ตอนที่6 หมอยาตัวน้อย
ในตอนเช้า ยายเกาอิงออกไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้หลานสาวทำให้ยายเหลือเงินติดตัวไม่มากนัก แต่เพียงพอที่จะเป็ค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับบ้านและกินอยู่ได้อีกสองสามวัน
เมื่อยายพาซูเวยกลับมาถึงบ้านหลังเล็กในหมู่บ้านัแล้ว
ซูเวยพูดคุยบอกกับยายตามตรงถึงเื่ที่เธอรับปากทำงานให้กับกัวจวินว่า“ยายคะ พรุ่งนี้พี่ชายจวินจะมารับหนูไปเรียนรู้เื่ตรวจสอบอัญมณีและช่วยเขาพนันหินหยาบเพื่อหาหยกที่อยู่ในหิน..........”
เธอพยายามอธิบายเฉพาะในส่วนที่สามารถบอกยายได้เท่านั้น
เมื่อเกาอิงได้ยินเช่นนั้นเธอถามหลานสาวด้วยความประหลาดใจว่า “เวยเวยปกติหลานเรียนรู้ได้ช้าและออกจะเกียจคร้านด้วยซ้ำไป แล้วจะไปเรียนรู้กับเขาจะไม่ทำให้เสียการเสียงานหรอกหรือ?”
“ไม่หรอกค่ะ ยายเชื่อหนูสักครั้งได้ไหมคะ?หนูสัญญาแล้วว่าจะทำตัวไม่ให้ยายปวดหัวและเป็กังวลอีก หากหนูช่วยงานพี่ชาย จวินสำเร็จจริงๆพวกเราจะมีเงินตั้งห้าแสนหยวนเลยนะคะยาย ห้าแสนนะคะ ห้าแสน” ซูเวยชูนิ้วมือขึ้นมาทั้งสิบนิ้วแล้วกางออกยืนยันด้วยสีหน้าขึงขังจริงจัง
ยายเกาอิงอึ้งตะลึงครู่หนึ่งก่อนส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อคำพูดของหลานพลางคิดไปว่าหลานโกหกเพื่อทำให้ตนเองสบายใจเท่านั้นเธอจึงโบกมือปฏิเสธอย่างจริงจังว่า “ไม่ ยายไม่เชื่อเด็ดขาด ใครเขาจะให้เงินตั้งมากมายแค่ไปเลือกหินให้เขาเท่านั้น”
ซูเวยรู้สึกหัวบวมขึ้นมาทันทีแล้วพยายามอธิบายเพิ่มเติมกับยายเป็การเดิมพันเพื่อให้ได้งานแรกของตนว่า “งั้นเอาแบบนี้ดีไหมคะยาย หนูจะให้ยายทดสอบว่าหนูสามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในได้หากว่าหนูทำไม่สำเร็จและไม่สามารถหาเงินก้อนใหญ่ให้ยายได้หนูจะเป็เด็กดีและไม่ออกไปไหนอีกเลย ตกลงไหมคะ?”น้ำเสียงจริงจังของหลานสาว ทำให้เกาอิงลอบถอนหายใจและยอมเชื่อหลานสักครั้ง
“เอาละ ก็ได้ยายจะทดสอบดูก่อน หากทำได้จริงยายจะยอมให้เวยเวยไป แต่แค่ครั้งเดียวเท่านั้นนะเข้าใจไหม?” เกาอิงยอมทดสอบตามเงื่อนไขพร้อมกับอนุญาตให้ไปทำงานได้หากผ่านการทดสอบพร้อมกำชับเสียงแข็ง
จากนั้นเกาอิงเดินเข้าไปในห้องนอนตนเองแล้วหยิบเอากล่องไม้ที่เธอเก็บสมบัติของสามีซึ่งเป็แหวนทองเก่าวงหนึ่งออกมาเธอมั่นใจว่าซูเวยจะไม่สามารถมองเห็นหรือเคยเห็นสิ่งที่อยู่ภายในกล่องไม้ได้อย่างแน่นอน
“เอาละไหนบอกยายสิว่ามีอะไรอยู่ในกล่องไม้นี้บ้าง?”เกาอิงวางกล่องไม้ไว้ตรงหน้าหลานสาวพลางถามอย่างจริงจัง
