ทุกสิ่งที่เป็การต่อสู้เขาก็สั่งให้คนอื่นทำแทนอยู่แล้วส่วนตอนเกิดเหตุก่อการร้ายในเมืองหลวง หากในตอนนั้นมีอันตรายเกิดขึ้นดูท่าเขาคงจะต้องปรับให้มันบางและเล็กลงที่สุดแล้วค่อยเอาออกมาใช้
หลังจากเคลดึงพลังของโล่กลับคืนสู่หัวใจเขาก็เคาะต้นไม้ที่กลายเป็สีขาวเบา ๆ โดยไม่มีเหตุผลแล้วเดินจากไปฝนที่โปรยปรายลงมาท่ามกลางหมอกหนาทำให้ไหล่ของเคลเปียกชื้น
เนื่องจากชอบหมอกแต่เกลียดฝนเคลจึงรีบก้าวเท้าอย่างรวดเร็วเพื่อมุ่งหน้ากลับไปยังคฤหาสน์ทว่าในตอนที่กำลังนึกอยากได้รถม้าขึ้นมานั้นเอง
เมี้ยวววว
เมี้ยวววว
เคลรู้สึกเย็นวาบที่บริเวณหลังคอแวบหนึ่งเมื่อเห็นดวงตากลมโตสีทองสองคู่ตรงหัวมุมถนนหน้าคฤหาสน์ เขาก็เผยใบหน้ายับย่น
ลูกแมวเปียกฝนสองตัวดูน่าสงสารจับใจทั้งสองส่งเสียงร้องครวญครางและเดินเข้ามาหาเคลจากนั้นพวกมันก็เอาหน้าถูไถคลอเคลียตามขาของเขา
“เฮ้อ”
เคลถอนหายใจแล้วเดินต่อไปโดยมีลูกแมวสองตัววิ่งตามหลังไปติดๆ ด้วยขาสั้น ๆ ของพวกมัน
“นายน้อย นี่มันอะไรกันเหรอครับ”
คนที่ทักทายเคลเมื่อมาถึงคฤหาสน์ก็คือผู้ช่วยพ่อบ้านฮันส์เบิกตากว้างและทำสีหน้าเหลอหลาเหมือนคนทึ่มทื่อเมื่อมองแวบแรกเขาดูตกตะลึงจนพูดไม่ออกเคลจึงเดาะปากและยื่นสิ่งที่ถืออยู่ในมือทั้งสองข้างไปด้านหน้า
“หยุดพูดเื่ไร้สาระแล้วรับไปซะ”
ดวงตาของฮันส์สั่นไหว
“นะ...นี่มันลูกแมวตัวน้อยที่แสนน่ารักน่าเอ็นดูนี่ครับ”
อีกฝ่ายช่างสมกับเป็พ่อบ้านจริง ๆฮันส์มองเ้าแมวทั้งสองอย่างทำอะไรไม่ถูกและอุ้มพวกมันที่ห้อยต่องแต่งอยู่ในมือของเคลเอาไว้ในอ้อมแขนอย่างเบามือที่สุดแต่ถึงแม้จะอยู่ในอ้อมแขนของฮันส์ ลูกแมวทั้งสองก็ยังคงจ้องมองเคลไม่วางตา
“นายน้อยครับกระผมขอดูแลคุณลูกแมวที่แสนน่ารักพวกนี้ได้ไหมครับ”
“ตามใจเถอะ”
ฮันส์ยิ้มมุมปากเคลที่เฝ้ามองภาพนั้นจึงเดินผ่านเ้าแมวทั้งสองตัวไปแล้วกล่าวเสริมขึ้นว่า
“อ้อ แล้วก็มีเื่ที่นายต้องรู้ไว้เ้าเด็กพวกนี้จะเงียบลงถ้าได้ของกิน และมันสองตัวก็เป็พี่น้องกันน่ะ”
ลูกแมวทั้งสองสะดุ้งโหยงและตัวสั่นเทาดวงตาสีทองกลมโตมองตรงไปที่เคล
“ครับ?”
