ณ เมืองเฟยจิน เป็เมืองเล็ก ๆ อยู่ในภูมิภาคเย่วิ เมืองเฟยจินในอดีตเคยเป็เมืองที่รุ่งเรืองมาก่อน เพราะเคยมีสำนักที่รุ่งโรจน์ในอดีต มีชื่อว่าสำนักธาราพิภพ ด้วยความที่สำนักธาราพิภพได้ผลิตนักสู้ที่เก่งกาจ ทำให้สำนักธาราพิภพมีชื่อเสียงโด่งดังแพร่กระจายไปทั่วยุทธภพ ทำให้เมืองเฟยจินมีคนเดินทางมาเยี่ยมชมเป็จำนวนมาก ทำให้เศรษฐกิจเฟื่องฟู การค้าขายทั้งของกิน ของใช้ ยาหรือของวิเศษหายาก ล้วนหาได้จากเมือง
เฟยจินทั้งสิ้น
แต่ในปัจจุบันชื่อของสำนักธาราพิภพได้เลือนหายไปตามกาลเวลากลายเป็สำนักที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม จากสำนักที่เคยมีคนเป็พันคนแต่ตอนนี้กลับเหลือเพียงแค่ 30 กว่าคน เมือง
เฟยจินที่แต่ก่อนเคยมีผู้คนนับพันนับหมื่นแต่ปัจจุบันมีอยู่เพียง 300 กว่าคน สถานที่ที่เคยรุ่งเรืองมาก่อนแต่ตอนนี้เห็นเพียงแค่เศษซากบ้านเรือนหรือร้านเก่าๆ ที่พังยับเยินหรือใกล้พังแล้ว
สำนักธาราพิภพตั้งอยู่ทางตอนบนของเมืองเฟยจินและด้านหลังสำนักมีหนองน้ำขนาดใหญ่ รอบๆ หนองน้ำมีต้นไม้พืชพันธ์เขียวขจีเรียงรายเต็มไปหมด ขนาดของสำนักมีขนาดกว้างใหญ่พอสมควร แต่คนที่อาศัยอยู่ในสำนักกลับมีไม่กี่คน สำนักเต็มไปด้วยพืชพรรณขึ้นมาเกาะทั้งกำแพง พื้นทางเดิน สำนักในตอนนี้ทรุดโทรมพอสมควรด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่ทำให้คนในสำนักทำความสะอาจได้ทั่วถึง
ณ ลานกว้างสำหรับฝึกวิทยายุทธ์ กำลังมีศิษย์สำนักธาราพิภพฝึกฝนวรยุทธ์กันอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็มีศิษย์ในสำนักเดินออกมาหาท่านเ้าสำนัก
“ท่านเ้าสำนัก พวกข้าจะขอออกจากสำนัก” ศิษย์ในสำนักสองคนกำลังคุยกับเ้าของสำนัก
“พวกเ้าอยากจะออกแล้วสินะ” เ้าของสำนักดูมีอายุมากพอสมควร อายุประมาณ 50 ปี มีหนวดยาวสีขาว กำลังพูดคุยกับคนในสำนัก
“ต้องขออภัยด้วยท่านเ้าสำนัก พวกข้าว่าจะออกเดินทางเพื่อฝึกตัวเองให้แข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิม”
“งั้นเหรอ ถ้าอย่างงั้นก็ขอให้พวกเ้าโชคดีละกัน” จากนั้นทั้งสองคนก็เดินออกจากสำนักธาราพิภพไป
ขณะที่อดีตศิษย์ที่พึ่งออกจากสำนักกำลังเดินออกไปนอกตำหนักก็มีชายคนหนึ่งคนเข้ามาหาเ้าสำนักเพื่อพูดคุย
“ท่านเ้าสำนักหยางเหวิน มีคนออกจากสำนักของเราอีกแล้วเหรอ”
“ใช่แล้วซือฮุ่ย”
“ดูเหมือนว่า สำนักธาราพิภพก็คงใกล้จะล่มสลายแล้วสินะ”
เมื่อเ้าสำนักหยางเหวินพูดเสร็จก็มีสีหน้าที่ไม่ค่อยดีมากนัก ซือฮุ่ยเลยพูดแทรกขึ้นมา