ซูเวยยิ้มรับอย่างสบายใจก่อนที่จะเอื้อมมือไปทำท่าลูบคลำแล้วบอกยายตามจริงว่า“มีแหวนทองเก่าวงหนึ่งและผ้าเช็ดหน้าสีแดงค่ะ”
“โอ๊ะ! หลานเคยเห็นกล่องไม้นี้มาก่อนไหม?”เกาอิงอุทานด้วยความประหลาดเพราะไม่คิดว่าหลานสาวจะทายได้ถูกต้องเช่นนี้
“แหม! ยายคะ หนูไม่เคยเข้าห้องยายเลยนะคะถ้าเข้าไปก็คงตอนเป็เด็กตัวเล็กๆ แต่หนูจะเคยเห็นหรือจำได้เล่า”ซูเวยส่งเสียงประท้วงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ายายไม่ยอมเชื่อใจตนเอง
“ตกลง ในเมื่อเวยเวยตอบถูกต้องงั้นยายจะให้ไปแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว”เกาอิงถอนหายใจพลางกำชับหลานอีกครั้งด้วยความเป็ห่วงเพราะยายไม่คิดว่าจะมีใครใจดียอมจ่ายเงินให้มากมายเพียงแต่ไปเลือกหินให้แต่ทว่าทักษะที่หลานสาวแสดงให้ตนประจักษ์นั้น ทำให้เกาอิงเชื่อใจหลานสาวจึงยอมอนุญาตให้ไปในที่สุด
“ตกลงค่ะยายใจดีที่สุดเลย” ซูเวยพยักหน้ารับอย่างยินดีพร้อมกับยกยอยายอย่างจริงใจ
“ั้แ่ถูกลักพาตัวไปช่างพูดจาฉอเลาะเสียจริง” เกาอิงตบแขนหลานเบาๆพลางพูดด้วยความเอ็นดูเธอไม่คิดว่าเหตุการณ์ร้ายที่หลานสาวประสบมา จะทำให้หลานกลายเป็เด็กรู้ความและไม่แสดงท่าทางก้าวร้าวหรือทำตัวไม่ดีเช่นเดิมอีก
ทำให้เธอลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกพลางคิดถึงสามีและลูกสาวของตนเองอยู่เงียบๆในใจแต่เธอยังรู้สึกประหลาดใจกับทักษะของหลานสาวที่สามารถมองทะลุกล่องไม้ได้ทำให้เธอคิดในใจเพื่ออธิบายสาเหตุความสามารถของหลานสาวว่า “ทำไมเวยเวยถึงสามารถมองทะลุสิ่งของได้?หรือจะเป็ความสามารถอย่างหนึ่งเหมือนกับพ่อของเธอ”
..........
จากนั้นซูเวยขอตำราทางการแพทย์ที่ตามีอยู่มาอ่านศึกษาเพื่อไปช่วยยายหาสมุนไพรในวันหลัง รวมถึงศึกษาพืชสมุนไพรต่างๆในการรักษาโรคและอาการป่วยทั้งหลายปรากฏว่าตำราของตานั้นเป็ตำรางทางการแพทย์เบื้องต้น มีความรู้แค่เื่การตรวจร่างกายวินิจฉัยโรคการฝังเข็ม-รมยา การนวดทุยนา และสมุนไพรเท่านั้น ซึ่งเป็วิธีการรักษาโรคอย่างง่ายและสมุนไพรเบื้องต้นไม่กี่ร้อยรายการย่อมไม่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้ของซูเวย
“ในคฤหาสน์ขาวจะมีตำราทางการแพทย์ไหมนะ?” ซูเวยพึมพำกับตัวเองอย่างคาดหวัง เพราะว่าเธออ่านตำราของตาและสามารถจดจำได้ทั้งหมดภายในเวลาแค่หนึ่งชั่วโมงซึ่งทำให้เธอรู้สึกว่าความรู้ยังไม่ลึกซึ้งและมีน้อยเกินไปดังนั้นจึง้าอ่านตำราที่ซับซ้อนและมีเนื้อหามากกว่านี้เพื่อสามารถค้นหาสมุนไพรหรือวิธีการรักษาโรคได้มากขึ้น