เมื่อฮันส์ถามกลับอย่างมึนงงเคลจึงเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย ก่อนจะก้มศีรษะลงแล้วลูบหัวลูกแมวทั้งสองตัว
เขานึกสงสัยอยู่แล้วแต่ก็เพิ่งแน่ใจเมื่อครู่นี้เอง
เคลก็ได้กลิ่นจาง ๆของยาสมุนไพรที่ตนให้ไปโชยออกมาตอนที่แมวตัวสีเงินเดินเข้ามาใกล้และในตอนที่อุ้มแมวทั้งสองตัวฝ่าสายฝนกลับมา เขาก็ได้กลิ่นจาง ๆของสเต๊กเนื้อกับพาสต้าครีมเบคอนซึ่งเป็มื้อเช้าของวันนี้
ดังนั้นเคลถึงได้มั่นใจและแล้วเหตุการณ์ใน่ไม่กี่วันมานี้ที่อยู่ในหัวของเขาก็ได้รับคำตอบ
“คิดว่าฉันไม่รู้หรือไง”
ดวงตาสีทองของลูกแมวสองตัวยังคงสั่นไหวเคลเลิกคิ้วขณะมองสองพี่น้องที่ตนให้ข้าวให้นํ้ามาตลอดหลายวันก่อนจะยกยิ้มมุมปาก
ตุบ ตุบ
แม้เขาจะลูบพวกมันอย่างหนักมือลูกแมวทั้งสองก็เอาแต่จ้องมองเคลตาไม่กะพริบเขานึกถึง่เวลาที่พบกับชเวฮันครั้งแรกใต้กำแพงเมือง ตอนนั้นมีแมวสีเงินที่ได้รับาเ็และเอาแต่ส่งเสียงขู่ฟ่อส่วนข้าง ๆ กันก็มีแมวสีแดงที่ส่งเสียงร้องครวญคราง
ดูเหมือนว่าแมวตัวสีเงินจะเป็พี่สาว ส่วนน้องชายคงเป็แมวตัวสีแดงสินะ
มุมปากของเคลระบายยิ้มเจิดจ้าพลางมองไปที่แมวทั้งสองแล้วเอ่ยขึ้น
“ไว้ค่อยคุยกันนะ”
สองพี่น้องที่เคลสันนิษฐานว่าเป็สมาชิกเผ่าแมวซึ่งเป็หนึ่งในเผ่ามนุษย์สัตว์ต่างพากันหลบสายตาขณะนั้นเองฮันส์ก็ถามขึ้นอย่างไม่แน่ใจ
“...หมายถึงกระผมเหรอครับ”
“ไม่ใช่นาย”
ฮันส์มองเคลและแมวทั้งสองตัวด้วยสีหน้าที่ยิ่งฉายแววตะขิดตะขวงใจก่อนจะโอบกอดพวกลูกแมวไว้อย่างหวงแหนกว่าเดิมซึ่งเป็ท่าทางที่ทำเพื่อหลบเลี่ยงบุคคลอันตรายแต่ในไม่ช้าเขาก็ต้องเข้าใกล้เคลอีกครั้ง
“จะออกไปข้างนอกอีกเหรอครับ”
“ใช่”
เนื่องจากเคลเปลี่ยนเสื้อคลุมตัวนอกและเตรียมตัวจะออกไปข้างนอกอีกครั้ง
“ไปไหนเหรอครับ”
“ฉันมีสัญญาที่ต้องรักษาน่ะสิแล้วก็มีคนที่ต้องไปเจอด้วย”
“...นายน้อยกำลังบอกว่าท่านรักษาสัญญาอย่างนั้นเหรอครับ”
เคลย้อนถามเมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของฮันส์
“นายนี่พูดไม่คิดมากขึ้นเรื่อย ๆ เลยนะ”
“ขออภัยครับ”
ผู้ช่วยพ่อบ้านเอ่ยขอโทษอย่างรวดเร็ว