“ท่านหยางเหวินอย่าพูดแบบนั้นเลย ข้าไม่อยากให้สำนักธาราพิภพต้องปิดตัวลง ที่ข้ามีวันนี้ได้ก็เพราะว่าได้สำนักธาราพิภพและท่านหยางเหวินรับข้าเป็ศิษย์”
“ซือฮุ่ยเอ้ย ในชีวิตนี้ไม่มีอะไรแน่นอนหรอกนะ มีขึ้นก็ย่อมมีลง เหมือนที่แต่ก่อนสำนักธาราพิภพเคยรุ่งเรืองมาก่อนแต่บัดนี้ชื่อเสียงก็เริ่มน้อยลง จนเริ่มไม่เป็ที่รู้จักไปซะแล้ว วิชาของสำนักเราที่เน้นไปในเื่ของกระบวนท่าเป็หลัก ต่อกรยากกับพวกที่ฝึกปราณแล้วแปลงเป็ธาตุต่างๆ มาใช้ในการต่อสู้ ศิษย์ของสำนักเราก็แค่ฝึกกระบวนท่าการต่อสู้และเลื่อนระดับพลังจากขั้นปฐมภูมิกลายเป็ขั้นิญญาก็ถือว่าเสร็จสิ้นการสอนของสำนักธาราพิภพเรียบร้อย”
“ที่ท่านพูดมาแบบนี้ มันมีจุดขัดแย้งอยู่นะ ท่านบอกว่าสำนักธาราพิภพเน้นในเื่กระบวนท่าเป็หลักไม่สามารถสู้กับพวกที่ใช้ลมปราณแปลงเป็ธาตุต่าง ๆ ได้ แล้วทำไมสำนักธาราพิภพในอดีตถึงมีชื่อเสียงโด่งดังกันล่ะ”
“อาจเป็เพราะว่าแต่ก่อนการแปลงธาตุลมปราณยังไม่เป็ที่แพร่หลายมากนักล่ะมั้ง แต่สมัยนี้อะไรก็เปลี่ยนไปหมด สำนักอื่นก็ใช้การแปลงลมปราณเป็ธาตุต่างๆ เพื่อเพิ่ม
สมรรถภาพในการต่อสู้”
การแปลงลมปราณเป็ธาตุต่างๆ จะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 ธาตุหลัก นั่นคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และมีธาตุพิเศษอีกหลายชนิด แต่ธาตุพิเศษเ่าั้ก็มีรากฐานมาจากธาตุหลัก 4 ประเภท
“เอาล่ะ ศิษย์ทุกคนแยกย้ายได้”
เมื่อท่านเ้าสำนักหยางเหวินพูดเสร็จ ศิษย์ของสำนักที่กำลังฝึกซ้อมก็ได้แยกย้าย
ขณะที่ศิษย์ของสำนักกำลังแยกย้ายก็ได้มีศิษย์ 2 คนเดินเข้ามาหาซือฮุ่ยและเ้าสำนักหยางเหวินที่กำลังคุยกันอยู่
“คาราวะท่านหยางเหวิน”
“เป็อย่างไรบ้างซือฮุ่ย เ้าฝึกถึงไหนแล้ว”
ศิษย์พี่ 2 คนพูดคุยกับซือฮุ่ยอย่างเป็กันเอง คนหนึ่งมีชื่อว่าเหอผิงส่วนอีกคนชื่อฟาหยาง
“ตอนนี้ข้าฝึกลมปราณถึงขั้นปลายของระดับปฐมภูมิได้สักพักแล้ว”
ระดับขั้นลมปราณจะมีระดับปฐมภูมิ ิญญา มหาิญญา ปรมาจารย์ พรหมยุทธ์ จักรพรรดิ บรรพบุรุษ ราชันย์ และมหาราชันย์ รวมทั้งหมด 9 ขั้น เรียงตามลำดับความแข็งแกร่งของพลังลมปราณ ซึ่งระดับมหาราชันย์เป็ระดับที่สูงที่สุด
ในแต่ละระดับของลมปราณก็จะแยกย่อยได้อีก เป็ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลาย ยกเว้นระดับมหาราชันย์ จะไม่มีขั้นแยกย่อยอีก โดยขั้นแยกย่อยผู้ฝึกฝนสามารถรับรู้ระดับพลังของตนเองได้แค่คร่าวๆ เท่านั้น
