หลังจากมื้อค่ำอันอบอุ่นสิ้นสุดลง เซเลสได้ขอตัวแยกย้ายกลับขึ้นมายังห้องนอนส่วนตัว บรรยากาศรอบตัวกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง นางเดินไปนั่งพักผ่อนเงียบๆ บนเก้าอี้เพื่อสลัดความเหนื่อยล้าจากการเดินทางอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเริ่มรู้สึกดีขึ้นจึงลุกขึ้นไปจัดการตัวเอง ชำระล้างร่างกายและเปลี่ยนเป็ชุดนอน ก่อนจะเอนกายลงบนเตียงนุ่ม ท่ามกลางแสงจันทร์สลัว เปลือกตาของนางก็เริ่มหนักอึ้งและดิ่งลึกลงสู่ห้วงนิทราในที่สุด...
ในค่ำคืนแรก สติของเซเลสพลันล่องลอย ร่างของนางลอยเด่นอยู่เหนือผืนฟ้ายามค่ำคืนอันกว้างใหญ่ บรรยากาศรอบข้างนิ่งสนิทจนน่าใจหาย และเพราะความเงียบสงัดนั้นเอง มันจึงทำให้นางได้ยิน เสียงขยับปีกขนาดมหึมา ดังแหวกอากาศสะท้อนก้องอยู่รอบๆ ตัวอย่างชัดเจน ราวกับมีสิ่งมีชีวิตลึกลับขนาดั์กำลังบินวนเวียนอยู่ใกล้ๆ
ทว่าสายตาของนางกลับจดจ้องไปยังเบื้องล่าง ภาพของมหานครอันเคยเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดตรงหน้ากลับไม่ได้หยุดนิ่ง แต่กำลังแสดงกระแสแห่งกาลเวลาที่หมุนผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับภาพนิมิต... นางเห็นภาพเมืองที่เริ่มเกิดเหตุการณ์วุ่นวายคล้ายการก่อา มีเปลวไฟเริ่มลุกไหม้จากจุดเล็กๆ ก่อนจะลุกลามเป็วงกว้างกลืนกินไปทั้งเมือง จนกระทั่งความเจริญทั้งหมดแปรเปลี่ยนเป็เพียงซากปรักหักพังและเถ้าถ่าน และเมื่อเวลาผ่านไป ก็เริ่มมีต้นไม้ใบหญ้าค่อยๆ ชอนไชขึ้นมาบดบังซากเ่าั้ในท้ายที่สุด
มันเป็ภาพความล่มสลายที่ผ่านไปในสายตาของนางอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกผูกพันลึกลับและแรงดึงดูดบางอย่างที่ฉุดรั้งใจเธอเอาไว้ โดยที่เซเลสเองก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังเรียกหาเธอในฝันคืนแรกนี้... คืออะไรกันแน่?
จนกระทั่ง
เวอเดี้ยน "แม่หนูน้อย... แม่หนูน้อย!"
เสียงเรียกซ้ำๆ ที่แฝงแววยียวนดังก้องทะลุเข้ามาในโสตประสาท พร้อมกับแรงสะกิดแ่เบาที่ไหล่ ทำให้นิมิตความฝันลึกลับทั้งหมดถูกกระชากดับวูบลงฉับพลัน
เซเลส "อ๊ะ...!"
เซเลสสะดุ้งสุดตัวด้วยความใ ดวงตากลมโตเบิกกว้างสลัดภาพฝันอันน่าสับสนทิ้งไป ก่อนจะพบว่าตัวเองกำลังนั่งเหม่ออยู่หน้าถ้วยชาที่เริ่มเย็นชืดในโลกความเป็จริง นางรีบหันขวับไปตามแรงสะกิด ใบหน้าราบเรียบหลุดอาการเลิกลั่กเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเป็เวอเดี้ยน ชายผู้ลึกลับที่กำลังยืนส่งยิ้มกวนๆ มาให้
เวอเดี้ยน "ฉันเรียกเธอตั้งหลายครั้งแล้วนะ... ไง มานั่งจิบชาเวลานี้อีกแล้วเหรอ ไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ"
เวอเดี้ยนเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงรู้ดี ราวกับเขามักจะปรากฏตัวได้ถูกที่ถูกเวลา และรู้่เวลาชีวิตของนางดีซะเหลือเกินจนน่าประหลาดใจ
มีอา "ท่านเองก็มาตรงเวลาโดยไม่ขาดตกบกพร่องอีกแล้วนะคะท่านหมอ ทั้งๆ ที่่ที่คุณหนูเซเลสไม่ได้อยู่บ้าน ท่านก็ไม่ค่อยจะมาแท้ๆ ทว่าพอเธอกลับมา ท่านก็รู้เื่และมาได้ตรงเวลาเดิมอีกแล้วนะเ้าคะ"
เซเลส "ท่านหมอ..."
