ปัจจุบัน
เย็นวันถัดมาหลังจากสำเร็จ ‘การย่อเวท’
บริเวณน้ำพุกลางลานกว้าง หน้าอาคารเรียน A ของชั้นปีที่ 1 ถึง 3
เด็ก 3 คน กำลังยืนคุยกันพร้อมกับกระเป๋าสัมภาระข้างลำตัว บ่งบอกว่าพวกเค้าพร้อมจะกลับบ้านแล้ว แต่เหมือนกำลังยืนรอใครบางคนอยู่
เด็กทั้งสามคือ แองจี้ โยฮัน และไฮดริค
“ขอโทษที่ให้คอยนะ!”
เด็กสาวคนหนึ่งวิ่งตรงมาหาทั้งสาม และร้องทักเป็นการขอโทษ
เธอคนนี้คือ เจนนี่ เด็กสาวตาจิก ผมบลอนด์ทรงทวินเทล ผูกโบว์รูปดอกแดฟโฟดิลสีเหลือง
“ไม่เป็นไรจ้ะ ไม่นานเลย”
แองจี้บอกเจนนี่ที่วิ่งมาถึงพวกตน
เด็กสาวตาจิกผู้หอบหายใจ แฮ่ก แฮ่ก หลังรีบวิ่งมา ส่งสีหน้าวางใจขึ้น หลังได้ยินที่แองจี้พูด
“เห็นบอกว่ามีธุระ แต่ไปนานจังนะครับ ไปทำอะไรเหรอ?”
ไฮดริคเอ่ยถามเจนนี่
หนุ่มน้อยผมบลอนด์ หน้าตาไร้เดียงสาคนนี้ พูดคำถามที่ผุดขึ้นมาในใจออกไปตรงๆ โดยไม่สนว่ามันจะไปย้อนแย้งกับคำปลอบที่แองจี้พูดก่อนหน้าหรือเปล่า
และผลของมันทำให้ เจนนี่รวมถึงแองจี้ หันมามองด้วยสีหน้า ตาโต คิ้วเลิกขึ้น ตกใจค้างไปชั่วครู่
“อะ เอ่อ...”
“คะ คือว่า...”
กับเจนนี่ยังพอเข้าใจ แต่แองจี้กลับชะงักและพยายามคิดหาเหตุผลมาตอบไปด้วยนี่ มันดูทะแม่งหน่อยๆนะ
ท่าทางที่ดูมีพิรุธของทั้งคู่นี้ ผมที่เห็นใจจึงอาสาออกปากช่วยกลบเกลื่อนให้
“มันเสียมารยาทนะไฮดริค พวกเธอที่เป็นเลดี้ ก็อาจจะมีธุระส่วนตัวที่สำคัญต้องไปทำเช่นกัน ตัวอย่างเช่น เข้าห้องน้ำ เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เราที่เป็นสุภาพบุรุษก็ไม่ควรไปถามซักไซ้เรื่องธุระของสุภาพสตรีนะ”
ผมกล่าวสั่งสอนหนุ่มน้อยไฮดริค ผู้เติบโตมากับป่าไม้และสรรพสัตว์ เหมือนกับพ่อสอนลูกชาย
“เป็นแบบนั้นเองเหรอ เจนนี่ แองจี้ ผมขอโทษครับ”
แล้วไฮดริคก็ก้มหน้าขอโทษพวกเธอ เพราะสำนึกผิด
“อะ อื้ม ไม่เป็นไรจ้ะ”
“เอ่อ...ไม่เป็นไรหรอก”
และเลดี้ทั้งสองก็ตอบกลับมาเหมือนให้อภัยเจ้าตัว
ไม่เหมือนกับที่ผมบอกไฮดริคไป ผมทราบว่าเจนนี่แอบไปทำธุระอะไรที่แท้จริง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่แองจี้รู้เห็นด้วย
ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เรื่องเป็นบอดี้การ์ดให้กับผมนั่นแหละ
เจนนี่รีบปลีกตัวไปทันทีที่แองจี้ชี้พิกัดเป้าหมายให้ เธอจึงเข้าไปคุยปรับความเข้าใจกับเป้าหมายนั้น
เป็นแบบนี้ประจำทั้งกลางวันและตอนเย็น
พอมีเจนนี่เข้ามาร่วมด้วย มันเลยทำให้แองจี้งานเบามือขึ้น
ตอนแรกเมื่อรู้เรื่องนี้ (ด้วย ‘มาสเตอร์มายด์’) ก็สงสัยอยู่ว่าทำยังไงถึงไปลากให้เจนนี่มาร่วมมือด้วยได้ แต่ก็ด้วย ‘มาสเตอร์มายด์’ อีกเช่นกันที่ทำให้รู้เหตุผล...
