ตอนที่ 3: เดิมพันก้อนสุดท้าย
แสงสุดท้ายของอัสดงกำลังจะลาลับขอบฟ้า ทิ้งไว้เพียงความมืดสลัวที่ค่อยๆ คืบคลานเข้าปกคลุมสำนักกระบี่ชิงหยุน ลมหนาวพัดกรรโชกแรงกว่าปกติ หอบเอาใบไม้แห้งหมุนวนไปตามทางเดินดินลูกรัง แต่ในเวลานี้ ความหนาวเย็นทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความหนาวเหน็บในใจของหลี่ฟาน
เวลาเหลืออีกแค่สองวัน...
ตัวเลขนี้วนเวียนอยู่ในหัวของเขาเหมือนแมลงวันที่น่ารำคาญ สองวันก่อนที่ผู้ดูแลหวังจะกลับมาทวงหนี้เื 5 หินิญญา
"หญ้าิญญาต้นนั้นขายได้ 30 ทรายิญญา... แต่ค่าเชื้องเพลิงที่หม้อผีนั่นกินเข้าไปปาเข้าไป 50 ทราย" หลี่ฟานพึมพำกับตัวเองขณะเดินย่ำเท้าเร็วๆ ลัดเลาะไปตามแนวป่ารกทึบด้านหลังหอโอสถ "ทำกับหญ้ามีแต่เจ๊งกับเจ๊ง... ข้า้าของที่มีมูลค่าตั้งต้นสูงกว่านั้น ของที่ส่วนต่างราคามันคุ้มค่าเหนื่อย"
เป้าหมายของเขาไม่ได้อยู่ที่แปลงสมุนไพรอีกต่อไป แต่อยู่ที่ "เขตทิ้งกากยา"
สถานที่แห่งนี้เปรียบเสมือนฝันร้ายของสาวกฝึกหัดปรุงยา เป็หลุมขยะขนาดมหึมาที่ทับถมไปด้วยซากสมุนไพรที่เคี่ยวไม่สำเร็จ ตะกอนพิษ และเม็ดยาล้มเหลวนับหมื่นนับแสนเม็ดที่ถูกเททิ้งราวกับกรวดทราย บรรยากาศรอบบริเวณมีหมอกควันสีม่วงจางๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือพื้นดิน ส่งกลิ่นเหม็นฉุนแสบจมูกคล้ายกำมะถันผสมกับไข่เน่า
ป้ายเตือนเก่าคร่ำครึปักเอียงกะเท่เร่เขียนว่า: 'เขตอันตราย ห้ามเข้าเกิน 1 เค่อ (15 นาที) มิฉะนั้นพิษไฟจะแทรกซึมเข้าสู่กระดูก'
หลี่ฟานยืนหยุดอยู่หน้าเขตแดนมรณะนั้น เขากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก ล้วงผ้าผืนเก่าๆ ที่เตรียมมาออกจากอกเสื้อ ผ้าผืนนี้ขาดวิ่นและมีรอยปะชุน แต่มันคือเกราะป้องกันเดียวที่เขาหาได้ในตอนนี้
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจหันหลังให้ลม ปลดกางเกงลงเล็กน้อยแล้ว... ปล่อยทุกข์เบาใส่ผ้าผืนนั้นจนชุ่ม
"ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้ แต่ยาพิษฆ่าคนได้..." เขาบ่นพึมพำปลอบใจตัวเอง กลิ่นฉุนของปัสสาวะลอยเตะจมูก แต่นี่คือภูมิปัญญาชาวบ้านที่เขาเคยได้ยินมาว่าช่วยกรองพิษได้ดีกว่าน้ำเปล่า และที่สำคัญคือ... มันฟรี
หลี่ฟานมัดผ้าเปียกชุ่มปิดจมูกและปากแน่น สูดหายใจลึกๆ ครั้งสุดท้าย แล้วก้มตัวลงต่ำวิ่งฝ่าเข้าไปในดงหมอกสีม่วงทันที
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป ความรู้สึกแสบร้อนก็แล่นปราดไปตามิัที่โผล่พ้นเสื้อผ้า เหมือนมีเข็มเล็กร้อนๆ นับร้อยเล่มทิ่มแทง หลี่ฟานไม่มีเวลามาโอดครวญ ดวงตาของเขากวาดมองไปที่กองูเาขยะสีดำทะมึนเบื้องหน้า สายตาเพ่งหาเม็ดกลมๆ สีดำด้านที่ปะปนอยู่กับเถ้าถ่าน
"นั่นไง! ขยะทองคำของข้า!"
