บทที่ 30
ขอให้ฉันได้กลับไป
เอวาฟังคำพูดของอีกฝ่าย พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอารมณ์ของตัวเองเอาไว้และเอ่ยถามกลับไป
“ตาแก่ อาร์ติแฟกต์ของคุณ มันสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาให้ผู้ฝึกได้อย่างไร?”
อีกฝ่ายหยุดคิดเล็กน้อยกับคำถามนี้ เหตุผลที่เขาลังเลก็เพราะผลลัพธ์ของสิ่งนั้น ยังไม่เคยปรากฏให้เห็นต่างหาก ชายชราได้รับอาร์ติแฟกซ์ที่เป็วิธีวาดวงแหวนอัญเชิญมาจากดันเจี้ยนโบราณ เวลานั้นอดีตเพื่อนร่วมทีมของเขาวิเคราะห์ไว้ว่า วงแหวนเวทย์นี้สามารถอัญเชิญพลังลึกลับเข้าสู่ร่างกายได้ เป็อาร์ติกแฟกต์ระดับสูงที่ไม่สามารถประเมินค่าได้
เดิมทีชายชราคิดว่า วงแหวนเวทย์บนอาร์ติแฟกต์อาจเป็การประทับร่างของเทพหรือปีศาจตนใดเพื่อใช้เสริมสร้างความแข็งแกร่ง จึงไม่คิดสนใจและเคยใช้มัน แต่ครั้งแรกที่ชายชราได้เห็นเอวาลีน เขาก็คิดไว้แล้วว่าจะต้องมีบางสิ่งผิดแปลกไป
ไม่ว่าจะเป็อาร์ติแฟกต์ หรือ วิธีอัญเชิญบทใดในโลกใบนี้ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพร์ของคนธรรมดาให้กลายเป็อัจฉริยะได้ ความเป็ไปได้ที่พอจะคิดออก ก็คือพลังเวทย์ที่ใช้สำหรับการอัญเชิญนั้น ยังคงทำงานอยู่ตลอดเวลา
‘หรือว่าอาร์ติแฟกต์ชิ้นนั้น สร้างการอัญเชิญประทับร่างแบบถาวร เพียงแต่ของแบบนี้มีอยู่ในทวีปเวอร์เทมแบร์กด้วยหรือไง!!??’ ชายชราได้แต่ถามตัวเองอยู่ในใจ
สำหรับจอมเวทย์ระดับห้าวงแหวนขึ้นไปพวกเขาสามารถอัญเชิญเทพปีศาจให้มาสถิตกับร่างตนเอง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและเปลี่ยนแปลงวิธีการต่อสู้ได้ แต่เมื่อมานาของคนผู้นั้นหมดลง การอัญเชิญจะถูกยุติ ิญญาจาก์หรือนรกจะถูกส่งกลับไปยังที่เดิมของพวกมัน แต่สำหรับเด็กสาวตรงหน้าแล้ว เหตุใด ิญญาที่ถูกอัญเชิญมาถึงไม่กลับไปยังสถานที่ที่จากมา
“เ้าอยู่ในร่างกายนี้มานานขนาดไหนแล้ว??”
เอวาตอบไปด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองเล็กๆ “สี่ถึงห้าเดือนได้แล้วมั้ง สามเดือนในตระกูลโบมอน กับอีกหนึ่งเดือนที่ใช้เดินทางมาที่นี่ การที่ฉันมาเพราะ้าคำตอบและวิธีกลับไป”
จากนั้นเธอก็ได้เล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นกับตัวเองตลอดสี่ปี การต่อสู้ของระหว่างเธอในโลกที่แล้ว รวมไปถึงระยะเวลาเกือบห้าเดือนที่ต้องมาติดอยู่ในบนโลกใบนี้ให้ทั้งสองคนได้ฟัง
ฟังเื่ราวจากปากของหญิงสาว ถึงกับทำให้ชายชราถึงกับยกเท้าขึ้นมาก่ายหน้าผากของตัวเองด้วยอาการปวดหัวอย่างที่สุด ต้นสายปลายเหตุทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากตัวเขา ใครจะไปคิดว่า เอวาลีนและอาร์ติกแฟกต์โบราณ ได้นำพาสิ่งมีชีวิตจากโลกอื่นมาจุติยังทวีปเวอร์เทมแบร์ก สำหรับเขาแล้วมันคือความรู้สึกผิดและความละอายต่อโชคชะตาที่อีกฝ่ายได้รับ
ชายชราถอนหายใจอยู่หลายครั้ง เขารวบรวมความกล้าอยู่นาน จึงเอ่ยถามไปอย่างไม่เต็มเสียง “แล้วเ้า...แล้วเ้า ้าให้ข้ารับผิดชอบอย่างไร??”