จะยังไงก็ตาม พวกเธอสองคนทำหน้าที่อารักขาผมมาได้อย่างดีเยี่ยมโดยตลอด ทั้งที่ผมไม่เคยเอ่ยปากร้องขอด้วยซ้ำ
[ขอบคุณสำหรับความเหน็ดเหนื่อยที่ผ่านมานะครับ]
ผมซาบซึ้งในพระคุณของพวกเธอจากใจจริง
พวกเราทั้ง 4 จะเกาะกลุ่มกันเช่นนี้เสมอ ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงพักเที่ยงกับตอนกลับบ้าน จนเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มเพื่อนซี้ขาประจำไปซะแล้ว
ในมุมมองของพวกเราถือว่าไม่แปลก เพราะแต่ละคนก็รู้จักกันดีมาตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนประถม
แต่ในสายตาของคนนอกมันมองว่าผิดปกติ ที่ขุนนางจะมาคลุกคลีกับสามัญชนหรือขุนนางชั้นล่างกว่าแบบไฮดริคกับผม
อย่างตอนพักกลางวันเองก็เช่นกัน แม้จะเป็นเป้าสายตาอยู่บ้าง และอาจมีการซุบซิบเบื้องหลัง แต่นอกนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรน่าเป็นห่วง...อย่างน้อยก็คงในตอนนี้ ผมคิดแบบนั้น
ทางด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงคนอื่นในโรงเรียน ผมกับไฮดริคไม่มีอะไรผิดปกติ ส่วนทางด้านแองจี้กับเจนนี่ แม้จะมีปัญหาผิดใจ หมางเมิน หรือริษยาอยู่บ้าง แต่ด้วยมีเจนนี่อยู่เคียงข้าง แองจี้จึงยังยืนหยัดอยู่ได้...แองจี้กับเจนนี่เลือกที่จะทำเช่นนี้เอง มันคือสิ่งที่เจ้าตัวพึงพอใจ และทางผมก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ไม่ได้รังเกียจด้วยซ้ำไป จึงลงเอยที่ กลุ่มชายสองหญิงสองอย่างตอนนี้
เวลาพวกเราทั้งสี่กลับบ้าน จะขอติดรถม้าประจำบ้านของแองจี้กลับด้วย ซึ่งหลังๆมา เจนนี่เองก็ไม่ยอมน้อยหน้า เสนอรถม้าของครอบครัวตัวเองบ้างเช่นกัน จนตกลงกันว่า ให้ทั้งคู่ผลัดวันกันเวียนไปส่งทุกคน
และวันนี้ก็เป็นตาของเจนนี่
“เหมือนรถม้าจะยังไม่มานะ” เจนนี่มองออกไปที่ข้างกำแพงโรงเรียน แล้วบอกแบบนั้น
“คงต้องรออีกซักพักสินะ” ผมบอก
“...นี่! ลองไปเดินชมย่านการค้าฝั่งตรงข้ามฆ่าเวลากันไหม” แองจี้เสนอความคิดตนเองขึ้นมาด้วยท่าทีตื่นเต้น
“เอ๋? ฉันว่าไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลยนะ” เจนนี่บอก
“เจนนี่เคยไปมาแล้วเหรอ” แองจี้ถาม