“ถึงขั้นปลายแล้วอย่างงั้นเหรอ ทำได้ไม่เลวเลยซือฮุ่ย” ศิษย์พี่เหอผิงพูดกับซือฮุ่ย
“ซือฮุ่ยยังอ่อนหัดมากนัก ถ้าเทียบกับศิษย์พี่เหอผิงและศิษย์พี่ฟาหยางที่บรรลุระดับิญญา” ซือฮุ่ยพูดกับศิษย์
เหอผิงด้วยท่าทีสุภาพ
“เ้ายังเด็ก มีอายุเพียงแค่ 15 ปี อนาคตยังอีกยาวไกล ไม่ต้องถ่อมตัวขนาดนั้นก็ได้” ศิษย์พี่ฟาหยางพูดคุยกับซือฮุ่ย
ขณะที่ทั้ง 3 คนกำลังคุยกัน ท่านเ้าสำนักก็ได้เดินออกไปก่อนหน้านี้ ข้างนอกมีเสียงเอะอะโวยวาย เสียงดังมาจากหน้าทางเข้าสำนัก เป็พื้นที่โล่งกว้าง สิ่งปลูกสร้างไม่ค่อยจะมี ข้างๆ มีวัชพืชสีเขียวเกาะตามสิ่งปลูกสร้าง มีคนนอกกลุ่มหนึ่งกำลังมีปากเสียงกับคนในสำนักธาราพิภพ
“ไหนๆ นี่น่ะเหรอสำนักที่เคยรุ่งโรจน์ในอดีต เห็นว่าคนในสำนักนี้มีแต่คนที่มีฝีมือเก่งกาจ แต่เท่าที่ฉันดูก็มีแต่พวกไก่อ่อนทั้งนั้นเลยนิ”
เมื่อพูดเสร็จคนกลุ่มนี้ ก็พากันหัวเราะชอบใจกันใหญ่ ในขณะที่คนกลุ่มนี้กำลังหัวเราะอยู่ เหอผิง ฟาหยางและซือฮุ่ยก็ได้เดินมาถึงข้างหน้าของสำนัก
“นึกว่าใครที่ไหน ที่แท้ก็คนของสำนักเหล็กกล้าที่เอาแต่เห่านี่เอง”
ฟาหยางได้พูดต่อล้อต่อเถียงกับคนที่มาหาเื่
“น...นี่แก อย่าปากดีให้มันมากนัก คนของสำนักพวกแกส่วนมากอยู่ระดับขั้นพลังขั้นปฐมภูมิเท่านั้นเอง ย้ายมาอยู่สำนักเหล็กกล้าของพวกเราสิ พวกแกจะไปได้ไกลกว่านี้อย่างแน่นอน ศิษย์ของสำนักพวกเรามีพลังบรรลุระดับิญญากันทั้งนั้น”
“ใครจะไปอยู่กับพวกที่ชอบใช้กำลังข่มเหงกันล่ะ”
ฟาหยาง ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่รุนแรง
“โห นี่ฉันกลายเป็คนไม่ดีในสายตาพวกไปซะแล้วเหรอเนี่ย”
เมื่อพูดเสร็จคนของสำนักเหล็กกล้าก็เริ่มเคลื่อนไหวตัวเองอย่างรวดเร็ว จนเหอผิงไม่ทันตั้งตัว แล้วใช้พลังฝ่ามือเหล็กกล้า โดยแปลงลมปราณให้กลายเป็เหล็กส่วนมือ บีบคอ
เหอผิง
“ใช้กำลังแล้วมันผิดอย่างงั้นเหรอ ไม่เกี่ยวว่าดีหรือเลวทั้งนั้น ผู้แข็งแกร่งคือผู้ที่กำหนดทุกสิ่ง”
เสียงร้องของเหอผิงที่กำลังถูกบีบคอทำให้คนอื่นๆ ของสำนักธาราพิภพต่างพากันหวาดกลัวจนไม่กล้าต่อสู้ แต่ฟาหยางก็เข้ามาปะทะกับคนที่กำลังบีบคอเหอผิง
เมื่อคนของสำนักเหล็กกล้าเห็นฟาหยางกำลังเข้ามาช่วย เขาก็ได้ยกเหอผิงขึ้นมาด้วยมือข้างเดียวอย่างง่ายดายอันเนื่องมาจากขนาดลำตัวของบุคคลนี้ มีลำตัวที่ค่อนข้างใหญ่พอสมควร เมื่อยกเหอผิงได้สำเร็จคนของสำนักเหล็กกล้าก็ได้โยนเหอผิงใส่ฟาหยางที่กำลังวิ่งเข้าใส่ทำให้ฟาหยางโดนร่างกายของ