เช้านี้ยายไม่ได้ขึ้นเขาไปหาสมุนไพรเนื่องจากกว่าทั้งคู่จะกลับมาถึงบ้านก็ปาเข้าไปเกือบสิบนาฬิกาแล้วโชคดีที่ยังพอมีเนื้อกระต่ายและผักป่าที่ยายหามาได้เมื่อวันก่อนทำให้สองยายหลานทำอาหารกลางวันทานอย่างง่ายๆและต้องประหยัดเพราะมีเงินเหลือไม่มากนัก
หลังทานอาหารกลางวันอิ่มแล้ว
เวลานี้ยายเตรียมตัวขึ้นเขาในตอนบ่ายเพื่อหาสมุนไพรดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆ เนื่องจาก่ปลายเดือนกุมภาพันธ์เพิ่งจะเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิดังนั้นหิมะละลายเกือบหมดแล้ว ส่วนพื้นที่ทำนาของยายนั้นมีแค่หนึ่งเอเคอร์รวมพื้นที่ตัวบ้านด้วยซึ่งแค่พอมีข้าวกินได้เกือบทั้งปีสำหรับคนสองสามคน ไม่มีไร่หรือสวนทำให้ยายต้องหารายได้เพิ่มเติมด้วยการขึ้นูเาเก็บ
สมุนไพร
“ยายคะหนูขึ้นเขาไปกับยายด้วยได้ไหมคะ?”ซูเวยถามยายอย่างคาดหวังเพราะเธอ้าเห็นสมุนไพรจริงนอกจากอ่านและเห็นในตำราเท่านั้น
“หืออ่านหนังสือจบแล้วหรือ? หลานน่าจะนอนพักผ่อนก่อนดีกว่า เพิ่งจะหายป่วยเองนะ”เกาอิงถามอย่างแปลกใจที่เห็นหลานสาวขอตามตนเองไปด้วยโดยที่ไม่สนใจอ่านหนังสือหรือนอนพักตามนิสัยปกติที่มักจะี้เีและชอบนอนมากกว่า
“หนูอ่านจบแล้วค่ะไม่อยากนอนต่อเลยอยากไปดูสมุนไพรจริง”ซูเวยตอบยายตามจริงพร้อมกับสบตาอ้อนวอนให้ยายใจอ่อน
“ไปก็ได้งั้นช่วยแบกตะกร้าไปด้วยละกัน” ยายเกาอิงยิ้มเล็กน้อยก่อนบอกให้หลานสาวสะพายตะกร้าไปด้วยเผื่อได้แบกสมุนไพรหรือผักป่ากลับมา
“ได้ค่ะยาย”ซูเวยยิ้มกว้างอย่างยินดีก่อนวิ่งเข้าไปในห้องเก็บของแล้วหยิบตะกร้าไม้ไผ่ขนาดย่อมออกมา
เกาอิงยิ้มเล็กน้อยอย่างพอใจที่เห็นหลานสาวรู้ความและช่วยเหลืองานตนเธอมีความสุขมากขึ้นถึงแม้ว่าลูกสาวจะหายหน้าไปหลายปีโดยไม่กลับมาเยี่ยมอีกเลยแต่ทว่าในเวลานี้มีซูเวยช่วยทำให้โลกของเธอดูสดใสขึ้น ทำให้เกาอิงยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดี
……….
“อื้อฮือ! ยายดูอารมณ์ดีเชียว”ซูเวยกล่าวหยอกล้อยายขณะเดินขึ้นเขาไปด้วยกัน
“ฮึๆรู้จักหยอกล้อยายด้วยรึ?” เกาอิงหัวเราะขำเล็กน้อยอย่างมีความสุข
“ยายคะ ต้องข้ามลำธารนี่ถึงจะเข้าไปเทือกเขาัเขียวได้หรือคะ?”ซูเวยถามยายด้วยความสงสัยเธอแปลกใจว่าเส้นทางไปเทือกเขาัเขียวนั้นมีเส้นทางนี้เท่านั้นหรือไม่เนื่องจากในใจส่วนลึกของร่างเก่ายัง้าไปตามหาพ่อตนเองอยู่
“ข้ามลำธารเป็เส้นทางที่เร็วที่สุดส่วนอีกทางก็ต้องเดินผ่านยอดเขาข้างหน้าไปนะสิ แต่ทางนั้นมีหน้าผามันอันตรายมากเกินไป” ท้ายประโยคเกาอิงพูด้วยน้ำเสียงหดหู่เป็เพราะว่าสามีของเธอเสียชีวิตที่หน้าผาแห่งนั้นนั่นเอง
“อย่างนี้นี่เอง”ซูเวยพึมพำอย่างเข้าใจ
เกือบครึ่งชั่วโมงสองยายหลานเดินมาถึงเนินเขาที่มีสมุนไพรและผักป่าอยู่เป็จำนวนมาก