เ้าหมอนี่คือคนที่มีความสามารถมากที่สุดในบรรดาผู้ชิงตำแหน่งพ่อบ้านจริงๆ เหรอเนี่ย หากดูจากการที่เขาจัดการกับคำขอของชเวฮันแล้ว ฮันส์ก็ดูเหมือนมีความสามารถพอตัวทว่าเคลกลับรู้สึกไม่ค่อยไว้ใจอีกฝ่ายที่กำลังฉีกยิ้มสดใสขณะลูบแมวทั้งสองไปด้วยเลยแม้แต่น้อย
ฉันจะพาหมอนั่นไปเมืองหลวงด้วย
นี่คือเื่ที่ฮันส์ไม่เคยแม้แต่จะคิดฝันมาก่อนไม่สิ กระทั่งในฝันหากรู้เื่นี้เข้า เ้าตัวก็ยังต้องเสียใจเคลครุ่นคิดเื่นั้นก่อนจะถามถึงคนที่เขาไม่เห็นหน้ามาั้แ่เมื่อกี้นี้แล้ว
“รอนล่ะ”
เมื่อถามออกไปรอยยิ้มพึงพอใจก็ปรากฏบนริมฝีปากของฮันส์
“ได้ยินมาว่าท่านชเวฮันจะร่วมทางไปด้วยกันจนถึงครึ่งทางและจะเป็หนึ่งในผู้คุ้มกันของนายน้อยจนถึงตอนนั้นใช่ไหมครับ”
ฮันส์นึกถึงชเวฮันซึ่งเอาชนะการดวลกับเหล่าสมาชิกกองอัศวินของตระกูลเคานต์ในวันนี้ทักษะการต่อสู้ของเด็กหนุ่มดีเกินคาดจึงสามารถทำหน้าที่เป็ผู้คุ้มกันตามคำขอของเคลได้
แน่นอนว่าทั้งฮันส์และเหล่าคนในกองอัศวินต่างก็ไม่รู้ว่าความสามารถที่ชเวฮันเผยออกมาเป็เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเขายังมีความสามารถที่แท้จริงซึ่งซุกซ่อนเอาไว้อีก
“คุณรอนได้ยินมาว่าท่านชเวฮันก็จะเดินทางไปด้วยจึงออกไปซื้อเสื้อผ้าและข้าวของที่จำเป็สำหรับการเดินทางกับท่านชเวฮันครับ อ้อคุณพ่อครัวบีครอสเองก็ไปด้วยเช่นกันครับ”
“งั้นเหรอ โล่งอกไปที”
ดูเหมือนพวกเขาจะเข้ากันได้ดีทีเดียวไม่บ่อยนักที่รอยยิ้มสดใสจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเคลซึ่งเข้ากันได้ดีกับผมสีแดงเงางามฮันส์ภูมิใจที่ได้เห็นภาพนั้นแล้วกล่าวต่อ
“ดูเหมือนว่าทั้งคุณรอน ท่านชเวฮันและคุณบีครอสจะตื่นเต้นที่จะได้ไปปรนนิบัตินายน้อยนะครับ”
แต่แล้วฮันส์ก็ได้เห็นใบหน้าของเคลที่หม่นหมองลงในพริบตา
ทำไมจู่ ๆ นายน้อยถึงทำหน้าเหมือนคนหมดความอยากอาหารแบบนั้นล่ะ
ฮันส์เองก็พลอยทำสีหน้าอมทุกข์ออกมาไม่ต่างกัน
คนที่มีสีหน้าอมทุกข์ทั้งสองเดินออกมาที่ประตูหน้าของอาคารหลักเคลก้าวขึ้นไปนั่งบนรถม้าแล้วถามขึ้นลอย ๆ กับฮันส์ที่เดินตามมาส่ง
“อ้อ จะว่าไปแล้ว ฮันส์พวกผู้ช่วยพ่อบ้านไม่ต้องเรียนรู้การป้องกันตัวขั้นพื้นฐานไว้บ้างเหรอ”
“ต้องเรียนครับ”
