หลินเสวี่ยอีน้ำตาไหลรินอย่างเงียบงันแต่หลินเสวี่ยหลานกลับไม่คิดจะปล่อยนางไป “ตอนที่เจ้ากินดีอยู่ดี หากคิดถึงท่านพ่อ ท่านแม่ และท่านย่าสักนิดพวกเขาก็คงไม่ตายหรอก ข้าเรียกเจ้ามาก็เพื่อให้เจ้าได้ดูสภาพอันน่าอนาถของท่านพ่อให้ดีแล้วถามมโนธรรมของตัวเจ้าดูว่าทำกับพวกเราได้ลงคอเชียวหรือ?”
การอ้างมโนธรรมอย่างดาษดื่นนี้ถือเป็นนิสัยอย่างหนึ่งของนางเอกที่ทำตัวเป็นดอกบัวขาว
หลินเสวี่ยจู๋ได้ฟังก็หัวเราะออกมา
เดิมทีนางไม่อยากโต้เถียงกับหลินเสวี่ยหลานตอนที่หลินเฉิงคุนกำลังจะสิ้นใจถึงอย่างไรการตายก็เป็นเรื่องใหญ่ แต่คำพูดของหลินเสวี่ยหลานจุดประกายอะไรบางอย่างในตัวของนาง
นางอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป “หลินเสวี่ยหลาน เจ้ามีชีวิตมาจนป่านนี้ก็ควรจะหัดพูดภาษาคนได้แล้วมารดาเจ้าหายตัวไปเพราะทำร้ายน้องชายข้าส่วนย่าของเจ้าก็ถูกบิดาเจ้าเหยียบจนปีนต้นไม้ไม่ไหว จากนั้นก็ตกใจตายเพราะหมาป่าส่วนบิดาเจ้าน่ะหรือ? โตถึงเพียงนี้แต่ยอมหิวไม่ยอมออกไปหาของกิน เมื่อตกอยู่ในสภาพเช่นนี้จะไปโทษผู้ใดได้?”
เดิมทีหลินเสวี่ยจู๋คิดว่าบทสนทนาระหว่างนางกับหลินเสวี่ยหลานจะต้องจบลงด้วยความโกรธเคืองของหลินเสวี่ยหลานอย่างแน่นอนทว่านางกลับไม่คาดคิดว่าหลินเสวี่ยหลานจะหาคำพูดมาโต้แย้งได้
“เจ้าบอกว่ามารดาข้าทำร้ายน้องชายเจ้าเช่นนั้นเหตุใดน้องชายเจ้าถึงได้กลับมาอย่างปลอดภัย แต่มารดาข้ากลับหายตัวไปเล่า? ส่วนการตายของท่านย่า แม้ว่าบิดาข้าจะมีส่วนผิดอยู่บ้าง แต่คนที่ผิดมากกว่าไม่ใช่เจ้าหรอกหรือ? หากไม่ใช่เพราะเจ้าตัดความสัมพันธ์กับครอบครัวของพวกเราก็คงไม่มีผู้ใดไม่สนใจความเป็นความตายของท่านย่า แล้วก็บิดาข้าอีกอย่างไรเขาก็แซ่หลินแต่เนื้อของครอบครัวเจ้าแม้ว่าจะกินไม่หมดก็ไม่เคยคิดจะแบ่งให้เขาสักคำ เขามีสภาพเช่นนี้ไม่ใช่เพราะพวกเจ้าจงใจทำหรอกหรือ?”
หลินเสวี่ยจู๋ถึงกับพูดไม่ออก
น่าเหลือเชื่อยิ่งนัก สมองของนางเอกคนนี้พัฒนามาอย่างไรกัน?
เพียงเวลาไม่กี่วันก็เถียงข้างๆคูๆ ได้มีเหตุผลถึงเพียงนี้ หากตนเองไม่รู้เรื่องราวมาก่อนก็เกือบจะหลงเชื่อคำพูดของนางแล้ว!
หลินเสวี่ยจู๋ยกยิ้มมุมปากแล้วถามกลับ “หลินเสวี่ยหลานหากเจ้ากับข้าสลับสถานะกัน เจ้าจะสงสารและช่วยเหลือข้าหรือไม่?”
หลินเสวี่ยหลานเงียบไป
แม้คำว่า ‘ช่วย’ จะเป็นคำที่พูดออกมาได้ง่ายๆ แต่นางกลัวว่าหากวันหนึ่งนางร่ำรวยขึ้นมาหลินเสวี่ยจู๋จะมาขอความช่วยเหลือจากนางจริงๆ ดังนั้นนางจึงไม่อาจพูดคำว่า ‘ช่วย’ ออกมาได้
หลินเสวี่ยจู๋เข้าใจ จึงทำเพียงยิ้มบางๆทว่าไม่พูดไม่จา จากนั้นก็ประคองหลินเสวี่ยอีขึ้นมาแล้วถาม “เราจะไปกันได้หรือยัง?”