“ก็นิดหน่อยน่ะ” เธอตอบ
“ผมยังไม่เคยไปเลยนะเนี่ย” ไฮดริคบอก
“จะว่าไป ไม่มีโอกาสเลยตั้งแต่เปิดเทอมมา” ผมเสริม
[วันเปิดเทอมดันเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาซะก่อน แถมผู้อำนวยการก็เข้ามายุ่งด้วย...แล้วที่เจ้าตัวเคยรับปากว่าจะพาเราไปส่งด้วยรถม้าของโรงเรียนในภายหลังนั่น จะทำยังไงล่ะ ไม่น่ามีโอกาสได้ไปส่งอีกแล้วด้วย...เก็บไว้เป็นเรื่องของอนาคตละกัน ไว้ถ้ามีโอกาสอาจลองไปทวงสัญญาดูโดยเปลี่ยนสิ่งตอบแทนเป็นอย่างอื่น]
“ฉันก็ด้วย” แองจี้ว่าตาม
ดูเหมือนเสียงจะเป็น 3 ต่อ 1
เจนนี่จึงไม่มีทางเลือก
“อ่า! เข้าใจแล้ว! ฉันจะพาเดินชมเอง ดีกว่ายืนรอเฉยๆใช่ไหมล่ะ” เธอเสนอตัวเองออกมา
“ขอบใจนะ” แองจี้ยิ้มบอก
“อือ...เอ้า! ไปกันเถอะ”
เจนนี่รับคำขอบคุณ แล้วกล่าวนำพวกเราเดินข้ามถนนไป
“-ออกไปซะ!!”
ยังไม่ทันที่พวกเราจะข้ามถนน ก็มีเสียงตะโกนไล่ดังออกมา เราทั้งสี่จึงหยุดชะงักด้วยความตกใจ
“ไบฟรอนซ์ จงออกไป!!”
“ข้าขอขับไล่เจ้า ไบฟรอนซ์!!”
เบื้องหน้าพวกเรามีขบวนชาวบ้าน เดินโผล่มาขวางทางเอาไว้ พร้อมกับร้องตะโกนขับไล่ไปด้วย
ขบวนนี้มีชาวบ้านกว่า 30 คน กึ่งกลางของขบวนมีเกวียนที่ใช้ม้าหนึ่งตัวลากจูงอยู่
บนเกวียนมีซากของต้นไม้ที่เหี่ยวแห้ง ดูผุพัง และเฉาตายมานานแล้ววางนอนอยู่ ตามลำต้นมีหุ่นรูปมนุษย์ทำจากฟางขนาดเล็ก ถูกตอกตะปูติดเอาไว้มากมาย
บนม้าที่ใช้ลากมีแม่ชีในชุดขาวคนหนึ่งนั่งหันข้างอยู่ ดูจากใบหน้าคาดว่าอายุยังน้อย คงราวๆวัยรุ่นตอนปลาย เธอกำลังหลับตา ทำท่าเหมือนภาวนา ด้วยการกางไหล่ออก ประสานมือขวาทับมือซ้าย วางทาบไว้ที่หน้าอก
บรรดาชาวบ้านที่แห่ตามเกวียนมาต่างถือเคียว จอบ เสียม คราด ท่อนไม้ หรืออะไรก็ตามที่ดูจะสามารถใช้เป็นอาวุธได้ในมือ จากนั้นพากันร้องตะโกน
“กลับนรกไปซะ ไบฟรอนซ์!!”
“ข้าสาปส่งเจ้า ไบฟรอนซ์!!”
พวกเรายืนมองขบวนนี้เดินผ่านเบื้องหน้า
และชาวเมืองคนอื่นที่เห็นก็ไม่ได้มีสีหน้าตื่นตกใจกันแต่อย่างใด บางคนยกมือภาวนาตามแม่ชี บางคนยืนมองนิ่งเฉย บางคนแค่หันมามองแวบหนึ่งแล้วก็เดินต่อไป ราวกับเป็นเรื่องปกติที่มีมานาน
“อะไรน่ะ!? น่ากลัวจัง”
“คนพวกนี้ ทำอะไรกัน!?”
