการ!”

                เมื่อได้ยินเช่นนั้นตงฟางลี่จึงปรายตามองเหยียนหยางอยู่ชั่วครู่ ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาได้เห็นว่านัยน์ตาของเหยียนหยางเองก็วาวโรจน์ขึ้นมาเพื่อสั่งการไม่ให้เขาบุ่มบ่ามเช่นกัน แม้จะไม่อยากยอมจำนนเสียทีเดียวแต่ตงฟางลี่ก็จำต้องถอยไปนั่งอยู่กับที่ เพราะถึงอย่างไรแล้วผู้บงการอยู่เบื้องหลังที่แท้จริงก็คือเหยียนหยาง!

                เหยียนหยางมองไปยังกู่หยวนและพวกก่อนจะวาดมือออกไปพร้อมกับเอ่ยเสียงเข้ม “เฝ้าดูต่อไป!”

                ภายในลานประลองสวรรค์ประทาน ยามนี้ความเงียบงันได้ปกคลุมไปทั่วบริเวณแล้ว กู่ฉิงกัดฟันแน่นพร้อมทั้งมองไปยังเมิ่งฝานด้วยความเหลือเชื่อ ด้วยรู้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหมายความว่าเช่นใด

                การที่เมิ่งฝานสามารถสยบคู่ต่อสู้ที่อยู่ในขั้นพลังเดียวกับตนเองอย่างตงฟางเฉินได้ ย่อมหมายความว่าในยามนี้เมิ่งฝานที่เคยถูกนางวิ่งไล่จนหนีเตลิดมีความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าตนเอง!

                บรรดาจอมยุทธ์น้อยที่เข้าร่วมการล่าสัตว์อสูรในครั้งนี้ล้วนแต่มองไปยังเมิ่งฝานด้วยสีหน้าที่ตกตะลึง ยามนี้พวกเขาต่างรู้ดีว่าหลังจากนี้ไปชื่อเสียงของเมิ่งฝานจะต้องโด่งดังในบรรดาจอมยุทธ์รุ่นราวคราวเดียวกันในเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้ ประหนึ่งดาวหางที่ทะยานไกล!

                ภายในลานประลอง ผู้ที่หน้าเสียอย่างไม่อาจมีใครเทียบได้ก็คือจอมยุทธ์น้อยแห่งตระกูลตงฟางทั้งหลาย จะถอยก็ยาก จะรุดหน้าก็เกินความสามารถ เมื่อเห็นว่าตงฟางเฉินถูกเมิ่งฝานและคนอื่นล้อมเอาไว้ก็มีจอมยุทธ์หนุ่มของตระกูลตงฟางผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นมา “เอาของให้เขา!”

                ยามนี้เมิ่งฝานได้ชกใส่ตงฟางเฉินจนหมดโอกาสที่จะประลองต่อไป ไม่มีผู้ใดรับประกันได้ว่าเมิ่งฝานจะทำสิ่งใดโดยพลการหรือไม่ แม้ว่าในขณะนี้ร่างกายของเมิ่งฝานเองก็บาดเจ็บสาหัส แต่ก็ไม่มีผู้ใดอยากบีบบังคับให้เขาเป็นเช่นสุนัขจนตรอก

                เมื่อสิ้นเสียงนั้นจอมยุทธ์น้อยแห่งตระกูลตงฟางทั้งหลายก็นำจิตอสูรที่มีมารวมกันแล้วมอบมันให้กับจอมยุทธ์หนุ่มผู้นั้น ต่อมาจอมยุทธ์หนุ่มก็กระตุกยิ้มก่อนจะเดินตรงไปยังเมิ่งฝาน เพราะถึงอย่างไรจิตอสูรในมือเขาก็เป็นสิ่งที่ตระกูลตงฟางสะสมมา การที่ต้องสูญเสียไปเช่นนี้นับว่าส่งผลกระทบต่อตระกูลตงฟางและตระกูลซีเหมินอย่างยิ่ง

                เมื่อเมิ่งฝานมองเห็นว่าจอมยุทธ์หนุ่มผู้นั้นเดินเข้ามาใกล้รูม่านตาก็หดเล็กลงอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของเขามีความชอบใจปรากฏขึ้นมาอย่างไม่อาจปิดบัง เมื่อรวบรวมจิตอสูรของตระกูลตงฟางและตระกูลซีเหมินมาไว้ด้วยกันก็รับประกันได้เลยว่าการประลองในครั้งนี้หมู่บ้านอูเจิ้นจะต้องไม่พ่ายแพ้อย่างแน่นอน หรืออาจมีโอกาสได้ก้าวขึ้นเป็นที่หนึ่งเสียด้วยซ้ำ!