หลินเสวี่ยอีพยักหน้า
คำพูดของพี่สาวเมื่อครู่นับว่าได้ตัดสายสัมพันธ์ฉันพี่น้องกับนางอย่างสิ้นเชิงต่อจากนี้นางต้องอยู่คนเดียวแล้วจริงๆ เมื่อคิดถึงตรงนี้นางก็ก้มหน้าลงพยายามระงับความหวาดกลัวและความเศร้าโศกเอาไว้อย่างสุดกำลัง
หลินเสวี่ยหลานกลับไม่ได้มองน้องสาวแม้แต่น้อยนางหันไปมองหลินเฉิงคุนก่อนจะพบว่าเขาได้สิ้นใจไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้
“ท่านพ่อ!” หลินเสวี่ยหลานโผเข้าไปกอดร่างของหลินเฉิงคุนแล้วร้องไห้ไม่หยุด แต่ในดวงตากลับไม่มีน้ำตาเลยแม้แต่น้อยกระทั่งมีความโล่งใจราวกับว่าได้ปลดเปลื้องภาระอันหนักอึ้ง
บิดาที่ไร้ความสามารถพรรค์นี้ตายๆ ไปก็ดี จะได้ไม่เป็นภาระให้คนอื่น!
ขณะมองดูหลินเฉิงคุนถูกลากเข้าไปฝังในป่าเช่นเดียวกับฮูหยินผู้เฒ่าภายในใจของหลินเสวี่ยหลานกลับไม่ได้รู้สึกอะไร
นางหันไปหาเว่ยหงเอ๋อร์ ก่อนจะพูดอย่างอ่อนโยนและสงบนิ่ง “อนุเว่ยตอนนี้บิดามารดาและท่านย่าของข้าไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว ผู้อาวุโสเพียงคนเดียวในครอบครัวก็มีเพียงท่านเท่านั้นแล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อเว่ยหงเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้เอ่ยวาจาเพียงมองหลินเสวี่ยหลานอย่างเฉยเมย
สุภาษิตบอกไว้ว่าทำดีหวังผล
นางไม่เชื่อหรอกว่าหลินเสวี่ยหลานที่ไม่เคยเห็นนางอยู่ในสายตามาโดยตลอดจู่ๆ จะมาปฏิบัติต่อนางราวกับนางเป็นผู้อาวุโส
หลินเสวี่ยหลานกล่าวต่อ “อนุเว่ย ข้าอายุยังน้อย ยังมีหลายเรื่องที่ไม่ประสีประสาวันหน้าเรื่องใหญ่ในครอบครัวคงต้องรบกวนอนุเว่ยช่วยดูแลแล้วเจ้าค่ะ”
เฮอะที่แท้ก็อยากให้นางเป็นวัวเป็นม้าต่อ ผู้น้อยคนหนึ่งช่างมีใบหน้าใหญ่โตเสียจริง!
เว่ยหงเอ๋อร์ยิ้มหยันอยู่ในใจแต่ใบหน้ากลับไม่แสดงออกถึงอารมณ์ใดๆ ทั้งยังไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงเงียบอย่างเดียว
หลินเฉิงคุนเพิ่งจะตาย นางไม่อาจทำตัวเลือดเย็นเกินไปได้มิฉะนั้นคนที่จะถูกประณามคงเป็นนางอย่างแน่นอน
หลินเสวี่ยหลานรู้ว่าเว่ยหงเอ๋อร์นั้นไม่ใช่คนเอาใจง่ายแต่นางก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร นางรู้ว่าเว่ยหงเอ๋อร์แตกต่างจากหลินเสวี่ยจู๋ ซึ่งมีทั้งเงินคน และความสามารถ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อได้เปรียบของนาง
แต่เว่ยหงเอ๋อร์ไม่มีอะไรเลยแม้แต่หลินเฉิงคุนผู้เป็นที่พึ่งพิงเพียงหนึ่งเดียวของนางก็ตายไปแล้วนอกจากพึ่งพาอาศัยบุตรชาย นางก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดอีก
เมื่อคิดถึงตรงนี้หลินเสวี่ยหลานก็อดไม่ได้ที่จะรังเกียจตนเอง
เพื่อที่จะมีชีวิตรอด นางย่อมไม่อาจเลือกวิธีการได้ตอนนี้ถึงขั้นต้องพึ่งพาสตรีชั้นต่ำพรรค์นั้นหากท่านย่ายังอยู่ย่อมต้องตำหนินางเป็นแน่ แต่นางไม่มีทางเลือกจริงๆนางแทบจะมีชีวิตรอดต่อไปไม่ได้แล้ว
หลินเสวี่ยหลานปลอบใจตนเองว่านี่เป็นเพียงแผนการชั่วคราวเท่านั้นรอนางออกจากภูเขาลึกแห่งนี้ก่อน แล้วรอให้โจวเซินอี้ติดต่อกับสกุลโจวได้วันเวลาที่สุขสบายของนางก็จะมาถึง
ถึงตอนนั้นไม่ว่าจะเป็นคนที่เคยรังแกหรือดูถูกนางนางจะคิดบัญชีกับทุกคน
เมื่อคิดถึงตรงนี้หลินเสวี่ยหลานก็รู้สึกสบายใจขึ้นมา
ส่วนหลินเสวี่ยอีที่กำลังกังวลเรื่องอนาคตของตนเองเช่นเดียวกันเวลานี้นางถูกเหวินซิ่วชิงกับหลินเจียย่วนลากมานั่งพูดคุยอยู่ข้างกองไฟ
เหวินซิ่วชิงยื่นมือออกไปปัดปอยผมที่ชุ่มไปด้วยน้ำตาบนใบหน้าของแม่นางน้อยแล้วพูดอย่างอ่อนโยน “เสวี่ยอีพวกเรารู้ว่าเจ้าเสียใจ ดังนั้นหากเจ้าอยากร้องไห้ก็ร้องออกมาให้พอเถิดแต่พรุ่งนี้พวกเรายังต้องออกเดินทางต่อเจ้าต้องเช็ดน้ำตาแล้วมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี เข้าใจหรือไม่?”