“ทำไมทุกคนถือของน่ากลัวเต็มไปหมดเลย”
อีกสามคนต่างออกความเห็น ระหว่างที่กำลังจ้องดูขบวนขับไล่อยู่
ผมเองก็เพิ่งเคยเห็น ไม่มีเขียนบอกในหนังสือเล่มไหนด้วย จึงลองใช้ ‘โปรไฟลิ่ง’ เข้าไปค้นในหัวของชาวบ้านที่ดูมีอายุมากที่สุดซักคนในขบวน
[ดูเหมือนจะเป็น ประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษแล้ว เป็นพิธีขับไล่อาเพศและสิ่งอัปมงคล เพื่อป้องกันภัยแห้งแล้งต่อพืชพันธุ์ที่เพาะปลูกไว้ โดยจะทำทันทีเมื่อมีการพบซากของต้นไม้ที่ตายแล้วในพื้นที่...ต้นไม้ตายคือตัวแทนของสิ่งชั่วร้าย...และหุ่นฟางคือตัวแทนของผู้คนที่สังเวยเพื่อให้มันพอใจ...เท่าที่อ่านมามีประมาณนี้]
“คงเป็นประเพณีขับไล่สิ่งชั่วร้ายแหละ ดูสิ มีแม่ชีอยู่ด้วย” ผมบอกทั้งสาม
และพวกเค้าก็พยักหน้า เหมือนจะเห็นด้วยกับที่ผมบอกกัน
“สิ่งชั่วร้าย...มีแม่ชี...หรือจะเป็นปีศาจกันนะ” เจนนี่บอกออกมาลอยๆ
“ปีศาจเหรอ” ผมถามเธอ
“แค่เดาน่ะ...บางที ‘ไบฟรอนซ์’ คงเป็นชื่อของปีศาจก็ได้” เธอว่าแบบนั้น
“งั้นเหรอ...ปีศาจเหรอ”
[จะว่าไปเห็นคำว่า ‘ปีศาจ’ อยู่ในสารานุกรมด้วย เป็นตัวตนแบบไหนกันนะ ในโลกเก่าถือเป็นเรื่องเพ้อเจ้อออกไปทางแฟนตาซีด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้เรามาอยู่ในโลกที่สิ่งเหนือธรรมชาติกลายเป็นเรื่องธรรมชาติที่พบเจอได้ทั่วไป ดังนั้นตัวตนของปีศาจจึงไม่แปลกที่จะมีอยู่จริง...และรู้สึกมนุษย์จะนิยามคำว่า ‘ปีศาจ’ เชื่อมโยงไปกับคำว่า ‘ชั่วร้าย’ โดยตรงเลย “ปีศาจคือสัญลักษณ์ที่ตรงกันข้ามกับความดีงาม เป็นบางสิ่งที่ผ่านเข้ามาพอดี แทรกตัวเข้ามาในส่วนที่อ่อนแอของจิตใจมนุษย์ มันจะกระซิบพูดคุยภายในหัว ฉุดเราให้ตกต่ำลง และเมื่อได้ยินที่มันเอ่ยแล้ว จะมิอาจหยุดยินเสียงได้อีกเลย” ...ดูเหมือนจะกล่าวไว้แบบนั้น]
ด้วยเหตุที่ขบวนชาวบ้านนี้มีจำนวนคนมาก จึงทำให้การจราจรรถม้าค่อนข้างติดขัด
จนเมื่อขบวนเดินจากไปหมด รถม้าของครอบครัวเจนนี่ถูกรั้งเอาไว้เนื่องจากปัญหาดังกล่าว จึงโผล่ออกมาเทียบท่ารับพวกเราได้