                ทว่าในชั่วพริบตาที่จอมยุทธ์น้อยผู้นั้นมายืนอยู่เบื้องหน้า พลันมีฝ่ามือของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นจากด้านหลังของเขา ฝ่ามือที่เนียนเงาสวยงามดุจเนื้อหยกจับร่างของจอมยุทธ์น้อยแห่งตระกูลตงฟางโยนออกไปแล้วคว้าเอาจิตอสูรไปครอบครอง!

                ผู้ใดกัน!

                สีหน้าของผู้ที่อยู่ในลานประลองต่างก็เปลี่ยนไปก่อนความเงียบงันจะปกคลุมไปทั่วบริเวณ ต่อมาพวกเขาก็พบว่าเจ้าของมือนั้นเป็นบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง สวมชุดสีดำ มีเส้นผมสีเงิน และมีร่างกายคล้ายบุรุษที่โตเต็มวัย ใบหน้าของเขายังคงเปื้อนยิ้มและมีอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปี

                “เหยียนเย่า!”

                เพียงชั่วพริบตาก็มีใครหลายคนเอ่ยชื่อนั้นออกมา แล้วสถานะของบุรุษหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าของเมิ่งฝานก็เป็นที่ประจักษ์ในทันใด

                บุตรชายของเจ้าเมืองเหยียนเฉิง ผู้ที่ได้ตำแหน่งชนะเลิศในการประลองเมื่อสามปีก่อน ก้าวขึ้นเป็นจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณด้วยอายุเพียงสิบหกปี มีทั้งสถานะและความแข็งแกร่งที่สูงส่ง จึงเป็นสิ่งที่เลิศล้ำเหนือกว่าจอมยุทธ์น้อยแห่งเมืองเหยียนเฉิงทุกคน นับว่าเป็นจอมยุทธ์น้อยอันดับหนึ่งแห่งเมืองเหยียนเฉิงที่แท้จริง!

                “เป็นเขานั่นเอง!”

                เพียงชั่วพริบตาสีหน้าของกู่ฉิงก็เปลี่ยนไป ด้วยรู้ดีว่าในยามนี้เมิ่งฝานคงไม่อาจเข้าต่อสู้ได้อย่างง่ายดายเช่นเมื่อครู่แล้ว

                เหยียนเย่านับว่าเป็นเด็กหนุ่มผู้มีความแข็งแกร่งเหนือกว่าจอมยุทธ์น้อยแห่งเมืองเหยียนเฉิงทุกคน ทั้งศักยภาพในตัวและฐานันดรอันสูงศักดิ์นี้ทำให้เขามีความหยิ่งยโสซึ่งไม่มีผู้ใดขัดขวางหรือยับยั้งได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องพบเจอกับผู้ที่ดื้อรั้นอย่างเมิ่งฝานเขาย่อมไม่มีทางยอมลดราวาศอกเป็นแน่!

                ภายใต้เสียงเฮฮาที่ดังไปทั่วบริเวณนั้น ใบหน้าของเหยียนเย่ามีรอยยิ้มราบเรียบปรากฏขึ้นมาราวกับว่าเขาคุ้นชินกับเสียงอื้ออึงเหล่านี้ไปแล้วก็ไม่ปาน นัยน์ตาคู่นั้นจับจ้องเพียงเมิ่งฝานก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “ของพวกนี้ ข้ารับไว้เองก็แล้วกัน”

                เมื่อสิ้นเสียงนั้นเหยียนเย่าก็หันหลังคล้ายว่าต้องการจากไป ประหนึ่งว่าเมื่อครู่เป็นการช่วงชิงโดยที่อีกฝ่ายยินยอมก็ไม่ปาน

                อวดดี อวดดีเป็นอย่างยิ่ง!

                บรรดาผู้เยาว์บุรุษและสตรีแห่งเมืองเหยียนเฉิงที่อยู่โดยรอบต่างก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เพราะเมื่อใดที่ได้พบเจอกับเหยียนเย่าพวกเขาก็รู้สึกราวกับถูกปลายเข็มจ่ออยู่ที่แผ่นหลังจนไม่อาจทำอันใดได้ก็ไม่ปาน ไม่ว่าจะเป็นพรสวรรค์ ความแข็งแกร่ง หรือรูปลักษณ์ ก็คล้ายกับว่าเหยียนเย่าจะอยู่ในขั้นสูงสุดทั้งสิ้น นับว่าเป็นดั่งเทพบุตรขี่ม้าขาวในสายตาของสตรีจำนวนมากมายในเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้เลยก็ว่าได้