“ไม่ใช่ว่านายเป็ตัวเต็งตำแหน่งพ่อบ้านหรอกเหรอ”
มุมปากของฮันส์ยกยิ้มท่านเคานต์บอกว่าเขาจัดการงานที่ได้รับมอบหมายเป็อย่างดีและมีความประพฤติที่น่าชื่นชมจึงได้รับความโปรดปรานเป็อย่างมาก
“แน่นอนครับ กระผมรู้วิธีต่อสู้ด้วยมือเปล่าการใช้มีดสั้นและหอก ซึ่งเป็ทักษะขั้นพื้นฐานของทั้งสามอย่างครับ”
เพื่อเตรียมพร้อมหากมีเหตุอันตรายเกิดขึ้นและเหล่าสมาชิกในตระกูลจำเป็ต้องหลบหนีพ่อบ้านที่มีศักยภาพจึงต้องเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้ขั้นพื้นฐานเอาไว้บ้าง
“สุดยอดไปเลยนี่”
“นิดหน่อยน่ะครับ”
ฮันส์มัวแต่ไหวไหล่และยกยิ้มมุมปากจึงไม่ทันสังเกตรอยยิ้มแปลกๆ ของเคลที่กำลังมองตนอยู่มีเพียงแมวทั้งสองตัวเท่านั้นที่ส่ายหัวไปมาขณะมองฮันส์สลับกับเคลที่ยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ไปละ”
เคลปิดประตูรถม้าเขาตัดสินใจแล้วว่าจะพาฮันส์ไปด้วยในฐานะคนคอยจัดการบรรดาเื่จุกจิกกวนใจระหว่างอยู่ในเมืองหลวงจากนั้นรถม้าก็ห้อตะบึงมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางท่ามกลางสายฝนพรำที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
กลิ่นชาหอมพร้อมบทกวี
เคลเหลือบมองป้ายร้านก่อนจะเปิดประตูเข้าไปเสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊งอย่างร่าเริงต้อนรับการมาถึงของเคลพร้อมบรรยากาศภายในร้านที่เงียบสงบ
“ฝนตกเลยไม่มีลูกค้าสินะ”
“มาแล้วเหรอครับ ท่านลอร์ด”
บิลลอสลูกนอกสมรสของผู้นำสมาคมการค้าตระกูลฟลินน์กล่าวต้อนรับราวกับว่าไม่ได้เจอกันมานานเคลเดินมาหยุดยืนประจันหน้ากับบิลลอสที่หน้าเคาน์เตอร์
“ฉันบอกว่าจะกลับมาอีกนี่ ก็ต้องรักษาสัญญาสิ”
“จริงด้วยครับ ต้องรักษาสัญญาให้ผมเตรียมหนังสือที่อ่านค้างไว้คราวก่อนกับชาให้เลยไหมครับ”
“อืม ขอชาสามถ้วยนะ”
“รับเป็ชาอะไรดีครับ”
หลังจากสั่งชาสามชนิดและกำหนดเวลาที่จะให้นำชาไปที่โต๊ะเคลก็หันหลังให้บิลลอสทันทีแล้วมุ่งหน้าขึ้นชั้นสาม
ซ่าาาา
สายฝนเทกระหนํ่าลงมาหนักมากกว่าเดิมเคลเดาะปากและนั่งลงที่โต๊ะริมหน้าต่างในตำแหน่งเดียวกับที่เคยนั่งเมื่อครั้งก่อนจากนั้นทัศนียภาพนอกหน้าต่างก็ปรากฏสู่สายตา
“ฝนตกหนักมากเลยนะครับ”