ดูท่าการเดินชมย่านการค้าจะต้องถูกเลื่อนออกไปก่อน
...ในช่วงที่เจนนี่และไฮดริคขึ้นตู้โดยสารไป
แองจี้ยื่นหน้ามากระซิบข้างหูผม บอกให้ มาหาที่บ้านเธอหน่อยหลังถึงบ้านแล้ว เธอมีเรื่องจะขอให้ช่วย
บ้านของผมกับเธออันที่จริงอยู่ไม่ห่างกันมาก
เมื่อเทียบกับเจนนี่ที่อยู่ย่านเดียวกัน หรือไฮดริคที่อยู่คนละย่าน
ห่างกันประมาณ 2 ถึง 3 กิโลเมตรเห็นจะได้ ระยะทางแค่นี้เพียงพอที่จะเดินไปมาหาสู่กันได้สะดวก แม้ผมแทบจะไม่เคยเดินไปหาเธอเลยก็เถอะ เพราะไม่มีธุระ ซึ่งเธอเองก็คงมีเหตุผลเดียวกัน
ผมตอบรับปากเธอ และพากันขึ้นรถม้ากลับบ้าน
ต่อให้รู้ว่ามีธุระอะไร แต่ถ้าเพื่อนขอให้ช่วย ก็ควรจะให้ความร่วมมือ
เป็นหลักการพื้นฐานในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข…
เมื่อกลับมาถึงบ้าน
หลังเก็บข้าวของสัมภาระเสร็จแล้ว ผมที่กำลังเตรียมตัวออกไปพบแองจี้ ก็ถูกเฟรอร์ทักจากทางด้านหลัง
“นายน้อยคะ รบกวนพกร่มไปด้วยค่ะ” เธอยื่นร่มคันเล็กมาให้
“เย็นนี้ฝนจะตกเหรอ” ผมรับร่มมา
“ใช่ค่ะ คาดว่านายน้อยอาจต้องเจอกับมันพอดีก่อนจะเสร็จธุระ”
“งั้นเหรอ แต่คาดว่าคงไม่นานหรอก”
ผมบอกเธอแบบนั้นแล้วหันหลัง เปิดประตู เดินออกไป
เฟรอร์เพียงแค่มองภาพผมเดินออกมา ด้วยใบหน้าเรียบเฉย...
...เมื่อผมมาถึงที่หน้าบ้าน...คฤหาสน์ของแองจี้
เธอก็ยืนรอผมอยู่ก่อนแล้ว
ทันทีที่สังเกตเห็นผม เธอก็โบกมือ เอียงคอ ยิ้มทักทายให้
ผมยิ้มทักทายเธอตอบ
“แล้วธุระที่ว่าคืออะไรเหรอ” ผมถามเธอเพื่อลากเข้าประเด็น
“คือ...มันเป็นเรื่องที่พูดลำบากซักหน่อยน่ะ”
เธอบอกแบบนั้นพร้อมกับกำมือซ้ายที่แนบอยู่ข้างลำตัวไปด้วย
“ลำบากถึงขนาดที่ต้องขอให้ผมช่วยคนเดียวเลยเหรอ”
“จะว่าแบบนั้นก็ได้”
ใบหน้าของเธอมีสีหน้ากังวล
เลิกคิ้วขึ้นลู่ดึงเข้าหากัน
ก่อนที่จะหลับตาแน่น
และวินาทีต่อมา เธอก็เม้มริมฝีปาก สูดลมหายใจเข้า แล้วพูดว่า
“คือว่า ช่วยเข้าไปในป่ากับฉันหน่อยได้ไหม!?”
เธอร้องบอกแบบนี้ ด้วยสีหน้าและน้ำเสียงจริงจังฟังชัด
ผมที่ได้ยินดังนั้นจึงตอบกลับเธอไปว่า
“ก็ได้ครับ...”