                นิสัยอวดดีและหยิ่งยโสของเขาก็ยิ่งทำให้ผู้คนมากมายยอมศิโรราบ แม้แต่ซีเหมินหานหรือตงฟางเฉินได้มาเจอกับเขาผู้นี้ก็ยังต้องก้มหน้าโค้งตัวเคารพ เล่ากันว่าเขาผู้นี้มีศักยภาพเข้าตาพรรควรยุทธ์ลึกลับแห่งหนึ่งและกำลังจะจากไปในไม่ช้า

                เมื่อเขาปรากฏตัวขึ้น สตรีหลายนางต่างส่งเสียงร้องแสดงความรักใคร่ออกมา ทำให้ลานประลองล่าสัตว์อสูรของเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้คึกคักขึ้นยิ่งกว่าเดิม

                “เจ้าคนสมควรตาย ยังคงมีนิสัยเดิมไม่เคยเปลี่ยน!”

                เพียงชั่วพริบตากู่ฉิงก็กำหมัดแน่นยิ่งขึ้น สีหน้าของนางในยามนี้แทบจะดูไม่ได้เลยด้วยซ้ำไป แต่ก็ยังพึมพำขึ้นมาเสียงเบา “เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา อดทนเอาไว้ จงอดทนเอาไว้ให้ได้มากที่สุด!”

                ชั่วพริบตาต่อมา สีหน้าของเมิ่งฝานไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงคล้ายกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ทว่าเมื่อเหยียนเย่ากำลังจะจากไปเขาก็พลันเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “ของที่เจ้าเอาไปเมื่อครู่ มันเป็นของข้า!”

                เขาเพิ่งจะพูดจบสีหน้าของบรรดาจอมยุทธ์น้อยทั้งหลายก็เปลี่ยนไป นิสัยอันธพาลของเหยียนเย่านับว่าเป็นสิ่งที่เล่าลือกันไปทั่วเมืองเหยียนเฉิง ทั้งยังโด่งดังยิ่งกว่านิสัยของกู่ฉิงในหมู่บ้านอูเจิ้นเสียอีก ไม่ว่าผู้ใดที่กล้าขัดขวางต่อกรกับเขาก็จะมีจุดจบด้วยการถูกทำร้ายหรือถูกสังหาร!

                เกรงว่าเมิ่งฝานผู้นี้คงจะตกอยู่ในอันตรายเสียแล้ว!

                พริบตาต่อมาเหยียนเย่าก็หยุดชะงักแล้วหันหลังกลับมาอย่างช้าๆ เขามองไปยังเมิ่งฝานก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าพูดสิ่งใดกัน ข้าฟังไม่ชัด!”

                นัยน์ตาคู่นั้นมีความเยือกเย็นปรากฏ ในวินาทีนี้เมิ่งฝานพลันรู้สึกว่าร่างกายของตนเองแข็งทื่อไปชั่วครู่และรับรู้ว่าอีกฝ่ายได้ก้าวขึ้นเป็นจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณที่เบิกพลังแห่งจิตวิญญาณได้เป็นที่เรียบร้อย จึงทำให้อานุภาพแห่งพลังอันแข็งแกร่งถาโถมเข้ามาหาตนเอง

                แม้ว่าอานุภาพนี้จะไม่ได้แข็งแกร่งเท่าที่ควร แต่สำหรับเมิ่งฝานที่ยังไม่ได้เบิกพลังแห่งจิตวิญญาณก็อาจต้องตื่นตระหนกจนไม่กล้าเอ่ยวาจาหากไร้ซึ่งความมุ่งมั่นอันแน่วแน่

                เจ้าคนผู้นี้ ไม่ธรรมดาอย่างที่คิดไว้จริงๆ!

                เมิ่งฝานหรี่ตาเล็กลงก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “ของที่เจ้าถืออยู่นั้น มันเป็นของข้า!”

                น้ำเสียงเยือกเย็นที่ส่งกลับไปเป็นการกระทำที่คล้ายดั่งปลายเข็มต่อปลายเข็ม พริบตาต่อจากนั้นบรรยากาศภายในลานประลองพลันตึงเครียดขึ้นในทันใด

                ใบหน้าอันดุดันของเหยียนเย่าค่อยๆ มีรอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏ จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบ “นิสัยของเจ้ามันช่างดื้อรั้นเสียจริงๆ แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าหากข้าต้องการสิ่งใดก็ไม่มีผู้ใดกล้าปฏิเสธ ซ้ำยังไม่มีผู้ใดกล้าพูดจาเช่นนี้กับข้าด้วย....เจ้าเองก็ไม่คู่ควร!”