บิลลอสนั่งลงตรงข้ามและยื่นถ้วยชามาให้เคลเฝ้าสังเกตท่าทางของอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ
ชเวฮัน บีครอส รอน และสุดท้ายบิลลอส
ชื่อเหล่านี้เป็ของตัวละครที่ปรากฏตัวในหนังสืออย่างต่อเนื่องั้แ่เล่มหนึ่งจนถึงเล่มถัดๆ ไปแน่นอนว่าบิลลอสนั้นปรากฏตัวในเล่มแรกแค่ประมาณหนึ่งหรือสองบรรทัดในฐานะเ้าของร้านนํ้าชาที่ชเวฮันแวะพักชั่วครู่จากนั้นก็ได้ปรากฏตัวออกมาอย่างเต็มที่ในเล่มสาม และให้คำมั่นว่าจะจงรักภักดีต่อชเวฮันพร้อมเผยความทะเยอทะยานของตนออกมา
‘เผยออกมา’ คำนี้เป็คำที่สำคัญมาก
เดิมทีเขาก็เป็คนโลภมากอยู่แล้วนี่นะ
ไม่เหมือนกับในเื่ฮงกิลดง[1]บิลลอสไม่ได้รู้สึกเศร้าใจแต่อย่างใดที่ไม่อาจเรียกพ่อว่าพ่อและเรียกพี่ชายว่าพี่ไม่ได้กลับกันแล้ว เขาได้พยายามต่อสู้อย่างถึงที่สุดเพื่อแย่งชิงทุกสิ่งมาไว้ใน
สักวันหนึ่งเขาจะสร้างสถานการณ์ให้คนพวกนั้นต้องยอมรับตนอย่างไม่มีทางเลือกวันที่พ่อจะแนะนำคนอื่นว่าเขาคือบุตรชาย และพี่ชายก็บอกกับคนอื่น ๆว่านี่คือน้องชายของตน
เป็คนที่น่าเหนื่อยใจอะไรอย่างนี้
ในมุมมองของเคลบิลลอสเป็คนที่ใช้ชีวิตได้น่าเหนื่อยใจสุด ๆ แต่ก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไรกลับกันแล้วการที่อีกฝ่ายมีความโลภแบบนั้นก็ดูสมเป็มนุษย์ดี
อีกทั้งเ้าตัวก็มีความสามารถพอที่จะได้รับมันมาจะให้ทำเหมือนผู้บำเพ็ญเพียรที่ละทางโลกและถือสันโดษที่พูดว่า ‘โฮ่ ๆในเมื่อมันเป็เื่ที่ช่วยไม่ได้ ข้าก็คงจะต้องปล่อยวางทุกอย่างสินะ’แบบนั้นยิ่งจะทำให้เคลรู้สึกไม่ชอบมากกว่าเดิม ทำไมถึงต้องยอมทิ้งสิ่งที่ตนสามารถสุขสำราญกับมันไปล่ะควรจะเสวยสุขให้เต็มที่สิถึงจะถูก
อย่างไรก็ตามเขาต้องทำให้อีกฝ่ายได้พบชเวฮันสักครั้งภายในเส้นเื่ของนิยายเล่มหนึ่งให้ได้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องให้ทั้งสองได้เจอกัน แม้จะเป็เพียงชั่วขณะก็ตาม
ขณะที่กำลังจมอยู่ในความคิดเคลก็ได้ยินเสียงของบิลลอสดังขึ้นมา
“ท่านลอร์ดผมได้ยินมาว่าท่านจะไปเมืองหลวงน่ะครับ”
“นี่นายจะนั่งอยู่ตรงนี้ต่อไปเหรอไม่ไปทำงานหรือไง”