เขาทิ้งตัวลงคุกเข่าข้างกองขยะกองหนึ่ง มือที่สวมถุงมือหนังเก่าๆ (ที่เก็บได้จากศพสัตว์อสูรเมื่อปีก่อน) รีบตะกุยเถ้าถ่านร้อนระอุอย่างบ้าคลั่ง
กลิ่นกำมะถันผสมไข่เน่ารุนแรงจนทะลุผ้าเปียกชุ่มปัสสาวะที่ปิดหน้าเข้ามากัดกินโพรงจมูก แสบสันเหมือนโดนพริกป่นอัดเข้าปอด ิัรอบคอและข้อมือที่โผล่พ้นร่มผ้าเริ่มคันยิบๆ เหมือนมีมดไฟนับพันตัวไต่ยั้วเยี้ยรุมกัดกินเนื้อ ไอพิษสีม่วงกำลังซึมผ่านรูขุมขนอย่างช้าๆ แต่สองมือของหลี่ฟานกลับไม่หยุดขยับ
นิ้วภายใต้ถุงมือหนังเก่าๆ จ้วงลงไปในกองเถ้าถ่านที่ยังมีความร้อนระอุ คุ้ยเขี่ยหาเม็ดกลมๆ สีดำด้านผิวขรุขระเหมือนมูลแพะตากแห้ง มันคือ "ยารวมลมปราณเสีย" ที่ถูกทิ้งขว้าง
"สิบเอ็ด... สิบสอง... สิบสาม..."
หลี่ฟานนับเลขในใจด้วยความเร่งรีบแข่งกับเวลา ทุกเม็ดที่เขาโกยใส่ถุงผ้าข้างเอวหมายถึงโอกาสรอดที่เพิ่มขึ้น ในสายตาคนอื่นนี่คือขยะพิษที่กินแล้วไส้เน่า แต่สำหรับเขาที่ถือครองหม้อสมาสคุณ มันคือทองคำที่เปื้อนโคลน
"อีกนิด... ขออีกกำมือเดียว!"
ความโลภสั่งให้เขาเอื้อมมือไปคว้าเม็ดยากลุ่มใหญ่ที่จมอยู่ลึกเข้าไปในดงควัน แต่ทันใดนั้น โลกทั้งใบก็หมุนติ้ว หน้ามืดวูบเหมือนิญญาถูกกระชากออกจากร่าง ลมหายใจเริ่มติดขัด ขาแข้งอ่อนแรงจนแทบทรงตัวไม่อยู่
"ซวยแล้ว! สูดเกินขนาด!"
สัญชาตญาณเอาตัวรอดกรีดร้องลั่น หลี่ฟานกัดลิ้นตัวเองเรียกสติ กอดถุงยาแนบอกแล้วออกแรงวิ่งโซซัดโซเซออกจากดงหมอกมรณะอย่างไม่คิดชีวิต รองเท้าฟางย่ำตอไม้จนเืซึมแต่เขาไม่รู้สึกเจ็บ มีเพียงความกลัวตายที่ขับดันให้ก้าวขาต่อไป
ทันทีที่พ้นเขตแดนสีม่วงและััได้ถึงอากาศที่เบาบางลง ร่างผอมแห้งก็ทรุดฮวบลงกระแทกพื้นหญ้าแห้ง เขากระชากผ้าปิดหน้าทิ้งแล้วโก่งคออาเจียนเอาน้ำย่อยสีเหลืองอ๋อยออกมาท่วมกองหญ้า
"อือก... โอ๊กกก!"