                เมื่อเหยียนเย่าพูดจบร่างพลันเคลื่อนหายไปจากจุดที่เคยอยู่ในชั่วพริบตา แล้วฝ่ามือที่คล้ายดั่งพลังแห่งอัสนีก็พุ่งตรงมายังเมิ่งฝาน ฝ่ามือนั้นช่างแฝงไปด้วยพลังที่น่าสะพรึงกลัวยิ่ง!

                แข็งแกร่งยิ่งนัก!

                เมิ่งฝานกัดฟันแน่น ต่อให้เขายังคงมีพลังอยู่เต็มเปี่ยมก็ยังต้องรวบรวมกำลังทั้งหมดที่มีมาใช้ในการป้องกัน ทว่ายามนี้เขากลับบาดเจ็บสาหัสจึงต้องอาศัยแรงเฮือกสุดท้ายในการต่อสู้อย่างสุดชีวิต!

                เมิ่งฝานยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาป้องกันตัวที่เบื้องหน้า พริบตาต่อมาพลังที่น่าสะพรึงกลัวนั้นก็พุ่งเข้าใส่ก่อนที่ความเจ็บปวดจะแล่นไปทั่วร่าง เมิ่งฝานกัดฟันแน่นก่อนร่างจะลอยกระเด็นออกไปไกล

                กว่าเมิ่งฝานจะยืนหยัดได้ก็กระเด็นไปไกลถึงสิบกว่าเมตร เวลานี้ลมปราณภายในตัวของเขาก็แปรปรวนอย่างยิ่ง ทั้งที่เหยียนเย่าใช้เพียงพลังฝ่ามือก็ยังน่าสะพรึงถึงเพียงนี้ หากเขาใช้กายาแสดงปราณละก็...

                ในพริบตาต่อมา แม้ว่าเหยียนเย่าจะเคลื่อนไหวร่างเพื่อเตรียมเข้าจู่โจมอีกครั้ง แต่เมิ่งฝานก็ยังคงกัดฟันแน่นและไม่ยอมล่าถอยแม้เพียงก้าวเดียว ต่อให้เขาต้องตายก็ไม่มีวันล้มเลิกความตั้งใจ ลูกผู้ชายฆ่าได้หยามไม่ได้!

                พริบตาที่ฝ่ามือของเหยียนเย่ากำลังจะพุ่งเข้าใส่ร่างของเมิ่งฝาน พลันมีร่างของคนผู้หนึ่งเข้ามาขวาง เจ้าของร่างอรชรงดงามและเส้นผมยาวปลิวสยายก็คือกู่ซินเอ๋อร์นั่นเอง!

                “ระวังนะเจ้าคะ พี่เมิ่งฝาน!”

                แม้จะมีพลังเพียงขั้นฝึกกายาระดับห้า แต่กู่ซินเอ๋อร์ก็ยังกล้าที่จะเอาตัวเข้าไปยืนขวางอยู่เบื้องหน้าของเมิ่งฝานเพื่อรับการจู่โจมที่รุนแรงและดุดันในครั้งนี้!

                วินาทีต่อมาพลังอันแข็งแกร่งนั้นก็หายไปในอากาศในทันใด เหยียนเย่าชักมือกลับอย่างเหลือเชื่อพร้อมทั้งมองกู่ซินเอ๋อร์ด้วยความสงสัยแล้วเอ่ยว่า “ที่แท้ก็คุณหนูซินเอ๋อร์นี่เอง คิดไม่ถึงว่าแม่นางจะอยู่กับมัน!”

                เพียงชั่วพริบตาต่อมานัยน์ตาที่เหยียนเย่ามองไปยังเมิ่งฝานก็มีจิตสังหารเพิ่มขึ้นมา

                กู่ซินเอ๋อร์พยักหน้ารับก่อนจะบอกเสียงเบา “ใช่แล้วล่ะ พวกเราไม่ได้เจอกันมานาน แต่พลังของเจ้าก็ยังคงแข็งแกร่งไม่มีเปลี่ยน”

                เสียงราบเรียบของกู่ซินเอ๋อร์จบลง แม้ว่าใบหน้าของนางจะมีรอยยิ้มปรากฏแต่ก็ยังไม่อาจปิดบังความเย็นชาที่อยู่ภายในได้

                นึกไม่ถึงว่าซินเอ๋อร์จะรู้จักกับเหยียนเย่า!