และเราทั้งคู่ก็เดินอ้อมคฤหาสน์ของแองจี้มายังป่าที่อยู่ด้านหลัง
ย่านขุนนางนั้นตั้งอยู่ตอนเหนือของเมืองหลวง และเหนือขึ้นไปของย่านนี้จะเป็นป่าขนาดใหญ่ ชื่อว่าป่า ‘แมนคุก’
เป็นป่าเบญจพรรณ ที่ส่วนใหญ่จะมี ต้นโอ๊ค ต้นเบิร์ช ต้นเกาลัดหวาน ต้นบีช ขนาดใหญ่ขึ้นเต็มไปหมด
พวกเราเดินตรงเข้ามาในป่า ผ่านหมู่ไม้ แมกไม้ ใบหญ้า และต้นเฟิร์นสูงตามพื้น
แองจี้คอยจับชายเสื้อผมเอาไว้เพื่อไม่ให้พลัดหลงกัน
“หมู่นี้ ทุกๆคืน ฉันจะได้ยินเสียงตลอดเลย เป็นเสียงแหลมเล็กดังออกมาจากในป่า”
แองจี้เริ่มเล่าเหตุผลของเธอ เมื่อเราเดินเข้ามาได้ซักพัก
“เป็นเสียงกรีดร้องเหรอ”
ผมที่เดินนำเธอ เอ่ยถามโดยที่ยังมองไปเบื้องหน้าอยู่
“เปล่าหรอก มันดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ลากยาวบ้าง สั้นบ้าง”
“เลยทำให้เธอตื่นมากลางดึกทุกคืนเหรอ”
“อื้ม...ก็ไม่ถึงขนาดรบกวนจนนอนไม่หลับหรอก ฟังไปเรื่อยๆก็ผล็อยหลับไปเอง แต่น่าแปลกที่ จีน่า กับคุณแม่ ไม่มีใครได้ยินเลยเนี่ยสิ”
“อืม ประหลาดจริง แล้วไม่ลองเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาพวกเค้าดูล่ะ”
ผมหันหน้ามาถาม
“จีน่าลองแล้ว แต่เธอขี้กลัวเกินไป ส่วนคุณแม่...ท่านไม่ค่อยชอบเรื่องแบบนี้น่ะ”
แองจี้ลดเสียงลงเล็กน้อย หลุบหน้าและตาลงไป
“หมายถึง เรื่องที่เกี่ยวกับ ภูติ ผี วิญญาณ น่ะเหรอ”
“อืม” เธอพยักหน้า
[งั้นเหรอ ก็รู้หรอกว่าพวกขุนนางดูจะรังเกียจความสามารถ ‘เนตรวิญญาณ’ ของแองจี้ แต่ไม่นึกว่าแม่ของเธอเองก็หวาดกลัวด้วยเช่นกัน ถึงอย่างนั้นก็ยังยอมมาอยู่กับลูกสาวในเมืองหลวง คงจะไม่ได้รังเกียจมากจนน่าเป็นห่วงอะไร แองจี้เองก็คงรู้ว่าควรปฏิบัติตัวยังไงกับคนรอบข้าง ในฐานะที่ตัวเองมีทาเลนท์ที่สร้างความหวาดกลัวได้โดยง่ายนี้...เพิ่งจะ 6 ขวบเองแท้ๆ ดูจะรับมือได้ชำนาญราวกับมีผีบอกงั้นแหละ]
“ก็เลย...เลือกผม งั้นเหรอครับ”
ผมยิ้มเล็กน้อย ถามเธอออกไป
“อ๊ะ! อื้ม เพราะไม่รู้ว่าจะมีใครที่พึ่งได้อีกแล้วน่ะ”
เธอดูจะตกใจเล็กน้อยที่ผมพูดไปแบบนั้น...
สิ่งที่แวบขึ้นมาในหัวนั้น
ความรู้สึกเล็กๆนั่น น่าสนใจจริง
“งั้นเหรอครับ ผมดูน่าพึ่งพาขนาดนั้นเชียว ดีใจจัง”
“กะ ก็คุณพ่อไม่อยู่ด้วย ไม่มีผู้ชายคนไหนให้พึ่งอีกแล้วนี่”
เธอเริ่มดูตะกุกตะกัก
“แล้วอย่างคนอื่น ไฮดริค หรือเจนนี่ล่ะ ขอร้องพวกเค้าก็ได้นี่”
ผมเลยลองแหย่ ด้วยข้อเท็จจริงง่ายๆว่า คนอื่นก็ได้ ทำไมถึงต้องเป็นผม ออกไปดู
“พะ พวกเค้าอยู่ไกลไป ละ และดูจะไม่ค่อยชอบเรื่องแบบนี้ด้วย”
เธอเริ่มยกเหตุผลมาสวนผม ดูจะเป็นสิ่งที่เพิ่งคิดได้สดๆร้อนๆ
“จริงเหรอ ผมว่าถ้าลองขอร้องดู พวกเค้าจะเต็มใจช่วยนะ”
ผมเลยรับมือเธอ ด้วยเหตุผลที่แย้งไม่ได้ง่ายๆ
...สายสัมพันธ์ของเพื่อน...