เหอผิงที่ถูกโยนเข้าอย่างจัง กระเด็นลงไปนอนกับพื้นทั้งคู่
เมื่อซือฮุ่ยเห็นศิษย์พี่ทั้งสองโดนทำร้าย ก็พุ่งเข้าใส่คนของสำนักเหล็กกล้าที่มาทำร้ายศิษย์พี่ทั้งสอง ซือฮุ่ยใช้วิชาต่อสู้ระยะประชิดของสำนักธาราพิภพในการหลบหลีกการโจมตีฝ่ามือเหล็กกล้าของศัตรู พร้อมกับโจมตีสวนคืนด้วยการใช้ฝ่ามือกระแทกพร้อมกับพลังลมปราณ แต่ศัตรูก็สามารถสกัดฝ่ามือของซือฮุ่ยเอาไว้ได้โดยใช้ฝ่ามือเหล็กกล้าป้องกัน
“ไอ้หนูนี่ ทำเป็เก่งนะแก”
ขณะที่ศัตรูกำลังพูด ก็ได้เตรียมโจมตีซือฮุ่ยด้วยกำปั้นที่ห่อหุ้มไปด้วยเหล็กกล้าที่แข็งแกร่ง ซือฮุ่ยยกแขนแขนห่อหุ้มลมปราณขึ้นมาเพื่อป้องกัน แต่ก็ไม่สามารถป้องกันเอาไว้ได้
ซือฮุ่ยถูกต่อยกระเด็นไปชนเสาหินจนพังยับเยิน
สาเหตุที่ซือฮุ่ยแพ้ อันเนื่องมาจากเคล็ดวิชาฝ่ามือเหล็กกล้าสุดแกร่งและระดับพลังของศัตรูอยู่ระดับิญญา แต่ระดับพลังของซือฮุ่ยนั้นแค่ระดับปฐมภูมิเท่านั้น ซึ่งระดับ
ปฐมภูมิเป็ขั้นแรกสุด ต้องฝึกเพื่อเปิดช่องของเส้นลมปราณที่ปิดออกให้หมด จึงจะสามารถควบคุมลมปราณได้อย่างอิสระ ถ้าสามารถทะลวงเส้นลมปราณได้หมด ก็จะสามารถควบคุมลมปราณที่ไหวเวียนภายในร่างกายได้อย่างเต็มที่ เมื่อทำได้ดังที่กล่าวมาก็จะถือว่าบุคคลนั้นบรรลุระดับจากขั้นปฐมภูมิกลายเป็ขั้นิญญาเรียบร้อย แต่ซือฮุ่ยอยู่แค่ขั้นปฐมภูมิ ขั้นปลาย โดยขั้นปลายของระดับปฐมภูมิสามารถทะลุทะลวงเส้นลมปราณที่อุดตันได้เกือบหมดแล้ว แต่ก็ยังเหลือบางเส้นลมปราณบางแห่งที่ยังไม่สามารถทะลวงจุดอุดตันดังกล่าวได้ จึงทำให้ซือฮุ่ยควบคุมลมปราณทั้งหมดภายในร่างกายของตัวเองได้ไม่เต็มที่
“คิดจะมาสู้กับฉันอย่างงั้นเหรอ อยู่แค่ขั้นปฐมภูมิแท้ๆ คิดจะมาต่อกรกับขั้นิญญาได้อย่างไรกัน”
“พอละ วันนี้แค่มาทักทายเฉยๆ ฉันไม่คิดที่จะสู้กับพวกอ่อนไปมากกว่านี้แล้ว กลับเลยละกัน”
“อ้อ จริงสิ ถ้าพวกแกอยากเข้าสำนักเหล็กของพวกเรา ก็ไม่ขัดข้องนะ พวกเราต้อนรับเสมอ เพราะตอนนี้สำนักของเรากำลังหาคนเพิ่มเพื่อขยายสำนัก แล้วพวกเราก็จะกลายเป็สำนักอันดับหนึ่งของเมืองเฟยจินแทนสำนักธาราพิภพ”
เมื่อพูดเสร็จ คนของสำนักเหล็กกล้าก็พากันแยกย้าย ส่วนคนของสำนักธาราพิภพก็ต่างพากันหวาดกลัวต่อพลังของสำนักเหล็กกล้า
“ไม่เอาแล้ว ข้าจะออกจากสำนักธาราพิภพแล้ว”
“นี่น่ะเหรอ สำนักอันโด่งดัง อดีตก็เป็ได้แค่อดีตสินะ นึกไม่ถึงเลยว่าจะตกต่ำถึงเพียงนี้”
“พวกเราย้ายไปที่สำนักเหล็กกล้ากันดีกว่า”