โชคดี่เวลานี้เริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้วปลายเดือนกุมภาพันธ์ อากาศเย็นสบาย ทำให้ซูเวยไม่มีอาการหอบเหนื่อยแต่อย่างใด
เธอคิดวางแผนในใจเมื่อเห็นเส้นทางบนูเาแล้วเธอตั้งใจจะตื่นแต่เช้าเพื่อวิ่งออกกำลังกายและฝึกฝนทักษะต่อสู้ซาเซินเนื่องจากตอนนี้สภาพร่างกายของร่างเดิมเกียจคร้านและอ่อนแอมากเกินไป
เวลานี้เกาอิงกำลังเก็บสมุนไพรหลายชนิดได้แก่ ปักคี้ แปะจี้ ชุงฮวย แปะตุ๊ก ฮ่วงฮง และชังหยือจี้ซึ่งเป็สมุนไพรรักษาโรคหวัดเป็ส่วนใหญ่ ราคาสมุนไพรสดแต่ละชนิดมีราคาไม่กี่เฟินต่อกิโลกรัมหากเป็สมุนไพรแห้งราคาจะสูงมากกว่าเดิม 3-5 เท่าทำให้เกาอิงเก็บสมุนไพรไปตามแห้งก่อนนำไปขายในตัวอำเภอจง จังหวัดหวง
ซูเวยเรียนรู้สมุนไพรจริงจากคำแนะนำของยายอย่างตั้งใจเธอพบว่ายายรู้จักสมุนไพรแค่หนึ่งในสิบจากตำราของตาทำให้การเก็บสมุนไพรของยายมีเฉพาะสมุนไพรราคาถูก จึงได้ราคาต่ำ
“ยายคะหนูจะช่วยหาสมุนไพรหายากที่น่าจะมีราคาแพงอย่างน้อยพวกเราจะได้มีรายได้มากขึ้นนะคะ” ซูเวยพูดบอกยายอย่างจริงจังและมั่นใจ
“เวยเวยหลานจดจำสมุนไพรในตำราของตาได้งั้นหรือ?”เกาอิงถามหลานสาวด้วยความแปลกใจ เพราะเธอไม่คิดว่าหลานสาวอ่านตำราแค่หนึ่งชั่วโมงจะสามารถเข้าใจและจดจำสมุนไพรชนิดต่างๆได้มากกว่าตนเองเนื่องจากเธอเข้าใจว่าหลานเรียนรู้สมุนไพรไม่กี่ชนิดจากตนเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่น่าจะค้นหาสมุนไพรขั้นสูงหรือราคาแพงได้
“งั้นให้หนูลองดูก่อนดีไหมคะ?”ซูเวยี้เีอธิบายจึง้าแสดงให้ยายได้เห็นด้วยตาของยายเองดีกว่า
จากนั้นซูเวยเดินแยกตัวไปอีกด้านเพราะเธอเหลือบมองเห็นสมุนไพรที่มีรูปร่างเหมือนกับในหนังสือตำราแพทย์ของตาเป็สมุนไพรใช้รักษาโรคได้หลายโรคและน่าจะมีราคาแพงมากกว่าสมุนไพรพื้นฐานแบบที่ยายกำลังเก็บอยู่นั้น
ทันใดนั้นซูเวยเหลียวมองขึ้นไปเห็นดอกกล้วยไม้บนต้นไม้ที่กำลังเริ่มผลิใบหลังจากผ่านพ้นฤดูหนาวและหิมะมาแล้ว
“ใช่แล้วนี่คือกล้วยไม้สกุลหวายที่หายากนั่นเอง” ซูเวยอุทานด้วยความตื่นเต้นยินดีนั่นเป็เพราะว่าเธอจดจำรายชื่อสมุนไพรหายากได้จากตำราของตาซึ่งทำให้เธอมั่นใจว่าสมุนไพรหายากย่อมต้องมีราคาแพงไปด้วย
สมุนไพรหายากในตำราของตาได้แก่ ม้าน้ำ กล้วยไม้สกุลหวาย เห็ดหลินจือ ถั่งเช่า รังนก กระเพาะปลา ตังกุยนิ่ววัว และโสม
เวลานี้เธอค้นพบกล้วยไม้สกุลหวายแล้วถึงแม้ว่าจะมีไม่กี่ต้น แต่ทว่าอาจช่วยทำเงินให้กับยายได้มากทีเดียวดังนั้นซูเวยจึงพยายามเหลียวมองหาทางปีนป่ายขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อเก็บกล้วยไม้นั้น เธอวางตะกร้าบนหลังไว้บนพื้นก่อนเริ่มปีนป่าย
“ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไปแล้วต้องเร่งฟื้นฟูให้แข็งแกร่งโดยเร็ว”ซูเวยบ่นให้กับร่างใหม่พลางจับกิ่งไม้และโหนตัวเองขึ้นสูงไปเรื่อยๆในที่สุดเธอสามารถเก็บกล้วยไม้หวายได้ทั้งหมดเกือบยี่สิบต้นจากต้นไม้ใหญ่สี่ต้นขณะที่กำลังเก็บกล้วยไม้ต้นสุดท้ายอยู่นั้นซูเวยเหลือบมองเห็นหญิงชาวบ้านคนหนึ่งล้มฟุบหมดสติอยู่กับพื้น ซึ่งห่างจากต้นไม้ที่เธอปีนอยู่ราว100 เมตร เธอมองเห็นได้ง่ายดายเนื่องจากอยู่บนที่สูง
“นั่นใครฟุบอยู่ตรงนั้น?”ซูเวยพึมพำด้วยความสงสัยก่อนรีบปีนลงมายืนบนพื้น เธอรีบเก็บกล้วยไม้ใส่ในตะกร้าก่อนคว้าตะกร้าพร้อมกับวิ่งตรงไปยังตำแหน่งที่มองเห็นหญิงคนหนึ่งหมดสติอยู่บนพื้น
ครู่หนึ่งซูเวยวิ่งมาถึงและจับตัวหญิงพลิกตัวขึ้นมานอนหงายพร้อมกับเขย่าตัวเรียกชื่อ“น้าจิวคะ น้าจิว” เธอจำหญิงคนนี้ได้ว่าเป็แม่ของเด็กชายชื่อ สืออู๋เจ๋อ อายุ 12ปี ซูเวยลองจับชีพจรดูตามที่ได้ศึกษามาจากตำราแพทย์ของตา
“ชีพจรหนักเบาแบบนี้เหมือนคนอ่อนเพลียเพราะทำงานหนักและพักผ่อนน้อย”ซูเวยพยักหน้าพลางทำความเข้าใจกับชีพจรที่บ่งบอกถึงความผิดปกติในร่างกายจากตำราแพทย์ของตา
เมื่อรู้สาเหตุของอาการป่วยจนทำให้จิวมู่ตานหมดสติขณะเข้ามาในป่าแบบนี้แล้ว ซูเวยตัดสินใจใช้การรักษาแบบนวดทุยนาพร้อมกับเหลียวมองหายาสมุนไพรที่จะช่วยแก้ไขเบื้องต้นไปด้วย
ครู่หนึ่งจิวมู่ตานฟื้นคืนสติและเริ่มลืมตาตื่นขึ้นมา“โอ๊ะ! เวยเวย เธอเองหรือ?” จิวมู่ตานอุทานด้วยความแปลกใจเพราะไม่คิดว่าคนที่ช่วยเหลือตัวเองไว้จะเป็เด็กหญิงที่แสนร้ายกาจของหมู่บ้านั
“น้าจิวรอแป๊บหนูจะไปเอาสมุนไพรมาให้” ซูเวยไม่สนใจท่าทางแปลกใจของจิวมู่ตานเธอลุกขึ้นยืนและวิ่งตรงไปยังตำแหน่งของสมุนไพรที่มองเห็น เป็สูตรยาบำรุง “อีก้วนเจียน”เสริมบำรุงหยินของตับและไต กระจายและปรับชี่ของตับ มีตัวยาอยู่ 6 ชนิด นั่นคือตี้หวง เป่ยซาเซิน ไม่ตง ตังกุย โก่วฉีจื่อ และชวนเลี่ยนจื่อ ซูเวยหยิบสมุนไพรแต่ละชนิดโดยการกะน้ำหนักเอาเองตามสูตรพลางคิดในใจอย่างตื่นเต้นยินดีเมื่อเห็นว่ามีตังกุยขึ้นอยู่ประปรายในป่าแห่งนี้“จะต้องไปบอกยายให้มาเก็บตังกุยให้มากที่สุด นี่มันของดีน่าจะมีราคาแพงด้วย”
จากนั้นเธอกลับมาหาจิวมู่ตานที่เดิมซึ่งจิวมู่ตานกำลังนั่งจิบน้ำอยู่เงียบๆพร้อมกับจ้องมองตรงมายังซูเวยด้วยความแปลกใจ
“สมุนไพรพวกนี้น้าจิวเอาไปต้มดื่มทุกวันนะคะทานแค่สองสามครั้งก็หายดีแล้ว”ซูเวยบอกจิวมู่ตานพร้อมกับอธิบายวิธีการต้มสมุนไพรรักษาอาการป่วยของเธออย่างละเอียด