หลี่ฟานนอนหอบหายใจรวยริน น้ำตาและน้ำมูกไหลพรากจากการระคายเคือง แต่เมื่อมือคลำไปเจอก้อนแข็งๆ ในถุงผ้าที่เอว ริมฝีปากที่ซีดขาวกลับแสยะยิ้มออกมา
"แคกๆ... ขยอมอายุสั้นลงสัก 3 วัน ดีกว่าต้องอดตายวันพรุ่งนี้!" เขาพูดกับตัวเองเสียงแหบพร่า พลางลูบถุงยาขยะราวกับมันเป็ลูกรัก "ขยะพวกนี้แหละ... ทางรอดเดียวของข้า!"
* * *
กลอนประตูไม้เก่าๆ ถูกลงดานถึงสามชั้น ตามด้วยโต๊ะกินข้าวตัวหนักที่ถูกลากมาขวางไว้อีกที หลี่ฟานยืนหอบหายใจพิงประตู ดวงตากวาดมองไปรอบกระท่อมรูหนูของตัวเองอย่างหวาดระแวง แม้แต่เงาของตะเกเกียงน้ำมันที่วูบไหวบนผนังก็ยังทำให้เขาสะดุ้ง
เมื่อมั่นใจว่าไม่มี "หู" ของใครมาแอบแนบฟัง และไม่มี "ตา" ของใครสอดส่องเข้ามาทางรอยแตก เขาจึงเดินเขย่งเท้าไปที่มุมห้อง คุกเข่าลงแล้วแงะแผ่นกระเบื้องปูพื้นแผ่นหนึ่งขึ้นมาอย่างชำนาญ
ข้างใต้ความมืดมิดนั้น คือหลุมเล็กๆ ที่ซ่อนถุงผ้าหยาบๆ เอาไว้ หลี่ฟานหยิบมันขึ้นมาด้วยสองมือราวกับกำลังประคองทารกแรกเกิด เขาค่อยๆ เทสิ่งที่อยู่ข้างในออกมาบนตั่งเตียง
กริ๊ก...
เสียงกระทบกันแ่เบาของก้อนผลึกสีฟ้าใสสองก้อน มันคือ "หินิญญาระดับต่ำ" สมบัติเพียงอย่างเดียวที่เขามีเหลืออยู่ แสงสีนวลตาของมันส่องสว่างในความมืด สะท้อนเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและความเ็ปของเด็กหนุ่ม
"สองก้อน... แค่สองก้อน..." หลี่ฟานพึมพำ น้ำเสียงสั่นเครือ "ทำงานหนักมาสามปี กินแต่ข้าวต้มน้ำใส เก็บหอมรอมริบแทบตาย สุดท้ายก็มีแค่สองก้อน"
สายตาของเขาเลื่อนไปมอง "ยาเสีย" สองเม็ดสีดำมะเมื่อมที่วางอยู่ข้างๆ กลิ่นเหม็นไหม้ของมันชวนให้อาเจียน มันคือตัวแทนของความล้มเหลวที่ถูกทิ้งขว้าง แต่ในค่ำคืนนี้ มันคือความหวังเดียวที่จะเปลี่ยนชีวิตเขาจากหน้ามือเป็หลังเท้า... หรือไม่ก็ดิ่งลงนรกยิ่งกว่าเดิม
สมองของหลี่ฟานเริ่มดีดลูกคิดในอากาศทันที
"ผู้ดูแลหวัง้า 5 หินิญญา... ตอนนี้ข้ามี 2 ขาดอีก 3"
"ถ้าข้าเอาขยะสองก้อนนี้มารวมกันแล้วสำเร็จ... ข้าอาจจะได้ยารวมลมปราณขั้นกลาง ราคาตลาดอยู่ที่ 10 หิน... หักลบกลบหนี้แล้ว ข้าจะมีเงินเหลือเฟือไว้ซื้อข้าวกินไปอีกครึ่งปี!"