                เหยียนเย่าพยักหน้ารับ แล้วเอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็น “ในเมื่อแม่นางซินเอ๋อร์รู้จักกับมัน ข้าก็จะไม่ทำอันใด หวังเพียงว่าภายหน้าคุณหนูซินเอ๋อร์จะมาเป็นแขกที่นี่บ่อยๆ แล้วอย่าลืมคำสัญญาของพวกเราไปเสียล่ะ!”

                เมื่อเสียงนั้นจบลงรูม่านตาของเมิ่งฝานก็หดเล็กลงในทันใด จากนั้นจึงเอ่ยถามเสียงเข้ม “สัญญาใดกัน?”

                กู่ซินเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมองเขาก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงเบา “คือว่า...เมื่อหนึ่งปีก่อนเขากับบิดาไปที่บ้านของข้า แต่พี่เมิ่งฝานท่านอย่าได้เข้าใจผิด หลังจากที่เขาได้พบข้าก็นึกไม่ถึงว่าจะ....นึกไม่ถึงว่าเขาต้องการจะสู่ขอข้าไปเป็นภรรยา แต่ต่อมาท่านพ่อของข้าเห็นว่าเขาอายุยังน้อยจึงได้ปฏิเสธไป แต่ดูคล้ายว่าเขาจะยังไม่ยอมตัดใจโดยง่าย!”

                ร่างกายของเมิ่งฝานสั่นสะท้านไปทันที แล้วมองไปยังเหยียนเย่าด้วยนัยน์ตาที่อัดแน่นไปด้วยความเยือกเย็น

                ส่วนเหยียนเย่าก็พยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม “ถูกต้องแล้วล่ะ หลังจากนี้อีกเพียงหนึ่งเดือนก็จะเป็นพิธีที่พวกเราต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เมื่อวันนั้นมาถึงก็จะเป็นการประลองหลังจากการล่าสัตว์อสูรของเมืองเหยียนเฉิง ข้าก็จะนำชัยชนะที่ยิ่งใหญ่และของรางวัลที่ได้รับหลังจากนั้นยกให้แก่อูเจิ้นทั้งหมด และอาศัยฐานันดรอันสูงศักดิ์สู่ขอเจ้ามาเป็นภรรยา!”

                จอมยุทธ์น้อยผู้แข็งแกร่งที่สุดในเมืองเหยียนเฉิง ศักยภาพยิ่งใหญ่ พรสวรรค์เป็นที่น่าตกตะลึง

                เมิ่งฝานกระตุกยิ้มขึ้นมาที่มุมปากก่อนจะเลียริมฝีปากเล็กน้อย ของรางวัลของผู้เป็นที่หนึ่งในการประลองแห่งเมืองเหยียนเฉิงไม่ธรรมดา ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือเบื้องหลังของเหยียนเย่าก็คือเหยียนหยาง เกรงว่าหากวันนั้นมาถึงต่อให้เป็นกู่หยวนก็ยังต้องลังเลใจ

                เพราะถึงแม้ว่ากู่หยวนจะเป็นผู้นำหมู่บ้านอูเจิ้น แต่เขาก็ยังมีกองกำลังคุ้มกันหมู่บ้านคอยหนุนอยู่เบื้องหลังด้วยอีกแรง บางทีกู่หยวนอาจไม่ได้โอนเอนต่อของรางวัลมากมายเหล่านั้น แต่ในฐานะที่เป็นผู้นำหมู่บ้านเขาก็ต้องคำนึงถึงเสียงส่วนใหญ่ของผู้คนมากมาย เกรงว่าเมื่อวันนั้นมาถึงกู่หยวนก็คงจะได้รับแรงกดดันไม่น้อย

                พริบตาต่อมา เมื่อกู่ซินเอ๋อร์เห็นสีหน้าเยือกเย็นของเมิ่งฝานจึงเดินขึ้นมาด้านหน้าแล้วกุมมือของเขาเอาไว้ แล้วเอ่ยขึ้นเสียงเบา “พี่เมิ่งฝาน ข้าไม่ได้คิดอะไรกับเขาเลยแม้แต่น้อย เป็นเขาที่คิดไปเองฝ่ายเดียวเท่านั้น!”

                เมื่อนางพูดจบเมิ่งฝานก็ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ จากนั้นจึงมองไปยังเหยียนเย่าก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบแต่ดังก้อง “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ละก็ ข้ารับปากกับเจ้าได้เลยว่าเขาก็จะไม่มีทางได้สมหวังเป็นแน่!”

                น้ำเสียงของเขานั้น ประหนึ่งตะปูที่ถูกตอกลงบนแผ่นเหล็ก!

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน