ตอนที่ 10
ต้นตอของเื่เลวร้าย
เสียงล้อเกวียนบดเบียดพื้นหิมะหนาดัง...ครืนต่อเนื่องรถบรรทุกเคลื่อนเข้ามาใกล้ แม้โสตรับรู้ได้ยินชัด แต่ร่างกายที่ปวดแปลบไปทั่วทั้งร่างราวกับพร้อมจะแตกสลายออกได้ทุกเมื่อ ทำให้หลงจิวเมิ่งไม่อาจกระดิกแม้ปลายนิ้วขึ้นตอบสนองยิ่งตอนนี้ถูกหิมะหนาทับถมร่างจมลึก แม้ยังมีลมหายใจ แต่จำต้องใช้ลมปราณหล่อเลี้ยงประคับประคองฟื้นฟูร่างกาย
...การฝืนฝึกเทพวิชาทั้งที่ยังไม่อาจเข้าสู่...ระดับลมปราณเชื่อมฟ้าดินเช่นนี้ช่างอันตรายยิ่งนัก เพียงฝึกฝนใช้ออกย่างก้าวเดียว กลับสูบลมปราณในร่างไปจนแทบหมดสิ้นเห็นทีเราคงไม่อาจฝืนฝึกฝนเทพวิชาท่าร่างฤดูกาลผกผันได้ในเร็ว ๆ นี้
เมื่อได้สติกลับคืนหลงจิวเมิ่งก็เร่งกำหนดลมหายใจ ฟื้นฟูลมปราณในร่าง แต่แล้วจู่ ๆเสียงของผู้คน้าที่สนทนาดังขึ้นเรื่อย ๆ พลันเรียกความสนใจของหลงจิวเมิ่งจนต้องหยุดฝึกฝนแต่กลางคัน เปลี่ยนเป็บังคับควบคุมลมปราณที่เหลืออยู่น้อยนิดผนึกรวมไปที่บริเวณใบหูลอบฟังคำสนทนาซึ่งกำลังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง
“นายท่านไม่ต้องเป็ห่วง ข้าได้ตรวจสอบเป็อย่างดีแล้วรับรองว่าในรัศมีห้าลี้กลางป่าที่หิมะเพิ่งตกหนาเช่นนี้ ไร้ซึ่งรอยเท้าแม้สักรอยแถมเงียบสงบ ปลอดผู้คนสัญจรอย่างแน่นอน”
“อืม ระวังไว้เป็ดีเพราะเื่ราวเช่นนี้หากมีผู้คนพบเห็น พวกเราจะพลอยเดือดร้อนกันไปทั้งหมด”เสียงอันคุ้นหูหลงจิวเมิ่งเอ่ยตอบ “ว่าแต่ นี่ก็ใกล้กำหนดนัดหมายส่งมอบสิ่งของแล้วเหตุใดคนของอีกฝั่งยังไม่มากันอีก”
โฮก !!!
ไม่ทันที่คำถามนั้นจะได้รับคำตอบ เสียงคำรามของสัตว์ร้ายก็ดังกังวานขึ้นขัดจังหวะขบวนเคลื่อนที่ไวบนหลังสัตว์เคลื่อนไหวผ่านเขตหิมะขาว ปรากฏขึ้นที่ไกลตาทำให้หลงจิวเมิ่งที่ติดอยู่ใต้กองหิมะหนา ได้ยินเสียงฝ่าเท้าของฝูงสัตว์ซึ่งมีทั้งเบาหนักแตกต่างเคลื่อนตัวเข้าหาท่ามกลางพื้นหิมะด้วยความว่องไว เพียงครู่เดียวเสียงฝีเท้าของทั้งคนและสัตว์ที่ผสมปนเปกันก็หยุดลงบริเวณไม่ห่างจากจุดที่หลงจิวเมิ่งนอนจมอยู่นัก
“ส...สะ สุนัขป่าหิมะหลังเทา”ผู้นำฝั่งที่ขนสินค้ามากับรถเกวียนเอ่ยด้วยความตระหนกเพราะมันไม่เคยพบผู้ฝึกตน ที่สามารถบังคับควบคุมสัตว์อสูรระดับเหนือธรรมชาติได้มาก่อน
...คำสุนัขป่าหิมะหลังเทาน้ำเสียงนี้ช่างคล้ายคลึงกับหลงซุนยิ่งนัก
“ฮ่าฮ่า ฮ่า ท่านผู้นำหลงช่างตาแหลมยิ่งนัก ใช่แล้วนี่คือสุนัขป่าหิมะหลังเทา” ผู้ซื้อสินค้าอีกฝั่งเอ่ยขึ้นด้วยความภาคภูมิก่อนจะโยนถุงใส่สิ่งของบางอย่างให้กับผู้นำฝั่งขนสินค้า
“ร้ายกาจร้ายกาจ...ข้าหลงซุนนับถือ ท่านหัวหน้ายิ่งนัก”แม้ปากเอ่ยชื่นชมสัตว์เลี้ยงของอีกฝ่ายแต่เมื่อได้รับสิ่งของตอบแทนมาถึงมือ หลงซุนก็ก้มหน้าก้มตารีบแกะถุงสิ่งของออกดูแทบจะทันที“โอสถสำรวมจิตสองเม็ด แต่นี่ยังขาดอยู่อีกหนึ่ง...”
...เป็มันจริงๆ เ้าสารเลวหลงซุนที่แท้ มันก็แอบยักยอกสินค้าของตระกูล เอาไปค้าขายกับพวกคนเถื่อนเพื่อแลกกับโอสถสำรวมจิต เข้าใจแล้วนี่คงเป็สาเหตุที่จู่ ๆ เ้าลู่จินก็มีระดับลมปราณไวขึ้นผิดหูผิดตาแถมโอสถสำรวมจิตคุณค่าที่แท้จริงคือเพิ่มโอกาสในการทะลวงผ่านจากชั้นกำเนิดลมปราณสุดปลายไปเป็พื้นฐานลมปราณขั้นต้น
“ท่านผู้นำหลงใจเย็นโอสถสำรวมจิต แม้ขาดไปหนึ่งเม็ดก็จริง แต่ข้าก็มีสิ่งของทดแทน ที่เท่าเทียมหรืออาจจะดีกว่าเสียด้วยซ้ำไปและวันนี้ข้าก็นำมันมามอบให้กับท่านแทนที่อยู่แล้ว”
“สิ่งของที่เท่าเทียมหรือดีกว่า...”หลงซุนทวนคำพลางเก็บขวดบรรจุโอสถเอาไว้อย่างมิดชิด
“ใช่แล้วเพราะสิ่งนี้คือ...เหล็กเย็น โลหะหายากที่สามารถหลอมสร้างเป็อาวุธชั้นเลิศจำนวนสามก้อน”
เสียงหีบไม้ถูกขนถ่ายลงจากหลังสัตว์อสูรวางลงบนพื้น หลงซุนไม่เก็บอาการเพราะมันรู้ดีว่ายอดศาสตรานั้นสำคัญไม่แพ้พลังลมปราณ หรือเคล็ดวิชาเลิศล้ำ ซึ่งเหล็กเย็นนั้นก็มีค่ามากกว่าโอสถสำรวมจิตตามคำกล่าวของหัวหน้าคนเถื่อนจริงๆ และถ้าหากมันได้รับเหล็กเย็นจริงเช่นนั้นมันจะสืบเสาะหาช่างตีเหล็กฝีมือดีมาหลอมสร้างเป็กระบี่วิเศษคู่กายเล่มหนึ่ง