บิลลอสไม่ได้เก็บงำรอยยิ้มต่อหน้าเคลที่เผยสีหน้ารำคาญออกมาอย่างโจ่งแจ้งอีกฝ่ายช่างเป็คุณชายที่น่าสนใจมากจริง ๆ อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของบิลลอสคุณชายที่อยู่ตรงหน้าเป็มนุษย์ที่มีแิดีใช้ได้ทีเดียว
“ผมก็จะไปเมืองหลวงเหมือนกันครับแต่คงตามท่านลอร์ดไปทีหลัง”
“แล้วยังไง”
นี่คือเื่ที่เคลรู้อยู่แล้วเพื่อให้บิลลอสและชเวฮันได้มาเกี่ยวข้องกันในเล่มสามในไม่ช้าอีกฝ่ายเองก็ต้องไปที่เมืองหลวงด้วยเช่นกัน
บิลลอสโยนคำถามใส่เคลที่กำลังดื่มชาและมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“ดูเหมือนว่าท่านลอร์ดจะเปลี่ยนไปนะครับ”
พอเคลหันกลับมารอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าของบิลลอสอีกครั้ง เขาพยักพเยิดเหมือนจะบอกให้อีกฝ่ายพูดต่อ
“ดูเหมือนท่านลอร์ดจะไม่ได้เป็เหมือนฉายานะครับ”
“อะไรล่ะ อันธพาลน่ะเหรอ”
บิลลอสสามารถมองเห็นมุมปากของเคลที่ยกขึ้นอีกฝ่ายดูเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เขาไม่ใช่อันธพาลที่บิลลอสรู้จักเพราะเ้าหมอนั่นไม่มีทางทำสีหน้าแบบนี้เป็แน่ ๆไหนจะรอยยิ้มที่ดูขมขื่นอย่างบอกไม่ถูกนั่นอีก
...หรือฉันต้องดื่มเหล้าแล้วก็พังเก้าอี้ที่นี่สักตัว
ทว่าบิลลอสไม่อาจหยั่งรู้ความคิดของเคลได้
“ใช่ครับ อันธพาลไม่ใช่ว่าแต่เดิมท่านลอร์ดเป็อันธพาลเหรอครับ”
นี่เขาไม่หลงเหลือความน่ากลัวอยู่ในตัวแล้วหรือไงกันเคลต้องใช้สมองประมวลผลอย่างหนักขณะมองบิลลอสที่พูดจาแบบนี้กับบุตรชายคนโตของท่านเคานต์ผู้เป็เ้าเมือง
หมอนี่ดื่มเหล้ามาหรือเปล่าเนี่ย
อย่างไรก็ตามเคลไม่้าวิวาทกับบิลลอสผู้ที่จะได้สมาคมการค้าขนาดใหญ่ในอนาคตและอีกฝ่ายเองก็ดูจริงจังเอาการถึงขั้นถามออกมาอย่างจริงจังโดยไม่มีกระทั่งรอยยิ้มด้วยซํ้า
“ไม่ใช่ว่าแต่เดิมท่านลอร์ดเป็อันธพาลเหรอครับ”
คำถามนั้นไม่ได้ตอบยากสำหรับเคลมันง่ายกว่าการคิดว่าจะหาเงินอย่างไรตอนที่หมดตัวเสียอีก
“บิลลอส”
เคลยิ้มพลางเอ่ยถามบิลลอสที่ใบหน้าปราศจากรอยยิ้ม
“นายเรียกพ่อของนายว่าพ่อไม่ได้และก็เรียกพี่ชายว่าพี่ไม่ได้ใช่ไหม”