“กะ ก็คงใช่...แต่ว่า! ตอนนั้นฉันนึกถึงโยฮันเป็นคนแรกเลย”
และเธอที่สิ้นหนทางตอบโต้ผม จึงงัดอาวุธสุดท้ายออกมาแทน
สิ่งที่อยู่เบื้องหลังคำโกหกที่สรรค์สร้างจากเหตุและผลอันซับซ้อน...
มันก็คือความจริงที่ถักทอมาจากอารมณ์และความรู้สึกอันแสนเรียบง่าย…
และนั่นคือ สิ่งที่เธอใช้ตอบผมกลับมา
“หืม ทำไมเหรอครับ”
ผมที่รับรู้ถึงความรู้สึกที่เผยออกมาเล็กๆ ราวกับดอกไม้ตูมที่กำลังจะเริ่มแง้มบานนี้ของเธอ เอ่ยถามออกไป
“ทำไมเหรอ?...เอ๊ะ!?”
คิ้วเลิกขึ้น เบิกตาโต อ้าปากค้าง บ่งบอกถึงความตกใจ
เหมือนเธอเพิ่งฉุกคิดได้ ถึงความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ในคำตอบที่เพิ่งพูดออกมา
แก้มเธอแดงระเรื่อ สีแดงราวกับลูกเชอรี่ สีเดียวกับริมฝีปากเธอในตอนนี้
เธอปล่อยมือที่กำชายเสื้อผมอยู่ เปลี่ยนไปกำที่อกเสื้อของเธอแทน
“ทำไม นึกถึงผมเป็นคนแรก ครับ”
ผมถามเธอต่อ ถึงคำตอบที่เต็มเปี่ยมด้วย ‘ความรู้สึก’ นี้ของเธอ
เป็นคำถามที่อัดแน่นไปด้วยความสงสัยใคร่รู้อย่างแท้จริง
ถึงสิ่งที่ผม หลงใหล และไม่อาจมีนี้
“ปะ เป็นคน...”
เธอเริ่มพูดติดๆขัดๆ
“ทำไมถึงต้องเป็นผมเท่านั้น” ผมจึงช่วยถามให้เธอตอบได้ง่ายขึ้น
“น่ะ...น่ะ...นั่นเป็นเพราะ”
ดอกไม้น้อยๆ ค่อยๆคลี่กลีบบาน
“เป็นเพราะ?”
“พะ...เพราะ...”
เบ่งบานออก ค่อยๆเผยให้เห็นกลีบงดงาม
“หือ? เพราะอะไรครับ?”
“พะ...เพราะว่า...”
“...”
“เพราะว่า ถ้าเป็นโยฮันก็จะจำทางกลับบ้านได้ ฉันจะไม่มีทางหลงป่ายังไงล่ะ อะฮะฮะ”
ดอกไม้น้อยๆ ไม่สามารถเบ่งบานรับแสงตะวันได้เต็มที่
เธอตอบผมแบบนั้น และยิ้มส่งให้ผมกลับมา
ด้วยรอยยิ้มแบบไม่จริงใจ ยิ้มแบบปั้นแต่ง และยังคงกำมืออยู่
ผมที่เห็นภาพนั้นก็
“อุฟ! ฮึฮึฮึ”
อดกลั้นขำไม่ได้ เลยหัวเราะออกมาเบาๆ
“เอ๋!? มันน่าขำตรงไหนเหรอ?” แองจี้ที่มองอยู่ร้องถามผม
ผมหัวเราะอยู่ครู่หนึ่ง
เสร็จแล้วจึงพูดตอบไปว่า
“เปล่าหรอก...ไม่มีอะไรทั้งนั้น”
หยุดเว้นไว้ช่วงหนึ่ง มองไปยังใบหน้าของสาวน้อยแก้มใสคนนี้ชัดๆ
“…ผมเข้าใจแองจี้แล้วครับ”
ด้วยรอยยิ้ม ส่งกลับไปให้เธอ
แต่เป็นรอยยิ้มแบบจริงใจ…
...ล่าลา...ล่าลา...ลาล้าลาลา...
มีเสียงลอยมา
““!?””