“เพียงสามก้อน”เมื่อเห็นขนาดของเหล็กเย็นที่แต่ละก้อนใหญ่เท่าสองกำปั้นเด็กวางต่อกันเท่านั้นสีหน้าของหลงซุนก็แสดงความผิดหวังออกมาอย่างชัดเจน
“ท่านผู้นำหลงอย่าได้กังวลไปข้ารูว่าหากท่าน้าจัดสร้างอาวุธชั้นเลิศ อาจจะต้องใช้เหล็กเย็นราว ๆสิบห้าถึงยี่สิบก้อน”
“สิบห้าถึงยี่สิบก้อน”หลงซุนเอ่ย พลางพยักหน้าเบา “ถ้าท่านพูดออกมาเช่นนั้น ก็แสดงว่าสิ่งของแลกเปลี่ยนในงวดต่อๆ ไป ก็คือเหล็กเย็นสินะ”
“ฮ่าฮ่า ฮ่า สมกับเป็ผู้นำสาขาของตระกูลใหญ่ ข้าแย้มพรายเพียงนิดท่านก็คาดเดาได้ถูกต้องจนปรุโปร่ง นับถือ นับถือ”
การเจรจาแลกเปลี่ยนและขนถ่ายยังคงดำเนินต่อไปอีกราวครึ่งชั่วยาม ซึ่งั้แ่ได้ยินคำ...เหล็กเย็นหลงจิวเมิ่งที่แอบฟังคำสนทนาอยู่ใต้ชั้นหิมะหนา ก็จิตสมาธิไม่อยู่กับตัวเพราะเขารู้ดีถึงความสามารถของโลหะชนิดนี้ที่เหมาะสมกับแผนการที่วางเอาไว้ก่อนหน้าพอดี จึงเร่งฟื้นฟูลมปราณรอคอยการแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้น จะได้ขึ้นมาชมดู ว่าผู้ที่ทำการแลกเปลี่ยนกับหลงซุนนั้นเป็ค่ายโจรหรือคนเถื่อนกลุ่มใดกัน
เสียงผู้คนแยกย้ายยามนี้ไม่มีสิ่งของบรรทุก ล้อเกวียนที่บดเบียดพื้นเสียงเบากว่าขามามาก กลายเป็แล่นไวและจากไปก่อนผู้คนของอีกฝั่งที่ยังคงวุ่นวายกับการจัดสิ่งของแลกเปลี่ยนย้ายขึ้นไปไว้บนหลังสัตว์อสูรหลากชนิดที่ติดตามขบวนมาด้วย
“ลูกพี่เมื่อไหร่กันที่พวกเราจะเข้าไปยึดครองสถานที่ของพวกมันกันละขอรับ”
“ใจเย็นตอนนี้กองทัพสัตว์อสูรของเรามีจำนวนน้อยและอ่อนด้อย หากใช้ผู้ฝึกตนเข้าจู่โจมโดยตรงรังแต่จะชักนำให้กลุ่มอำนาจที่เหนือกว่าย้อนกลับมากวาดล้างเช่นนั้นจึงเป็การกระทำที่ไร้ค่า” เสียงเอ่ยเย็นเยียบแฝงความอำมหิต“ในเมื่อเ้างั่งหลงซุนมันสามารถเพาะปลูกสมุนไพรส่งมอบให้เราได้เรื่อย ๆ เช่นนั้นท่านนักพรตฮัว ย่อมมีวัตถุดิบในการทำโอสถทั้งจัดหา และหล่อเลี้ยงกองทัพสัตว์อสูรของเราได้ไม่ขาด”
“อืมที่ท่านหัวหน้าเอ่ยมาก็ถูกถ้าเช่นนั้นอีกหกเดือนพวกเราก็น่าจะพร้อมจู่โจมป้อมพายุหิมะข้าจะกวาดต้อนอิสตรีของพวกมันมาให้หมด” คำของโจรเถื่อนผู้นี้ ช่วยเรียกเสียงหัวร่อและถ้อยคำหื่นกระหายลามกดังระงมตามหลังต่อเนื่องในทันที