"แต่ถ้าล้มเหลว... ขยะก็ยังเป็ขยะ แถมข้าจะเสียหินิญญาที่เป็เชื้อเพลิงไปฟรีๆ"
เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นตามไรผม การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่แค่การทดลอง แต่มันคือการวางเดิมพันด้วย "อนาคตทั้งหมด" ของเขา
หลี่ฟานกลั้นใจ หยิบ "ไหดินเผาก้นรั่ว" หรือเ้าหม้อสมาสคุณออกมาตั้งกลางโต๊ะ มือที่สั่นเทาหยิบยาเสียสองเม็ดหย่อนลงไปทีละเม็ด
กุ๊ก... กุ๊ก...
เสียงเม็ดยากลิ้งกระทบก้นหม้อฟังดูโหวงเหวง หลี่ฟานสูดลมหายใจเข้าลึก กัดฟันหยิบหินิญญาก้อนหนึ่งขึ้นมา... หินก้อนนี้เขาเก็บได้จากการรับจ้างล้างคอกสัตว์อสูรเมื่อปีก่อน ความทรงจำของกลิ่นมูลสัตว์และความเหนื่อยยากแล่นเข้ามาในหัว เขาหลับตาแน่นแล้ววางมันลงที่ข้างฐานของหม้อ เพื่อทำหน้าที่เป็แหล่งพลังงาน
"ขอร้องล่ะ... ท่านเทพเ้าแห่งความงก ช่วยคุ้มครองลูกช้างด้วย อย่าให้ขาดทุนเลย..."
เขาปิดฝาหม้อดัง ปึ้ก!
ทันใดนั้น อักขระคำว่า "สมาส" ข้างตัวหม้อก็สว่างวาบขึ้น แสงสีทองซีดๆ เริ่มหมุนวน แต่มันไม่นุ่มนวลเหมือนตอนที่รวมหญ้าิญญา
ครืนนนนน...
ตัวหม้อสั่นะเืรุนแรงจนโต๊ะไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ฝุ่นผงจากเพดานกระท่อมร่วงกราวลงมาใส่ผมของหลี่ฟาน แรงสั่นะเืส่งผ่านมาถึงพื้นดินจนเขารู้สึกได้ที่ฝ่าเท้า
"เฮ้ย! เบาๆ หน่อย! เดี๋ยวบ้านข้าพัง!" หลี่ฟานร้องเสียงหลง รีบเอามือตะปบฝาหม้อไว้แน่น แต่แรงต้านภายในหม้อกลับรุนแรงเหมือนมีสัตว์ร้ายกำลังดิ้นพล่าน
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าแรงสั่นะเื คือภาพที่เกิดขึ้นกับหินิญญาข้างหม้อ...
เปรี้ยะ!
เสียงแตกเบาๆ ดังขึ้น รอยร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนผิวหน้าของหินิญญาที่เขาหวงแหน แสงสีฟ้าภายในหินถูกสูบออกมาราวกับน้ำที่ไหลผ่านท่อแตก มันพุ่งเป็สายเข้าสู่ตัวหม้อด้วยความเร็วที่น่าใจหาย
"ไม่... ไม่นะ!" ดวงตาของหลี่ฟานเบิกโพลงแทบถลน จ้องมองหินิญญาที่กำลังหมองลงเรื่อยๆ ด้วยความตื่นตระหนก
ตอนที่ใช้หญ้าแห้ง มันกินพลังแค่นิดเดียวแทบไม่ระคายผิวหิน แต่ครั้งนี้... วัตถุดิบคือ "เม็ดยา" ซึ่งมีความหนาแน่นของพลังงานสูงกว่าหญ้าเป็ร้อยเท่า ยิ่งวัตถุดิบเกรดสูง ค่าธรรมเนียมการแปรรูปก็ยิ่งแพงระยับ!