หลังจากที่เริ่มตั้งสติได้ เซเลสก็พึมพำเรียกอีกฝ่าย ทว่าในจังหวะนั้นเอง ชายหนุ่มกลับไม่ได้เอ่ยปากตอบรับในทันที เขาเพียงแค่ใช้สายตานิ่งลึกจ้องมองตรงมาที่นาง ราวกับรับรู้ถึงเื่ราวในความฝันเมื่อคืนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
สายตาคู่นั้นทำให้เซเลสถึงกับชะงักงันไปพักใหญ่ ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความใ ก่อนที่เวอเดี้ยนจะเปรยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแฝงความนัย
เวอเดี้ยน "ใกล้ถึงเวลาแล้วสินะ..."
เวอเดี้ยน "ถ้าอย่างนั้นวันนี้ข้าไม่กวนเ้าแล้วกัน ข้าจะไปจัดการอะไรบางอย่างก่อน ไว้ถึงเวลาข้าจะมาหาเ้าใหม่อีกครั้ง"
หลังจากที่เวอเดี้ยนพูดจบ ก่อนที่เขาจะหมุนตัวจากไปก็ไม่ลืมที่จะเอื้อมมือไปหยิบขนมของว่างที่วางอยู่ข้างตัวของเซเลสติดมือไปด้วยหน้าตาเฉย สมกับเป็หมอจอมกวนประสาทที่นึกจะมาก็มานึกจะไปก็ไปจริงๆ
มีอา "อ๊ะ! ท่านหมอคะ! นั่นมันขนมของคุณหนูนะคะ! ...โธ่เอ๊ย! ท่านหมอคนนี้ล่ะก็ ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป ขนมก็ยังจะหยิบติดมือไปอีก!"
มีอาบ่นอุบตามหลังร่างของหมอหนุ่มที่เดินลับตาไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่นางจะหันกลับมามองเด็กสาวที่ยังคงนั่งเงียบอยู่
มีอา "ทำไมคุณหนูไม่บ่นให้เ้าหมอประหลาดคนนี้บ้างล่ะคะ ปล่อยให้แกล้งอยู่ได้"
เซเลส "แต่เขาก็ไม่ได้ดูเป็คนร้ายกาจอะไรขนาดนั้นหรอกนะ..."
มีอา "คุณหนูนี่ล่ะก็นะคะ..."
มีอาส่ายหัวน้อยๆ อย่างยอมใจในความนุ่มนวลของคุณหนูของนาง ทว่ายังไม่ทันที่บทสนทนาของทั้งคู่จะดำเนินต่อ ฟิวส์พี่ชายคนที่สามก็เดินบ่นนำหน้าเข้ามาก่อนในศาลาจิบชาทันที โดยมีเอลกับคาร์ลเดินตามหลังมาติดๆ
ฟิวส์ "เ้าหมอประหลาดนั่นมาอีกแล้วงั้นเหรอ! นึกจะโผล่ก็โผล่มา กวนประสาทจริงๆ!"
เอล "เซเลส พรุ่งนี้พวกพี่ๆ จะต้องเดินทางออกไปทางต่างเขต อาจจะไม่ได้อยู่กับเ้าสัก 1 สัปดาห์นะ... ขอโทษเ้าด้วยที่เ้าเพิ่งกลับมาแท้ๆ แต่พวกพี่ก็ไม่ได้อยู่ดูแล"
คาร์ล "มันเป็ธุระสำคัญที่พวกพี่ต้องไปจัดการกันจริงๆ น่ะ... เอาไว้พวกพี่กลับมา จะซื้อของฝากแปลกๆ จากต่างเขตมาให้นะ ขอโทษเ้าอีกครั้งจริงๆ ที่ไม่ได้อยู่ด้วยใน่นี้"
เอล "อยู่ทางนี้ก็ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะ"
เอลหันไปมองสาวใช้ประจำตัวของน้องสาวด้วยสายตานิ่งเรียบแต่แฝงความเฉียบขาดตามนิสัยพี่คนโต ก่อนจะเอ่ยกำชับเสียงจริงจัง
เอล "มีอา... ฝากดูแลคุณหนูของเ้าให้ดีด้วย"
มีอา "ค่ะท่านเอล ดิฉันจะดูแลคุณหนูเซเลสอย่างสุดความสามารถเลยค่ะ"
หลังจากแจ้งข่าวเื่การเดินทางให้เซเลสรับรู้เรียบร้อยแล้ว สี่คนพี่น้องก็นั่งล้อมวงพูดคุยสัพเพเหระและเื่ราวทั่วไปกันต่ออย่างเป็ธรรมชาติ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นปนเสียงหัวเราะของพี่ชายทั้งสามที่พยายามทำให้น้องสาวผ่อนคลาย จนกระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไปช้าๆ แสงตะวันเริ่มลับขอบฟ้าเปลี่ยนเป็่เย็นย่ำ และเข้าสู่ค่ำคืนที่เซเลสจะต้องเข้านอน...