ศิษย์ของสำนักธาราพิภพต่างพากันตื่นตระหนกกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่ ทำให้บางคนเริ่มออกจากสำนัก
“นี่คงจะใกล้ถึงจุดจบของสำนักธาราพิภพแล้วสินะ” เ้าสำนักหยางเหวิน เข้ามาพูดคุยกับฟาหยาง เหอผิง และซือฮุ่ย
“ซือฮุ่ย เ้าาเ็มากไหม”
“ศิษย์พี่เหอผิง ไม่ต้องเป็ห่วงข้า ข้าป้องกันหมัดสุดท้ายได้ทันพอดี ถึงแม้ข้าจะโดนต่อยกระเด็นก็เถอะ”
ขณะที่เ้าสำนักหยางเหวิน เข้ามาพูดคุยกับศิษย์ ตะวันก็เริ่มลับขอบฟ้าลงเรื่อยๆ แสงที่ส่องลงมาจากดวงอาทิตย์เริ่มถูกบดบังทีละนิด ท้องฟ้าเริ่มกลายเป็ส้ม
“ท่านเ้าสำนัก ข้าไม่อยากให้สำนักธาราพิภพต้องปิดตัวลงเลย ข้าได้สำนักนี้ช่วยฝึกสอนอะไรหลายๆ ให้แก่ข้า ถึงแม้ว่าข้าจะไม่ได้มีพร์ที่โดดเด่นมากนัก ตอนที่ข้าไปสมัครเป็ศิษย์สำนักอื่นก็ไม่มีสำนักไหนต้อนรับข้าเลย แต่ก็มีสำนักธาราพิภพที่คอยรับข้าเป็ศิษย์”
“ข้าเข้าใจความรู้สึกของเ้าดี แต่สำนักเหล็กกล้าก็กำลังวางท่าข่มสำนักธาราพิภพของพวกเราทีละนิด เหตุผลก็เพราะอยากจะยึดอำนาจทั้งหมดและกลายเป็ผู้มีทรงอำนาจของเมืองเฟยจินแห่งนี้นั่นแหละ และตอนนี้สำนักธาราพิภพคงมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว”
เมื่อพูดคุยกันเสร็จ ทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำภารกิจส่วนตัวของตัวเอง
วันรุ่งขึ้น เ้าสำนักหยางเหวินก็ได้นัดประชุมกับศิษย์ในสำนักทุกคน
“เหลือศิษย์ในสำนักแค่ 5 คนเองเหรอ” ศิษย์ของสำนักเหลือแค่เหอผิง ฟาหยาง ซือฮุ่ย และคนอื่นอีก 2 คน
“เ้าสำนักหยางเหวิน วันนี้ข้าก็จะขอออกจากสำนัก” ศิษย์ของสำนักก็ออกจากสำนักไปอีกสองคน ทำให้ในตอนนี้เหลือศิษย์ในสำนักธาราพิภพเพียงแค่สามคนสุดท้ายนั่นคือเหอผิง
ฟาหยาง และซือฮุ่ย
“วันนี้ข้าก็จะมากล่าวอำลาทุกคน ก่อนที่จะปิดสำนักธาราพิภพแห่งนี้” เ้าสำนักหยางเหวินกล่าว
“นี่ท่านจะปิดสำนักธาราพิภพจริงๆ อย่างงั้นเหรอ ข้ายังอยากอยู่ที่สำนักธาราพิภพ”
“จะให้เปิดสำนักต่อมันคงเป็ไปไม่ได้หรอกนะ ด้วยจำนวนคนเพียงเท่านี้”
“ช่วยไม่ได้นะ ซือฮุ่ย”
“ถ้าอย่างงั้น ท่านเ้าสำนักหยางเหวิน พวกเราขอตัวออกเดินทางหาสำนักใหม่เพื่อฝึกฝนตัวเอง ขอคาราวะท่านเ้าสำนักที่คอยชี้แนะ” เมื่อพูดเสร็จเหอผิงและฟาหยางก็ได้เดินออกจากสำนัก
สีหน้าของซือฮุ่ยไม่ค่อยดีมากนัก จนเ้าสำนักหยางเหวินสังเกตได้
“ซือฮุ่ย ตามข้ามาสิ”
ซือฮุ่ยเดินตามเ้าสำนักเข้าไปในห้องแห่งหนึ่ง รอบๆ ห้องมีชั้นวางหนังสือเต็มไปหมด พอซือฮุ่ยได้หยิบขึ้นมาดูก็พบว่ามันเป็เคล็ดวิชาสำนักธาราพิภพทั้งหมด