ได้ยินแบบนั้น เอวาเค้นเสียงในลำคอด้วยความหงุดหงิด “มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ส่งฉันกลับไปยังโลกเดิมที่จากมาได้แล้ว”
เฮ้ออ...อีกฝ่ายถอนหายใจยาว ไม่รู้นับได้เป็ครั้งที่เท่าไหร่ ก่อนจะพูดออกมาด้วยเสียงเรียบเฉย ผู้ฟังสามารถรับรู้ถึงความจริงจังในคำพูดได้ทันที
“ข้าขอโทษด้วยจริงๆ แต่ข้าไม่รู้วิธีส่งเ้ากลับไป และถึงแม้จะมีวิธี ข้าคิดว่าเ้าคงไม่สามารถกลับไปได้อีกแล้ว”
หว่างคิ้วของเอวาขมวดเข้าหากันเป็เส้นตรง เธอรีบถามอย่างร้อนใจ
“หมายความว่าอย่างไร??”
“อันดับแรก อาร์ติแฟกต์นั้นไม่ใช่สิ่งที่ข้าสร้างขึ้น แต่เป็สิ่งของที่บังเอิญได้มา เดิมทีคิดว่าเป็เพียงการอัญเชิญภูตศักดิ์สิทธิ์มาเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับยัยหนูเอวาลีนก็เท่านั้น หากข้ารู้ว่าวิชานี้มันจะยุ่งเกี่ยวกับเส้นชีวิตและเส้นมิติของผู้คนจากโลกอื่น ข้าคงไม่นำมันออกมาแต่แรก และสอง ข้ากำลังสงสัย...” ชายชราหยุดคำพูดตรงนี้พร้อมกับจ้องไปที่ใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างจริงจัง
“ลองคิดดูนะ เวทย์อัญเชิญสามารถอัญเชิญสิ่งใดมาก็ได้ ความรู้เื่การอัญเชิญเหมือนกับห้วงจักรวาลที่ไร้จุดสิ้นสุด แต่แล้วเหตุผลใด จากความเป็ไปได้นับล้าน พวกเ้าสองคนที่มีความคล้ายคลึงกันถึงถูกอัญเชิญเข้ามาอยู่ในร่างกายเดียวกันได้??”
คำกล่าวของอีกฝ่าย ทำให้เอวามึนงงไปชั่วขณะ เธอรู้สึกเหมือนกับว่าความหวังกำลังจะจากเธอไป
ชายชรายังคงกล่าวต่อไป “การที่ดวงิญญาของเ้าสามารถประสานเข้ากลับร่างกายของเอวาลีน หากมองสิ่งที่เกิดเผินๆมันก็คือวิชาอัญเชิญที่ได้ดึงดูดิญญาของเ้ามาที่นี่เพื่อช่วยเหลือเ้าของร่างเดิม แต่หากมองให้กว้างขึ้น ไม่ใช่ว่าอาร์ติแฟกต์โบราณนั้น ได้ช่วยไม่ให้ดวงจิตที่ไร้กายหยาบของเ้า แตกสลายไปตามวัฏจักรหรอกหรือ?”