(ตัดภาพมาที่ความฝันคืนที่สอง...)
ในค่ำคืนที่สองนี้ เซเลสกลับมาฝันอีกครั้ง ทว่ามิติในฝันครั้งนี้กลับแปรเปลี่ยนไป มันเป็ห้องมิติที่กว้างใหญ่และแม้จะมืดมิด ทว่าก็ไม่ได้มืดมิดสนิทจนมองไม่เห็นสิ่งใด แต่เป็มิติที่ดูเป็วังวนชวนให้รู้สึกสับสน เซเลสพยายามก้าวเดินไปข้างหน้าเพื่อหาทางออกจากมิติแห่งนี้ จนกระทั่งสายตาของนางมองเห็นแสงสว่างของทางออกอยู่รำไรจากระยะไกล
ทว่าก่อนที่จะเดินไปถึงทางออกตรงนั้น ร่างอันมหึมาของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่กลับปรากฏขึ้นเบื้องหน้า... มันคือัที่มีลำตัวสีดำเข้มปนสีน้ำเงิน แต่สิ่งที่โดดเด่นสะดุดตาและทรงพลังที่สุด คือออร่าเปลวไฟสีน้ำเงินที่ลุกโชนแผ่ซ่านออกมาจากร่างของมัน ัตัวนั้นนอนขวางทางออกตรงหน้าเอาไว้
หลังจากที่เซเลสยืนตะลึงได้ไม่นาน ัตัวนั้นก็ค่อยๆ ขยับตัวช้าๆ ก่อนจะใช้สายตาอันทรงอำนาจคู่ใหญ่จ้องมองตรงมาทางเธอด้วยสายตาที่เรียบเฉย ทว่ามันกลับไม่ได้ทำร้ายหรือแสดงท่าทีคุกคามใดๆ ทำเพียงแค่จับจ้องมองเธออยู่อย่างนั้นนิ่งๆ
จนกระทั่งเมื่อเวลาผ่านพ้นไปและเข้าสู่ค่ำคืนของวันที่สาม เธอก็กลับมาอยู่ในมิติเดิมอีกครั้ง
ซึ่งครั้งนี้เซเลสยังคงเห็นัตัวเดิมนอนอยู่ที่เดิมเหมือนเช่นคืนที่ผ่านมา ทว่าฝันในคืนนี้กลับมีความแตกต่างออกไป เมื่อจู่ๆ มันเริ่มขยับกายแล้วผงกหัวขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยปากพูดกับเธอด้วยสุ้มเสียงที่กึกก้องและทรงอำนาจอย่างยิ่งใหญ่
นั่นทำให้เซเลสถึงกับต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงและทึ่งในเวลาเดียวกัน เพราะตามปกติแล้ว ัตัวอื่นทำได้เพียงแค่ใช้จิตสื่อสารคุยกันในใจกับคู่ของตัวเองเท่านั้น ทว่าัไฟสีน้ำเงินตัวนี้กลับเปล่งเสียงพูดออกมาจริงๆ ราวกับมันยอมเปิดใจยอมรับในร่างมนุษย์ของเธอแล้ว
"ในนามของข้า... อิริส ข้าเลือกที่จะยอมรับในตัวเ้าแล้ว... แล้วเ้าล่ะ? หากเ้าปรารถนาที่จะปกป้องคนรอบกายของเ้า... ก็จงยอมรับในตัวข้าซะ"
ทันทีที่สิ้นคำพูดอันทรงพลังนั้น อิริสก็ไม่รอช้า ัั์ในเปลวเพลิงสีน้ำเงินพุ่งทะยานเข้าหาร่างของเซเลสด้วยความเร็วสูง
ทว่าในวินาทีที่ร่างมหึมานั้นปะทะเข้ากับตัวเธอ กลับไม่มีแม้แต่เสียงกรีดร้องจากเด็กสาว มีเพียงแสงสว่างเจิดจ้าที่กลืนกินทุกสรรพสิ่ง ก่อนที่ภาพในความฝันทั้งหมดจะแปรเปลี่ยนและตัดสลับกลับมาสู่เตียงนอนในโลกแห่งความเป็จริง...
