ภาคที่1 ตอนที่5 อาภรณ์อัสนีเก้า์ชั้นแรก
แก๊ก!
แก๊ก!
พยัคฆ์ขาวอัสนีก้าวเท้าเดินวนรอบตัวของเฟิงอี้อย่างระแวดระวังนั่นเป็เพราะเฟิงอี้มิขยับและมิแสดงกริยาหวาดกลัวออกมา
มันสงบจนน่าเลื่อมใสและดูน่าเกรมขาม
พยัคฆ์ขาวอัสนีเป็สัตว์ระดับกำเนิดเส้นชีพจรขั้นที่2แต่พละกำลังนั้นเหนือสัตว์ป่ามากมายหลายชนิด
อีกทั้งยังมีพลังแห่งอัสนีสถิตอยู่ดั่งเป็ธาตุประจำตัวของมัน
โฮก!
เสียงคำรามขู่คำรามดังไปทั่วป่าและยังครวญครางออกมาอย่างยิ่งใหญ่
เพียงแต่เฟิงอี้ในเวลานี้มิได้หวาดกลัวมิได้สนใจมิได้ตอบโต้
ราวกับว่าเฟิงอี้ได้ละสังขารไปแล้ว.....
"เ้ากล้าหรือ?"เฟิงอี้หลับตาแต่ยังกล่าวออกมาด้วยความมิค่อยแยแส
แก๊กๆ!
เปรี้ยง!
ราวกับเสียงคำรามแห่งอัสนีได้บรรเลงแก่สัตว์โลกทั้งหลายในมนุษย์ภูมิ
ร่างกายใหญ่โตของพยัคฆ์ขาวอัสนีได้พุ่งทะยานกายเข้าหาเฟิงอี้พร้อมกับเส้นสายอัสนีสีขาวได้ไหลแล่นเกี้ยวพันอยู่บนกรงเล็บสีเงินวาวที่ตะปบลงมายังเฟิงอี้..
แสงสว่างวาบบาดดวงเนตรทำให้เฟิงอี้มิคิดจักลืมตา..
ภายในห้วงแห่งการบ่มเพาะของเฟิงอี้เส้นชีพจรอัสนีสีเหลืองทองยังปรากฏอยู่อย่างสวยงามและน่าเกรงขาม..
ฟู่ว!
ราวกับเกิดเสียงบางอย่างกระทบจิติญญาของเฟิงอี้เส้นชีพจรอัสนีสั่นไหวเพียงเล็กน้อยเส้นสายอัสนีที่เป็ออร่าที่อยู่รอบๆเส้นชีพจรได้ไหลเวียนและก่อรูปร่างขึ้น
จากการไหลเวียนของออร่าสายอัสนีมันเกี้ยวพันหมุนวนกันไปมาอย่างเบาบางก่อนจักเกิดเป็รูปทรงกลมราวกับลูกแก้วสีทองบริสุทธิ์และบาง
ในเวลาเพียงมิถึงเสี้ยววินาทีลูกแก้วทองบริสุทธิ์ได้เปลี่ยนรูปร่างโดยฉับพลัน
เมื่อดวงตาทอดไปมองจักพบว่าก้อนทองบริสุทธิ์จากเส้นสายอัสนีเปลี่ยนกลายเป็อาภรณ์สีทองอร่ามงดงามวิจิตรมันสว่างไสวราวกับอาภรณ์ของเทพเ้า
อาภรณ์นี้มีแขนที่ยาวและดูจากรูปร่างแล้วเป็อาภรณ์ที่ครอบคุมไปได้ทั้งตัวผู้ใส่
เปรี้ยง!
กรงเล็บพยัคฆ์ขาวอัสนีวาดลงจากเบื้องบนได้ขย่ำลงบนตัวของเฟิงอี้อย่างไร้ปราณีแสงอัสนีสีขาวสว่างวาบอย่างวิจิตรหากเป็ขันทีที่ถูกเฟิงอี้ขู่เข็ญคงตกตายอย่างน่าสังเวช
แม้แต่ทหารภายในวังที่มีการบ่มเพาะระดับกำเนิดเส้นชีพจรขั้นที่4ยังต้องาเ็ได้!
แต่!