แสงในหินิญญาลดฮวบลงอย่างน่าใจหาย... จากสว่างจ้าดุจดวงดาว เหลือเพียงแสงริบหรี่เหมือนหิ่งห้อยใกล้ตาย! เนื้อหินใสกระจ่างเริ่มขุ่นมัวลงไปกว่าครึ่งในชั่วพริบตา!
"ไอ้หม้อโจร! เอ็งจะปล้นข้าหรือไง!" หลี่ฟานกรีดร้องในลำคอ เหงื่อกาฬไหลพรากอาบแก้ม เขารู้สึกเ็ปราวกับว่าเืในกายกำลังถูกสูบออกไปตามแสงนั้น
"หยุดกินได้แล้ว! พอแล้ว!"
เขาอยากจะปัดหินออกเพื่อหยุดกระบวนการ แต่สัญชาตญาณบอกว่าถ้าหยุดตอนนี้ ทุกอย่างจะพังพินาศ ยาจะะเิ หินก็จะเสียฟรี เขาทำได้แค่ยืนตัวเกร็ง กำมือแน่นจนเล็บจิกเนื้อ มองดูเงินเก็บทั้งชีวิตกำลังมอดไหม้ไปต่อหน้าต่อตา
เปรี้ยะ! เปรี้ยะ!
รอยร้าวขยายวงกว้างขึ้นจนเกือบจะผ่าครึ่งก้อนหิน แสงสีฟ้าเริ่มริบหรี่จนเกือบจะเป็สีเทา
"อย่าแตกนะโว้ยยย! หินข้า... หินของข้า...!"
* * *
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมกระท่อมเก่าๆ อีกครั้งเมื่อแสงสว่างจากอักขระบนตัวหม้อดับวูบลง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจหนักหน่วงของหลี่ฟานที่ดังก้องแข่งกับเสียงหัวใจ
ดวงตาของเด็กหนุ่มจับจ้องไปที่ก้อนหินิญญาข้างหม้อด้วยความหวาดหวั่น สภาพของมันตอนนี้เปลี่ยนจากก้อนผลึกสีฟ้าใสกระจ่าง กลายเป็ก้อนวัตถุสีเทาด้านๆ ที่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าว
เขายื่นนิ้วที่สั่นเทาไปแตะมันเบาๆ ราวกับกลัวว่ามันจะเจ็บ
กรอบ...
เพียงแค่ปลายเล็บสะกิด หินิญญาก้อนนั้นก็แตกสลายกลายเป็กองฝุ่นผงสีเทา ร่วงกราวลงกองกับพื้นโต๊ะไม้ ไม่เหลือเค้าโครงของเงินตราที่มีค่าที่สุดในโลกผู้ฝึกตนอีกต่อไป
"หนึ่งก้อน... ไปแล้ว..." หลี่ฟานครางออกมาเหมือนคนิญญาหลุดออกจากร่าง "ข้าวต้มห้าร้อยชามของข้า... หายไปในพริบตา"
ความเ็ปแล่นริ้วขึ้นมาจากหน้าอก แต่ความอยากรู้อยากเห็นกลับมีมากกว่า เขาปาดเหงื่อที่ไหลย้อยเข้าตา แล้วเอื้อมมือไปเปิดฝาหม้อดินเผาที่ยังคงมีความอุ่นหลงเหลืออยู่
ฟู่ววว...
ทันทีที่ฝาหม้อถูกยกขึ้น ไอหมอกสีขาวจางๆ ก็พวยพุ่งออกมา ปะทะเข้ากับใบหน้าของหลี่ฟาน กลิ่นเหม็นไหม้ของยาเสียและกลิ่นอับของกระท่อมถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมสมุนไพรสดชื่นที่รุนแรงจนจมูกโล่ง ราวกับเขาได้ยืนอยู่กลางทุ่งหญ้าหลังฝนตก
หลี่ฟานชะโงกหน้าลงไปมองก้นหม้อ ดวงตาของเขาเบิกกว้างจนแทบถลน
ท่ามกลางความมืดในก้นหม้อ เม็ดยาทรงกลมเกลี้ยงเกลาขนาดเท่าหัวแม่มือวางสงบนิ่งอยู่ตรงกลาง ผิวของมันขาวนวลเนียนละเอียดสะท้อนแสงตะเกียงน้ำมันเป็มันวาว ไม่มีร่องรอยขรุขระหรือจุดด่างดำของ 'พิษไฟ' แม้แต่นิดเดียว
"นะ... นี่มัน..."