(ตัดภาพมาที่ห้องนอนของเซเลส...)
ท่ามกลางความเงียบสงัดใน่กลางดึกคืนนั้น เปลือกตาของเด็กสาวสั่นระริกพร้อมกับลมหายใจที่เริ่มหอบถี่ขึ้นเรื่อยๆ สภาพของเธอในยามนี้กำลังเผชิญกับพิษไข้รุนแรงที่จู่ๆ ก็ตีขึ้นสูงเฉียบพลันจนใบหน้าเนียนเริ่มเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำ ร่างกายภายนอกเริ่มแผ่ไอความร้อนที่ผิดปกติออกมาอย่างน่ากลัว
ในห้องนอนเวลานั้น มีอาที่นอนหลับอยู่อีกมุมหนึ่งเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะได้ยินเสียงลมหายใจที่หอบหนักอย่างทรมานของเซเลส
เมื่อสาวใช้ลุกพรวดขึ้นด้วยความใและรีบหันไปดูที่เตียง ก็เห็นคุณหนูของนางนอนสั่นเทาอยู่ภายใต้ผ้าห่ม และในขณะเดียวกัน มีอาก็ััได้ถึงไอร้อนรุนแรงที่แผ่ซ่านออกมาจากเตียงอย่างรุนแรง บรรยากาศรอบกายเริ่มร้อนอ้าวขึ้นมาอย่างน่ากลัว
มีอารีบถลาเข้าไปหาด้วยความร้อนใจ นางยื่นมือที่สั่นเทาไปแตะลงบนตัวของคุณหนูเบาๆ ทว่าทันทีที่ผิวัักัน สาวใช้ถึงกับต้องสะดุ้งเฮือกด้วยความใ เพราะเนื้อตัวของคุณหนูนั้นร้อนจัดจนผิดปกติ เป็ความร้อนที่พุ่งสูงเกินกว่าระดับของคนป่วยไข้ธรรมดาทั่วไปอย่างที่นางไม่เคยพบเจอมาก่อน
มีอา "คุณหนูคะ! เกิดอะไรขึ้นทำไมตัวร้อนขนาดนี้! คุณหนูคะ!"
นางร้องเรียกเสียงหลงพลางเขย่าตัวเรียกสติเบาๆ ทว่าในจังหวะนั้นเอง สายตาของมีอาก็เหลือบไปเห็นความผิดปกติบางอย่างที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนผิวเนียนละเอียดของคุณหนู...
มันคือเส้นสายพลังงานสีฟ้าอมขาวที่ค่อยๆ แตกแขนงลากยาวเป็ริ้วรอยคล้ายกับรูปกิ่งไม้หรือรอยสายฟ้าฟาด ค่อยๆ แล่นพล่านไปตามร่างกายอย่างน่าอัศจรรย์ แม้ว่ารอยพลังงานนั้นจะไม่ได้แผ่ขยายจนเยอะเกินไป ทว่าแสงเรืองรองสีฟ้าขาวที่สว่างวาบขึ้นมาท่ามกลางความมืดกลับเด่นชัดจนน่ากลัว
ภาพตรงหน้าทำเอาสาวใช้ถึงกับเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อด้วยความช็อกและตื่นตระหนกจนเกือบจะสติหลุดลอย ความกลัวจากการเห็นสิ่งที่ไม่เคยพบเจอทำให้สมองของนางขาวโพลนไปชั่วขณะ
...ทว่าทันทีที่ดึงสติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดกลับคืนมาได้...
หัวใจของนางก็เต้นระรัวด้วยความลนลาน ร่างกายเล็กๆ เริ่มขยับตัวทำตามสัญชาตญาณความถูกต้อง
นางตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในวินาทีนั้น... สิ่งแรกที่ต้องทำคือรีบวิ่งไปแจ้งเื่ทั้งหมดให้ท่านซาร่าทราบ เพื่อให้ท่านรีบมาอยู่เฝ้าดูอาการคุณหนูที่ห้องนี้โดยเร็วที่สุด
ส่วนตัวนางเองจะรีบไปสั่งการให้คนเตรียมรถม้าและจะออกเดินทางไปตามท่านหมอเลียมด้วยตัวเองกลางดึกเดี๋ยวนั้นเลย! ไม่ว่าหนทางจะมืดมิดหรือยากลำบากเพียงใด นางก็จะไม่ยอมให้คุณหนูต้องเป็อะไรไปเด็ดขาด!"