หลินเสวี่ยอีสูดน้ำมูก ก่อนจะพยักหน้าพร้อมเอ่ยอย่างว่าง่าย “ท่านอาสะใภ้รองข้ารู้ว่าข้าอยู่ที่นี่เป็นภาระให้กับพวกท่าน ข้าทำงานไม่เป็น ต้องเริ่มเรียนรู้สิ่งต่างๆใหม่หมด แถมยังช่วยอันใดไม่ได้เลย...”
เหวินซิ่วชิงรีบขัดจังหวะ “ทุกคนต้องเรียนรู้กันทั้งนั้นข้าเองก็ทำงานไม่เป็นเหมือนกัน รวมถึงน้าลู่ของเจ้ากับอาหญิงของเจ้าด้วยพวกเราต่างก็เหมือนกับไล่เป็ดขึ้นคอน ล้วนถูกสถานการณ์บีบบังคับ อย่าเห็นเพียงว่าตอนนี้พี่หญิงของเจ้าเก่งกาจตอนอยู่ที่จวนนางเอาแต่ใจยิ่งกว่าเจ้าเสียอีก”
“จริงหรือเจ้าคะ?” หลินเสวี่ยอีเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาแดงเรื่อราวกับกระต่ายน้อยที่น่าสงสาร
เหวินซิ่วชิงบีบแก้มของนาง “ต่อไปอย่าพูดว่าตนเองเป็นภาระอีกเจ้าอยู่กับพวกเรา พวกเราก็เห็นเจ้าเป็นลูกหลานในครอบครัว พวกเราจะไม่ตามใจเจ้าพวกเราทำงาน เจ้าเองก็ต้องทำงานด้วย สิ่งที่พี่หญิงของเจ้าทำได้ ไม่ช้าก็เร็วเจ้าย่อมทำได้เช่นกัน”
“เจ้าค่ะ!” หลินเสวี่ยอีพยักหน้าอย่างจริงจัง
ก้อนหินอันหนักอึ้งที่แขวนอยู่ในใจนางในที่สุดก็ร่วงหล่น
หลินเจียย่วนลูบหลังหลินเสวี่ยอี “ร้องไห้พอแล้วพวกเราก็ไปนอนกันเถิดหากนอนดึกเกินไป พรุ่งนี้ตอนทำงานก็ต้องงีบหลับอีก”
หลินเสวี่ยอีนึกถึงตอนที่ตนเองทำงานไปงีบหลับไปแล้วถูกท่านอาหญิง ท่านอาสะใภ้ และท่านน้าหยอกล้อ ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มทั้งน้ำตา
ดังนั้นเหวินซิ่วชิงลู่ซื่อ และหลินเสวี่ยอีจึงนอนบนรถม้าคันเดียวกัน ส่วนเจี่ยงฉีซวง หลินเจียย่วนและหลินอวี่เซวียนนอนบนรถม้าอีกคัน
ส่วนคนอื่นๆนอนบนเสื่อฟางของตนเองที่วางอยู่รอบกองไฟ
หลินเสวี่ยจู๋เหนื่อยล้ายิ่งนักพอจิตสำนึกเข้าสู่มิติก็ผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว
แต่ระหว่างที่หลับ จู่ๆนางก็ปวดเบาขึ้นมา พยายามพลิกตัวไปมาอยู่นานเพื่อข่มตาหลับ ทว่าสุดท้ายก็ต้องลุกขึ้นเดินเข้าไปในป่า
ขณะที่นางกำลังจะปลดเบาจู่ๆ ก็เห็นชายหญิงคู่หนึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก พวกเขากำลังกอดกันอยู่ใต้แสงจันทร์ทั้งยังกระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง
ไอ๊หยา แตงที่นางกินในที่สุดก็มีภาคต่อแล้วหรือ?
.............................