ดวงตาของบิลลอสยิ่งดูลุ่มลึกขณะจ้องมองคุณชายตรงหน้าซึ่งกำลังแตะเื่น่าอัปยศที่สุดของตนตาไม่กะพริบเคลไม่ลังเลเลยที่จะจี้ปมที่เ็ปที่สุดของอีกฝ่ายเช่นเดียวกับที่บิลลอสแตะต้องประเด็นอ่อนไหวของเขาทั้งสองสบตากันครู่หนึ่งโดยไม่พูดอะไร
ซ่าาาา
เสียงฝนรุนแรงขึ้นเคลยิ้มและเอ่ยถามขึ้นท่ามกลางเสียงฝนที่กำลังตกหนัก
“นายจะอยู่ในฐานะลูกนอกสมรสแบบนี้ต่อไปเหรอพอใจกับจุดที่นายยืนอยู่ตอนนี้แล้วงั้นสิ”
บิลลอสรู้สึกว่าแววตาของเคลคมปลาบขึ้นกว่าเดิม
“ก็ไม่ใช่สักหน่อยนี่”
เคลเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางทำสีหน้าราวกับกำลังหวนคิดถึงอดีตแล้วเอ่ยต่อ
“ฉันทำตัวเป็อันธพาลมาได้สิบปีแล้วก็เล่นเป็แบบนั้นั้แ่อายุแปดขวบแล้วนี่นา”
โอ้โฮ พอมาคิดดูแล้วเคลทำตัวเป็อันธพาลมาั้แ่อายุแปดขวบแล้วสินะเนี่ยแถมยังดื่มเหล้าั้แ่อายุสิบห้า ช่างเป็คนที่เกินเยียวยาจริง ๆ
เคลยิ้มออกมาขณะที่นึกถึงเื่ราวในอดีตของตนที่เคยประสบพบเจอผ่านตัวหนังสือทว่าสำหรับบิลลอส รอยยิ้มนั้นช่างดูหดหู่เหลือเกิน
ตอนนั้นเองก็มีเสียงเบา ๆดังฝ่าสายฝนมาเข้าหูของเคลและบิลลอส
ตึก ตึก
ใครบางคนกำลังเดินขึ้นบันไดมายังชั้นบน
เคลมองผ่านไหล่ของบิลลอสไปยังทางเข้าชั้นสามแล้วก็เห็นเรือนผมสีดำของใครบางคนซึ่งคือชเวฮันนั่นเองจากนั้นเขาก็เห็นรอนตามหลังมา เนื่องจากเมื่อเช้าเคลบอกข้ารับใช้ให้เรียกชเวฮันมาที่ร้านนํ้าชาแห่งนี้
เคลละสายตาจากทั้งสองคนแล้วเอ่ยปากขึ้นอีกครั้งเพื่อจบการสนทนากับบิลลอสส่วนชเวฮันกับรอนที่เพิ่งเดินพ้นบันไดขึ้นมาต่างก็จ้องมองมาที่เคล
“บิลลอส”
ใบหน้าของบิลลอสค่อนข้างดูเ็ายามปราศจากรอยยิ้ม
“ถ้าทำอะไรสักอย่างซํ้ามาเป็สิบ ๆ ปีถึงตอนนี้นายก็ควรหยุดได้แล้ว”
ในทางกลับกันแววตาของเคลกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวามากขึ้นเรื่อย ๆ
“จะเป็อันธพาลไปตลอดชีวิตก็ไม่ได้ใช่ไหมล่ะ”
[1]ตัวเอกจากเื่ ฮงกิลดง นิทานเื่แรกของประเทศเกาหลีที่ประพันธ์ขึ้นโดยฮอคยุนในสมัยโชซอน เื่ราวของโรบินฮู้ดแห่งเกาหลีฮงกิลดงซึ่งเป็ลูกนอกสมรสของเสนาบดีฮง เขามีสติปัญญาโดดเด่นจึงมีคนคิดปองร้ายหลังจากหนีออกจากบ้านเพื่อเอาชีวิตรอดต่อมาเขาก็ได้กลายเป็โจรที่ปล้นคนรวยช่วยคนจนเนื้อเื่เป็การวิพากษ์วิจารณ์การเมืองที่เสื่อมทรามและการแบ่งแยกชนชั้น