มือที่เปื้อนดินโคลนหยิบเม็ดยานั้นขึ้นมาส่องกับไฟ แสงสีขาวนวลตาแผ่ออกมาจากตัวยาบ่งบอกถึงความบริสุทธิ์ของมัน
"ยารวมลมปราณ... ระดับกลาง!"
หลี่ฟานแทบจะกรีดร้องออกมาด้วยความบ้าคลั่ง เขารีบตะปบปากตัวเองไว้ ก่อนจะหัวเราะในลำคอเสียงดัง หึหึหึ ไหล่ทั้งสองข้างสั่นระริก
สมองของพ่อค้าหน้าเืในหัวเริ่มดีดลูกคิดด้วยความเร็วสูงทันที
"ทุนวัตถุดิบ... เศษขยะที่เก็บมาฟรีๆ ตีเป็ศูนย์"
"ทุนเชื้อเพลิง... หินิญญา 1 ก้อน"
"ราคาตลาดของยารวมลมปราณระดับกลาง... ขั้นต่ำขายได้ 3 หิน หากเจอพวกคุณหนูหน้าโง่อาจปั่นราคาได้ถึง 5 หิน!"
ตัวเลขสีทองลอยวนเวียนในหัวของเขา
"กำไร! กำไรเน้นๆ อย่างน้อย 200 เปอร์เซ็นต์! บ้าไปแล้ว! นี่ข้าไม่ได้กำลังเล่นแร่แปรธาตุ... แต่ข้ากำลังพิมพ์เงินใช้เอง!"
ความโลภเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะ ความหวาดกลัวเื่เสียเงินเมื่อครู่ถูกถีบตกเหวไปจนหมดสิ้น สายตาของหลี่ฟานเบนไปยัง "หินิญญาก้อนสุดท้าย" ที่วางอยู่ใต้แผ่นกระเบื้อง
นั่นคือเงินก้อนสุดท้ายในชีวิต คือหลักประกันความปลอดภัยเดียวที่เขามี หากเกิดอะไรขึ้นเขาจะไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อข้าวกินพรุ่งนี้
"ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนสูง... ถ้าไม่กล้าได้กล้าเสีย ชาตินี้ก็เป็ได้แค่ไอ้ขี้ข้าเฝ้าสวน!"
หลี่ฟานกัดฟันกรอด คว้าหินิญญาก้อนสุดท้ายวางกระแทกลงข้างหม้อทันที เขารีบกวาดเอายาเสียสีดำเมี่ยมอีกสองเม็ดที่เหลือโยนลงไปในหม้อแล้วกระแทกฝาปิด
ครืนนนนน!
หม้อสมาสคุณสั่นะเือีกครั้ง คราวนี้หลี่ฟานไม่กลัวอีกแล้ว เขามองดูหินิญญาก้อนสุดท้ายค่อยๆ แตกสลายกลายเป็ผุ่นผงด้วยแววตาที่เป็ประกายระยับ ยิ่งหินแตกเร็วเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งตื่นเต้นเท่านั้น
วิ้ง!
เมื่อความสงบกลับคืนมา หลี่ฟานเปิดฝาหม้อด้วยความเร็วแสง คว้าเม็ดยาสีขาวนวลเม็ดที่สองออกมาวางคู่กันบนฝ่ามือ
ตอนนี้... บนโต๊ะไม่มีหินิญญาเหลืออยู่เลยแม้แต่ก้อนเดียว เงินสดในตัวเขาคือ ศูนย์
แต่ในมือของเขา คือยารวมลมปราณระดับกลาง 2 เม็ด ที่มีมูลค่ารวมกันในตลาดไม่ต่ำกว่า 6 ถึง 10 หินิญญา!