“คุณกำลังบอกว่า ในการต่อสู้ครั้งนั้น ฉันเป็ฝ่ายพ่ายแพ้และได้ตายไป?? หากไม่ใช่เพราะเอวาลีนวาดวงแหวนเวทย์อัญเชิญฉันมาที่นี่ได้สำเร็จ ดวงจิตของฉันคงแตกดับสูญสลายไปแล้ว??” เธอเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่าย้าสื่อออกมา หากแต่ลึกในใจไม่สามารถยอมรับมันได้
“แล้วเพราะเหตุใด ฉันถึงได้ยินเสียงของเอวาลีนและรับรู้ความรู้สึกของเธอมาตลอดสี่ปีละ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร??”
“อาจเป็เพราะว่า...เ้าไม่ได้มาที่นี่เป็ครั้งแรก บางทียัยหนูเอวาลีน สามารถอัญเชิญและเคยใช้ความแข็งแกร่งของเ้ามาก่อน ในยามที่เ้าตกอยู่ในห้วงนิทรา ความทรงจำสองโลกถึงได้ทับซ้อนกันจนแยกได้ยาก” พูดถึงตรงนี้ ชายชราส่ายศีรษะเบาๆ “มันเป็เพียงการคาดเดาของข้าเท่านั้น”
“พูดต่อสิ ถึงจะเป็การคาดเดาก็ตาม” เอวาหวังให้อีกฝ่ายพูดทุกสิ่งที่รู้เกี่ยวกับเธอออกมาให้หมด
เดิมทีชายชราไม่้าพูดทั้งหมด เพราะกลัวหญิงสาวผิดหวังและรับไม่ได้ แต่ในเมื่อจิตใจของเธอแข็งแกร่งและพร้อมรับฟัง จึงได้พูดในสิ่งที่คิดออกมา
“ถ้าให้ข้าเดา...เอวาลีนและเ้าถึงเวลาตายในห้วงเดียวกัน แต่ร่างกายของเอวาลีน มีวงแหวนเวทย์ที่เป็อาร์ติแฟกต์โบราณอยู่กับตัว จึงได้นำพาดวงิญญาที่แข็งแกร่งกว่าเข้ามาเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิต ราวกับว่าทั้งสองคนได้ถือกำเนิดใหม่ด้วยร่างกายของเอวาลีนแต่เป็ดวงจิตของเ้า และหากที่ข้าคิดถูกต้อง ร่างกายของเ้าในโลกเดิมคงไม่มีอยู่อีกแล้ว ต่อให้ข้าสามารถช่วยให้เ้ากลับไปได้ ก็ไร้ซึ่งภาชนะที่จะแบกรับดวงจิตได้อีก”
ความเป็จริงที่ได้ยิน ทำให้บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบ เอวาไม่อาจยอมรับสิ่งที่อีกฝ่ายอธิบายออกมาได้จริงๆ แต่เมื่อเรียบเรียงข้อมูลทั้งหมด และคิดถึงความสมเหตุสมผลแล้ว การลงต่อสู้ระหว่างเธอและฮาเดส คงจะจบลงด้วยความตายของเธอ
เอวาไม่อาจยอมรับตัวเองในสภาพนี้ได้ เธอไม่้าอยู่ในโลกที่ไม่รู้จัก โลกที่ไม่มีญาติสนิทแม้เพียงคนเดียวแบบนี้
“คุณพอจะมีวิธีส่งดวงิญญาของฉันกลับไป ไม่ว่าจะเป็ร่างกายของขอทาน ร่างกายของชายชรา หรือจะร่างกายของคนป่วยติดเตียงก็ได้ ฉันไม่ติดขัดอะไรทั้งนั้น ขอโอกาสให้ฉันได้กลับไปและตายที่นั้นเถอะ...ฉันไม่ใช่คนของโลกนี้จริงๆ” น้ำเสียงที่เอวาใช้ตอนนี้ปราศจากซึ่งความโกรธหรือโทสะ แต่มันเป็น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความปรารถนา ความเศร้าและเสียงวิงวอน ประหนึ่งครั้งที่เอวาลีนเคยร้องขอความปรารถนาต่อหน้าชายชราอย่างไม่ผิดเพี้ยน…