“ยังหรอกแม้สัตว์อสูรจะฝึกได้จนครบหนึ่งร้อยและพร้อมใช้งาน แต่การบุกทำลาย ไม่ใช่สามารถกระทำได้ทันทีเพราะหากทำเช่นนั้นจะเป็เพียงแค่แผนการชั้นเลว พวกเราจะรอคอยจนเข้าสู่ฤดูพายุหิมะในปีหน้าเมื่อนั้นการสื่อสารจะกลายเป็ลำบากจนแทบจะถูกตัดขาดไปอีกสามเดือนแผนการยึดครองและกวาดต้อนทุกสิ่งจึงจะไร้จุดบกพร่องร่องรอยหลักฐานให้สืบเสาะกว่าจะผ่านพ้นสามเดือน เวลานั้นก็คงไม่หลงเหลือแล้วเราค่อยทำทีเป็กลุ่มผู้อพยพกลับมายึดครองพื้นที่เสียหายในภายหลังก็มิสาย”
...อย่าบอกนะว่าสัตว์อสูรคลุ้มคลั่งในชีวิตก่อน มิใช่เกิดโดยธรรมชาติ หากแต่เป็เพราะเ้าสารเลวพวกนี้เป็ผู้บังคับสัตว์อสูรให้เข้าโจมตีป้อมพายุหิมะจนพังทลาย ผู้คนตกตายบ้านเรือนพังพินาศ
หลงจิวเมิ่งตัวสั่นเทาด้วยความโกรธแค้นอยู่ใต้พื้นหิมะแต่รู้ดีว่าตอนนี้ตนยังมิใช่คู่ต่อสู้ของหัวหน้ากลุ่มของพวกมัน
...ตอนแรกข้าก็คิดว่าศัตรูที่ทำลายค่ายพายุหิมะมีเพียงแค่ฝูงสัตว์อสูรที่คลุ้มคลั่งสุดท้ายได้แต่ก่นด่าโชคชะตา เห็นทีงานนี้จะแก้ปัญหาเดิม อาจจะไม่ง่ายดายอย่างที่คิดเอาไว้ในตอนแรกเสียแล้ว
เมื่อเสียงฝีเท้าของสัตว์ร้ายจากไปครู่ใหญ่หลงจิวเมิ่งก็ไม่ประมาท แม้พลังลมปราณฟื้นคืนมาแล้ว แต่ยังมิกระโจนขึ้นจากใต้กองหิมะสุมเพียงกระแทกหมัดขึ้นสู่้า โผล่พ้นเพียงฝ่ามือทะลุชั้นหิมะหนาขึ้นมา พร้อมใช้พลังลมปราณดีดเศษหินที่เก็บได้จากด้านล่างปลิวไร้ทิศทางไปกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง จนส่งเสียงดังโครม อีกทั้งเพ่งสมาธิไปที่สองหูเพื่อสดับเสียงว่ามีการเคลื่อนไหวใดๆ ที่เบื้องบนหรือไม่ เมื่อไม่พบว่ามีการเคลื่อนไหว หลงจิวเมิ่งจึงค่อยทลายพื้นหิมะหนากลับขึ้นมายังพื้น้า
เมื่อขึ้นมาหยุดยืนอยู่้าพื้นหิมะทำให้พบว่า้า ดวงอาทิตย์ขึ้นตรงแถมสาดแสงแรงไปทั่ว ค่อยนึกขึ้นได้ว่าตนเองรับปากว่าจะไปหาต้าฮวน แต่เมื่อมองดูสภาพเสื้อผ้าเปียกปอนและใบหน้าเป็กังวลของผู้เป็บิดาผุดขึ้นหลงจิวเมิ่งจึงเลือกที่จะกลับไปยังเรือนไม้ริมบึงน้ำแข็งก่อนเป็คำรบแรก
...นับว่า์ยังมีเมตตาให้ข้ามีโชคหนุนเสริม ได้รับฟังเื่ราวของเหล่าโจรชั่วแถมยังรู้อีกว่าจะไปหาวัตถุดิบหลอมสร้างอุปกรณ์สำคัญช่วยในการปีนป่ายได้ที่ไหน