ครืด... จ๊อกกกก...
เสียงท้องร้องดังลั่นขัดจังหวะความปิติยินดี ความหิวโหยที่สะสมมาหลายวันเริ่มประท้วงอย่างรุนแรง บวกกับอาการมึนหัวจากพิษยาที่สูดดมเข้าไปในป่าขยะ ทำให้หลี่ฟานหน้ามืดวูบ เขาเซล้มลงนั่งบนเก้าอี้ ยืนแทบไม่อยู่
สายตาพร่ามัวมองดูเม็ดยาสีขาวในมือ กลิ่นหอมของมันยั่วยวนน้ำลายจนท่วมปาก สัญชาตญาณร่างกายบอกให้เขากลืนมันลงไปเดี๋ยวนี้ พลังปราณในยาเม็ดนี้เพียงพอที่จะรักษาอาการป่วย ขับพิษ และทำให้อิ่มท้องไปได้อีกสามวัน แถมยังช่วยเพิ่มระดับพลังบำเพ็ญได้อีกด้วย
หลี่ฟานยกเม็ดยาขึ้นจ่อที่ริมฝีปากที่แห้งผาก...
"กิน... ไม่ได้..."
เขาหยุดมือตัวเองไว้กลางอากาศ มือสั่นระริกขณะต่อสู้กับความอยากของตัวเอง
"นี่ไม่ใช่ขนม... นี่มันคือเงิน! คือค่าคุ้มครอง! คือชีวิตของข้า!" หลี่ฟานะโด่าตัวเองในใจ "ถ้าข้ากินมันเข้าไปหนึ่งคำ ก็เท่ากับข้าเคี้ยวหินิญญาเล่นไป 5 ก้อน! ไอ้ตะกละ! เอ็งจะกินบ้านกินเมืองหรือไง!"
เขารีบเก็บยาใส่ขวดหยกเก่าๆ ที่แตกตรงปากขวด แล้วยัดมันลงไปในอกเสื้อ ประคองขวดนั้นไว้อย่างหวงแหนยิ่งกว่าไข่ในหิน
ตอนนี้เขามีสินค้าค่าควรเมืองอยู่ในมือ แต่ปัญหาใหญ่ระลอกใหม่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น...
เขามีของ แต่ไม่มีเงินสดสักอีแปะเดียว... และที่สำคัญ หลี่ฟานเป็เพียงศิษย์สายนอกผู้ต่ำต้อย พลังยุทธ์แค่ขั้น 3 แถมไม่มีคนหนุนหลัง ถ้าเขาเดินดุ่มๆ เอาของระดับนี้ไปขายในตลาดสำนักตามปกติ มีหวังถูกพวกศิษย์อันธพาลดักตีหัวแย่งของไปฟรีๆ แน่
"ต้องไปที่นั่น..."
หลี่ฟานหันไปมองออกไปนอกหน้าต่าง ทิศทางที่มืดมิดที่สุดของหุบเขา ด้านหลังสำนักที่เป็เขตต้องห้ามสำหรับศิษย์ดีๆ ทั่วไป
"ตลาดมืดหุบเขาจันทราดับ"
ที่นั่นรับซื้อทุกอย่าง ไม่ถามที่มา ไม่สนชื่อเสียง ขอแค่มีของดีก็แลกเป็เงินได้ แต่ที่นั่นก็เต็มไปด้วยเสือสิงห์กระทิงแรด พวกมารนอกรีต และโจรในคราบนักบุญ สำหรับลูกแกะอย่างเขา การเดินเข้าไปในนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับเอาเนื้อสดไปแกว่งล่อหน้าปากถ้ำเสือ
"ต้องวางแผน... ข้าต้องปลอมตัว ต้องเตรียมทางหนีทีไล่..." หลี่ฟานพึมพำ แววตาที่อิดโรยกลับมาฉายแสงแห่งความเ้าเล่ห์ "และข้าจะไม่ยอมเสียค่านายหน้าแม้แต่แดงเดียว!"