และพวกเราก็ตกใจทันทีที่ได้ยินเสียงนี้
ลาล้า...ล่าลาลาลา
พวกเรานิ่งเงียบฟังเสียงที่ลอยมาต่อ มันเป็นเสียงที่เล็กและแหลมมาก
“อ๊ะ! เสียงนี้แหละ ที่ฉันได้ยินตอนกลางดึก” แองจี้รีบบอกผมทันที
เท่าที่ฟัง เป็นเสียงที่มีจังหวะในตัวเอง มีสูงมีต่ำ มีค่อยมีดัง เป็นเสียงที่เล็กแหลม ราวกับเสียงเด็กผู้หญิง...ไม่สิ มันเล็กกว่านั้นเสียอีก แม้แต่เด็กสาวด้วยกันอย่างแองจี้ยังไม่เทียบเท่าเลย
“หืม!?”
ทันใดนั้นเหมือนผมฉุกคิดได้ ถึงความรู้สึกคุ้นเคยในเสียงนี้ ถ้ามีความคุ้นเคยก็ต้องเป็นสิ่งที่เคยพบเจอมาก่อน
[เราเคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน โทนเสียงแบบนี้ ‘ไฮเปอร์อินเทลลิเจนท์’ ของเราไม่มีทางลืมแน่นอน ลองไล่ย้อนไปดูในปราสาทความทรงจำ...ที่มาของเสียง หรือว่าจะเป็น]
“ทะ ทำไงดี โยฮัน”
แองจี้ดูสั่นกลัวเล็กน้อย
“ก็คงต้องไปดูเท่านั้นแหละ”
“เอ๋!?”
“วางใจเถอะครับ”
ผมยื่นมือซ้ายข้างที่ถนัด ส่งให้เธอ
“มันไม่มีอะไรน่ากลัวแน่นอน เชื่อใจผมสิ”
ผมจ้องเข้าไปในดวงตาเธอ และพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่แฝงความจริงใจ
เธอจ้องผมกลับอยู่พักหนึ่ง
แล้วใบหน้าที่กังวลอยู่ ก็ค่อยๆผ่อนคลายลง
เธอแย้มยิ้มเล็กๆ
“อื้อ!”
ตอบรับด้วยความเชื่อใจ ยื่นมือขวามาจับมือผม
รับรู้ได้จากมือเธอ ผ่านเนื้อหนังลงไปนั้น ชีพจรเต้นแรง และฝ่ามือช่างอบอุ่น
นานมากแล้วที่ไม่ได้สัมผัสมือใครเลย
ครั้งสุดท้ายที่รับรู้ถึงความอบอุ่นแบบนี้มันเมื่อไหร่กันนะ
บางทีคงเป็นตั้งแต่จับมือของ ชาร์ล็อต เมื่อชีวิตก่อน
อา...นานมากจริงๆด้วย
อาจเป็นเพราะมือของเราเย็นเกินไปหรือเปล่า จึงรู้สึกว่ามือของแองจี้นั้นช่างร้อนรุ่มเสียเหลือเกิน
มันทำให้สัมผัสได้ถึงชีวิต ที่ไหลเวียนออกมาจากหัวใจดวงน้อยๆนั่น
เราจะมีได้บ้างหรือเปล่านะ…
แบบนั้นน่ะ...
หัวใจที่เอ่อล้นไปด้วยชีวิตเฉกเช่น มนุษย์
...ท่ามกลางผืนป่าไม้เขียวชอุ่ม เด็กชาย และเด็กสาว เดินจับมือ จูงเดินไปด้วยกัน สำหรับคนอื่นที่มาเห็นอาจไม่ใช่ สำหรับเด็กสาวอาจไม่แน่ แต่สำหรับเด็กชาย...ถึงแม้นี่จะเป็นเหตุการณ์ที่จะกลายไปเป็นภาพความทรงจำเล็กๆสั้นๆ แต่มันจะเป็น ความทรงจำที่แสนสำคัญภาพหนึ่งที่ถูกใส่กรอบประดับไว้ในปราสาทความทรงจำของเจ้าตัว ไปชั่วชีวิต...