ทันทีที่กรงเล็บจักได้ััถึงเนื้อหนังมังสาของร่างหนุ่มวัยเยาว์อย่างเฟิงอี้กลับปรากฏอาภรณ์สวยงามวิจิตรตระการตาและมีแสงอัสนีเปล่งประกายอย่างดุดันจนพลัง์ต่างสั่นไหวอย่างแปรปรวน
นี่แสดงให้เห็นถึงพลังของเคล็ดวิชาระดับเทพ!
มันคือวิชาของเทพเ้าอย่างแท้จริง!
จี๊ด!
เสียงซู่ซ่าดังขึ้นพร้อมกับเสียงคำรามอย่างตื่นตะลึงและเ็ปของสัตว์กินเนื้อได้ดังขึ้นอย่างน่าเวทนาเป็ความรู้สึกทุกข์อย่างมิต้องสงสัย
ตึง!
ร่างของพยัคฆ์ขาวอัสนีล่องลอยกระเด็นออกไปราวหนึ่งถึงสองเมตรและคลุกคลานอยู่กับพื้นอยู่ครู่หนึ่งกว่าจักยืนขึ้นดังเดิมได้ตอนนี้สภาพของพยัคฆ์ขาวอัสนีที่ยิ่งใหญ่และดูน่าเกรงขามได้เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความอัปยศ
เศษดินได้ติดตามตัวของพยัคฆ์ขาวอัสนีเต็มไปหมดมันทำให้ร่างขาวสะอาดงดงามของมันกลายเป็น่าเกลียดโดยพลัน
ที่ขาขวาที่ใช้ตะปบมายังร่างของเฟิงอี้อย่างองอาจและกล้าหาญเหี้ยมโหดได้มีรอยไหม้ดำคล้ำและปล่อยกลิ่นที่เหม็นไหม้ออกมาคลุ้งไปทั่วอากาศ
กรร!
น้ำเสียงขู่คำรามจากที่ยิ่งใหญ่ปกคลุมไปทั่วป่าบัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็ค่ำครวญ
แต่ดวงตาของพยัคฆ์อัสนียังมิยินยอมที่จักยอมแพ้มันแดงก่ำราวกับว่าเกรี้ยวโกรธแต่มันระมัดระวังยิ่งกว่าเดิมด้วยขาที่าเ็ของมันในตอนนี้พละกำลังของมันลดลงมามิมากก็น้อย
ในตอนนี้ดวงเนตรหรือดวงตาที่ถูกชั้นเนื้อหรือเปลือกตาของชายหนุ่มนามเฟิงอี้ได้เปิดออก
รอยยิ้มเย็นปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลาก่อนที่ร่างกายของเขาจักเปลี่ยนอิริยาบถเป็การยืนขึ้นที่สง่างามผมสีดำสนิทตอนนี้สว่างไสวมันวาวเพราะอาภรณ์อัสนีที่วิจิตรงดงามและแสดงพลังอย่างน่าเกรงขาม
ผมยาวมันวาวได้เคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตพลิ้วไหวขึ้นบนอากาศอย่างพอดีมือเรียวงามที่ขาวสะอาดของเฟิงอี้ราวกับของสตรีได้เคลื่อนไหวก่อนจักยกขึ้นมาพร้อมกับนิ้วชี้ที่กางออกเด่นมาแตะริมฝีปากบน
ชู่ว!
ลมถูกเป่าออกมาจากโอษฐ์หรือปากที่นุ่มชื้นของบุรุษรูปงามอย่างเฟิงอี้ก่อนที่จักมีเสียงเอ่ยออกมาอย่างมิแยแสแต่นุ่มนวลผิดปกติ
“หยุดก่อนแมวน้อย...หึหึ..”ราวกับว่าชายหนุ่มผู้รูปงามนี้ได้เจอกับสหายหรือลูกหลานของเขารอยยิ้มแม้จักเ็าแต่ดูงดงามได้เผยให้พยัคฆ์ขาวอัสนีได้เห็นหากเป็สตรีใดที่ได้พบพานคงจักหลงไหลเป็แน่นอน
อย่างมิอาจห้ามเวทนา[1]ของตนได้...
จบ..
กาลนี้มีเพียงเงาที่ตกทอดของนักอ่านที่มากล้นเหลือหลายเศร้าสุดโดยแท้เมื่อมิได้พบพาน....
[1] : เวทนา คือ ความรู้สึก ในบางอิริยาบถสามารถ บอกว่าเป็ ความรู้สึกสุข,ทุกข์ ได้